- หน้าแรก
- ชีวิตในคฤหาสน์แดงของฉัน
- บทที่ 20 การยั่วยุ
บทที่ 20 การยั่วยุ
บทที่ 20 การยั่วยุ
บทที่ 20 การยั่วยุ
หลังจากมือของนางถูกพระสวามีกุมเอาไว้ เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจางๆ จากฝ่ามือหนา ดวงหทัยของฮองเฮาไป๋ก็สงบลงเล็กน้อย "ฝ่าบาท ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรายังต้องส่งทหารไปปราบโจรที่อำเภอฉางผิงอีกหรือเพคะ"
"อืม..."
ฮ่องเต้ฉางผิงครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะตรัสว่า "ยังคงต้องปราบปราม หากเราไม่ทำเช่นนั้น นอกจากจะไม่ยุติธรรมต่อเสวี่ยเหยียนเด็กคนนี้แล้ว ยังจะเป็นขี้ปากให้ผู้คนนินทาเอาได้ ทว่าหากให้แม่ทัพเฝิงไปจัดการด้วยตัวเอง เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขา นี่ช่างน่าลำบากใจเสียจริง เราไม่คาดคิดเลยว่า เราที่เป็นถึงฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเซี่ย จะรู้สึกยากลำบากเพียงนี้กับการปราบโจรกลุ่มหนึ่ง นี่มันเรื่องตลกที่สุดในใต้หล้าชัดๆ"
เมื่อได้ยินความขมขื่นในวาจาของพระสวามี ฮองเฮาไป๋จึงบีบพระหัตถ์ตอบด้วยความปวดใจ "แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ความทุกข์ระทมของฝ่าบาท ในบรรดาแปดค่ายของกองพลรักษาพระนคร มีเพียงค่ายเสวียนเฟิงและค่ายห้าทัพเท่านั้นที่เชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ อีกหกค่ายที่เหลือเรียกใช้ได้แต่ไม่ยอมมาเข้าเฝ้า ต่อให้พระองค์จะเก่งกาจเพียงใด ก็เปรียบเสมือนแม่ศรีเรือนผู้ชาญฉลาดที่ไม่อาจหุงหาอาหารได้หากไร้ซึ่งข้าวสาร"
"อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย"
ฮ่องเต้ฉางผิงโบกพระหัตถ์ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"พวกมันอยากเห็นเรากลายเป็นตัวตลกมิใช่หรือ เราก็จะทำให้พวกมันดู ปัญหาโจรผู้ร้ายในอำเภอฉางผิง เราจะปราบปรามให้สิ้นซาก"
ณ ค่ายทหารเสวียนเฟิง ชานเมืองหลวง
นี่เป็นวันที่สิบห้าแล้วที่เจี่ยอวี้เข้ามาอยู่ในค่ายเสวียนเฟิง ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เจี่ยอวี้ได้เรียนรูสิ่งต่างๆ อย่างกระตือรือร้น
เขาพบว่าการทำสงครามในยุคอาวุธเย็นนั้นแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ในโลกอนาคตอย่างสิ้นเชิง
ความแตกต่างหลักอยู่ที่ความเข้าใจในสงครามและยุทโธปกรณ์ ในยุคอาวุธเย็น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับกองทัพในยามสู้รบคือ การจัดขบวนทัพ
ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใดระหว่างการสู้รบ ขบวนทัพจะต้องไม่แตกพ่าย
กล่าวได้ว่าในระหว่างการปะทะกัน ตราบใดที่ขบวนทัพของฝ่ายใดแตกพ่ายก่อน ก็แทบจะตัดสินได้เลยว่าฝ่ายนั้นเป็นผู้พ่ายแพ้
นี่เป็นเพราะสงครามเน้นพลังของกลุ่มก้อน ความแข็งแกร่งของปัจเจกบุคคลนั้นไร้ความหมาย มีเพียงการรวมพลังของทุกคนเท่านั้นจึงจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ดีกว่า
และขบวนทัพคือรูปแบบที่สามารถดึงพลังรวมของกลุ่มออกมาได้สูงสุด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการจัดขบวนทัพจึงได้รับการให้ความสำคัญอย่างสูงจากราชวงศ์ต่างๆ ตลอดหน้าประวัติศาสตร์
ในเวลานี้ หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ เจี่ยอวี้นอนเอกเขนกอยู่บนพื้นหญ้า มองดูกลุ่มทหารกำลังเล่นมวยปล้ำกันอยู่ที่มุมหนึ่งของค่าย
มวยปล้ำ กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือการต่อสู้ด้วยมือเปล่า
เป็นกิจกรรมที่ผู้คนใช้พละกำลังของตนเองโดยปราศจากเครื่องทุ่นแรงเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ และยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกองทัพ
"ตาเฒ่าหม่า ออกแรงหน่อยสิโว้ย บัดซบ!"
"เจ้าลูกรองเจียว เมื่อคืนเจ้าใช้แรงกับแม่หนูเสี่ยวเถาหงไปหมดแล้วหรือไงวะ ทำไมวันนี้สู้ได้อ้อนแอ้นนักเล่า"
เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากไม่ไกลนัก
ทหารสองนายที่ถอดเสื้อเปลือยท่อนบน สวมเพียงกางเกงขายาว กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ ท่ามกลางวงล้อมของกลุ่มทหารในชุดเสื้อเกราะยวนยางที่คอยส่งเสียงเชียร์อยู่ไม่ขาดสาย
ผลของการประลองมวยปล้ำนี้รู้ผลอย่างรวดเร็ว ทหารนายหนึ่งถูกจับทุ่มลงกับพื้นอย่างรุนแรงและไม่สามารถลุกขึ้นได้เป็นเวลานาน นายหมวดผู้ทำหน้าที่เป็นกรรมการจึงประกาศให้อีกฝ่ายเป็นผู้ชนะทันที
เสียงเชียร์และเสียงก่นด่าดังระเบิดขึ้นพร้อมกันในบัดดล
ผู้ชนะหัวเราะร่าอย่างเบิกบานใจพลางรับเงินจากเจ้ามือ ในขณะที่ทหารฝ่ายที่เสียพนันต่างพากันสบถด่าด้วยความโมโห
ผู้แพ้ก่นด่า ผู้ชนะหัวเราะ นี่คือภาพจำลองชีวิตของมนุษย์
ถูกต้องแล้ว ท่านอ่านไม่ผิดหรอก ทหารเหล่านี้กำลังเล่นพนันกัน
การพนันในกองทัพเป็นปัญหาที่พบเห็นได้ทั่วไปมาตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อทหารต้องอยู่ในค่ายเป็นเวลานานและเกิดความเบื่อหน่าย ย่อมต้องหาความบันเทิงใส่ตัว ดังนั้นการดื่มสุราและการเล่นพนันจึงกลายเป็นวิธีฆ่าเวลาที่ดีที่สุด
ขณะที่เจี่ยอวี้กำลังมองดูเหล่าทหารที่ส่งเสียงดังเอะอะตรงหน้าด้วยสายตาครุ่นคิด ชายหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเขาพร้อมรอยยิ้ม
"นายกองเจี่ย นานๆ ทีพี่น้องจะมีความสุขกัน ท่านไม่ลองลงมาเสี่ยงดวงหาความสำราญดูบ้างหรือขอรับ"
ยังไม่ทันที่เจี่ยอวี้จะได้เอ่ยวาจา นายทหารอีกคนหนึ่งที่มีอายุราวสามสิบปี ใบหน้าค่อนข้างเหลืองซีด ก็เอ่ยแทรกขึ้นมาในเชิงตำหนิ "เซี่ยโหย่วหยวน เจ้าคิดจะทำบ้าอะไรของเจ้า
นายกองเจี่ยมีสถานะสูงส่งเพียงใด จะให้ลดตัวลงมาเล่นมวยปล้ำคลุกฝุ่นกับพวกเราที่เป็นไพร่ราบต่ำต้อยได้อย่างไร มันจะเสียเกียรติท่านเปล่าๆ!"
เจี่ยอวี้มองดูชายสองคนที่รับลูกรับส่งกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยด้วยแววตาเย็นชา
นับตั้งแต่เขาได้รับแต่งตั้งจากแม่ทัพเฝิงให้เป็นนายกองสังกัดกองร้อยที่สามแห่งค่ายเสวียนเฟิงเมื่อสิบกว่าวันที่แล้ว สองคนนี้ก็คอยต่อต้านเขามาตลอดทั้งในที่ลับและที่แจ้ง วาจาของพวกมันล้วนแฝงไปด้วยความประชดประชัน
เหตุผลง่ายนิดเดียว หากไม่มีเจี่ยอวี้ ตำแหน่งนายกองกองร้อยที่สามนี้ย่อมต้องตกเป็นของใครคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้
แต่พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะมีใครบางคนถูกส่งตรงลงมาจากเบื้องบน ซ้ำยังเป็นคนหน้าขาวที่ดูสำอางราวกับคุณชายเจ้าสำราญอีกต่างหาก
พวกเขาจะยอมรับเจี่ยอวี้ผู้ที่มาฉกฉวยอนาคตของพวกเขาไปได้อย่างไร
ในช่วงแรก เจี่ยอวี้เห็นว่าตนเพิ่งมาใหม่จึงทำเป็นไม่สนใจคนทั้งสอง แต่ในเมื่อตอนนี้เขาเข้ามาอยู่ในค่ายหลักได้เกือบเดือนแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องแสดงเขี้ยวเล็บให้เห็นเสียบ้าง
เจี่ยอวี้ยืดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเดินเข้าไปกลางวงล้อมของฝูงชน
เขามองดูคนทั้งสองด้วยสายตาเย็นเยียบ "หวูอวิ๋นชุน เซี่ยโหย่วหยวน ข้ารู้ว่าพวกเจ้าสองคนไม่พอใจที่ข้าเข้ามารับตำแหน่งนายกอง และต้องการหาโอกาสสั่งสอนข้า
พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องมายั่วยุข้าด้วยวาจาเหน็บแนมเช่นนี้ อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาส ตอนนี้พวกเจ้าสองคนดาหน้ากันเข้ามาพร้อมกันได้เลย
ใครก็ตามที่สามารถล้มข้าได้ ตำแหน่งนายกองนี้ข้ายกให้... ว่าอย่างไรเล่า"
"พูดจริงหรือ" ใบหน้าของเซี่ยโหย่วหยวนเปล่งประกายขึ้นมาทันที
ทว่าหวูอวิ๋นชุนกลับมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เขาไม่ได้ไร้สมองเหมือนอย่างเซี่ยโหย่วหยวน
หลายคนรู้ดีว่าเจี่ยอวี้เป็นคนที่แม่ทัพเฝิงพาเข้ามาด้วยตัวเอง
ตามหลักการแล้ว ในฐานะผู้บัญชาการค่ายเสวียนเฟิง การที่แม่ทัพเฝิงจะจัดหาคนมาลงตำแหน่งนายกองด้วยตนเองถือเป็นเรื่องปกติวิสัย และไม่มีใครสามารถหาข้ออ้างมาตำหนิได้
แต่ในกองทัพย่อมยึดถือหลักการที่ว่าผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับ ตลอดเวลาที่เจี่ยอวี้อยู่ในค่ายเสวียนเฟิง เขาทำตัวเงียบเชียบและไม่เคยแสดงฝีมือใดๆ ให้เห็น
สิ่งนี้ทำให้เหล่านายทหารที่คอยลอบสังเกตเขาเริ่มมีความคิดอื่น และเป็นเหตุผลว่าทำไมหวูอวิ๋นชุนจึงกล้าใช้วาจาเหน็บแนม
อย่างไรก็ตาม การใช้วาจายั่วยุก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อใดที่มีการลงไม้ลงมือ ธรรมชาติของเรื่องราวจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ดังคำกล่าวที่ว่า กองทัพย่อมมีกฎ หากผู้ใต้บังคับบัญชาลงมือกับผู้บังคับบัญชา ถือเป็นความผิดร้ายแรงในกองทัพทุกยุคทุกสมัย และจะถูกผู้บังคับบัญชามองว่าเป็นการดูหมิ่นและท้าทายอำนาจ
ไม่มีผู้บังคับบัญชาคนไหนที่จะทนต่อพฤติกรรมเช่นนี้ได้ อย่างเบาก็แค่ถูกปรับเงินและตำหนิโทษทัณฑ์ อย่างหนักอาจถึงขั้นถูกโบยหรือบั่นคอ
เมื่อครู่นี้ เซี่ยโหย่วหยวนเจ้าคนบุมบ่ามนั่นเป็นคนเปิดประเด็น เขาเพียงแค่พูดจาเหน็บแนมอยู่ข้างๆ ต่อให้เกิดเรื่องขึ้น โทษทัณฑ์ย่อมตกอยู่ที่เซี่ยโหย่วหยวน
แต่ถ้าเขาลงไปร่วมวงด้วยตัวเอง ทั้งสองคนย่อมต้องติดร่างแหไปด้วยกัน
ส่วนเรื่องที่เจี่ยอวี้บอกว่าจะยกตำแหน่งนายกองให้หากชนะนั้น ก็แค่ฟังหูไว้หู ใครเชื่อก็โง่เต็มที
เมื่อเห็นสีหน้าลังเลใจของหวูอวิ๋นชุน เจี่ยอวี้ก็แค่นเสียงหัวเราะในใจและจงใจเอ่ยยั่วยุ "อะไรกัน หวูอวิ๋นชุน เซี่ยโหย่วหยวน พวกเจ้าสองคนเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวหรืออย่างไร
เมื่อกี้ยังเรียกร้องอยากจะประลองกับข้าอยู่เลย พอข้าเปิดโอกาสให้พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกัน กลับไม่กล้าเสียอย่างนั้นหรือ
อ้อ... ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าต่างก็เป็นนายหมวด ปกติคงทำได้แค่สั่งให้ลูกน้องออกไปรบ ส่วนตัวเองก็ได้แต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ข้างสนามกระมัง
เอาอย่างนี้เป็นไง อยากได้เวลาเพิ่มไหมล่ะ พวกเจ้าสองคนไปรวบรวมพี่น้องใต้สังกัดของพวกเจ้ามา จัดขบวนทัพให้เรียบร้อย แล้วเข้ามาสู้กับข้าพร้อมกันเลยดีไหม"