เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 การยั่วยุ

บทที่ 20 การยั่วยุ

บทที่ 20 การยั่วยุ


บทที่ 20 การยั่วยุ

หลังจากมือของนางถูกพระสวามีกุมเอาไว้ เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจางๆ จากฝ่ามือหนา ดวงหทัยของฮองเฮาไป๋ก็สงบลงเล็กน้อย "ฝ่าบาท ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรายังต้องส่งทหารไปปราบโจรที่อำเภอฉางผิงอีกหรือเพคะ"

"อืม..."

ฮ่องเต้ฉางผิงครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะตรัสว่า "ยังคงต้องปราบปราม หากเราไม่ทำเช่นนั้น นอกจากจะไม่ยุติธรรมต่อเสวี่ยเหยียนเด็กคนนี้แล้ว ยังจะเป็นขี้ปากให้ผู้คนนินทาเอาได้ ทว่าหากให้แม่ทัพเฝิงไปจัดการด้วยตัวเอง เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขา นี่ช่างน่าลำบากใจเสียจริง เราไม่คาดคิดเลยว่า เราที่เป็นถึงฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเซี่ย จะรู้สึกยากลำบากเพียงนี้กับการปราบโจรกลุ่มหนึ่ง นี่มันเรื่องตลกที่สุดในใต้หล้าชัดๆ"

เมื่อได้ยินความขมขื่นในวาจาของพระสวามี ฮองเฮาไป๋จึงบีบพระหัตถ์ตอบด้วยความปวดใจ "แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ความทุกข์ระทมของฝ่าบาท ในบรรดาแปดค่ายของกองพลรักษาพระนคร มีเพียงค่ายเสวียนเฟิงและค่ายห้าทัพเท่านั้นที่เชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ อีกหกค่ายที่เหลือเรียกใช้ได้แต่ไม่ยอมมาเข้าเฝ้า ต่อให้พระองค์จะเก่งกาจเพียงใด ก็เปรียบเสมือนแม่ศรีเรือนผู้ชาญฉลาดที่ไม่อาจหุงหาอาหารได้หากไร้ซึ่งข้าวสาร"

"อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย"

ฮ่องเต้ฉางผิงโบกพระหัตถ์ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก

"พวกมันอยากเห็นเรากลายเป็นตัวตลกมิใช่หรือ เราก็จะทำให้พวกมันดู ปัญหาโจรผู้ร้ายในอำเภอฉางผิง เราจะปราบปรามให้สิ้นซาก"

ณ ค่ายทหารเสวียนเฟิง ชานเมืองหลวง

นี่เป็นวันที่สิบห้าแล้วที่เจี่ยอวี้เข้ามาอยู่ในค่ายเสวียนเฟิง ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เจี่ยอวี้ได้เรียนรูสิ่งต่างๆ อย่างกระตือรือร้น

เขาพบว่าการทำสงครามในยุคอาวุธเย็นนั้นแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ในโลกอนาคตอย่างสิ้นเชิง

ความแตกต่างหลักอยู่ที่ความเข้าใจในสงครามและยุทโธปกรณ์ ในยุคอาวุธเย็น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับกองทัพในยามสู้รบคือ การจัดขบวนทัพ

ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใดระหว่างการสู้รบ ขบวนทัพจะต้องไม่แตกพ่าย

กล่าวได้ว่าในระหว่างการปะทะกัน ตราบใดที่ขบวนทัพของฝ่ายใดแตกพ่ายก่อน ก็แทบจะตัดสินได้เลยว่าฝ่ายนั้นเป็นผู้พ่ายแพ้

นี่เป็นเพราะสงครามเน้นพลังของกลุ่มก้อน ความแข็งแกร่งของปัจเจกบุคคลนั้นไร้ความหมาย มีเพียงการรวมพลังของทุกคนเท่านั้นจึงจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ดีกว่า

และขบวนทัพคือรูปแบบที่สามารถดึงพลังรวมของกลุ่มออกมาได้สูงสุด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการจัดขบวนทัพจึงได้รับการให้ความสำคัญอย่างสูงจากราชวงศ์ต่างๆ ตลอดหน้าประวัติศาสตร์

ในเวลานี้ หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ เจี่ยอวี้นอนเอกเขนกอยู่บนพื้นหญ้า มองดูกลุ่มทหารกำลังเล่นมวยปล้ำกันอยู่ที่มุมหนึ่งของค่าย

มวยปล้ำ กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือการต่อสู้ด้วยมือเปล่า

เป็นกิจกรรมที่ผู้คนใช้พละกำลังของตนเองโดยปราศจากเครื่องทุ่นแรงเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ และยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกองทัพ

"ตาเฒ่าหม่า ออกแรงหน่อยสิโว้ย บัดซบ!"

"เจ้าลูกรองเจียว เมื่อคืนเจ้าใช้แรงกับแม่หนูเสี่ยวเถาหงไปหมดแล้วหรือไงวะ ทำไมวันนี้สู้ได้อ้อนแอ้นนักเล่า"

เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากไม่ไกลนัก

ทหารสองนายที่ถอดเสื้อเปลือยท่อนบน สวมเพียงกางเกงขายาว กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ ท่ามกลางวงล้อมของกลุ่มทหารในชุดเสื้อเกราะยวนยางที่คอยส่งเสียงเชียร์อยู่ไม่ขาดสาย

ผลของการประลองมวยปล้ำนี้รู้ผลอย่างรวดเร็ว ทหารนายหนึ่งถูกจับทุ่มลงกับพื้นอย่างรุนแรงและไม่สามารถลุกขึ้นได้เป็นเวลานาน นายหมวดผู้ทำหน้าที่เป็นกรรมการจึงประกาศให้อีกฝ่ายเป็นผู้ชนะทันที

เสียงเชียร์และเสียงก่นด่าดังระเบิดขึ้นพร้อมกันในบัดดล

ผู้ชนะหัวเราะร่าอย่างเบิกบานใจพลางรับเงินจากเจ้ามือ ในขณะที่ทหารฝ่ายที่เสียพนันต่างพากันสบถด่าด้วยความโมโห

ผู้แพ้ก่นด่า ผู้ชนะหัวเราะ นี่คือภาพจำลองชีวิตของมนุษย์

ถูกต้องแล้ว ท่านอ่านไม่ผิดหรอก ทหารเหล่านี้กำลังเล่นพนันกัน

การพนันในกองทัพเป็นปัญหาที่พบเห็นได้ทั่วไปมาตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อทหารต้องอยู่ในค่ายเป็นเวลานานและเกิดความเบื่อหน่าย ย่อมต้องหาความบันเทิงใส่ตัว ดังนั้นการดื่มสุราและการเล่นพนันจึงกลายเป็นวิธีฆ่าเวลาที่ดีที่สุด

ขณะที่เจี่ยอวี้กำลังมองดูเหล่าทหารที่ส่งเสียงดังเอะอะตรงหน้าด้วยสายตาครุ่นคิด ชายหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเขาพร้อมรอยยิ้ม

"นายกองเจี่ย นานๆ ทีพี่น้องจะมีความสุขกัน ท่านไม่ลองลงมาเสี่ยงดวงหาความสำราญดูบ้างหรือขอรับ"

ยังไม่ทันที่เจี่ยอวี้จะได้เอ่ยวาจา นายทหารอีกคนหนึ่งที่มีอายุราวสามสิบปี ใบหน้าค่อนข้างเหลืองซีด ก็เอ่ยแทรกขึ้นมาในเชิงตำหนิ "เซี่ยโหย่วหยวน เจ้าคิดจะทำบ้าอะไรของเจ้า

นายกองเจี่ยมีสถานะสูงส่งเพียงใด จะให้ลดตัวลงมาเล่นมวยปล้ำคลุกฝุ่นกับพวกเราที่เป็นไพร่ราบต่ำต้อยได้อย่างไร มันจะเสียเกียรติท่านเปล่าๆ!"

เจี่ยอวี้มองดูชายสองคนที่รับลูกรับส่งกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยด้วยแววตาเย็นชา

นับตั้งแต่เขาได้รับแต่งตั้งจากแม่ทัพเฝิงให้เป็นนายกองสังกัดกองร้อยที่สามแห่งค่ายเสวียนเฟิงเมื่อสิบกว่าวันที่แล้ว สองคนนี้ก็คอยต่อต้านเขามาตลอดทั้งในที่ลับและที่แจ้ง วาจาของพวกมันล้วนแฝงไปด้วยความประชดประชัน

เหตุผลง่ายนิดเดียว หากไม่มีเจี่ยอวี้ ตำแหน่งนายกองกองร้อยที่สามนี้ย่อมต้องตกเป็นของใครคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้

แต่พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะมีใครบางคนถูกส่งตรงลงมาจากเบื้องบน ซ้ำยังเป็นคนหน้าขาวที่ดูสำอางราวกับคุณชายเจ้าสำราญอีกต่างหาก

พวกเขาจะยอมรับเจี่ยอวี้ผู้ที่มาฉกฉวยอนาคตของพวกเขาไปได้อย่างไร

ในช่วงแรก เจี่ยอวี้เห็นว่าตนเพิ่งมาใหม่จึงทำเป็นไม่สนใจคนทั้งสอง แต่ในเมื่อตอนนี้เขาเข้ามาอยู่ในค่ายหลักได้เกือบเดือนแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องแสดงเขี้ยวเล็บให้เห็นเสียบ้าง

เจี่ยอวี้ยืดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเดินเข้าไปกลางวงล้อมของฝูงชน

เขามองดูคนทั้งสองด้วยสายตาเย็นเยียบ "หวูอวิ๋นชุน เซี่ยโหย่วหยวน ข้ารู้ว่าพวกเจ้าสองคนไม่พอใจที่ข้าเข้ามารับตำแหน่งนายกอง และต้องการหาโอกาสสั่งสอนข้า

พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องมายั่วยุข้าด้วยวาจาเหน็บแนมเช่นนี้ อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาส ตอนนี้พวกเจ้าสองคนดาหน้ากันเข้ามาพร้อมกันได้เลย

ใครก็ตามที่สามารถล้มข้าได้ ตำแหน่งนายกองนี้ข้ายกให้... ว่าอย่างไรเล่า"

"พูดจริงหรือ" ใบหน้าของเซี่ยโหย่วหยวนเปล่งประกายขึ้นมาทันที

ทว่าหวูอวิ๋นชุนกลับมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เขาไม่ได้ไร้สมองเหมือนอย่างเซี่ยโหย่วหยวน

หลายคนรู้ดีว่าเจี่ยอวี้เป็นคนที่แม่ทัพเฝิงพาเข้ามาด้วยตัวเอง

ตามหลักการแล้ว ในฐานะผู้บัญชาการค่ายเสวียนเฟิง การที่แม่ทัพเฝิงจะจัดหาคนมาลงตำแหน่งนายกองด้วยตนเองถือเป็นเรื่องปกติวิสัย และไม่มีใครสามารถหาข้ออ้างมาตำหนิได้

แต่ในกองทัพย่อมยึดถือหลักการที่ว่าผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับ ตลอดเวลาที่เจี่ยอวี้อยู่ในค่ายเสวียนเฟิง เขาทำตัวเงียบเชียบและไม่เคยแสดงฝีมือใดๆ ให้เห็น

สิ่งนี้ทำให้เหล่านายทหารที่คอยลอบสังเกตเขาเริ่มมีความคิดอื่น และเป็นเหตุผลว่าทำไมหวูอวิ๋นชุนจึงกล้าใช้วาจาเหน็บแนม

อย่างไรก็ตาม การใช้วาจายั่วยุก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อใดที่มีการลงไม้ลงมือ ธรรมชาติของเรื่องราวจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ดังคำกล่าวที่ว่า กองทัพย่อมมีกฎ หากผู้ใต้บังคับบัญชาลงมือกับผู้บังคับบัญชา ถือเป็นความผิดร้ายแรงในกองทัพทุกยุคทุกสมัย และจะถูกผู้บังคับบัญชามองว่าเป็นการดูหมิ่นและท้าทายอำนาจ

ไม่มีผู้บังคับบัญชาคนไหนที่จะทนต่อพฤติกรรมเช่นนี้ได้ อย่างเบาก็แค่ถูกปรับเงินและตำหนิโทษทัณฑ์ อย่างหนักอาจถึงขั้นถูกโบยหรือบั่นคอ

เมื่อครู่นี้ เซี่ยโหย่วหยวนเจ้าคนบุมบ่ามนั่นเป็นคนเปิดประเด็น เขาเพียงแค่พูดจาเหน็บแนมอยู่ข้างๆ ต่อให้เกิดเรื่องขึ้น โทษทัณฑ์ย่อมตกอยู่ที่เซี่ยโหย่วหยวน

แต่ถ้าเขาลงไปร่วมวงด้วยตัวเอง ทั้งสองคนย่อมต้องติดร่างแหไปด้วยกัน

ส่วนเรื่องที่เจี่ยอวี้บอกว่าจะยกตำแหน่งนายกองให้หากชนะนั้น ก็แค่ฟังหูไว้หู ใครเชื่อก็โง่เต็มที

เมื่อเห็นสีหน้าลังเลใจของหวูอวิ๋นชุน เจี่ยอวี้ก็แค่นเสียงหัวเราะในใจและจงใจเอ่ยยั่วยุ "อะไรกัน หวูอวิ๋นชุน เซี่ยโหย่วหยวน พวกเจ้าสองคนเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวหรืออย่างไร

เมื่อกี้ยังเรียกร้องอยากจะประลองกับข้าอยู่เลย พอข้าเปิดโอกาสให้พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกัน กลับไม่กล้าเสียอย่างนั้นหรือ

อ้อ... ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าต่างก็เป็นนายหมวด ปกติคงทำได้แค่สั่งให้ลูกน้องออกไปรบ ส่วนตัวเองก็ได้แต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ข้างสนามกระมัง

เอาอย่างนี้เป็นไง อยากได้เวลาเพิ่มไหมล่ะ พวกเจ้าสองคนไปรวบรวมพี่น้องใต้สังกัดของพวกเจ้ามา จัดขบวนทัพให้เรียบร้อย แล้วเข้ามาสู้กับข้าพร้อมกันเลยดีไหม"

จบบทที่ บทที่ 20 การยั่วยุ

คัดลอกลิงก์แล้ว