เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 บททดสอบ

บทที่ 16 บททดสอบ

บทที่ 16 บททดสอบ


บทที่ 16 บททดสอบ

"จะให้ข้าไปเป็นทหารหรือ"

เจี่ยอวี้ยืนนิ่งอยู่กับที่นานกว่าสิบนาที ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวเขานับสิบจบ

พูดตามตรง เขาไม่เคยมีความคิดนี้มาก่อนเลย

ในฐานะที่เคยเป็นทหารมาก่อน เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าอาชีพนี้หาใช่อาชีพที่สบายไม่ ก่อนที่จะข้ามภพมา เขาเคยประจำการอยู่ที่ชายแดนตะวันตกมาหลายปี ย่อมตระหนักดีถึงอันตรายที่ต้องเผชิญ

เขาเคยเฉียดกรายความตายมาแล้วหลายครั้ง และสหายร่วมรบหลายคนก็ต้องหลับใหลอยู่ ณ ผืนแผ่นดินแห่งนั้นตลอดกาล

ในเมื่อได้เกิดใหม่ ทั้งยังมีมิติหอจัดแสดงงานนิทรรศการโลกเป็นขุมทรัพย์ติดตัว จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงอีกครั้ง

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจี่ยอวี้มองไปยังดวงอาทิตย์ที่ห่างไกล จิตใจก็อดไม่ได้ที่จะล่องลอยไป...

หลังจากเลิกงาน แม่ทัพเฝิงก็กลับมายังจวนแม่ทัพเสินอู่ นั่งลงได้ไม่นาน คนเฝ้าประตูก็เข้ามารายงานว่ามีชายหนุ่มนามว่าเจี่ยอวี้มาขอเข้าพบ

ไม่นานนัก แม่ทัพเฝิงก็ได้พบเขาที่ห้องหนังสือชั้นนอก

"หลานชายเจี่ย ตัดสินใจได้แล้วรึ" แม่ทัพเฝิงเอ่ยถามเจี่ยอวี้ที่เปลี่ยนมาสวมชุดยาวสีเขียวอ่อนและสวมหมวกทรงสี่เหลี่ยมด้วยน้ำเสียงเจือแววหยอกเย้า

"ผู้น้อยตัดสินใจแล้วขอรับ!"

เจี่ยอวี้พยักหน้าและกล่าวอย่างเคร่งขรึม "ผู้น้อยไม่อยากใช้ชีวิตอย่างธรรมดาสามัญอีกต่อไป เกิดมาชาติหนึ่งมีเวลาเพียงไม่กี่สิบปี คนเราต้องทิ้งบางสิ่งไว้ให้โลกจดจำ มิเช่นนั้นชีวิตคงน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก"

"ฮ่าฮ่าฮ่า..."

แม่ทัพเฝิงระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

"สมกับเป็นลูกหลานของกั๋วกงไต้ซ่านและกั๋วกงไต้ฮั่ว มีกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งสมชายชาตรีจริงๆ!"

เจี่ยอวี้ลูบจมูกแก้เก้อและเอ่ยอย่างกระดากอายเล็กน้อย "ท่านแม่ทัพ ผู้น้อยขอบังอาจแย้งสักนิด ผู้น้อยมาจากสายสกุลที่สิบสองของตระกูลเจี่ยแห่งหนานจิง มิใช่ทายาทสายตรงของหรงกั๋วกงและหนิงกั๋วกงแต่อย่างใดขอรับ"

"ก็เหมือนกันนั่นแหละ"

แม่ทัพเฝิงโบกมือ "ล้วนแซ่เจี่ยเหมือนกัน บรรพบุรุษก็คนเดียวกัน จะผิดไปได้อย่างไร"

"ก็ไม่ผิดหรอกขอรับ เพียงแต่... เฮ้อ... เอาที่ท่านสบายใจเถิด"

เจี่ยอวี้ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับแม่ทัพเฝิงในประเด็นนี้ จึงได้แต่เออออไปตามน้ำ

แม่ทัพเฝิงกล่าวต่อ "ในเมื่อเจ้าอยากเป็นทหารและมาอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้า เช่นนั้นข้าต้องขอทดสอบเจ้าสักหน่อย เจ้าคงไม่ขัดข้องกระมัง"

"ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรขอรับ!" เจี่ยอวี้มิได้ขัดข้องแต่อย่างใด

"ข้าขอถามเจ้า เจ้าชำนาญวรยุทธ์หรือไม่"

"พอเป็นบ้างเล็กน้อยขอรับ"

"แล้วเคยศึกษาวิชัยสงครามมาหรือไม่"

"มิเคยร่ำเรียนมาขอรับ"

นี่มิใช่การถ่อมตัวของเจี่ยอวี้ แม้ว่าเขาจะเคยเป็นทหารมาห้าหกปีในโลกอนาคต แต่การจะนำประสบการณ์จากยุคสมัยใหม่มาบัญชาการกองทัพโบราณนั้นเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน

ความแตกต่างระหว่างกองทัพในยุคอาวุธเย็นกับกองทัพสมัยใหม่นั้นใหญ่หลวงนัก

ยกตัวอย่างเช่น การเดินทัพ การส่งกำลังบำรุง และวิธีการสื่อสารของกองทัพในยุคอาวุธเย็นนั้นแตกต่างจากยุคสมัยใหม่อย่างสิ้นเชิง

ผู้บัญชาการในยุคปัจจุบันสามารถสั่งการนายทหารระดับล่างผ่านวิทยุสื่อสาร และใช้แท็บเล็ตสั่งการกองทัพที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยหลายพันกิโลเมตรได้ แต่ในยุคอาวุธเย็นจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร

เอาแค่เรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างการจัดทัพสู้รบ ทหารราบควรประสานงานและจัดสรรกำลังอย่างไร ทหารม้าควรสั่งการเช่นไร จะป้องกันปีกซ้ายขวาของกองทัพและความปลอดภัยของเสบียงอาหารได้อย่างไร

สิ่งเหล่านี้ล้วนมีศาสตร์ของมัน หากคิดจริงจังว่าแค่อ่านตำราพิชัยสงครามไม่กี่เล่มแล้วจะบัญชาการทหารนับหมื่น บุกตะลุยได้ดั่งใจ ชนะทุกสมรภูมิ... หึหึ... จ้าวควั่วคือบทเรียนที่มีให้เห็นมาแล้ว

แม่ทัพเฝิงพาเจี่ยอวี้มายังลานฝึกยุทธ์พื้นที่ห้าหกร้อยตารางเมตรที่หลังจวน รอบลานมีอาวุธนานาชนิดวางเรียงรายอยู่บนชั้นวาง

"หลานชายเจี่ย เจ้าถนัดใช้อาวุธชนิดใด ที่นี่ข้ามีเตรียมไว้ให้เกือบทุกชนิด"

เจี่ยอวี้ไม่เอ่ยวาจา เดินตรงไปยังชั้นวางอาวุธทางด้านขวา แล้วหยิบดาบหัวห่วงเล่มหนึ่งลงมา

เมื่อเห็นว่าเจี่ยอวี้เลือกอาวุธชนิดนี้ซ้ำยังถือด้วยมือเดียว และเห็นท่าทางที่ดูผ่อนคลายไร้ความพยายามของเขา แม่ทัพเฝิงที่เฝ้าดูอยู่ก็อดเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้

ดาบหัวห่วงเล่มนี้ยาวสามฟุตเจ็ดนิ้วแปดหุน สันดาบหนามาก หนักถึงยี่สิบสองชั่ง จัดเป็นอาวุธหนักชนิดหนึ่ง

พูดตามตรง สำหรับคนทั่วไป อย่าว่าแต่จะเอามาใช้ต่อสู้เลย แค่ยกขึ้นมาแกว่งให้คล่องสักสองสามทีก็ยังเป็นเรื่องยาก

แม้แต่ตัวแม่ทัพเฝิงเอง ปกติก็จะใช้ดาบเล่มนี้เพื่อฝึกกำลังแขนเท่านั้น หากต้องนำไปใช้ในสนามรบจริง ฟันไปสักสามสี่ทีคงหมดแรงข้าวต้ม

เขาเห็นเจี่ยอวี้ถือดาบหัวห่วงด้วยมือขวาในระดับเสมอไหล่ สายตาค่อยๆ ไล่จากไหล่ไปจนถึงปลายดาบ จากนั้นก็กระโจนหมุนตัว ฟาดฟันด้วยท่าผ่าภูผาอันทรงพลัง แล้วตลบหลังฟันเฉียงขึ้น

ชั่วขณะหนึ่ง ท่ามกลางประกายแสงเย็นเยียบและเสียงแหวกอากาศที่ดังหวีดหวิว ดาบหัวห่วงเปล่งประกายวูบวาบตามท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเจี่ยอวี้

ผ่านแสงดาบที่กวัดแกว่ง แม่ทัพเฝิงค้นพบว่าทุกท่วงท่าและจังหวะก้าวเท้าของเพลงดาบเจี่ยอวี้นั้นกระชับและเหี้ยมโหดอำมหิตยิ่งนัก

นี่ควรจะเป็นเพลงดาบของทหารที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี แต่เหตุใดเขาจึงไม่เคยเห็นมาก่อน ช่างน่าสนใจจริงๆ

เพลงดาบของเจี่ยอวี้ฟังดูเหมือนจะใช้เวลานาน แต่แท้จริงแล้วกินเวลาเพียงสองสามนาทีเท่านั้น

เมื่อเจี่ยอวี้เก็บดาบ แม่ทัพเฝิงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "หลานชาย ข้าดูเพลงดาบของเจ้าแล้ว กระชับ รุนแรง และมุ่งปลิดชีพในทุกกระบวนท่า เห็นชัดว่าเป็นเพลงดาบในกองทัพ แต่ไฉนข้าจึงไม่เคยเห็นมาก่อนเล่า"

เจี่ยอวี้ส่ายหน้า "เพลงดาบชุดนี้บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ขอรับ ส่วนเหตุใดจึงไม่เป็นที่แพร่หลายในกองทัพ เรื่องนี้ผู้น้อยเองก็ไม่อาจทราบได้"

แม่ทัพเฝิงเพียงแค่ถามไปตามมารยาท เพลงดาบในใต้หล้านี้มีมากมาย จะให้เขาเคยเห็นไปเสียทุกเพลงได้อย่างไร

และเจี่ยอวี้ก็ตอบได้เพียงเท่านี้ เขาจะบอกได้อย่างไรว่านี่คือ เพลงดาบโปเฟิงปาเตา หรือ ดาบแปดทิศทำลายล้าง ที่หม่าเฟิงถู ปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ชื่อดังแห่งชางโจวในยุคปัจจุบันได้รวบรวมและดัดแปลงขึ้นเพื่อกองทัพตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นวิชาดาบที่ใช้บั่นศีรษะศัตรูชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะในอีกหลายร้อยปีต่อมา

ทว่านับตั้งแต่ฝึกเพลงดาบนี้มา เจี่ยอวี้ยังไม่เคยได้บั่นศีรษะศัตรูชาวญี่ปุ่น แต่ก็ได้บั่นศีรษะทหารอินเดียไปหลายคนแล้ว

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงไม่ใช้ปืนกลหรือปืนใหญ่แต่กลับมาใช้อาวุธเย็น... เอาเป็นว่าคนที่เข้าใจก็จะเข้าใจเอง

หลังจากได้เห็นเพลงดาบของเจี่ยอวี้ แม่ทัพเฝิงก็ชื่นชมในพละกำลังและทักษะดาบอันยอดเยี่ยมของเขาเป็นอย่างมาก

หลังจากไตร่ตรองครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวว่า "หลานชาย ตอนนี้ข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการค่ายเสวียนเฟิง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท

ค่ายเสวียนเฟิงเป็นหนึ่งในแปดค่ายของกองพลรักษาพระนคร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกห่างจากเมืองหลวงสามสิบลี้ หลังจากเจ้าเข้าสังกัดกองพลรักษาพระนครแล้ว จะต้องประจำการอยู่ในค่ายทหารและห้ามออกจากค่ายโดยไม่มีคำสั่งทหาร เจ้าเข้าใจหรือไม่"

"ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ!"

เจี่ยอวี้ปรับตัวเข้ากับบทบาทใหม่อย่างรวดเร็วและโค้งคำนับรับคำสั่งแม่ทัพเฝิงทันที

"ไม่เลว... ไม่เลว..."

เมื่อเห็นเจี่ยอวี้รู้ความเช่นนี้ แม่ทัพเฝิงก็ลูบเคราด้วยความพึงพอใจ ใครบ้างจะไม่ปรารถนาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคนมีเหตุผลและรู้จักกาลเทศะ

"ท่านพ่อ... ลูกกลับมาแล้ว"

ทันใดนั้น เสียงของเด็กหนุ่มก็ดังมาจากด้านนอกห้องหนังสือ

ไม่นาน ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสวมหมวกผ้าแพรสีดำก็รีบร้อนวิ่งเข้ามาในห้อง

ทว่าทันทีที่ก้าวเข้ามา เขาก็ชะงักกึกเมื่อเห็นเจี่ยอวี้นั่งอยู่กับแม่ทัพเฝิง เขารีบยืนตัวตรงและเอ่ยอย่างเก้อเขิน

"โอ้... ท่านพ่อมีแขกอยู่หรือนี่"

"เจ้าลูกตัวดี!"

แม่ทัพเฝิงส่ายหน้าอย่างระอาใจ "มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบมาคารวะพี่เจี่ยเสียสิ"

เฝิงจื่ออิงรีบจัดท่าทางให้เรียบร้อยเมื่อได้ยินคำสั่ง แล้วประสานมือคารวะเจี่ยอวี้ "เฝิงจื่ออิง คารวะพี่เจี่ยขอรับ"

เจี่ยอวี้ไม่กล้าเสียมารยาทรีบลุกขึ้นยืนตอบรับ "ผู้น้อยเจี่ยอวี้ คารวะพี่เฝิงขอรับ"

หลังจากทั้งสองฝ่ายนั่งลงแล้ว เฝิงจื่ออิงก็จ้องมองเจี่ยอวี้พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย "พี่เจี่ย ท่านมาจากสายไหนของจวนหนิงหรงหรือขอรับ

ตามหลักแล้ว คุณชายที่มีความสามารถโดดเด่นของจวนหนิงหรง ข้าควรจะเคยพบหน้ามาก่อน ไฉนจึงไม่เคยพบพี่เจี่ยเลยเล่า"

จบบทที่ บทที่ 16 บททดสอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว