- หน้าแรก
- ชีวิตในคฤหาสน์แดงของฉัน
- บทที่ 16 บททดสอบ
บทที่ 16 บททดสอบ
บทที่ 16 บททดสอบ
บทที่ 16 บททดสอบ
"จะให้ข้าไปเป็นทหารหรือ"
เจี่ยอวี้ยืนนิ่งอยู่กับที่นานกว่าสิบนาที ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวเขานับสิบจบ
พูดตามตรง เขาไม่เคยมีความคิดนี้มาก่อนเลย
ในฐานะที่เคยเป็นทหารมาก่อน เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าอาชีพนี้หาใช่อาชีพที่สบายไม่ ก่อนที่จะข้ามภพมา เขาเคยประจำการอยู่ที่ชายแดนตะวันตกมาหลายปี ย่อมตระหนักดีถึงอันตรายที่ต้องเผชิญ
เขาเคยเฉียดกรายความตายมาแล้วหลายครั้ง และสหายร่วมรบหลายคนก็ต้องหลับใหลอยู่ ณ ผืนแผ่นดินแห่งนั้นตลอดกาล
ในเมื่อได้เกิดใหม่ ทั้งยังมีมิติหอจัดแสดงงานนิทรรศการโลกเป็นขุมทรัพย์ติดตัว จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงอีกครั้ง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจี่ยอวี้มองไปยังดวงอาทิตย์ที่ห่างไกล จิตใจก็อดไม่ได้ที่จะล่องลอยไป...
หลังจากเลิกงาน แม่ทัพเฝิงก็กลับมายังจวนแม่ทัพเสินอู่ นั่งลงได้ไม่นาน คนเฝ้าประตูก็เข้ามารายงานว่ามีชายหนุ่มนามว่าเจี่ยอวี้มาขอเข้าพบ
ไม่นานนัก แม่ทัพเฝิงก็ได้พบเขาที่ห้องหนังสือชั้นนอก
"หลานชายเจี่ย ตัดสินใจได้แล้วรึ" แม่ทัพเฝิงเอ่ยถามเจี่ยอวี้ที่เปลี่ยนมาสวมชุดยาวสีเขียวอ่อนและสวมหมวกทรงสี่เหลี่ยมด้วยน้ำเสียงเจือแววหยอกเย้า
"ผู้น้อยตัดสินใจแล้วขอรับ!"
เจี่ยอวี้พยักหน้าและกล่าวอย่างเคร่งขรึม "ผู้น้อยไม่อยากใช้ชีวิตอย่างธรรมดาสามัญอีกต่อไป เกิดมาชาติหนึ่งมีเวลาเพียงไม่กี่สิบปี คนเราต้องทิ้งบางสิ่งไว้ให้โลกจดจำ มิเช่นนั้นชีวิตคงน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก"
"ฮ่าฮ่าฮ่า..."
แม่ทัพเฝิงระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"สมกับเป็นลูกหลานของกั๋วกงไต้ซ่านและกั๋วกงไต้ฮั่ว มีกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งสมชายชาตรีจริงๆ!"
เจี่ยอวี้ลูบจมูกแก้เก้อและเอ่ยอย่างกระดากอายเล็กน้อย "ท่านแม่ทัพ ผู้น้อยขอบังอาจแย้งสักนิด ผู้น้อยมาจากสายสกุลที่สิบสองของตระกูลเจี่ยแห่งหนานจิง มิใช่ทายาทสายตรงของหรงกั๋วกงและหนิงกั๋วกงแต่อย่างใดขอรับ"
"ก็เหมือนกันนั่นแหละ"
แม่ทัพเฝิงโบกมือ "ล้วนแซ่เจี่ยเหมือนกัน บรรพบุรุษก็คนเดียวกัน จะผิดไปได้อย่างไร"
"ก็ไม่ผิดหรอกขอรับ เพียงแต่... เฮ้อ... เอาที่ท่านสบายใจเถิด"
เจี่ยอวี้ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับแม่ทัพเฝิงในประเด็นนี้ จึงได้แต่เออออไปตามน้ำ
แม่ทัพเฝิงกล่าวต่อ "ในเมื่อเจ้าอยากเป็นทหารและมาอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้า เช่นนั้นข้าต้องขอทดสอบเจ้าสักหน่อย เจ้าคงไม่ขัดข้องกระมัง"
"ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรขอรับ!" เจี่ยอวี้มิได้ขัดข้องแต่อย่างใด
"ข้าขอถามเจ้า เจ้าชำนาญวรยุทธ์หรือไม่"
"พอเป็นบ้างเล็กน้อยขอรับ"
"แล้วเคยศึกษาวิชัยสงครามมาหรือไม่"
"มิเคยร่ำเรียนมาขอรับ"
นี่มิใช่การถ่อมตัวของเจี่ยอวี้ แม้ว่าเขาจะเคยเป็นทหารมาห้าหกปีในโลกอนาคต แต่การจะนำประสบการณ์จากยุคสมัยใหม่มาบัญชาการกองทัพโบราณนั้นเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน
ความแตกต่างระหว่างกองทัพในยุคอาวุธเย็นกับกองทัพสมัยใหม่นั้นใหญ่หลวงนัก
ยกตัวอย่างเช่น การเดินทัพ การส่งกำลังบำรุง และวิธีการสื่อสารของกองทัพในยุคอาวุธเย็นนั้นแตกต่างจากยุคสมัยใหม่อย่างสิ้นเชิง
ผู้บัญชาการในยุคปัจจุบันสามารถสั่งการนายทหารระดับล่างผ่านวิทยุสื่อสาร และใช้แท็บเล็ตสั่งการกองทัพที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยหลายพันกิโลเมตรได้ แต่ในยุคอาวุธเย็นจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร
เอาแค่เรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างการจัดทัพสู้รบ ทหารราบควรประสานงานและจัดสรรกำลังอย่างไร ทหารม้าควรสั่งการเช่นไร จะป้องกันปีกซ้ายขวาของกองทัพและความปลอดภัยของเสบียงอาหารได้อย่างไร
สิ่งเหล่านี้ล้วนมีศาสตร์ของมัน หากคิดจริงจังว่าแค่อ่านตำราพิชัยสงครามไม่กี่เล่มแล้วจะบัญชาการทหารนับหมื่น บุกตะลุยได้ดั่งใจ ชนะทุกสมรภูมิ... หึหึ... จ้าวควั่วคือบทเรียนที่มีให้เห็นมาแล้ว
แม่ทัพเฝิงพาเจี่ยอวี้มายังลานฝึกยุทธ์พื้นที่ห้าหกร้อยตารางเมตรที่หลังจวน รอบลานมีอาวุธนานาชนิดวางเรียงรายอยู่บนชั้นวาง
"หลานชายเจี่ย เจ้าถนัดใช้อาวุธชนิดใด ที่นี่ข้ามีเตรียมไว้ให้เกือบทุกชนิด"
เจี่ยอวี้ไม่เอ่ยวาจา เดินตรงไปยังชั้นวางอาวุธทางด้านขวา แล้วหยิบดาบหัวห่วงเล่มหนึ่งลงมา
เมื่อเห็นว่าเจี่ยอวี้เลือกอาวุธชนิดนี้ซ้ำยังถือด้วยมือเดียว และเห็นท่าทางที่ดูผ่อนคลายไร้ความพยายามของเขา แม่ทัพเฝิงที่เฝ้าดูอยู่ก็อดเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้
ดาบหัวห่วงเล่มนี้ยาวสามฟุตเจ็ดนิ้วแปดหุน สันดาบหนามาก หนักถึงยี่สิบสองชั่ง จัดเป็นอาวุธหนักชนิดหนึ่ง
พูดตามตรง สำหรับคนทั่วไป อย่าว่าแต่จะเอามาใช้ต่อสู้เลย แค่ยกขึ้นมาแกว่งให้คล่องสักสองสามทีก็ยังเป็นเรื่องยาก
แม้แต่ตัวแม่ทัพเฝิงเอง ปกติก็จะใช้ดาบเล่มนี้เพื่อฝึกกำลังแขนเท่านั้น หากต้องนำไปใช้ในสนามรบจริง ฟันไปสักสามสี่ทีคงหมดแรงข้าวต้ม
เขาเห็นเจี่ยอวี้ถือดาบหัวห่วงด้วยมือขวาในระดับเสมอไหล่ สายตาค่อยๆ ไล่จากไหล่ไปจนถึงปลายดาบ จากนั้นก็กระโจนหมุนตัว ฟาดฟันด้วยท่าผ่าภูผาอันทรงพลัง แล้วตลบหลังฟันเฉียงขึ้น
ชั่วขณะหนึ่ง ท่ามกลางประกายแสงเย็นเยียบและเสียงแหวกอากาศที่ดังหวีดหวิว ดาบหัวห่วงเปล่งประกายวูบวาบตามท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเจี่ยอวี้
ผ่านแสงดาบที่กวัดแกว่ง แม่ทัพเฝิงค้นพบว่าทุกท่วงท่าและจังหวะก้าวเท้าของเพลงดาบเจี่ยอวี้นั้นกระชับและเหี้ยมโหดอำมหิตยิ่งนัก
นี่ควรจะเป็นเพลงดาบของทหารที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี แต่เหตุใดเขาจึงไม่เคยเห็นมาก่อน ช่างน่าสนใจจริงๆ
เพลงดาบของเจี่ยอวี้ฟังดูเหมือนจะใช้เวลานาน แต่แท้จริงแล้วกินเวลาเพียงสองสามนาทีเท่านั้น
เมื่อเจี่ยอวี้เก็บดาบ แม่ทัพเฝิงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "หลานชาย ข้าดูเพลงดาบของเจ้าแล้ว กระชับ รุนแรง และมุ่งปลิดชีพในทุกกระบวนท่า เห็นชัดว่าเป็นเพลงดาบในกองทัพ แต่ไฉนข้าจึงไม่เคยเห็นมาก่อนเล่า"
เจี่ยอวี้ส่ายหน้า "เพลงดาบชุดนี้บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ขอรับ ส่วนเหตุใดจึงไม่เป็นที่แพร่หลายในกองทัพ เรื่องนี้ผู้น้อยเองก็ไม่อาจทราบได้"
แม่ทัพเฝิงเพียงแค่ถามไปตามมารยาท เพลงดาบในใต้หล้านี้มีมากมาย จะให้เขาเคยเห็นไปเสียทุกเพลงได้อย่างไร
และเจี่ยอวี้ก็ตอบได้เพียงเท่านี้ เขาจะบอกได้อย่างไรว่านี่คือ เพลงดาบโปเฟิงปาเตา หรือ ดาบแปดทิศทำลายล้าง ที่หม่าเฟิงถู ปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ชื่อดังแห่งชางโจวในยุคปัจจุบันได้รวบรวมและดัดแปลงขึ้นเพื่อกองทัพตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นวิชาดาบที่ใช้บั่นศีรษะศัตรูชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะในอีกหลายร้อยปีต่อมา
ทว่านับตั้งแต่ฝึกเพลงดาบนี้มา เจี่ยอวี้ยังไม่เคยได้บั่นศีรษะศัตรูชาวญี่ปุ่น แต่ก็ได้บั่นศีรษะทหารอินเดียไปหลายคนแล้ว
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงไม่ใช้ปืนกลหรือปืนใหญ่แต่กลับมาใช้อาวุธเย็น... เอาเป็นว่าคนที่เข้าใจก็จะเข้าใจเอง
หลังจากได้เห็นเพลงดาบของเจี่ยอวี้ แม่ทัพเฝิงก็ชื่นชมในพละกำลังและทักษะดาบอันยอดเยี่ยมของเขาเป็นอย่างมาก
หลังจากไตร่ตรองครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวว่า "หลานชาย ตอนนี้ข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการค่ายเสวียนเฟิง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท
ค่ายเสวียนเฟิงเป็นหนึ่งในแปดค่ายของกองพลรักษาพระนคร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกห่างจากเมืองหลวงสามสิบลี้ หลังจากเจ้าเข้าสังกัดกองพลรักษาพระนครแล้ว จะต้องประจำการอยู่ในค่ายทหารและห้ามออกจากค่ายโดยไม่มีคำสั่งทหาร เจ้าเข้าใจหรือไม่"
"ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ!"
เจี่ยอวี้ปรับตัวเข้ากับบทบาทใหม่อย่างรวดเร็วและโค้งคำนับรับคำสั่งแม่ทัพเฝิงทันที
"ไม่เลว... ไม่เลว..."
เมื่อเห็นเจี่ยอวี้รู้ความเช่นนี้ แม่ทัพเฝิงก็ลูบเคราด้วยความพึงพอใจ ใครบ้างจะไม่ปรารถนาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคนมีเหตุผลและรู้จักกาลเทศะ
"ท่านพ่อ... ลูกกลับมาแล้ว"
ทันใดนั้น เสียงของเด็กหนุ่มก็ดังมาจากด้านนอกห้องหนังสือ
ไม่นาน ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสวมหมวกผ้าแพรสีดำก็รีบร้อนวิ่งเข้ามาในห้อง
ทว่าทันทีที่ก้าวเข้ามา เขาก็ชะงักกึกเมื่อเห็นเจี่ยอวี้นั่งอยู่กับแม่ทัพเฝิง เขารีบยืนตัวตรงและเอ่ยอย่างเก้อเขิน
"โอ้... ท่านพ่อมีแขกอยู่หรือนี่"
"เจ้าลูกตัวดี!"
แม่ทัพเฝิงส่ายหน้าอย่างระอาใจ "มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบมาคารวะพี่เจี่ยเสียสิ"
เฝิงจื่ออิงรีบจัดท่าทางให้เรียบร้อยเมื่อได้ยินคำสั่ง แล้วประสานมือคารวะเจี่ยอวี้ "เฝิงจื่ออิง คารวะพี่เจี่ยขอรับ"
เจี่ยอวี้ไม่กล้าเสียมารยาทรีบลุกขึ้นยืนตอบรับ "ผู้น้อยเจี่ยอวี้ คารวะพี่เฝิงขอรับ"
หลังจากทั้งสองฝ่ายนั่งลงแล้ว เฝิงจื่ออิงก็จ้องมองเจี่ยอวี้พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย "พี่เจี่ย ท่านมาจากสายไหนของจวนหนิงหรงหรือขอรับ
ตามหลักแล้ว คุณชายที่มีความสามารถโดดเด่นของจวนหนิงหรง ข้าควรจะเคยพบหน้ามาก่อน ไฉนจึงไม่เคยพบพี่เจี่ยเลยเล่า"