- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 253 จุดยืน
ตอนที่ 253 จุดยืน
ตอนที่ 253 จุดยืน
ตอนที่ 253 จุดยืน
ก้อนเมฆลอยเรียงรายบนท้องฟ้า นำความเย็นสบายมาสู่เมืองหางโจวที่อยู่เบื้องล่าง ท่ามกลางเสียงประทัดและเสียงกลองที่ดังมาเป็นระยะๆ จากภายนอก เสี่ยวฉานอุ้มถังไม้เดินเข้ามาในร่มไม้ นำเสื้อผ้าที่ซักเสร็จแล้วไปแขวนบนเชือกที่ขึงไว้กลางลาน เด็กสาวอยู่ในวัยสดใสที่สุด แม้จะสวมกระโปรงสีเทาที่เต็มไปด้วยรอยปะ แต่กระโปรงที่พลิ้วไปตามสายลมก็ยังขับให้ร่างระหงดูอ่อนช้อยยิ่งขึ้น นางแขวนผ้าไปพลาง หัวเราะพูดคุยกับบุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่ใต้ชายคากำลังอ่านหนังสือ
เขาคือคุณชายของนาง และตอนนี้ก็เป็นบุรุษของนางแล้วเช่นกัน
“ช่างครึกครื้นจริงๆ เลยเจ้าค่ะ...คุณชาย ท่านว่าพวกเขาจะได้เลือกยอดฝีมือแห่งยุทธภพกันวันนี้หรือไม่”
สิ่งที่นางเอ่ยถึง ย่อมเป็นงาน “ชุมนุมพรรคพวกเขียว” ที่กำลังเป็นที่ฮือฮาทั่วเมืองหางโจว ว่ากันว่ามีจอมยุทธ์ฝีมือฉกาจหลายคนออกมาแสดงฝีมือในงานนี้ เหล่าแม่ทัพใหญ่ผู้มีฝีมือสูงส่ง รวมถึงท่านเซิ่งกงฟางล่าต่างก็ไปร่วมชม เหตุนี้ผู้คนทั้งเมืองจึงเอาแต่พูดถึงเรื่องนี้กันไม่หยุด สนุกสนานยิ่งกว่าการแข่งกลอนของบรรดานักปราชญ์ในอดีตเสียอีก
แน่นอนว่าถ้าพูดถึงงานกลอนหรืองานสังคม ก็ยังมีจัดขึ้นอยู่บ้างในช่วงนี้ บัณฑิตหลายคนต่างแต่งบทกลอนหรือบทความที่ตำหนิความผิดพลาดในบ้านเมือง เพื่อหวังสร้างชื่อและหาตำแหน่งในราชสำนักใหม่ เหล่าอาจารย์จากสำนักหวั่นเลี่ยหลายคนก็มีส่วนร่วมในงานเหล่านี้และยังได้รับการยกย่องไม่น้อย
แต่หนิงอี้กลับไม่เคยไป แม้ทางค่ายดาบอหังการจะไม่ได้ห้าม เพราะหนึ่ง เขาไม่เคยเป็นที่ยอมรับในวงวรรณกรรมหางโจวตั้งแต่ต้น สอง ตอนนี้เขาอยู่ในสำนักหวั่นเลี่ยด้วยสถานะที่ซับซ้อน ไม่มีใครกล้าทำอะไร แต่ก็ไม่มีใครเชิญเขาเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ต่อให้มีใครชวน เขาก็คงปฏิเสธอยู่ดี เพราะกลอนที่เขาแต่งนั้นก็เป็นเพียงของปลอม หากเลี่ยงได้ก็ย่อมเลี่ยง
เมื่อได้ยินเสี่ยวฉานพูดถึงงานนั้น หนิงอี้ยกคิ้วเล็กน้อย “ตำแหน่งที่เลือกน่ะคือรองประมุขยุทธภพ ไม่ใช่ยอดฝีมือยุทธภพหรอก...แล้วก็ในเมื่อคนที่ได้ชื่อว่าเพชฌฆาตมือโลหิตอย่างข้ายังไม่ได้ถูกเชิญไป งานนั้นมันจะนับว่าเป็นชุมนุมยุทธภพได้อย่างไรกัน ก็แค่พวกชาวนามารวมตัวกันเล่นสนุกเท่านั้นแหละ”
น้ำเสียงล้อเล่นที่เต็มไปด้วยความขบขันแบบครึ่งจริงครึ่งเล่น ทำให้เสี่ยวฉานหัวเราะแล้วโผล่หน้าออกมาจากผ้าที่แขวนอยู่ “งั้นคุณชายไปสิเจ้าคะ พี่อาฉางยังบอกว่าท่านไปได้เลยไม่ใช่หรือ”
หนิงอี้หัวเราะเบาๆ พลางถือหนังสือในมือ “แต่เขาก็บอกว่านั่นเป็นงานของพวกคนธรรมดา ถ้าพวกอาชางกับอามิ่งที่ฝีมือยังต่ำไม่คิดไป ข้าไปก็คงเสียเกียรติไปเปล่าๆ ไม่ได้เชิญข้าไปเป็นประมุขด้วยซ้ำ”
“แต่อย่างไรก็ดีเจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่ามีคนพ่นไฟได้ด้วย...ยังมีคนที่ตีลังกาได้ร้อยตลบอีกนะเจ้าคะ…”
สำหรับแนวคิดที่ว่านักแสดงกายกรรมคือจอมยุทธ หนิงอี้เพียงยิ้มบาง ไม่กล่าวอะไร เสี่ยวฉานเองก็ไม่ใช่คนโง่ นางเพียงอยากพูดคุยให้บรรยากาศครึกครื้นเท่านั้น หลังจากแขวนผ้าเสร็จ นางก็เอาถังไปเก็บแล้วเดินมานั่งข้างหนิงอี้ หยิบพัดใบจากขึ้นมาพัดเบาๆ หนิงอี้อ่านหนังสือ นางก็นั่งดูไปด้วย บางครั้งก็พูดคุยด้วยเสียงเบา
ผ่านไปสักพัก นางก็ก้มลงเอ่ยเสียงแผ่ว “คุณชาย ข้าได้ยินมาว่าท่านพูดถึงเรื่องท่านเศรษฐีเฉียนในห้องเรียนจริงหรือ”
หลังจากหนิงอี้ไปเยี่ยมเฉียนซีเหวิน ชีวิตรอบตัวเขาก็ดูจะราบรื่นขึ้น บางทีอาจไม่ใช่เพราะการไปเยี่ยมเท่านั้น แต่เป็นเพราะในวันนั้นที่เขาได้คุยกับชายหนุ่มบนหลังคา หลังจากนั้นคนในค่ายดาบอหังการก็ส่งเสื้อผ้าและสิ่งของจำเป็นต่างๆ มาให้มากขึ้น ทำให้ชีวิตของทั้งคู่สะดวกสบายขึ้น แต่สิ่งที่เขาพูดถึงเฉียนซีเหวินในห้องเรียนนั้นกลับสร้างกระแสไม่น้อย หลายคนคิดว่าเขากำลังหาเรื่องตาย เสี่ยวฉานเองก็รู้และเป็นห่วง จึงเอ่ยถามขึ้นมา
หนิงอี้เหลือบตามองนางแล้วพยักหน้า ก่อนจะพูดพลางเปิดหน้าหนังสือ “ม่มีอะไรหรอก เจ้าก็รู้ว่าสิ่งที่เราทำในหูโจวนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก ตอนนี้มีคนอยากปกป้องคุณชายของเจ้าอยู่ คนแบบนั้นไม่ได้โง่ และถ้าจะปกป้อง ก็แปลว่าพวกเขาเห็นว่าข้ายังมีประโยชน์...มีประโยชน์มากทีเดียว อย่างเจ้าเล่ห์เลี่ยมจัดอย่างหลิวต้าเปียวนั่น หากจะยืนระยะได้ก็ต้องกล้าทำเรื่องที่คนอื่นไม่กล้า ไม่ใช่แค่พึ่งหน้าตาหล่อๆ อย่างเดียว...และอีกอย่าง ข้าก็อยากช่วยท่านเศรษฐีเฉียนจริงๆ ไม่อยากให้ร่างของเขาและครอบครัวถูกทิ้งไว้ที่หลุมศพรวมจนหาไม่เจอในภายหลัง…”
เสี่ยวฉานพยักหน้าเข้าใจ แท้จริงแล้วแม้นางจะดูร่าเริง แต่ลึกๆ ในใจก็เต็มไปด้วยความกังวลอยู่เสมอ หนิงอี้เองก็รู้ดี จึงมักเล่าเรื่องทุกอย่างให้นางฟังโดยไม่ปิดบัง เมื่อพูดถึงชายชราผู้นั้น เสี่ยวฉันเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าถามเสียงเบา “แล้วที่คุณชายพูดเรื่องนี้กับเด็กๆ เพราะอยาก...อยากสอนให้พวกเขาเป็นคนดีจริงๆ หรือเจ้าคะ”
“แล้วทำไมจะไม่ล่ะ” หนิงอี้ยิ้มมองนาง
“แต่ว่า...พวกเขา...พวกเขาก็คือ…”
“เสี่ยวฉาน เจ้าคิดว่าข้าอยู่ฝ่ายราชสำนักหรือ”
“เอ่อ…” นางชะงักไป เพราะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน เมื่อถูกถามจึงได้แต่นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดตะกุกตะกัก “แต่...แต่...ท่านเศรษฐีเฉียนไม่ใช่ว่า…”
“ข้าเคารพเฉียนซีเหวิน เพราะเขามีเส้นทางของตนเอง และเขายืนหยัดในเส้นทางนั้นอย่างยิ่งใหญ่ มันไม่เกี่ยวเลยว่าเขาอยู่ฝ่ายไหน ถ้าข้าอยู่ฝ่ายราชสำนัก ข้าก็ไม่อาจยืนเคียงข้างขุนนางโลภและขี้ขลาดพวกนั้นได้ เหล่าอันธพาลและคนสารเลวที่ไร้ทางแก้ ข้าก็หวังให้พวกมันตายให้หมด เสี่ยวฉาน...ข้าไม่ยืนข้างฝ่ายใดทั้งนั้น คนอย่างท่านเศรษฐีเฉียนคือคนที่ข้าคิดว่าควรอยู่รอด แต่คนอื่นน่ะ...ยกเว้นพวกเจ้า ครอบครัวของเรา...ตายหมดก็ไม่เป็นไร”
หนิงอี้ยิ้มบาง “ในเมื่อข้าต้องสอนที่นี่ ข้าก็จะทำหน้าที่อาจารย์ให้ดีที่สุด สอนสิ่งที่ดีให้เด็กพวกนั้น เพราะพวกเขาเป็นแค่เด็กนักเรียน ถ้าพวกเขาเรียนรู้สิ่งดีๆ ได้ ข้าก็จะรู้สึกดี และโลกใบนี้ก็จะสนุกขึ้นอีกหน่อย เสี่ยวฉาน มันก็เหมือนตอนที่เราหนีมา พวกขุนนางเหล่านั้น...แค่คิดว่าพวกมันอยู่ในหัวข้าก็รู้สึกเสียเวลา มันก็แค่แมลงสาบ เจอเมื่อไหร่ก็เหยียบให้ตาย ไม่ก็เมินไปเสีย เพราะมันมีอยู่เต็มไปหมด”
เขายักไหล่ “ข้าไม่ชอบพวกมัน...แต่ก็ไม่ได้เกลียดพวกมันนักหรอก”
หลังจากพูดจบ เขารู้สึกว่าคำพูดของตนอาจฟังดูเย็นชาเกินไป แต่เมื่อมองเสี่ยวฉานกลับเห็นว่านางนั่งพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้ทำท่าทีขัดแย้ง ในใจของเสี่ยวฉานเองก็คิดคล้ายกัน ชีวิตของนางวนเวียนอยู่แต่ในเรือน คราวนี้ก็วนเวียนอยู่กับคุณชาย และบางทีในอนาคตอาจจะมีลูกของพวกเขา สิ่งที่อยู่นอกกำแพงจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญนัก เพียงแต่แตกต่างจากหนิงอี้ นางยังคงเกลียดชังพวกขุนนางที่เคยทรยศต่อเขาอยู่เสมอ และคิดว่าพวกนั้นสมควรตายไปให้หมด
บ่ายวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง บรรยากาศรอบตัวดูผ่อนคลาย อากาศเย็นสบาย ลมพัดเอื่อยและท้องฟ้าสงบ วันเวลาที่เต็มไปด้วยความครึกครื้นของเมืองหางโจว ทำให้สงครามที่ยังคงคุกรุ่นรอบนอกดูเหมือนห่างไกลออกไป แม้จะมีทหารบาดเจ็บถูกส่งมาบ้างเป็นครั้งคราว แต่ถ้าอยู่ภายในสำนัก ทุกวันก็ยังคงมีเพียงการสอนหนังสือ การนั่งจิบชา และการถกเถียงเรื่องเล็กๆ ในแวดวงวิชาการ หรือพูดคุยถึงข่าวคราวความคึกคักในเมือง จนชวนให้รู้สึกประหนึ่งว่าโลกกำลังสงบสุขในยุคทอง
หนิงอี้รู้ดีว่ายังมีด่านหนึ่งที่ตนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเพียงใด สุดท้ายก็ต้องมีคนมาหาเพื่อ “จัดการ” อะไรบางอย่างให้เขา ชีวิตภายใต้ชายคาคนอื่น ย่อมต้องยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้อยู่แล้ว ทว่าด่านนั้นกลับมาถึงเร็วกว่าที่คาด และยังมาในลักษณะที่ประหลาดนัก
สามวันหลังจากที่เขาได้พูดคุยกับเสี่ยวฉาน ตอนเช้าหลังจากสอนหนังสือเสร็จ เตรียมเก็บข้าวของและรอรับค่าแรงประจำวัน อาจารย์ใหญ่เฟิงหยงหลีก็มาหาเขาด้วยสีหน้าซับซ้อนแล้วเอ่ยว่า หลิวต้าเปียวอยากพบเขา
หนิงอี้รู้ดีว่าบริเวณใกล้สำนักหวั่นเลี่ยนั้น ล้วนเป็นอาณาเขตของค่ายดาบอหังการที่หลิวต้าเปียวดูแล และค่ายดาบอหังการเองก่อนหน้านี้เพิ่งออกไปร่วมศึกที่เจียซิง ดูเหมือนตอนนี้พวกเขาเพิ่งกลับมา เมื่อเดินออกไปกับเฟิงหยงหลี เพียงพ้นประตูสำนักก็เห็นธงรบมากมายปลิวสะบัด บางผืนขาดวิ่น บางผืนเปรอะไปด้วยคราบเลือด ทหารหลายกลุ่มถูกปลดกลับบ้าน ส่งเสียงหัวเราะโหวกเหวกพลางเดินกลับไปตามถนน
จวนของหลิวต้าเปียวตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน ดูท่าพวกเขาคงเพิ่งมาถึงเมื่อเช้า ภายในยังวุ่นวายไปหมด ทหารบางคนกำลังขนสิ่งของ บางคนก็ช่วยกันทำความสะอาด เมื่อผ่านประตูหลายชั้น หนิงอี้ก็ถูกพาเข้าไปในลานด้านในซึ่งเงียบสงบกว่าที่อื่น ทหารสองคนที่สะพายกระบี่เปิดประตูห้องให้เขา กลิ่นยาจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในห้อง และเมื่อเขาก้าวเข้าไป ประตูก็ถูกปิดลง ความมืดจางๆ เข้าปกคลุมรอบตัว
ภายในห้องกว้างขวาง คล้ายห้องโถงในวังที่เห็นในภาพละคร แม้จะไม่หรูหราเท่า “ท้องพระโรงมังกรทอง” แต่ก็ยังให้ความรู้สึกโอ่อ่า พื้นที่โล่งหน้าหนิงอี้กินระยะราวสองจั้ง และถัดไปมีผ้าม่านบางๆ ขึงกั้นไว้ แสงแดดลอดเข้ามาจากหน้าต่างด้านข้าง ทำให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังได้รางๆ
หลังม่านนั้นเป็นเตียงขนาดใหญ่โตที่มีพนักพิงและที่วางแขน ถึงกับเรียกว่าเตียงมังกรได้ โต๊ะ ชั้นวาง หนังสือ แผ่นตำรา โถโลหะ และกระถางธูปเรียงรายอยู่รอบๆ กลิ่นหอมจากธูปช่วยกลบกลิ่นยาได้เล็กน้อย บนขอบเตียงพาดด้วยดาบยักษ์เล่มหนึ่ง เงาร่างที่นั่งนิ่งสงบอยู่บนเตียงทำให้บรรยากาศแลดูทรงอำนาจ เพียงแต่เงาร่างนั้นกลับดูเล็กเกินไปจนทำให้กลิ่นอายดุดันแผ่วลงเล็กน้อย
ข้างเตียง ใกล้กระถางธูปมีเงาร่างอีกคนที่ดูเหมือนสาวใช้กำลังจัดของอยู่
บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงสามคนในนั้น ความเงียบนั้นกดทับจนแทบได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น
ตอนนี้หนิงอี้มั่นใจแล้วว่าคนที่นั่งอยู่หลังม่านนั้น คือหญิงสาวคนเดียวกับที่เขาเคยพบในวันที่ถูกซุ่มโจมตีที่ตรอกไท่ผิง... หลิวซีกวา
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ ในที่สุดเสียงแรกก็ดังขึ้นจากหลังม่าน
“ข้าคือหลิวต้าเปียว” น้ำเสียงนั้นครึ่งหนึ่งเต็มไปด้วยความพยายามจะทำให้ดูเป็นผู้ดี อีกครึ่งหนึ่งกลับแฝงไว้ด้วยท่าทางดิบเถื่อน และแม้จะพยายามพูดด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง แต่โทนเสียงที่ยังคงเป็นหญิงก็ยิ่งทำให้ฟังแปลกประหลาดนัก
เสียงนั้น...น่าเกลียด นั่นคือความรู้สึกแรกที่ตรึงอยู่ในใจของหนิงอี้ในตอนที่ได้พบ “หลิวซีกวา” อย่างแท้จริง
…………………..