- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 254 เข้าร่วม
ตอนที่ 254 เข้าร่วม
ตอนที่ 254 เข้าร่วม
ตอนที่ 254 เข้าร่วม
“...ในยามนี้แผ่นดินเต็มไปด้วยความอดอยาก ประชาชนไร้หนทางอยู่รอด ฮ่องเต้ไร้คุณธรรม รีดไถประชาชนจนสิ้นเนื้อประดาตัว แคว้นอู่ถึงคราวสิ้นลมหายใจแล้ว เหล่าผู้กล้าทั่วแผ่นดินจึงพร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการ เป็นทิศทางของโชคชะตา…”
ห้องมืดมิด ความว่างเปล่าในรอบด้านและบรรยากาศกดดัน หากมองตามประสบการณ์ของหนิงอี้ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต้องเป็นการพบปะที่เต็มไปด้วยความเป็นทางการและเคร่งขรึม ไม่ว่าจะด้วยไมตรีหรือด้วยศัตรู เมื่ออีกฝ่ายตั้งใจสร้างบรรยากาศให้เข้มข้นถึงเพียงนี้ ก็คงไม่ยอมจบแบบเล่นๆ
หลังจากประโยคแนะนำตัว “ข้าคือหลิวต้าเปียว” น้ำเสียงที่ดังขึ้นจากหลังม่านก็เต็มไปด้วยท่วงทำนองจริงจัง หนิงอี้ยืนฟังอย่างสงบ กลิ่นยาจากบาดแผลที่แม้กลิ่นธูปก็ยังกลบไม่มิดบอกให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายน่าจะเพิ่งกลับมาจากสนามรบและบาดเจ็บ แต่ยิ่งฟังต่อไป เขาก็เริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศตรงหน้านั้น...ชวนให้รู้สึกประหลาด
“...ได้ยินว่าพี่หนิงศึกษาร่ำเรียนมามาก มีความรู้อันยิ่งใหญ่ บัดนี้เป็นยามที่บุรุษควรลุกขึ้นทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อโลก เพื่อแสดงสิ่งที่เรียนรู้มาให้เป็นประโยชน์ บัดนี้ท่านเซิ่งกงกำลังตามหาผู้มีความสามารถ…”
หนิงอี้แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในบทประพันธ์ แต่ด้วยการคบหากับชั้นบัณฑิตมานานก็พอแยกออกว่าเนื้อหาที่ฟังอยู่นั้น ไร้ซึ่งความงามของภาษาแม้แต่น้อย บทประกาศที่ควรจะเต็มไปด้วยความฮึกเหิมกลับฟังดูตลกพิลึก และน้ำเสียงที่อีกฝ่ายพยายามทำให้ฟังดูหยาบกระด้างก็ดูคล้ายเด็กในชั้นเรียนที่กำลังอ่านเรียงความอันไม่น่าฟังของตัวเองเสียมากกว่า
แม้มองไม่เห็นชัดว่าหญิงสาวหลังม่านกำลังถือกระดาษอ่านอยู่หรือไม่ แต่หนิงอี้ก็มั่นใจว่าเป็นเช่นนั้น และไม่นานเหตุการณ์ก็ยืนยันตามที่เขาคิด
“...ข้าน้อยหลิวต้าเปียว แค่กๆ...ข้าน้อยหลิวต้าเปียว ผู้มีฝีมือในเชิงอาวุธ หาตัวจับยาก สืบทอดกระบวนท่าดาบอหังการแห่งใต้ทะเลลึกเหนือฟ้า ลงห้าทะเลล่ามังกร ขึ้นฟ้าจับอสูร เพียงสะบัดดาบก็ไม่มีผู้ใดต้านได้ เป็นคนที่เด็ดขาดใจกว้าง ฉลาดหลักแหลม เพียงปรายตามอง…”
หนิงอี้ได้แต่กระตุกยิ้มอย่างฝืนๆ เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ จากนั้นก็มีเสียงเรียกสาวใช้เบาๆ ตามด้วยเสียงบ่นแผ่ว “ให้ใครเขียนบทบ้าอะไรนี่...ขายหน้าแทบตาย…”
เมื่อสาวใช้เดินออกไป ความเงียบก็ปกคลุมห้องอีกครั้ง เงาร่างบนเตียงโน้มตัวลงราวกับเอามือเท้าคาง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด หนิงอี้กระพริบตาปริบๆ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่ยืนนิ่งจนได้ยินเสียงขยับตัวหลังม่าน เสียงกลืนน้ำ และเสียงเกาที่เบาแทบไม่ได้ยิน
ผ่านไปครู่หนึ่ง บรรยากาศอึดอัดก็ถูกทำลายด้วยเสียงที่กลับมาอีกครั้ง แม้ยังพยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเข้มแข็ง แต่เนื้อหากลับเรียบง่าย
“เฮ้ ข้ามีค่ายหนึ่ง คนสี่พันกว่าชีวิต ข้าดูแลไม่ค่อยเป็นนัก อยากหาคนมาช่วยดู เจ้าตกลงไหม”
หนิงอี้ชะงักไปชั่วครู่ “เอ่อ...ได้สิ”
“ดีมาก” น้ำเสียงของหญิงสาวฟังดูหมดอารมณ์เล็กน้อย “ตั้งแต่นี้ไป เจ้าก็เป็นคนของข้าแล้ว ในเมืองหางโจวนี้จะไม่มีใครกล้ามารังแกเจ้า”
นางหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ “แต่เจ้าก็อย่าไปรังแกคนอื่นเหมือนกันนะ ถึงตำแหน่งเจ้าจะไม่ใหญ่โต แต่เจ้าก็ฉลาด ข้าคงไม่ต้องพูดมาก เจ้าก็รู้ดีเองว่าควรทำอย่างไร พรุ่งนี้ตอนเช้าจะมีคนเอาเรื่องงานจากค่ายมาส่งให้ ข้าอยู่ที่นี่ ถ้ามีอะไรก็มาหาข้าได้...แล้วอีกเรื่อง ตอนที่จับเจ้ามา ของของเจ้าก็ถูกเก็บไว้ครบแล้ว ดินปืนจะให้แค่พอป้องกันตัว ส่วนดาบของเจ้าคมดีแต่ไม่เหมาะกับการใช้งานนัก ถ้าอยากฝึกใช้ดาบจริงๆ ก็มาเรียนกับข้าได้ เจ้ากลับไปเถอะ”
นางคว้าห่อผ้าแล้วโยนออกมา หนิงอี้รับไว้อย่างแม่นยำ ข้างในมีทั้งตั๋วเงิน เศษเงิน และสิ่งสำคัญที่สุดคือปืนและดาบที่เขาฝากให้คังเสียนตีขึ้น ดาบนั้นถูกออกแบบมาเพื่อการฟันแบบเฉือนด้วยแรงถ่วงไปด้านหน้า ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป หนิงอี้รู้ดี จึงเพียงพยักหน้ารับ แล้วขอตัวเดินออกไป
ก่อนจะก้าวพ้นประตู เสียงเรียกจากด้านหลังก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เมื่อก่อนพวกเราอยู่กันคนละฝั่ง ถ้าในทัพมีใครเคยล่วงเกินเจ้า ก็อย่าได้เก็บมาเป็นความแค้น ภรรยาของเจ้าและคนที่เจ้าปกป้องถูกพาไปอยู่ที่หูโจวแล้ว ตอนนี้ทุกคนปลอดภัย เจ้าสบายใจได้ เมื่อถึงเวลา เราจะให้คนพาพวกเขากลับมา...ไปเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว”
หนิงอี้พยักหน้าแล้วปิดประตูออกมา
เมื่อกลับมาถึงสำนักศึกษา รับข้าวสารและเสบียงเสร็จก็เที่ยงพอดี พอกลับถึงบ้าน เขาก็เล่าเรื่องที่ไปพบสาวน้อยนามว่าหลิวให้เสี่ยวฉานฟัง เด็กสาวถึงกับหัวเราะคิกคัก “แบบนี้จะเป็นหัวหน้าค่ายได้อย่างไรกันล่ะ”
สำหรับหนิงอี้ การพบกันครั้งนี้ที่เขาคิดไว้ล่วงหน้ามีหลายภาพในหัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับดูเหมือนการละเล่นของเด็ก ไม่มีการข่มขู่ ไม่มีการบังคับให้พิสูจน์ตัว ไม่มีเงื่อนไขใดๆ นอกจากคำพูดสั้นๆ ว่า “ข้ามีค่ายหนึ่ง” แล้วก็ขอให้ช่วยดูแล
แต่ถึงจะดูง่ายๆ หนิงอี้ก็ไม่คิดประมาทหญิงสาวที่นั่งอยู่หลังม่านนั้น คำพูดสุดท้ายที่นางเอ่ยเป็นสัญญาณชัดเจนว่า นางได้สืบทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาไปจนถึงหูโจว และบางทีอาจลามไปถึงซูถานเอ๋อร์แล้วด้วย ทั้งหมดนั้นบอกชัดว่า “ข้าเป็นมิตร เป็นกันเอง แต่ที่นี่เจ้ามีแต่จะต้องพึ่งพาข้า”
เมื่อทุกอย่างอยู่ในมือของอีกฝ่ายแล้ว การข่มขู่ก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป การให้โอกาสและตั้งเงื่อนไขทำงานแทน และหากหนิงอี้คิดจะทรยศ นั่นคงหมายถึงคมดาบที่รออยู่ข้างหน้า สำหรับคนโง่ บางทีต้องขู่ถึงจะยอมทำ แต่สำหรับคนฉลาด แค่คำพูดไม่กี่คำก็เพียงพอแล้ว
หลังจากการสนทนาเรียบง่ายในวันนั้น หนิงอี้ก็ถือได้ว่าได้ “เข้าร่วม” กับค่ายดาบอหังการอย่างเป็นทางการ ไม่มีพิธีต้อนรับ ไม่มีการแนะนำอันเอิกเกริก สำหรับหนิงอี้แล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงในบ่ายวันเดียวกัน มีคนทยอยนำสิ่งของต่างๆ มาส่งที่บ้านพักของเขา และเริ่มเก็บกวาด เตรียมซ่อมแซมตัวบ้านที่พังเสียหายให้กลับมาแข็งแรง สิ่งเดียวที่แตกต่างจริงๆ คือทุกเช้าจะมีคนมาส่งเอกสารงานที่ต้องจัดการให้เขา
งานในค่ายไม่ได้ปล่อยให้หนิงอี้เป็นผู้สั่งการเด็ดขาด เขาเริ่มเข้าใจระบบการทำงานตั้งแต่วันที่สอง เอกสารที่ส่งมาถึงเขาจะถูกคัดลอกหลายฉบับ แจกจ่ายไปให้บรรดาที่ปรึกษาในค่าย จากนั้นแต่ละคนจะเขียนความเห็นของตนส่งต่อไปให้หลิวต้าเปียวอ่าน แล้วนางจะเลือกวิธีดำเนินการ พร้อมทั้งเรียกคนที่เกี่ยวข้องไปซักถามถึงเหตุผลในแต่ละข้อเสนอ ช่วงบ่ายแทบทุกวัน หนิงอี้จะถูกเรียกไปเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับงานที่เพิ่งเสนอไปเมื่อวาน
หนิงอี้แม้ไม่รู้เรื่องภายในของค่ายมากนัก แต่ก็ทำงานด้วยความละเอียดรอบคอบ มักเรียกอาฉางกับอามิ่งมาถามรายละเอียดให้ถ่องแท้ก่อนแสดงความเห็น บางครั้งสิ่งที่เขาเสนอออกไปก็ยังดูเป็นการคาดเดา แต่หลิวต้าเปียวซึ่งนั่งอยู่หลังม่านก็จะคอยอธิบายให้ฟังทีละเรื่อง ทำให้ในเวลาไม่กี่วัน หนิงอี้ก็เข้าใจภาพรวมของค่ายได้อย่างรวดเร็ว
เช้าไปสอน “บันทึกประวัติศาสตร์” ที่สำนักศึกษา บ่ายมานั่งคุยกับหลิวต้าเปียวครึ่งวันเหมือนเรียนวิชาการจัดการ หนิงอี้เริ่มรู้สึกชื่นชมในตัวหญิงสาวผู้นั้น โลกภายนอกบอกว่านางเป็นเด็กสาวที่บ้าบิ่น หยาบกระด้าง และอารมณ์แปรปรวน แต่สำหรับหนิงอี้ที่ได้คลุกคลีกับนาง เขากลับเห็นถึงความตั้งใจจริงและความสามารถ นางแม้จะบาดเจ็บแต่ก็ยังอ่านความคิดเห็นทั้งหมดในแต่ละวัน และคิดวิเคราะห์ทุกประเด็น หากเปรียบหนิงอี้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย หลิวซีกวาก็คือศิษย์ที่น่าชื่นชมที่สุดคนหนึ่ง
ในค่ายมีที่ปรึกษาห้าคน หนิงอี้เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนอีกสี่คนเป็นคนเก่าคนแก่ของค่าย ล้วนพอมีความรู้หนังสือและพอมีความคิดในด้านการจัดการ จึงถูกเรียกมาทำงานในตำแหน่งนี้ พวกเขาไม่ได้เป็นบัณฑิตมีชื่อเสียง แต่กลับเป็นคนที่คุยง่ายและไม่ถือตัว
หนิงอี้ยังได้รู้จักกับกลุ่มอาฉางและอามิ่งมากขึ้น คนกลุ่มนั้นมีแปดคน เป็นองครักษ์ที่หัวหน้าค่ายรุ่นก่อนเลี้ยงดูและสอนวิชาให้มาตั้งแต่เล็ก พวกเขาเป็นผู้ติดตามคอยปกป้องหญิงสาว คำเรียกที่ใช้แทนตัวทั้งแปดคนก็มาจากประโยค “ฆ่าคนชดใช้ชีวิต เป็นหนี้ต้องชดใช้” ซึ่งหญิงสาวเป็นคนตั้งเอง เพราะในสายตาของนาง คำเหล่านี้หมายถึง “ความยุติธรรม”
เรื่องราวที่ตอนแรกเคยเป็นข่าวใหญ่โตเกี่ยวกับการช่วยชีวิตหนิงอี้ค่อยๆ เงียบหายไป เมื่อหลิวซีกวากลับมา ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความสงบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช้าสอนหนังสือ บ่ายพูดคุย เย็นกลับบ้าน วันเวลาผ่านไปอย่างเรียบง่ายเสียจนหนิงอี้รู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ที่เจียงหนิงอีกครั้ง
บ้านหลังเล็กๆ ที่พังไปบางส่วนถูกซ่อมแซมเพิ่มห้องใหม่ขึ้นมา เสี่ยวฉานกับหนิงอี้จัดแต่งที่อยู่ใหม่ด้วยความช่วยเหลือจากคนในค่าย จนกลายเป็น “บ้าน” ของทั้งสองคน และดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้อยู่ที่นี่ไปอีกนาน ความรู้สึกนั้นก็ค่อยๆ กลายเป็นจริงในเวลาต่อมา
กลิ่นยาจางๆ เสียงพูดที่ฝืนทำให้ดูกระด้าง ในช่วงเวลานั้น นั่นยังคงเป็นภาพจำของหนิงอี้ต่อหลิวซีกวา แม้จะพูดคุยกันทุกวัน แต่ก็ยังเป็นเพียงเสียงหลังม่าน สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือ หนิงอี้ได้โต๊ะที่สว่างพอจะทำงานอยู่ด้านนี้ หากมองอีกมุมหนึ่ง เขาคิดอยู่บ่อยครั้งว่าถ้าตัวเองเป็นเพียงบัณฑิตยากจนที่ถูกจ้างให้สอนบุตรสาวตระกูลขุนนาง ก็คงจะรู้สึกไม่ต่างอะไรกับตอนนี้
หลิวซีกวาเรียนรู้ได้เร็ว และหนิงอี้ก็ไม่ใช่อาจารย์ที่สอนแบบผิวเผิน บางครั้งทั้งสองถึงกับโต้เถียงกันในบางประเด็น แต่ก็เป็นการถกเถียงที่ทำให้ทั้งคู่ต่างเติบโตขึ้น
ในช่วงเวลานั้น หนิงอี้ยังได้ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และเริ่มรู้จักผู้คนใหม่ๆ นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่... ฤดูใบไม้ร่วงค่อยๆ ก้าวเข้ามาแล้ว
…………………