- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 247 สายพิณสั่น
ตอนที่ 247 สายพิณสั่น
ตอนที่ 247 สายพิณสั่น
ตอนที่ 247 สายพิณสั่น
หลังเลิกเรียนก่อนเที่ยง แสงแดดสาดลงตามชายคา ลมพัดผ่านสำนัก ทำให้ใบไม้เสียดสีกันดังซู่ ๆ นกสองตัวกระพือปีกบินผ่านกิ่งไม้ใหญ่ที่หนาทึบในลาน หนิงอี้เก็บของเรียบร้อยแล้ว เดินผ่านชายคากระเบื้องดำอิฐเขียวไป
ตรงระเบียงไกลออกไป มีเงาหลังของกั๋วเพ่ยอิงกับชวีเหวยฉิงสองอาจารย์ที่กำลังเดินเร่งรีบ เมื่อครู่ยังเห็นพวกเขาเดินผ่านด้านนอกห้องเรียน ดูท่าจะมีเรื่องด่วน แต่หนิงอี้ไม่คิดใส่ใจนัก เมื่อกลับถึงลานพักของเหล่าอาจารย์ นักปราชญ์ทั้งหลายต่างทำกิจของตน พูดคุยแลกเปลี่ยนกันไป เขาเก็บตำราใส่ลิ้นชัก หยิบถุงผ้าออกมาเลือกหนังสือที่ต้องเอากลับไปอ่าน วันนี้หลิวซีหยางกับคนอื่น ๆ ก็ยังชวนเขาอยู่ต่อคุยกัน แต่เขาก็ปฏิเสธด้วยท่าทีสุภาพเช่นเดิม
ชีวิตแบบนี้ดำเนินมาได้หลายวันแล้ว สำนักยังคงสงบ แม้บางครั้งจะได้ยินเสียงเด็ก ๆ แต่เมื่อนำมารวมกับเสียงแมลง กลับกลายเป็นกลบความวุ่นวายของโลกภายนอก หนิงอี้ไปรับข้าวที่แจกจากสำนัก ระหว่างเดินกลับ หัวหน้าสำนักเฟิงหย่งหลียกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางยิ้มทักเขาด้วยสายตาที่แม้จะมีแววระแวดระวัง แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความเป็นมิตร
หนิงอี้เดินผ่านช่องกำแพงที่ถูกทำลายด้านหลังสำนัก เด็กสาวที่ทุกวันไปช่วยงานอยู่ที่โรงหมออีกฝั่งก็กำลังเดินกลับมา นางสวมเสื้อผ้าที่ปะจนดูเก่าเก็บ ผ้าผูกผมสกปรกมอมแมม นางอุ้มโถยาเล็ก ๆ พอเห็นหนิงอี้ก็ยิ้มแล้ววิ่งเล็ก ๆ เข้ามาอย่างร่าเริง
ลมพัดผ่านลาน เงาไม้ไหวระริก ใบไม้ปลิดปลิวกลางแสงแดด เพียงไม่กี่วัน กลับทำให้รู้สึกว่าความเงียบสงบเช่นนี้อาจคงอยู่ไปตราบสิ้นกาล
“วันนี้ท่านปู่หลิวต้มข้าวยาสมุนไพร บอกว่าดีต่อร่างกาย ใกล้หมดแล้วนะเจ้าคะ แต่ข้าตักมาให้ท่านชิมด้วย ข้างในใส่ชะเอม หวานเย็นเชียว…”
เด็กสาวเดินนำอยู่ด้านหน้า หนิงอี้ยิ้มพลางดึงผ้าพันผมนางออก เส้นผมดำขลับสลวยร่วงลงมา เด็กสาวส่ายศีรษะเบา ๆ แสงแดดกระทบเงาร่างที่เคลื่อนไหวอย่างร่าเริง บางครั้งก็หันกลับมามองด้วยรอยยิ้มสดใสราวกับได้ครอบครองความสุขเล็ก ๆ หนิงอี้ก็อดหัวเราะตามไม่ได้
โลกของพวกเขาไม่กว้าง ลานไม่ใหญ่ ห้องไม่ใหญ่ แม้แต่ชายคาก็ยังต่ำเตี้ย อากาศต้นฤดูใบไม้ร่วงยังไม่เย็น ลมที่พัดมาก็อบอ้าว แต่พื้นที่เล็ก ๆ นี้กลับกลายเป็นความหมายสำคัญของทั้งสองคนในเวลาเพียงไม่กี่วัน
เสี่ยวฉานไปช่วยงานที่โรงหมอแทบทั้งวัน นางแต่งตัวปิดบังตัวเองให้ดูเหมือนเด็กผู้ชายเท่าที่จะทำได้ ตอนกลางวันงานไม่มากนัก พอรู้ว่าหนิงอี้ใกล้จะกลับมา นางก็รีบวิ่งกลับบ้าน เตรียมทุกอย่างไว้ ทั้งน้ำล้างหน้า น้ำดื่ม และอาหาร
ห้องไม่ใหญ่ ครัวก็เล็ก ตอนที่นางวางหม้อดินลงบนโต๊ะ หนิงอี้ก็เดินเข้าไปในครัวตักน้ำล้างหน้า เสี่ยวฉานบ่นที่เขาไปแย่งงานของนาง แล้วคว้าผ้าขนหนูมาจัดการแทน หนิงอี้หัวเราะแล้วสะบัดน้ำใส่หน้านาง เพราะอากาศยังร้อน และนางเองก็มีเหงื่อจากการวิ่งไปมา เขาเช็ดหน้าตัวเองแล้วเอาผ้าชุบน้ำเย็นโปะลงบนหน้านาง
ล้างหน้า ดื่มน้ำหนึ่งอึก ตักข้าวยากิน พูดคุยกันเป็นระยะ แม้บางครั้งจะหยอกล้อเล่นกัน แต่จังหวะการเคลื่อนไหวของทั้งคู่กลับเข้ากันได้อย่างลงตัว แม้ในครัวเล็ก ๆ ก็ไม่รู้สึกเบียดเสียดหรือชนกัน เสี่ยวฉานปล่อยผมให้เรียบร้อยเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา เล่าเรื่องราวที่เจอในโรงหมอ บางทีก็ถามโน่นนี่ บรรยากาศเหมือนสามีภรรยาที่พักกลางวันด้วยกัน และในสายตาเสี่ยวฉานแล้ว มันก็เหมือนชีวิตของคู่แต่งงานใหม่อย่างแท้จริง
“...วันนี้ มีคนหนึ่ง...กระดูกหัก...เลือดเต็มไปหมด ร้องลั่นเลย น่ากลัวมาก…”
“ที่สำนักก็ได้ยิน…”
“ใช่ ใช่ ใช่เจ้าค่ะ ก็คนเดียวกัน แต่ข้ายังยื่นมือไปช่วยจับอยู่ดี...ดูสิ ๆ แบบนี้แหละ...แล้วก็จับให้กระดูกมันเข้าที่ได้…”
...
“...สำนักก็ยังเหมือนเดิม...แต่ได้ยินว่าท่านหลิวซีหยางกับชวีเหวยฉิงทะเลาะกันอีกแล้ว…”
“อ้อ ก็คู่นั้นที่ข้าบอกเจ้า…”
“อืม...ทุกวันก็สอนเรื่องน่าเบื่อทั้งนั้น…”
...
“ตอนเช้าได้ยินคนแซ่โหวพูดเรื่องชายหญิงไม่ควรต้องตัวกัน เกือบพูดไปถึงตำราสอนสตรี...ทั้งที่ห้องนั้นมีแต่เด็กผู้ชายแท้ ๆ ข้ายืนฟังอยู่พักหนึ่งแล้วค่อยเดินไป มันทำให้ข้านึกถึงมุขตลกอันหนึ่ง…”
“หนังสือสองเล่มนี้ข้าเคยเรียนมาแล้วนะ…”
“อย่างนั้นรึ ถ้าเช่นนั้น ข้าถามเจ้า มีชายหญิงคู่หนึ่ง จับมือกันครั้งหนึ่ง แล้วหญิงคนนั้นก็ตั้งครรภ์ ทำไมล่ะ”
“ตำราสอนสตรี...เอ๊ะ ทำไมชายหญิงถึงได้จับมือกัน...อ๋อ ข้ารู้แล้ว ถ้าจับมือกัน แสดงว่าทั้งคู่สนิทกันมาก คงเป็นสามีภรรยาใช่ไหมเจ้าคะ”
“...ไม่ใช่”
“เช่นนั้นทำไมถึงจับมือกันได้ล่ะ…”
“ก็อย่างข้าจับมือเจ้าก็ได้…”
“คุณชาย...ข้า...ข้าไม่เหมือนคนนั้นนี่…”
...
“...ก็ยังไม่ใช่”
“แล้วทำไมล่ะ...ข้านึกไม่ออกแล้ว…”
“เพราะว่า...เอ่อ...ผู้ชายคนนั้นไม่ชอบล้างมือ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ชอบล้างมือ…”
“...แล้ว...แล้วอย่างไรต่อ…”
“ก็ไม่มีอะไรต่อหรอก เพราะทั้งคู่ไม่ชอบล้างมือ หลังจากจับมือกันไม่นาน หญิงคนนั้นก็ท้อง…”
“...”
“...เรื่องนี้สอนให้เรารู้ถึงความสำคัญของการล้างมือ”
“...ข้า...ข้าไม่เข้าใจเลย”
“...เถอะหน่า นี่มันมุขตลกฝืด ๆ น่ะ”
บทสนทนาของทั้งคู่มักเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะก้าวข้ามเส้นสุดท้ายไปแล้ว แต่ในตอนกลางวันก็ไม่อาจมีการใกล้ชิดกันมากนัก เวลาฝนตกสายตาของผู้คอยจับจ้องอาจสอดส่องเข้ามาได้ยาก แต่ในยามกลางวันคงมีบางคนคอยเฝ้ามองอยู่ และหากมีจริง ๆ คนเหล่านั้นอาจกำลังครุ่นคิดถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “ไม่ล้างมือ” กับ “ตั้งครรภ์” อยู่ก็เป็นได้
ตอนบ่าย เสี่ยวฉานยังคงไปช่วยงานที่โรงหมอตามปกติ ช่วงหลายวันที่ผ่านมา หนิงอี้ก็ตามนางไปด้วยเป็นบางครั้ง คอยดูหมอแก่รักษาคนและจำแนกสมุนไพรต่าง ๆ ทั้งเพื่อคุ้มครองเสี่ยวฉาน และอีกอย่างก็เพื่อเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ในเมื่อไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว บางครั้งเมื่อพบคนไข้ที่บาดเจ็บ หนิงอี้ก็มักจะบ่นกับเสี่ยวฉานเรื่องสุขอนามัยและการป้องกันการติดเชื้อ แม้ความรู้ของเขาจะไม่ลึกนัก แต่ก็ยังพอพูดได้บ้าง ส่วนเวลาที่เหลือก็เพียงยืนนิ่ง ๆ ไม่พูดมาก
หมอชราแซ่หลิวเป็นคนมีฝีมือ และต่อหน้าเสี่ยวฉานก็มักพูดด้วยท่าทีใจดี แต่กับหนิงอี้ซึ่งเป็น “คนป่วย” กลับมักมองด้วยสายตาดูแคลน ครั้งหนึ่งถึงกับบ่นขึ้นว่า “พลังร้ายภายนอกเข้าสู่ร่างกาย แผลก็เป็นหนอง แล้วยังกล้าหยิบด้ายมาเย็บแผล เจ้าเป็นแค่มือสมัครเล่นอย่ามาพูดเรื่องแปลก ๆ ที่นี่เลย” คำพูดนี้ทำให้หนิงอี้ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ เพราะเขารู้ดีว่าถ้าแผลติดเชื้อ แม้จะเลาะเนื้อเน่าทิ้งแล้วก็ไม่ควรเย็บแผลปิด ผลสุดท้ายแผลที่น่าจะหายง่ายเพราะร่างกายแข็งแรงกลับถูกเขาเองทำให้เลวร้ายขึ้นจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถึงอย่างนั้น หมอชราแซ่หลิวก็ยังเอ่ยปากชมว่าร่างกายเขาแข็งแรง หนิงอี้รู้ดีว่าความดีความชอบนั้นมาจากเคล็ดฝึกร่างกายของลู่หงถีอย่างแน่นอน
หลังคืนฝนตกในคืนนั้น หนิงอี้ก็เริ่มจัดการเรือนที่พังเสียหาย เก็บกวาดเศษซากออกทีละก้อน กองอิฐและเศษไม้ไว้ตามมุมบ้าน บางครั้งก็เจอของที่ยังใช้การได้ เช่นเศษเหล็ก หรือกระทั่งมีดเก่า ๆ เขารู้ดีว่าคนที่คอยเฝ้ามองเขาอยู่คงเห็นทุกอย่าง แต่ก็ไม่ใส่ใจมากนัก
สองชายติดอาวุธที่คอยเฝ้าติดตามมักปรากฏตัวให้เห็นเป็นประจำ บางครั้งก็มีการทักทายกันสั้น ๆ ทั้งสองมีชื่อแปลกนัก คนหนึ่งชื่ออาฉาง อีกคนชื่ออามิ่ง เมื่อรวมชื่อก็กลายเป็น “ชดใช้ชีวิต” หนิงอี้เดาว่านายหญิงของพวกเขา หลิวซีกวา คงมีความหลังฝังใจบางอย่าง เมื่อวานเขาพบมีดเก่าจากใต้ซากแล้วลับให้คม ใช้ตัดกิ่งไม้ในลานบ้าน อาฉางที่ยืนอยู่อีกฝั่งถึงกับควักมีดของตัวเองออกมาแล้วขว้างข้ามรั้วให้พร้อมพูดว่า “อันนี้คมกว่า เอาไปใช้เถอะ” แสดงชัดว่าอีกฝ่ายไม่แยแสเลยว่าเขาจะมีอาวุธติดตัว
หลังคาบ้านที่ถูกฝนกัดจนเป็นรูใหญ่ยังไม่ได้ซ่อม แต่ในหลายวันมานี้หนิงอี้ก็ขึ้นไปอุดช่องโหว่เล็ก ๆ อื่น ๆ แล้ว เขาเอาเศษเหล็กมาทำเป็นกระดิ่งลมง่าย ๆ ห้อยไว้ใต้ชายคา และในบ่ายวันนี้ เขาเอากิ่งไม้ที่ตัดไว้ไปมัดทำเป็นแผ่นปิดรูบนหลังคา
ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆขาวคล้ายสำลี ลมเย็นพัดผ่านหลังคา เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งเบา ๆ จากบนนี้สามารถมองเห็นสำนักศึกษา โรงหมอ ถนน และบ้านเรือนรอบ ๆ รวมถึงผู้คนที่เดินไปมา เมืองหางโจวดูเหมือนจะกลับมาสงบขึ้นบ้าง ทางฝั่งโรงหมอ เสี่ยวฉานถือสมุนไพรเดินผ่านใต้ชายคา เงยหน้ามองขึ้นมาแล้วเบิกตากว้าง ปากอ้าอย่างตกใจ ก่อนจะกระโดดโลดเต้นแล้วโบกมือใส่เขา ราวกับบอกให้รีบลงไป หนิงอี้จึงหัวเราะแล้วโบกมือตอบ ก่อนจะนั่งลงบนหลังคา
เมื่อซ่อมหลังคาเสร็จ ตอนกลางคืนก็คงเย็นขึ้นอีกนิด ความคิดเช่นนี้ทำให้เขาเหมือนจะยอมรับสภาพว่าต้องอยู่ที่นี่ไปเรื่อย ๆ และหากต้องอยู่กับเสี่ยวฉานจริง ๆ ตลอดไป มันก็ดูไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร แต่ในใจเขาก็รู้ดีว่า เรื่องราวคงไม่ง่ายเช่นนั้น
ตั้งแต่เช้านี้ที่เหล่าเด็ก ๆ เอ่ยถามคำถามเหล่านั้น หนิงอี้ก็เข้าใจทันทีว่ามีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
ช้าที่สุดคือวันพรุ่งนี้ หากเร็วกว่านั้น บางทีในบ่ายวันนี้ พวกนั้นก็คงจะลงมือแล้ว
เขานั่งอยู่บนหลังคา มองถนน มองผู้คน มองรถม้าที่ผ่านไป และบางสายตาที่ดูไม่น่าไว้วางใจ บางครั้งก็เห็นอาฉางกับอามิ่งเดินผ่านบนถนนโดยไม่มีเหตุทะเลาะใด ๆ กระทั่งก่อนพลบค่ำ ที่หัวมุมถนนห่างออกไปไม่กี่สิบวา ชายถือธนูคนหนึ่งพลันพังราวระเบียงชั้นสองตกลงมากระแทกพื้นถนน จากนั้นรีบยันตัวลุกขึ้น ดึงคันธนูง้างลูกขึ้นเล็งไปยังช่องรอยแตกบนราวชั้นสอง
ตรงนั้น อาฉางสะพายดาบยืนอยู่ มองลงมาอย่างเย็นชา
ลูกธนูไม่ถูกปล่อยออกไป แต่เหตุการณ์นั้นทำให้ผู้คนบนถนนบางส่วนตกใจรีบวิ่งหนี ขณะเดียวกันก็มีคนอีกหลายกลุ่มโผล่มาจากหลายทิศทาง จนบรรยากาศแถวนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดราวกับจะปะทะกันทุกเมื่อ
หนิงอี้ใช้มือเท้าคาง มองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสงบ ทันใดนั้นเอง ด้านหลังหลังคามีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา เขาหันไปมอง เห็นชายหนุ่มวัยราวยี่สิบปีเดินเข้ามา เขามานั่งลงข้าง ๆ แล้วมองเหตุการณ์ตรงหน้าเช่นเดียวกัน
“นั่นเป็นคนของจางเตาหยวน พวกเขามาเพื่อฆ่าเจ้า” ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ พลางยกมือชี้ไปทางนั้นพร้อมกล่าวออกมา
………………….