- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 237 เส้นทางกลับบ้าน (ตอนสาม)
ตอนที่ 237 เส้นทางกลับบ้าน (ตอนสาม)
ตอนที่ 237 เส้นทางกลับบ้าน (ตอนสาม)
ตอนที่ 237 เส้นทางกลับบ้าน (ตอนสาม)
กลางคืน มวลหมู่วิหคโผบินข้ามท้องฟ้า ดวงจันทร์ครึ่งดวงส่องแสงอยู่เบื้องบน เหล่าขุนเขาสลับสูงต่ำทอดยาวออกไป สายน้ำเล็กใหญ่ที่คดเคี้ยวไปมาภายใต้แสงดาวดูราวกับสายแถบสีขาวบาง ๆ บนพื้นดิน หรือดั่งเส้นผมและรากไม้ที่แผ่ขยายตามภูมิประเทศ ร่องรอยของมนุษย์ในความมืดมีเพียงดวงไฟกระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ บางแห่งรวมกลุ่มกัน บางแห่งส่องแสงอยู่เพียงลำพัง
เช้ามืดวันที่เก้า หลังจากหางโจวแตกพ่ายมาเกือบห้าวัน ความโกลาหลที่บังเกิดจากมหาเหตุการณ์ก็เริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น แสงไฟยามค่ำคืนแผ่ขยายออกไปจากหางโจวเป็นศูนย์กลาง หลังจากเมืองแตกพ่าย ไฟที่เคยโหมกระหน่ำกลับเริ่มลดน้อยลง เส้นทางหนีที่วุ่นวายในช่วงแรกเริ่มถูกแบ่งเป็นสาย ๆ ส่วนภายในเมือง แสงไฟที่เคยลุกโชนสว่างไสวก็เริ่มกลับสู่ความสงบลง
เลือด การสังหาร ความตาย ในสี่วันแรกแทบจะย้อมถนนทั้งเมืองเป็นสีแดง ทว่าเมื่อความบ้าคลั่งเริ่มจางหาย ทุกสิ่งก็เข้าสู่ห้วงเงียบสงบ เหลือเพียงการชะล้างคราบโลหิต เรื่องราวการปล้นฆ่าและการนองเลือดที่เกิดขึ้นในช่วงสี่วันนั้นนับไม่ถ้วน พ่อค้า ขุนนาง และผู้ทรงอิทธิพลที่ไม่ทันหนีออกจากเมืองถูกล่าและสังหารเกือบหมดสิ้น แม้แต่สามัญชนธรรมดาก็ยากจะรอดพ้น บ้างถูกฆ่าด้วยข้อกล่าวหาเรื่องการต่อต้าน บ้างถูกเหยียดหยามและถูกย่ำยี ผู้ต่อต้านถูกสังหารจนสิ้น เหลือเพียงผู้รอดที่ใบหน้าว่างเปล่า ปล่อยให้เหล่า “กองทัพกบฏ” จากทุกสารทิศเข้ายึดครองพื้นที่ไปทีละส่วน
มีเพียงคนส่วนน้อยที่มีฐานะร่ำรวยเท่านั้นที่ยังคงอยู่รอด
ไม่ไกลจากศาลาว่าการหางโจว มีคฤหาสน์จวนหลังหนึ่งซึ่งเคยเป็นของตระกูลชาง หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมือง จวนหลังนี้แม้จะได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว แต่ก็ไม่ได้รุนแรงนัก และได้รับการซ่อมแซมแล้วบ้าง หลังเที่ยงคืนไม่นาน แสงไฟสว่างทั่วทั้งจวน งานเลี้ยงใหญ่เพิ่งดำเนินมาจนถึงช่วงท้าย ที่หน้าประตู คณะเจ้าภาพกำลังส่งแขกออกไปที่ถนนทีละคน กล่าวคำล่ำลาและส่งพวกเขากลับ
โดยปกติแล้ว ในเมืองหางโจวที่วุ่นวายปั่นป่วนเช่นนี้ ผู้ที่สามารถจัดงานเลี้ยงได้ส่วนมากมักเป็นหัวหน้ากองทัพกบฏแต่ครั้งนี้แขกที่มาร่วมงานกลับไม่ใช่คนเหล่านั้น แขกเหล่านี้แต่งกายธรรมดา สีหน้าเกรงอกเกรงใจ ในขณะที่เจ้าของบ้านชายวัยกลางคนและเหล่าคนติดตามกลับมีท่าทางสง่างาม บุรุษคนนั้นคือฟางชีฝอ หรือที่คนในเมืองเรียกขานว่า “จอมทัพพุทธ” พี่น้องคนสนิทที่ฟางล่าฃไว้ใจที่สุด แขกที่ถูกส่งตัวออกไปในคืนนี้ล้วนเป็นบรรดาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล ขุนนางที่หันมาสวามิภักดิ์ต่อฟางล่า และหนึ่งในนั้นยังมีโหลวจิ้นหลิน ผู้นำตระกูลโหลวอยู่ในกลุ่มด้วย
ตระกูลโหลว หนึ่งในตระกูลใหญ่ของหางโจว แท้จริงแล้วไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับฟางล่ามาก่อน จนกระทั่งคืนก่อนที่เมืองจะถูกตีแตก ฟางชีฝอจึงได้มาพบเขา ด้วยธุรกิจที่แผ่กว้างของตระกูลโหลวและการติดต่อกับผู้คนมากหน้าหลายตา ฟางชีฝอจึงใช้เส้นสายและเหตุผลมาเจรจา ในตอนนั้นเขาไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แต่เพราะเคยถูกคนของเฉียนไห่ผิงคอยรังควานจนเกิดความขุ่นเคือง จึงไม่ได้ปฏิเสธไป
เมื่อเมืองแตกในวันต่อมา เขาจึงยอมช่วยกองทัพฟางล่าจัดระเบียบและรวบรวมทรัพยากรในเมือง หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นแขกคนสำคัญของฝ่ายฟางล่า และในเมื่อสี่ตระกูลใหญ่ตระกูลอื่น ๆ ได้ลี้ภัยออกไปหมดแล้ว หากฟางล่าสามารถครองหางโจวได้อย่างมั่นคง ตระกูลโหลวก็จะคงอิทธิพลไว้ได้ทั้งหมด และอาจก้าวขึ้นมาเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองในเวลานั้น
แน่นอนว่าการที่ฟางล่าจะยึดครองหางโจวได้อย่างมั่นคงหรือไม่ยังเป็นเรื่องที่ไม่น่ามองในแง่ดีนัก ทว่าตอนนี้พวกเขาก็ทำได้เพียงปลอบใจตนเองด้วยเหตุผลเหล่านี้เท่านั้น
บรรดาผู้รอดชีวิตที่ยังอยู่ในเมืองส่วนใหญ่ต่างคุ้นเคยหรือเคยได้ยินชื่อกันมาบ้าง บ้างเข้าร่วมกับฟางล่าตั้งแต่แรก บ้างถูกชักชวนในภายหลัง ภายใต้การปกครองใหม่ของฟางล่า พวกเขาอาจกลายเป็นกลุ่มชนชั้นสูงรุ่นแรก แต่ยกเว้นคนที่เข้าร่วมอย่างเต็มใจตั้งแต่แรกเริ่ม คนอื่น ๆ ก็ยังคงรู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย พวกเขาแทบไม่พูดคุยกันนัก หลังกล่าวคำอำลากับฟางชีฝอแล้วต่างก็แยกย้ายกลับบ้านไป
สำหรับคนเหล่านี้ ฟางชีฝอแสดงท่าทีอ่อนโยนและสุขุม เขาในวัยใกล้สี่สิบ รูปร่างสูงใหญ่ มือถือกระบี่คมกริบ เคยสังหารศัตรูมานับไม่ถ้วนยามเป็นแม่ทัพ แต่เมื่ออยู่ในบทบาทของกุนซือกลับสุขุมรอบคอบ ในหมู่ทัพของฟางล่ามีคนเกรี้ยวกราดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสือเป่าอันบ้าคลั่ง เติ้งหยวนเจวี๋ยผู้มีความบิดเบี้ยวในใจ หลี่เทียนหรวนที่สุขุมแต่หยิ่งยโส ซือซิงฟางที่โหดเหี้ยมดุร้าย ทุกคนล้วนมีความสามารถ แต่ต่อหน้าฟางชีฝอกลับต้องนอบน้อมแม้กระทั่งสาวน้อยหลิวต้าเปียวผู้เอาแน่เอานอนไม่ได้ หรือหวังหยินผู้สุขุมเจ้าเล่ห์ยามพบเขาก็มักจะสงบเสงี่ยมฟังคำสั่งโดยไม่ปริปาก
เมื่อส่งแขกออกไปจนหมด ฟางชีฝอจึงหันหลังกลับเข้าสู่จวน เด็กหนุ่มคนสนิทเดินตามพลางเอ่ยขึ้น “อาจารย์ ท่านให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้นัก แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ชอบใจเท่าไรนัก หลายคนยังดูหม่นหมอง ข้ากลัวว่าพวกเขาจะคิดว่าเราอยู่ได้ไม่นานนัก ข้าคิดว่าถ้าพวกที่ไม่สวามิภักดิ์จริง ๆ ฆ่าทิ้งเสียก็ดี ไหน ๆ ก็จะได้ผลประโยชน์ก้อนโต”
ฟางชีฝอเพียงปรายตามอง เขาไม่โกรธ เพียงยิ้มบาง ๆ “เฉินฝาน ตอนนี้เรายึดหางโจวได้แล้ว เจ้าต้องเลิกนิสัยโจรป่าเสียที อย่าเอาแต่พูดเรื่องผลประโยชน์เล็กน้อย ศรีษะของเจ้ามีค่ามากกว่านั้น ศรีษะของเจ้าจะเป็นแม่ทัพใหญ่ในอนาคต ฝ่าบาทจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ เจ้าจะเป็นแม่ทัพใหญ่ อย่าโลภในเรื่องเล็กน้อย”
“เฮ้อ อาจารย์ ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ นี่แหละที่สนุก ส่วนเรื่องฮ่องเต้หรือแม่ทัพใหญ่ คิดแล้วก็ปวดหัว”
ฟางชีฝอไม่ถือสา เขายังคงก้าวเดินต่อ “หางโจวเป็นพื้นที่สำคัญทางตอนใต้ หากฝ่าบาทจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ หางโจวจะเป็นเมืองหลวง ที่สำคัญเช่นนี้เราจะทำลายจนราบคงไม่ได้ อีกไม่นานจะถึงฤดูเก็บเกี่ยว เราต้องใช้แรงงาน อีกทั้งต้องสร้างเมือง กำหนดกฎเกณฑ์ เปิดการค้า ที่สำคัญที่สุดเพื่อให้นายท่านได้เป็นฮ่องเต้ ต้องมีคนค้ำจุนบารมี แต่คนของเราที่เข้ามาในเมืองมีแต่ปล้นฆ่า ไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้มาก่อน ตอนนี้ที่นี่คือบ้านเราแล้ว ต้องรู้จักเก็บงำบ้าง”
เขาถอนหายใจยาว “สิ่งที่เราทำไม่เป็น พวกเขาทำได้ ตอนนี้จะไม่พอใจก็ไม่เป็นไร แต่ตราบใดที่พวกเขายอมทำงาน เราจะให้เกียรติ ให้ตำแหน่ง ให้พวกเขาได้มีอำนาจ แล้วพวกเขาจะพอใจ… อีกไม่กี่วันเราต้องเคลื่อนพลไปตีเจียซิง ก่อนจะไป ข้าต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย เจ้าต้องดูแลคนเหล่านี้ให้ดี อย่าให้ใครมารบกวน จำไว้ให้ขึ้นใจ”
“อาจารย์ ข้าอยากไปตีเจียซิงกับท่าน เรื่องพวกนี้ข้าไม่ถนัด หรือไม่ก็ให้แม่ทัพหวังหยินหรืออันซีฝูกลับมาแทนข้าเถอะ ข้ายินดีไปที่หูโจวก็ได้”
“เจ้าไม่ใช่ไม่ถนัด แต่เจ้าไม่อยากคิดต่างหาก ถ้าเจ้าอยากคิดก็คงพูดจากว่านี้… ตอนนี้หวังหยินต้องดูแลทิศใต้ ส่วนอันซีฝูต้องไปหูโจว เจ้าต่างหากที่เหมาะที่สุด เจ้าคือศิษย์ข้า และเจ้าก็รั้นพอที่จะคุมคนเหล่านี้ได้”
“ข้าไม่ได้รั้น แต่ข้าว่าข้าไปแทนได้ก็เหมือนกัน อย่างน้อยก็ให้สาวน้อยคนนั้นกลับมาดูงานแทนข้าก็ยังดี นางดื้อยิ่งกว่าข้าอีก”
“พวกที่ถูกส่งไปหูโจวนั่นก็เพื่อให้พวกมันไปปั่นป่วนและปล้นสะดม อันซีฝูไปเพื่อควบคุมพวกนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนเที่ยงวันนี้ อาลู่เกือบจะเปิดศึกกับอาอี้ ถ้าไม่ใช่อันซีฝูนำกองทัพเหอลินมาห้ามทัพ ป่านนี้คงเละไปแล้ว ถ้าเจ้าไปแทน ข้าคงต้องเก็บซากเจ้ากลับมาแล้ว ส่วนต้าเปียว… นางหายไปไหนอีกล่ะ”
เฉินฝานเกาศีรษะพลางพูด “ไม่กี่วันก่อน ตอนที่เมืองยังวุ่นวาย นางออกไปแจกหมั่นโถวกับชาวบ้าน แล้วก็ห้ามพวกเราไม่ให้ฆ่าคน เมื่อวานก็ออกไปทางเหนือ เหมือนจะตามหาคนที่ชื่อหนิงหลี่เหิง คนที่เคยหลอกพวกนางกับท่านแม่ทัพสือจนหมดรูป ฆ่าเกาจิ้งกับพวกอีกด้วย ข้าว่านางคงไม่มีอะไรทำแล้วล่ะ”
ฟางชีฝอขมวดคิ้วครุ่นคิด “ตอนเมืองแตก คนที่หนีไปทางเหนือมีมาก ได้ยินว่าหนิงหลี่เหิงเคยชักชวนคนไปทางนั้นหลายคน พวกเย่าอี้ก็ดูเหมือนจะเล็งพวกที่หลบหนีไปทางนั้นอยู่ด้วย ไม่แน่ว่าจะเกี่ยวกันหรือไม่”
“อาจารย์ ให้ข้าตามไปเตือนพวกนั้นดีไหม คนที่ชื่อหนิงหลี่เหิงดูท่าจะเก่งกาจมาก ข้าจะได้พาหลิวต้าเปียวกับพวกกลับมาด้วย”
“เตือนอะไรเล่า คนที่หนีไปมีแต่ทหารแตกพ่ายหมดขวัญ หนิงหลี่เหิงอาจจะทำสำเร็จเพียงชั่วครู่ แต่เพียงคนเดียวจะเปลี่ยนอะไรได้… ถ้าอยากให้หลิวต้าเปียวกลับมา เจ้าก็ลองไปเกลี้ยกล่อมนางดูสิ ถ้านางยอมกลับมาดูแลเมืองแทน เจ้าอยากขึ้นเหนือ ข้าก็ไม่ขัดหรอก”
“อาจารย์ งั้นท่านต้องออกคำสั่งให้นางด้วยสิ…” เฉินฝานยังเถียง แต่ฟางชีฝอเพียงโบกมือแล้วก้าวต่อ เฉินฝานยืนบ่นไล่หลัง “ข้าก็จัดการในเมืองไม่เป็น ท่านนี่บังคับกันชัด ๆ ข้าอยากออกรบต่างหาก!”
…
กองไฟหลายกองในค่ายมอดลงแล้ว บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบ
ค่ายเล็กบนเนินเขานั้นตั้งกันแบบลวก ๆ ไม่มีรั้ว ไม่มีการลาดตระเวน ส่วนใหญ่เป็นเพียงทหารที่อ่อนล้า พิงข้างกองไฟและหลับใหลไปทั้งที่ถูกยุงกัดอยู่
ในกระโจม ลู่เฉานอนเอนหลัง เคี้ยวไก่ย่างครึ่งตัวพลางจ้องเพดานกระโจมแล้วคายกระดูกออก
“บัดซบ…”
ในใจเขายังคงขุ่นเคืองกับเรื่องที่เกิดขึ้นตอนเที่ยงวัน วันนี้พี่น้องของเขาถูกเล่นงานไปหลายคน ถูกซุ่มโจมตีในหุบเขา แต่กลับถูกเย่าอี้กล่าวหาว่าเขาเป็นฝ่ายลอบโจมตีก่อน ช่างเป็นความอยุติธรรมที่รับไม่ได้
ภารกิจครั้งนี้เป็นเพียงการสร้างความปั่นป่วนในหูโจวเพื่อไม่ให้ทัพที่นั่นส่งกำลังมาช่วยเจียซิงหรือหางโจว หน้าที่จริงไม่ได้หนักอะไรนัก แท้จริงแล้ว การช่วยเหลือหูโจวหรือเจียซิงในแนวตะวันตกเฉียงเหนือเป็นหน้าที่ของกองทัพอู่โจวที่เคยอยู่ใต้บัญชาการของคังฟางถิง แต่ตั้งแต่ฟางล่ายึดหางโจว กองทัพนั้นก็ถูกฟางไป่ฮวาคุมไว้ หากฟางไป่ฮวาไม่พ่าย ทัพหูโจวก็หมดหนทางช่วยเหลือ
การปล้นและสังหารที่แทบไม่เจอการต่อต้านอยู่ดี ๆ กลับต้องมาเจอเรื่องบัดซบเช่นนี้ เขาเดิมคิดว่าจะได้แก้แค้นบ้าง แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะกองทัพเหอหลินเข้ามาระงับเหตุเสียก่อน
ในกองทัพฟางล่า ส่วนมากเป็นกองกำลังชาวบ้านที่ไร้ที่พึ่ง บางหน่วยแทบไม่มีอาวุธเหมือนพวกเขาที่ดึงคนจากถงเซี่ยนมารวมกัน แล้วค่อยจัดเป็นกองทัพ แต่ก็ยังมีกองกำลังอยู่บ้าง
กองทัพใต้มือฟางชีฝอไม่ต้องพูดถึง แต่ที่น่าเกรงขามที่สุดคงเป็นกองทัพเหอหลินที่ฟางไป่ฮวาจัดตั้งขึ้น คนเหล่านี้สวมชุดดำและเป็นนักฆ่าที่เลือดเย็นไร้ปรานี ทุกครั้งที่แนวหน้าถอยศีรษะก็จะหล่นเป็นพรวน ปัจจุบันผู้ควบคุมกองทัพนี้คืออันซีฝู ชายหนุ่มท่าทางสุขุมแต่เยือกเย็น ลู่เฉาเองยังรู้สึกเกรงใจอยู่ไม่น้อย
ในกองทัพอวี้จวินนี้ ส่วนใหญ่ยังคงใช้กฎหมู่ ใครหมัดใหญ่คนนั้นมีสิทธิ์ ลู่เฉาอาจไม่กล้าทำอะไรเติ้งหยวนเจวี๋ย สือเป่า หรือซือซิงฟาง แต่เย่าอี้ที่เป็นคนของซือซิงฟางนั้น เขาคิดว่ายังพอเอาคืนได้ ทว่าเรื่องราววันนี้ทำให้เขาขุ่นเคืองจนไม่อาจหลับลง
ขณะที่เขากำลังคิดอย่างเคืองแค้น เสียงกุกกักจากภายนอกก็ลอยเข้ามา เขาคว้าทวนในทันทีเพราะคิดว่าเย่าอี้อาจจะมาก่อเรื่องอีก ทว่าเมื่อเปิดผ้าม่านออกกลับเป็นคนอื่นเสียได้
“ตลอดทางนี้ พวกเจ้าคงจับคนที่พลัดหลงระหว่างทางมาได้บ้างแน่ คนเหล่านั้นถูกคุมตัวไว้ที่ไหน พาพวกเราไปถามพวกเขาหน่อย จะได้หรือไม่”
ผู้ลี้ภัยแยกย้ายหนีไปหลายทิศทาง ระหว่างทางย่อมมีบางคนถูกจับ บางคนถูกฆ่าแล้วปล้นทรัพย์สิน บางคนถูกจับมาสอบสวน ลู่เฉารีบพยักหน้ารับ ก่อนจะนำกลุ่มคนเหล่านั้นไปยังที่คุมตัวคนไว้ ไกลออกไปในเงามืดของหุบเขามีเงาคนเคลื่อนไหวไปมา ดูเหมือนจะมีคนซุ่มอยู่มากกว่านี้อีก เมื่อส่งคนให้พวกนั้นแล้ว สาวน้อยกับพวกไม่ต้องให้ลู่เฉาคอยอยู่เฝ้า เขาจึงกลับมานั่งที่กองไฟ มองไปทางนั้นเงียบ ๆ
กลุ่มคนตรงหน้า เขาไม่คุ้นเคยมาก่อน เพียงแค่เคยได้ยินชื่อว่าเป็นกองทัพปาต้าของหลิวต้าเปียวหนึ่งในกองกำลังชื่อดังแห่งยุทธภพตะวันตกเฉียงใต้ หลิวต้าเปียวเป็นยอดคนแห่งยุทธภพ มิใช่โจรภูเขา แต่ด้วยความสนิทสนมกับฟางล่า จึงลุกฮือร่วมมือกันเมื่อฟางล่าเริ่มก่อการ และกลายเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของกองทัพอวี้จวิน เช่นเดียวกับกองทัพเหอหลิน
ทว่า หากเทียบกับชื่อเสียงอันน่าสะพรึงของกองทัพเหอหลินที่สั่งสมมาจากสนามรบ กองทัพปาต้ากลับโด่งดังเพราะชื่อเสียงอันเกรียงไกรของหลิวต้าเปียว ว่ากันว่าฝีมือดาบของเขาไร้เทียมทานในแถบเจียงหนาน สูงแปดฉือ เอวก็หนาแปดฉือ หน้าอกเต็มไปด้วยขน เป็นยอดวีรบุรุษที่หาใครเทียบได้ยากในกองทัพอวี้จวิน
ตอนที่ลู่เฉาเพิ่งเข้าร่วมอวี้จวิน เขานับถือหลิวต้าเปียวอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปและฐานะของเขาสูงขึ้น แม้จะได้พบกับทหารในกองปาต้าอยู่บ้าง แต่กลับไม่เคยเห็นตัวหลิวต้าเปียวสักครั้ง ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจหรือการช่วงชิงดินแดน เป็นคนที่ทั้งลึกลับและแข็งกร้าว ต่อมาจึงได้ยินข่าวแว่วว่าหลิวต้าเปียวตายไปหลายปีก่อนแล้ว ปัจจุบันคนที่สั่งการแทนคือบุตรีของเขา แต่กลับดื้อดึงให้เรียกนางว่าหลิวต้าเปียวเช่นเดิม เพื่อให้ชื่อของบิดายังคงอยู่ ตอนแรกที่ลู่เฉาได้ยินยังอดขำไม่ได้ แต่ต่อมาก็สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างที่ไม่ควรล้อเล่น
ว่ากันว่าบุตรีของหลิวต้าเปียวนิสัยแปลกประหลาด แต่ฝีมือกลับสูงล้ำ ในบรรดาผู้มีอำนาจระดับสูงของอวี้จวิน แทบไม่มีใครกล้าล้อเลียนชื่อของนาง เพราะผู้ที่เคยล้อเลียนล้วนถูกนางเล่นงานจนปางตาย ร่างกายของนางดูบอบบาง แต่กลับควบคุมดาบใหญ่ที่แข็งกร้าวได้ทั้งยังใช้อย่างพลิกแพลง มีข่าวลือว่ากระทั่งสือเป่าและหวังหยินซึ่งนับว่าเป็นยอดฝีมือในกองทัพ ยังอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้นาง ลูกศิษย์ของฟางชีฝออย่างเฉินฝาน ซึ่งมีเรี่ยวแรงมหาศาลและดุดันราวอสุราในสนามรบ เมื่อได้ปะทะกับนางก็ทำได้เพียงเสมอกัน
ว่ากันว่า คนที่เสมอกับนางนั้นยังรอดชีวิตอยู่ แต่ก็มีหลายคนในกองทัพที่ถูกนางสังหารอย่างแท้จริง จากนั้นมา แม้จะไม่ค่อยได้พบหน้าบ่อยนัก แต่ไม่มีใครกล้าเรียกนางด้วยชื่ออื่นอีก และชื่อหลิวต้าฝิวก็กลายเป็นตำนานที่ยิ่งเล่าก็ยิ่งขลังกว่าเดิม การพบกันครั้งแรกในวันนี้ ลู่เฉาไม่ได้สัมผัสถึงอำนาจกดดันที่เล่าลือมากนัก แต่ก็ไม่กล้าแสดงท่าทีที่ไม่เคารพออกมา
ไม่นานนัก ทางนั้นก็เสร็จสิ้นการสอบสวนแล้ว และพวกเขากลับมา นางสาวน้อยพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ ลู่เฉารีบโค้งตอบ ชายวัยกลางคนด้านหลังก็เอ่ยขึ้น “เรื่องที่ถามไปแล้ว ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมนัก พวกเราเพิ่งไปที่ค่ายของแม่ทัพเซวียโต่วหนานมา ท่านแม่ทัพเย่าก็อยู่แถวนี้หรือไม่ ท่านเคยเห็นเขาบ้างหรือไม่”
กลุ่มคนนี้แม้ท่าทางเยือกเย็นแต่กลับสุภาพมาก ลู่เฉาได้ยินแล้วก็รีบพยักหน้า “เห็นขอรับ เย่าอี้ใช่ไหม ค่ายของพวกเขาอยู่ตรงเนินเขาด้านตะวันตก เดินไปทางนั้นก็ถึง แล้วก็มีกองทัพเหอหลินที่นายท่านอันคุมอยู่ พวกนั้นน่าจะเคลื่อนไปข้างหน้าแล้ว”
“ขอบคุณมาก” พวกเขากล่าวก่อนหันหลังจะไป ลู่เฉาเห็นร่างเล็กนั้นหันหน้ากลับมาเป็นครั้งแรก เสียงของนางเย็นเฉียบแต่ไพเราะ “พวกเรากำลังตามหาคนที่ชื่อหนิงหลี่เหิง ท่านแม่ทัพ หากพรุ่งนี้พบกลุ่มผู้ลี้ภัยอีก ช่วยถามให้ด้วย จะขอบคุณมาก”
“เอ่อ…ได้แน่นอน ไม่มีปัญหา”
หลังจากส่งเสียงรับ ลู่เฉามองตามร่างพวกเขาที่ลับหายไปในความมืด พลางถอนหายใจเบา ๆ รู้สึกว่าคนเหล่านี้ดูเข้าหาง่าย แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าพวกเขามีบารมีและฝีมือที่น่าเกรงขาม หากพรุ่งนี้ไปถึงค่ายของเย่าอี้แล้วพวกเขาจัดการคนพวกนั้นได้ก็คงดีไม่น้อย…
…
ในเวลาเดียวกันที่อีกฟากหนึ่งของทิศเหนือ ในหุบเขาซึ่งกลุ่มผู้ลี้ภัยตั้งค่ายพัก แสงจากกองไฟลุกโชติช่วงท่ามกลางความมืด ฉานเอ๋อร์คุดคู้กอดเข่า นั่งอยู่บนพื้นหญ้า ดวงตาเหม่อมองไปยังร่างหนึ่งที่อยู่ข้างกองไฟด้วยแววเศร้าหมอง อีกฟากหนึ่ง หญิงสาวอีกคนหนึ่งกำลังถือถ้วยน้ำเดินเข้าไปหาร่างนั้น
มีบางสิ่งที่นางไม่อาจเข้าใจ แม้จะพอเข้าใจอยู่บ้าง แต่ยิ่งมาถึงตอนนี้ก็ยิ่งสับสน
เช้าวันนี้คุณชายถูกวินิจฉัยว่าบาดแผลร้ายแรง แพทย์ต้องรีบทำการรักษา ตอนที่นางกับเจวียนเอ๋อร์และพี่หญิงซิ่งเอ๋อร์ถูกคุณหนูบังคับให้ขึ้นเกวียนเพื่อเคลื่อนย้ายหนีภัย นางแทบจะร้องไห้โฮออกมา แต่ตอนนั้นไม่ใช่เวลา จึงได้แต่กล้ำกลืนไว้
พอบ่าย คุณชายกับคุณหนูก็ตามมาสมทบ ทำให้นางโล่งใจขึ้นมาบ้าง แต่ในระหว่างทางก็ได้ยินว่าบาดแผลของคุณชายหนักมาก กระทั่งมาถึงที่นี่ คุณชายก็ไม่ยอมหยุดพัก เริ่มวิ่งวุ่นจัดการสารพัดเรื่อง ทั้งเกลี้ยกล่อมให้พ่อค้าเศรษฐีบริจาคทองและอัญมณีเพื่อล่อคน ทั้งเรียกทหารเก่าหรือนายพรานมาสอบถามข้อมูลสารพัดเรื่อง จนถึงยามค่ำก็ยังไม่หยุด เขาอยู่ที่กองไฟ ถามไถ่ คิด เขียน วาดแผนที่บนกระดาษ
อาการบาดเจ็บทำให้การคิดช้าลง และดูเหมือนคุณชายก็ไม่ค่อยดีนัก แต่เขาก็ไม่ยอมหยุด บางครั้งหันไปถามความเห็นคุณหนูบ้าง จนคนที่ถูกเรียกมาคุยเริ่มทยอยไปพักหมดแล้ว เขาก็ยังนั่งคิด เขียน วางแผนไม่หยุด
ฉานเอ๋อร์ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเหตุผล แต่ในใจกลับมีเสียงตอกย้ำตลอดเวลา ว่าแผลของคุณชายหนักเกินไปแล้ว เขาจะทนได้อีกนานแค่ไหน…
นางอยากเดินไปห้าม แต่ก็ไม่กล้า และครั้งนี้คุณหนูก็ไม่ได้ห้ามคุณชาย เพียงอยู่เงียบ ๆ คอยอยู่เคียงข้าง บางครั้งก็นั่งฟังโดยไม่พูดอะไร อาจเพราะนี่คือความผูกพันลึกซึ้งระหว่างสามีภรรยา นางรู้สึกอิจฉาความใกล้ชิดระหว่างสองคนนั้น แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว…คุณชายอาจจะทนไม่ไหวจริง ๆ
เมื่อครู่ นางถือถ้วยน้ำตั้งใจจะเอาไปให้คุณชาย และเกือบจะกล้าฝืนฐานะบ่าวเพื่อขอให้เขาหยุดพัก แต่เมื่อเดินผ่าน คุณหนูกลับรับถ้วยนั้นไปแทน ยิ่งเมื่อเห็นแววตาและรอยยิ้มบาง ๆ ของคุณหนูพร้อมการกอดปลอบเบา ๆ ก็ได้แต่เดินกลับมาเงียบ ๆ แล้วนั่งกอดเข่า ปิดปากร้องไห้อย่างแผ่วเบา
เสียงกองไฟแตกเปรี๊ยะ ๆ เปลวเพลิงพุ่งขึ้นพร่างพราวภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน แสงส่องไปที่ใบหน้าของหนิงอี้ เขาเงยหน้าคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงเขียนและวาดบนกระดาษต่อไป ค่ำคืนนี้…ยังอีกยาวไกล
…
คืนนั้นหนิงอี้ในที่สุดก็ได้นอนพักบ้าง เช้าวันถัดมาจึงลุกขึ้นมาดำเนินการตามแผนต่อ การอพยพเคลื่อนย้ายผู้ลี้ภัยดำเนินต่อไป เขาคิดตลอดทาง บางครั้งหารือกับซูถานเอ๋อร์ และให้นางดูข้อมูลที่เขาคิดไว้ ระหว่างทางก็สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากคนที่พอรู้เรื่อง จนกระทั่งเย็นจึงมอบร่างแผนคร่าว ๆ ให้เฉินซิงตู รายละเอียดบางส่วนยังต้องให้ผู้ที่ชำนาญการศึกปรับแก้ และท้ายที่สุดอาจไม่ถูกนำไปใช้ก็ได้ แต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงเท่านี้
เมื่อกลุ่มคนหนึ่งกำลังปรึกษากันอยู่ในค่ายที่เพิ่งกาง หนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์ก็ขี่ม้าไปยังเนินเขาใกล้ ๆ ตรงนั้นมีสายน้ำคดเคี้ยวอยู่ด้านล่าง แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดแสงสีทองลงมาบนภูเขาและผืนน้ำ ระลอกน้ำเบื้องล่างสะท้อนประกายพร่างพราว ด้านบนเนินเขาเต็มไปด้วยดอกไม้ป่า
หนิงอี้ลงจากม้า แล้วยื่นมือไปประคองภรรยาลงมา แต่แรงที่ใช้ยังไม่มั่นคงนักจนเซถอยหลังไปสองสามก้าว ทั้งสองล้มลงไปบนเนินหญ้าด้วยกัน ถึงอย่างนั้น แรงกระแทกก็ไม่รุนแรงพอจะทำให้ซูถานเอ๋อร์บาดเจ็บ พวกเขาจึงหัวเราะเบา ๆ ด้วยกัน
เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำของวันที่เก้า เหล่านกอพยพบินผ่านไปบนฟากฟ้า เมฆขาวลอยเป็นปุยคล้ายสำลี หนิงอี้กางแขนออกกว้าง ส่วนซูถานเอ๋อร์ก็ยกมือแตะเบา ๆ ที่หน้าท้อง ราวกับสองเด็กน้อยที่เล่นสนุกไปด้วยกัน
สองคนอยู่เช่นนั้นนานจนกระทั่งมีคนเอ่ยปากขึ้น…
…………………