- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 229 ล้อมเมือง (ตอนสาม)
ตอนที่ 229 ล้อมเมือง (ตอนสาม)
ตอนที่ 229 ล้อมเมือง (ตอนสาม)
ตอนที่ 229 ล้อมเมือง (ตอนสาม)
แสงตะวันยามอัสดงแดงฉานดุจโลหิต
สุนัขแก่ตัวหนึ่งเดินกะเผลกวนรอบเนินดินที่เต็มไปด้วยคราบโลหิต จากนั้นจึงลงไปนอนแนบพื้นอยู่ในลานบ้านเล็กๆ ที่พังทลายไปครึ่งหนึ่ง มันยกปากเลียขาหลังที่ถูกตีจนหัก เจ้าของของมันนอนอยู่เคียงข้าง ลำตัวถูกแทงด้วยด้ามไม้ยาว พอเจ้าสุนัขเหลือบมอง มันก็เอาจมูกดุนเบาๆ ก่อนจะร้องครางแล้วหดตัวกลับมา
สุนัข บ้าน ศพ ด้ามศร และคราบเลือด เสียงโกลาหลดังมาจากที่ไม่ไกลนัก
มันเป็นสุนัขแก่แล้ว แก่เสียจนคงเหลือเวลาอีกไม่มาก ตลอดหลายปีมันอยู่กับเจ้าของผู้สูงวัยในเรือนใกล้กำแพงใหญ่ ออกไปเดินเล่นบ้างตามประสา เมื่อเหนื่อยก็กลับมา และสิ่งที่มันโปรดปรานที่สุดในยามนี้คือการนอนอาบแดดอยู่บนแผ่นศิลาใต้ต้นไม้ตรงประตู หลับตาพริ้มฟังเสียงจักจั่น ส่งเสียงครางอย่างพอใจทุกครั้งที่เจ้าของนั่งลูบคอมันพลางบ่นพึมพำไปเรื่อย
กระทั่งหลายวันก่อน มันเห็นฝูงนกบินหนีไปหมด จากนั้นพื้นดินก็สั่นสะเทือนจนกำแพงใหญ่ถล่ม หลังจากนั้นก็เป็นเหตุการณ์ที่มันไม่อาจเข้าใจ ตรงช่องโหว่ของกำแพงเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้อง ต่อมาเมื่อฝูงคนทะลักเข้ามาจากช่องนั้น และคนอีกจำนวนมากก็พุ่งออกจากที่ต่างๆ สุดท้ายคลื่นมนุษย์ก็ปะทะกัน เจ้าของของมันยืนอยู่ตรงปากทางมองความวุ่นวายนั้น พลางบ่นพึมพำบางอย่าง ก่อนจะทรุดลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
มันเห็นด้ามไม้ปักอยู่บนร่างเจ้าของ ได้กลิ่นเลือดที่บอกถึงลางร้าย เลือดสีแดงสดเอ่อไหลออกมา มันรีบวิ่งไป ดุนร่างนั้นทั้งดมทั้งลาก หวังให้เจ้าของขยับได้อีกสักนิด แต่ชายชรากลับเพียงลืมตาขึ้นมามองมันแผ่วเบา แล้วแววตาก็ดับสิ้นลงอย่างถาวร
เลือดยังคงไหลไม่หยุด มันวิ่งออกไปที่ถนนปีนขึ้นไปบนเนินดินด้านหลังแล้วเห่าเรียก คนบางคนที่เต็มไปด้วยเลือดวิ่งมาทางนี้ มันพุ่งเข้าใส่หมายจะกัด ทว่ามันแก่เกินไป ขาหลังถูกด้ามดาบตีจนหัก ร่างทรุดลงพร้อมเสียงครางเจ็บปวด แล้วคนพวกนั้นก็พุ่งเข้ามาในเรือน ก่อนจะวิ่งออกไปอีกครั้ง หลายชั่วยามผ่านไป ฝูงคนถูกขับออกไปทางช่องโหว่ เสียงอึกทึกดังลั่นอยู่ที่โน่น มีเพียงเรือนนี้ที่กลับมาเงียบงัน เหลือแต่สุนัขแก่ที่เดินวนไปมาอย่างเดียวดาย
หลังจากนั้นช่องโหว่ของกำแพงยังคงเต็มไปด้วยการต่อสู้ ผู้คนยังคงล้มตาย มันไม่ได้กินอะไรเลยหลายวัน บางครั้งก็ขึ้นไปมองออกไปนอกเมือง ลากขาที่หักไปอย่างเชื่องช้า หากยังพอเห่าได้ก็เห่าไปสองสามที พอหมดแรงก็กลับมานอนเฝ้าศพเจ้าของ มองแมลงวันบินตอมไม่ขาด
อากาศร้อนอบอ้าว ดวงอาทิตย์ยามอัสดงค่อยๆ จมหายไปหลังกลุ่มเมฆและแนวเขา ใบไม้สีแดงข้างเรือนนเหี่ยวเฉาครึ่งหนึ่ง พลิ้วไหวท่ามกลางไอร้อนและกลิ่นเน่าเหม็น ครั้นยามใกล้ค่ำ สุนัขแก่ก็ปีนขึ้นไปบนเนินดินอีกครั้ง เงาร่างของมันหลอมรวมกับสีส้มแดงของแสงตะวัน กลายเป็นภาพเงาอันเดียวดาย
แล้วในชั่วขณะหนึ่ง มันยืนหยัดบนสี่ขา เงยหัวมองไปยังระยะไกล ลูกศรนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นฟ้าเป็นฝูง
ลูกศรดอกหนึ่งพุ่งทะลุร่างมัน ศพมันกลิ้งตกจากเนิน เสียงลูกศรอีกหลายดอกปักลงบนพื้นเนินอย่างต่อเนื่อง แล้วเสียงตะโกนก็ดังขึ้นจากนอกเมือง
“เซิ่งกง”
อีกเสียงตะโกนตามมา “สวรรค์เท่าเทียม! ไม่มีสูงต่ำ! เซิ่งกงมาแล้ว”
“เซิ่งกง! มาแล้ว”
เสียงนับไม่ถ้วนประสานกัน กลายเป็นคลื่นคำรามถาโถมเข้ามายังเมือง!
…
อีกหนึ่งเย็นที่อึมครึม ความวุ่นวายในเมืองหรือนอกเมืองหางโจวในยามนี้แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติของทุกวัน ในตรอกไท่ผิง หนิงอี้นั่งอยู่บนยอดเรือนที่ยังไม่ถล่ม มองไปทางดวงตะวันใกล้ลับและภาพเมืองตรงหน้า ลำน้ำที่ไหลผ่านใกล้ตรอกไท่ผิงนั้นเป็นแขนงเล็กๆ ของคูคลองสายใหญ่ แต่เพราะต้นน้ำถูกปิดกั้น ประกอบกับสงครามหลายวันที่ผ่านมา น้ำจึงขุ่นมัวส่งกลิ่นเน่า
ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว ความวุ่นวายไม่รู้กี่วันต่อเนื่องกัน ทั้งศึกภายในศึกภายนอก การค้าขายก็หยุดชะงัก บรรยากาศทั้งเมืองจึงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็น
จนเมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งควบม้าผ่านเข้ามาทางตรอกไท่ผิง หนิงอี้จึงลุกลงจากหลังคา คนที่นำมาในกลุ่มนั้นชื่อเฉียนไห่ผิง เป็นหลานชายของเฉียนซีเหวิน แม้ปัจจุบันจะอายุเกือบสี่สิบแล้ว แต่ในเมืองหางโจวเขายังมีตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋น ดูแลกิจการในเมืองมากมาย ในครานี้ที่ฝ่ายฟางล่าโจมตีเมือง เขารับผิดชอบหลายภารกิจ และช่วงก่อนหน้าก็มีโอกาสพบปะกับหนิงอี้หลายครั้ง
ตลอดสองวันที่ผ่านมา เฉียนไห่ผิงมาที่ตรอกนี้หลายครั้งแล้ว จนคนที่เฝ้าทางเข้าตรอกจำหน้าได้จึงปล่อยเข้ามา เมื่อเห็นหนิงอี้ เขาผู้เต็มไปด้วยฝุ่นและเหงื่อก็ไม่มากพิธี คำนับเล็กน้อยก่อนยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา “หลานชายหนิง ไม่ต้องเกรงใจ เช้านี้จวนนายท่านอันทางตะวันตกถูกโจรลอบโจมตี เกิดเพลิงไหม้ ตายไปสิบกว่าคน หลังจากนั้นเราได้ข่าวบางอย่าง...” เขาลดเสียงลง “ตอนนี้เราพอจะระบุตัวผู้นำของพวกมันได้แล้ว...”
“แต่ท่านเฉียนยังไม่มั่นใจใช่หรือไม่” หนิงอี้มองกระดาษนั้นแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนผายมือเชิญกลุ่มนั้นเข้ามาข้างใน ซูถานเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ใกล้ชายคาก็เพียงค้อมศีรษะคารวะ ไม่ได้เดินตามมา
หลายวันก่อน หนิงอี้เพิ่งทุ่มแรงกายแรงใจไปกวาดรวมพลังของคนจากหลายตรอกละแวกใกล้ๆ ถือเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และเมื่อได้พบเฉียนซีเหวินอีกครั้ง เขาก็เอ่ยปากเสนอความคิดบางอย่าง อีกฝ่ายที่ชำนาญการวางแผนในเมืองก็เริ่มดำเนินการอย่างแยบคาย แม้การป้องกันและกวาดล้างในเวลาเดียวกันจะดูเหลือเชื่อ แต่หากเลือกเป้าหมายที่เหมาะสม ย่อมทำได้
ในใจหนิงอี้รู้ดีว่าศัตรูที่บ้าคลั่งไร้ทิศทางนั้นน่ากลัวที่สุด เหมือนตอนที่เขาถูกกู่เหยียนเจิ้นส่งคนมาลักพาตัวโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ แต่หากศัตรูเริ่มมีข้อมูลมากขึ้น ขอบเขตการเคลื่อนไหวก็จะแคบลง แม้จับไม่ได้ทันที แต่ก็สามารถล่อให้พวกมันเผยตัว
บางพื้นที่ที่ยอมให้ศัตรูลงมือเพื่อควบคุมสถานการณ์ หนิงอี้จึงเลือก “แกล้งอ่อนแอ” เพื่อหลอกให้พวกมันโจมตี จุดที่เขาระบุได้ชัดก็เช่นท่าเรือทางใต้ เขาให้ข้อเสนอไปในวันที่สามของสงคราม และเพียงบ่ายวันนั้นเอง ท่าเรือทางใต้ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นจริง โจรที่แฝงตัวอยู่ในฝูงชนฉวยโอกาสก่อเรื่องเมื่อขุนนางผู้หนึ่งคิดจะหนีออกเมือง แต่คนของฝ่ายสืบสวนที่แฝงตัวอยู่ก็สามารถสาวรอยของอีกฝ่ายได้เป็นครั้งแรก
แม้ร่องรอยจะขาดไปในหนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น แต่เพราะมีการจัดการที่ดี จึงไม่เกิดปัญหาใหญ่ เฉียนไห่ผิงจึงถูกส่งมาเพื่อร่วมวางแผนและแลกเปลี่ยนข้อมูล หนิงอี้เองแม้มีประสบการณ์วางแผนระดับใหญ่ แต่ในรายละเอียดที่ต้องรู้จักสภาพเมืองนี้ เขาก็ระมัดระวังอย่างยิ่ง และมักปรึกษาซูถานเอ๋อร์อยู่เสมอ จนคนของเฉียนไห่ผิงที่ได้เห็นถึงกับนับถือในความรอบคอบของสามีภรรยาคู่นี้
เมื่ออ่านข้อมูลบนกระดาษ หนิงอี้ก็เรียกภรรยามาดูด้วย ซูถานเอ๋อร์เพียงพยักหน้าเงียบๆ ก่อนคืนกระดาษนั้นให้เฉียนไห่ผิง หลังจากหลายวันวางตาข่ายกว้าง ตอนนี้การสืบสวนก็เริ่มกระชับลงและสามารถระบุข้อมูลของคนสำคัญบางคนได้แล้ว
“คนพวกนี้แทบทั้งหมดล้วนเป็นยอดฝีมือนอกรีตในอดีต ฝีมือดาบใหญ่ของสือเป่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก ตอนนี้ยืนยันได้แล้วว่าไฟไหม้ใหญ่ทางทิศเหนือของเมืองครั้งก่อน รองแม่ทัพหยวนถูกเขาฟันเพียงดาบเดียวก็สิ้นชีพ สองสามวันก่อนยังมีคนเห็นบุรุษร่างสูงโปร่ง ผมยาวสยาย ใช้ทวนรบอย่างคล่องแคล่ว คาดว่านั่นคือหวังหยิ่น คนผู้นี้ทั้งโหดเหี้ยมทั้งฝีมือสูงส่งไม่ด้อยไปกว่าสือเป่า อีกทั้งยังมีมันสมองไม่ธรรมดา เรากำลังสงสัยว่าตอนนี้คนที่คุมการเคลื่อนไหวอยู่ในเมืองอาจเป็นเขา แต่ก็ยังมีอีกคนที่เป็นไปได้เช่นกัน ฟางฉีฝอ มือขวาของฟางล่า ผู้คนเรียกเขาว่าจอมทัพนักพรต เป็นบุคคลที่มีอำนาจรองเพียงฟางล่า บ้างก็ว่าเขามีความรู้แตกฉาน เข้าใจทั้งอดีตและปัจจุบัน ราวกับเป็นจูเก่อเหลียง แต่เสียดายที่ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าเขาอยู่ในเมืองหรือไม่ หากจับเขาได้กวาดล้างเสียทั้งหมดก็เท่ากับตัดแขนข้างหนึ่งของฟางล่า”
เฉียนไห่ผิงเอ่ยพลางเดินเข้าไปนั่งในห้อง เมื่อซูถานเอ๋อร์ยกน้ำชามาให้ เขาก็พยักหน้าขอบคุณ “แต่ที่แปลกก็คือหลิวต้าเปียว คนผู้นี้เคยโด่งดังในทางตะวันตกเฉียงใต้ ผู้คนเรียกขานเขาว่าผู้ครองดาบใหญ่ แต่ข่าวที่ข้ามีอยู่บอกว่าเขาเสียชีวิตไปหลายปีก่อนแล้ว ตามรายงานกล่าวว่าเขาเป็นคนแข็งกร้าว ไว้หนวดเคราดกเต็มหน้า มีนิสัยประหลาดชอบโอ้อวดขนหน้าอกที่ดกดื่น ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาวก็แต่งตัวสั้นติดกาย แต่วันที่หลี่เหิงเห็นเขา ชายวัยสี่สิบกว่ากลับไม่มีเครา อีกทั้งด้วยฐานะของเขา กลับเข้าร่วมกับกองโจรที่มีหญิงสาวเป็นผู้นำ หญิงสาวคนนั้นหรือว่าจะเป็นบุตรีของฟางล่ากัน หากจับนางมาได้แล้วสังหารเสียก็คงเป็นผลงานชิ้นใหญ่ทีเดียว”
บนโต๊ะในห้องนั้นมีข้อมูลมากมายวางอยู่ หนิงอี้ซึ่งอ่านดูหลายรอบแล้วก็นำกระดาษแผ่นใหม่วางทับลงไป “คงต้องรอสักหนึ่งถึงสองวัน พวกมันกระจายกบดานไว้หลายแห่ง เมืองในยามนี้วุ่นวายเกินไป จุดที่พอจะยืนยันได้ก็มีเพียงแห่งเดียว ถ้าบุกไปแบบไม่รอบคอบ เกรงว่าจะเสียแรงเปล่า”
“อืม พวกนั้นล้วนเป็นยอดฝีมือ หากไม่วางแผนให้รัดกุม พอลงมือก็คงถูกพวกมันฝ่าออกไปได้” เฉียนไห่ผิงพยักหน้า ก่อนนึกขึ้นได้ก็หัวเราะออกมา “อ้อ ได้ยินมาว่าหลี่เหิงกับตระกูลโหลวมีเรื่องหมางใจกัน วันนี้ข้าว่างอยู่ก็เลยให้คนไปเคาะประตูบ้านพวกมัน พังประตูให้เรียบร้อย ถือเป็นการเอาคืนแทนเจ้า”
หนิงอี้ขมวดคิ้วมองเฉียนไห่ผิงที่กำลังหัวเราะชอบใจ “เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ความขัดแย้งก็ไม่มาก ในยามนี้เราควรร่วมมือกันรับศึกภายนอก ท่านทำเช่นนี้เกรงว่าจะ…”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” เฉียนไห่ผิงโบกมือ “ตระกูลโหลวอาจดูมีอำนาจ แต่ในสายตาตระกูลเฉียนก็แค่หมาแค่ไก่ หลี่เหิงถูกหยามศักดิ์ศรี ข้าไม่รู้มาก่อน พอรู้แล้วมันก็เป็นเรื่องของข้า หากพวกมันยังโกรธอยู่ก็ช่างมันเถอะ ข้าจะใช้โอกาสนี้ลบล้างมันให้สิ้น ข้ารู้ว่าหลี่เหิงเป็นคนใจดี แต่ไม่ต้องกังวล เรื่องของหลี่เหิงก็คือเรื่องของตระกูลเฉียนเรา…เอาล่ะ วันนี้ไม่มีธุระอื่นแล้ว ข้าขอตัว หวังว่าพรุ่งนี้จะได้ยินข่าวดี”
เขาหัวเราะพลางลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป หนิงอี้เดินตามออกไปส่ง ยามนั้นแสงอาทิตย์ยามอัสดงแดงฉาน เสียงโห่ร้องจากเขตตะวันตกของเมืองดังขึ้นไกลๆ
“มาอีกแล้ว…” เฉียนไห่ผิงส่ายหน้า ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนจากไป
หนิงอี้เงยหน้ามองท้องฟ้า ขมวดคิ้วแน่นขึ้น
---
“เซิ่งกงมาถึงแล้ว ดูท่าอีกหนึ่งถึงสองวัน เมืองคงแตกแน่!”
มีคนพูดขึ้น ยามนี้ในลานบ้านแห่งหนึ่งที่ยังคงสภาพอยู่พอสมควร สือเป่าวิ่งเข้ามาอย่างอารมณ์ดีหัวเราะลั่น
หวังหยิ่นผมยาวสยาย นั่งลับทวนเหล็กอยู่ข้างบ่อ ดูเคร่งเครียดเหมือนกำลังครุ่นคิด พอได้ยินข่าวก็เพียงเงยหน้ามองไปทางทิศตะวันตก ฟังเสียงลมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างไร้ความยินดี “ข้านึกว่าอีกสองวันก่อนเมืองจะต้องแตกแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้ ช่วงนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองมันแปลกประหลาดนัก”
“แปลกอะไร ไหนบอกมา” สือเป่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเดินมานั่งข้างเขาแล้วตบไหล่ “เฮ้ย เจ้าก็คิดมากไป ช่วงนี้เราฆ่ากันอย่างสะใจ เมืองก็วุ่นวายไปหมด ข้าว่าทุกอย่างไปได้สวยนะ จอมทัพยังเคยบอกว่าพวบัณฑิตน่ะ คิดมากเกินไป ถึงว่าพวกบัณฑิตก่อกบฏถึงล้มเหลวสิบปีไม่สำเร็จ…อ้อ ข้าไม่ได้ว่าหรอกนะ…”
หวังหยิ่นหัวเราะเบาๆ ฟาดทวนออกไปเป็นเส้นตรง น้ำที่เกาะอยู่บนปลายทวนแตกกระจายจนได้ยินเสียงดัง “ปัง” ในอากาศ “วุ่นวายไปหมดงั้นหรือ ข้าว่ามันยังไม่พอ แต่ละครั้งที่เราลงมือก็ไม่มีปัญหา แต่ผลลัพธ์กลับไม่ชัดเจน เหมือนเราฟันใส่สำลี แรงก็ออกไปเต็มที่ แต่กลับมีใครบางคนคอยปิดรอยแตกอยู่เสมอ ข้ารู้สึกเหมือนกำลังถูกใครสักคนจับตามอง”
“ไม่หรอก เจ้าคิดไปเองหรือเปล่า”
“ฮึ บางทีข้าก็คิดมากไปเอง ข้าหวังจะตีเมืองแตกจากภายในก่อนที่เซิ่งกงจะมาถึง แต่ในเมื่อเขามาแล้ว การตีเมืองก็ง่ายขึ้นมาก ต่อไป…ว่าแต่ สวีฟาง โหวเจิ้ง หลิวต้าเปียวล่ะ”
“คงกำลังรีบมา ข่าวส่งไปแล้ว”
ระหว่างที่สนทนา เสียงเปิดประตูดังขึ้น ชายผู้หนึ่งชื่อสวีฟางก้าวเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยเคร่งเครียด “ต้องย้ายแล้ว”
“เกิดอะไรขึ้น”
“หลิวต้าเปียวถูกคนจำหน้าได้ แถมถูกตามตัว พวกเราจับสายลับของทางการได้คนหนึ่ง เรื่องนี้…ร้ายแรงทีเดียว”
สือเป่ากับหวังหยิ่นรีบลุกขึ้นคว้าอาวุธ แล้วเริ่มปลอมแปลงตัวตน เดินออกจากบ้าน ข้ามกองซากปรักหักพัง ผ่านถนนและฝูงชน เลี้ยวไปอีกสองซอย ถนนบางสายเริ่มมีการจุดตะเกียง บางบ้านที่ไร้คนอยู่ก็ตั้งหม้อหุงข้าวริมทาง เด็กๆ วิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวแจ้ว
พวกเขาเข้าไปในลานบ้านอีกแห่ง ครั้นแสงตะวันลับไป ลานนั้นก็พลันมืดสลัว ใต้ระเบียงอีกฝั่ง หญิงสาวในชุดกระโปรงลายดอกสีน้ำเงินคลุมหน้าด้วยผ้าดำ นั่งกอดเข่าอยู่ในมุมมืดอย่างเงียบงัน อีกฟากหนึ่ง ชายร่างใหญ่ที่สะพายกล่องไม้ยาวกำลังล้างมืออยู่ข้างบ่อ เลือดไหลปนไปกับน้ำซึมลงบนพื้นหญ้า ภายในห้องด้านหน้า มีเพียงแสงตะเกียงเล็กๆ ส่องวูบไหว และบนพื้นมีรอยเลือด
หวังหยิ่นเดินเข้าไปในห้องก่อน เห็นศพที่ถูกทารุณจนยับเยิน เมื่อหันกลับมา ชายวัยกลางคนที่ล้างมือเสร็จแล้วก็เดินเข้ามาพร้อมกับปัดน้ำออกจากฝ่ามือ เอ่ยบางคำเบาๆ หวังหยิ่นขมวดคิ้ว ก่อนจะเผยยิ้มบางในยามที่ลมราตรีพัดผ่าน เสียงสนทนาแว่วมาแผ่วๆ
“หนิงลี่เหิง…”
“เขยของตระกูล…”
“ทำไมหางโจวถึงมีคนเช่นนี้…”
“ข้าอยากจะไปพบเขาสักครั้งจริงๆ…”
ครู่หนึ่ง สือเป่าก็โยนดาบขึ้นไปกลางอากาศแล้วรับกลับอย่างแคล่วคล่อง
“คืนนี้เอาอย่างไรดี”
…………………