เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 209 ฟ้าแจ่มใส

ตอนที่ 209 ฟ้าแจ่มใส

ตอนที่ 209 ฟ้าแจ่มใส


ตอนที่ 209 ฟ้าแจ่มใส

หนิงอี้ถือผ้าเช็ดตัวเินผ่านเรือนข้าง เห็นซิ่งเอ๋อร์กำลังแอบกินขนมหวาน

จะว่าแอบกินก็ไม่ค่อยถูกนัก ในฐานะสาวใช้ใหญ่ของตระกูล อีกทั้งยังเป็นผู้ดูแลเรือนโดยแท้ ซิ่งเอ๋อร์คุมเงินคุมบัญชี เงินเดือนแต่ละเดือนก็มีถึงสิบสองตำลึง ในยุคที่ใช้เงินสามสิบห้าสิบตำลึงก็ซื้อขาดบ่าวรับใช้ได้แล้ว ไหนจะมีซองแดงรางวัลในแต่ละเทศกาล อีกทั้งรายได้เสริมต่างๆ หากเทียบกับคนนอก เวลานี้ซิ่งเอ๋อร์ถือว่าเป็นคุณหนูเล็กผู้มั่งคั่งพอตัว จะกินของดีของอร่อยอะไรก็มีทุนพอสมควร

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ตอนนี้ดูไปนางก็เหมือนกำลังแอบกิน

ขนมที่หยิบออกมาจากตู้ก็ไม่ใช่ของล้ำค่าอะไรนัก หนิงอี้จำได้ว่าไม่นานก่อนหน้านี้ตอนออกไปเดินเล่นซื้อมาอย่างลวกๆ เป็นเพียงขนมถั่วตัด รสชาติไม่อร่อยนัก กินไปครั้งเดียวก็หมดความสนใจ เวลานี้ซิ่งเอ๋อร์กำลังกินมันอยู่ นางถือแท่งถั่วตัดยาวๆ ลอบมองรอบข้างอย่างลับๆ จากนั้นก็ใส่เข้าปากกัดลงไปแรงๆ เสียงกรอบดังกร๊อบๆ ออกมา ทำให้นางดูเหมือนกระรอกตัวเล็ก กินหมดแท่งก็เช็ดปากอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็อดไม่ได้หันไปมองถุงในตู้ ก่อนจะมองซ้ายมองขวาแล้วหยิบขึ้นมาอีกแท่ง…

เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ก่อนหน้านี้ไม่ทันใส่ใจนัก เวลานี้ถึงได้รู้สึกว่าน่าขัน ท่าทางนางช่างแปลกประหลาดจริงๆ เมื่อย้อนคิดกลับไป ในฐานะสาวใช้ใหญ่ข้างกายซูถานเอ๋อร์ ซิ่งเอ๋อร์มีนิสัยแก่นแก้วอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นร้ายกาจแบบหวังซีเฟิง การเป็นสาวใช้ต้องเคร่งครัดกฎระเบียบ ต่อหน้าฉานเอ๋อร์กับเจวียนเอ๋อร์ นางก็เป็นพี่ใหญ่ เวลาคุมงานในจวนก็ดูสุขุมมั่นคง สำหรับหนิงอี้แล้ว นางก็เป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งไม่ต่างจากฉานเอ๋อร์เจวียนเอ๋อร์ เพียงแต่โดยปกติไม่ค่อยเห็นนางกินของจุกจิกต่อหน้าคนอื่น…อ้อ จริงๆ แล้วไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ ท่าทางของนางปกติมักจะทำแต่เรื่องสาวใช้ควรทำ

ครั้งก่อนที่เคยเห็นนางนั่งกินของจุกจิกอยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่เวลานี้กลับรู้ขึ้นมาได้ว่าตอนนั้นรอบๆ ก็ไม่มีคนเช่นกัน เห็นนางกินอย่างขบขัน หนิงอี้ก็เดินออกจากหน้าต่างไป เอาผ้าเช็ดตัวใหม่ไปอาบน้ำ

พออาบน้ำเสร็จกลับมาห้อง ซูถานเอ๋อร์ก็นั่งอ่านจดหมายที่มุมหน้าต่าง เป็นจดหมายจากบ้านทางเจียงหนิงที่ส่งของมาด้วย หนิงอี้จึงนั่งลงที่โต๊ะอีกตัวหนึ่ง มองออกไปนอกหน้าต่าง ด้วยการจัดวางของห้อง โต๊ะทั้งสองไม่ได้หันหน้าชนกัน แต่ตั้งเรียงริมหน้าต่าง หนิงอี้อดคิดไม่ได้ว่าคล้ายกับโต๊ะคู่สมัยเรียนประถม เขาเลยหันไปมองซูถานเอ๋อร์ นางสวมชุดขาวสะอาด ผมถูกรวบไว้ลวกๆ ที่ท้ายทอย ปลายผมที่ไม่ได้เก็บไว้ไหลลงมาตามบ่า ผิวพรรณขาวเนียน ใบหน้าด้านข้างเปี่ยมด้วยความงามและความมั่นใจ

หากตอนเรียนมีเพื่อนร่วมห้องแบบนี้ก็คงดีไม่น้อย…

ซูถานเอ๋อร์หันมาถามว่า “ท่านสามี เป็นอะไรหรือ”

โอ้ หากเพื่อนร่วมห้องยังเรียกเขาว่า “ท่านสามี”…

ความรู้สึกนั้นช่างยอดเยี่ยม…

หนิงอี้ยกมือขีดตรงรอยต่อของโต๊ะสองตัว “ตรงนั้นของเจ้า ตรงนี้ของข้า ห้ามล้ำเส้น”

ซูถานเอ๋อร์กะพริบตาด้วยความงุนงง แล้วพูดเบาๆ “อะไรนะ”

“ไม่มีอะไรหรอก สมัยอยู่โรงเรียนเด็กๆ จะเอาโต๊ะมาต่อกันแล้วห้ามอีกฝ่ายล้ำเส้น มันสนุกดี”

ซูถานเอ๋อร์คิดตามแล้วหัวเราะเบาๆ “แต่โต๊ะเรียนที่สำนักหยููซานมันแยกกันนี่นา อีกทั้งหญิงสาวก็ไม่ได้นั่งติดกับบุรุษหรอก…”

หนิงอี้ถลึงตาใส่นาง แล้วคว้าปิ่นที่มัดผมอยู่ออกมา ทันใดนั้นเรือนผมยาวของนางก็ไหลลงมา ซูถานเอ๋อร์มองตาดุ รีบเอามือมาจัดผม “ปล่อยลงมามันร้อนนี่นา…” มืออีกข้างก็เอื้อมมาคว้าปิ่นคืน แต่หลายครั้งก็ไม่สำเร็จ จึงได้แต่หยิบเชือกผมมัดเอง หนิงอี้มองนางรวบผมจนเผยลำคอขาวราวกับหงส์

“ว่าแต่ว่า เมื่อครู่ข้าเห็นซิ่งเอ๋อร์แอบกินขนม เจ้าคิดว่าซิ่งเอ๋อร์ชอบกินถั่วตัดหรือไม่”

“อา? ท่านสามีเห็นแล้วหรือ” ซูถานเอ๋อร์รวบผมไปก็ยิ้มไป

“เจ้ารู้ด้วยหรือ”

“อืม ซิ่งเอ๋อร์น่ะปากตะกละอยู่”

“แต่ปกติดูไม่ออกเลยนี่นา”

“แน่นอนสิ มีคนนางก็ทำเป็นเรียบร้อยทั้งนั้น” ซูถานเอ๋อร์หัวเราะ “ท่านสามีไม่รู้หรือว่า ตอนเด็กๆ นางเคยถูกพวกค้ามนุษย์ล่อลวงไป คนพวกนั้นแค่ให้ขนมเม็ดเดียวก็ติดกับดักแล้ว ตอนนั้นนางยังเล็ก จำทางกลับบ้านไม่ได้ ทีหลังพยายามหาก็เจอเพียงหญิงค้าคนที่ซื้อจากพวกค้ามนุษย์มา แต่พวกค้ามนุษย์คนนั้นกลับหายไป จึงไม่มีเบาะแสต่อแล้ว”

“เอ่อ…”

หนิงอี้เงียบไปชั่วครู่ ซูถานเอ๋อร์เอียงศีรษะเล่าต่ออย่างสนุกสนาน

“รู้ความลับปากตะกละของนางไม่กี่คนหรอก ข้าเองก็อยู่ด้วยนานถึงจะรู้ได้ ฉานเอ๋อร์กับเจวียนเอ๋อร์ก็น่าจะรู้เหมือนกัน นางเป็นคนแรกที่ติดตามข้ามา แต่ก่อนชอบกินขนมมาก พอคนพูดว่านางถูกล่อลวงเพราะกินขนม นางเลยรู้สึกอับอาย เลยแอบกินแค่เวลาที่ไม่มีคนเท่านั้น…”

“อ๋ออ๋อ เพราะปากตะกละเลยถูกล่อลวงไป…”

หนิงอี้ทวนอีกครั้ง พลางหัวเราะออกมา สามสาวใช้เขาคุ้นเคยที่สุดก็คือฉานเอ๋อร์ ความใกล้ชิดจริงๆ ก็เพิ่งเริ่มหลังจากแต่งกับซูถานเอ๋อร์ได้ครึ่งปี เรื่องราวส่วนตัวของซิ่งเอ๋อร์เจวียนเอ๋อร์เขารู้ไม่มากนัก เวลานี้เลยได้ฟังนางคุยกันเป็นเรื่องซุบซิบ แล้วก็วกไปถึงงานกวีที่จะมีวันพรุ่งนี้ในวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วง

เกาะเสี่ยวอิ๋งโจวก็ตรงกับซานถานอิ๋งเยว่บนทะเลสาบซีหู ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคตก็ล้วนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวลือชื่อ เทียบเชิญของเฉียนซีเหวินถูกส่งมา พรุ่งนี้แน่นอนว่าต้องไป นอกจากกวีแล้ว เพราะเป็นงานที่ท่านเจ้าเมืองเป็นผู้จัด ไม่เพียงแต่นักปราชญ์ ขุนนาง และพ่อค้าผู้มีเส้นสายก็จะไปด้วย ซูถานเอ๋อร์ตามไปก็จะเพิ่มชื่อเสียงในหมู่พ่อค้าหางโจวได้เหมือนกัน

“แต่…ท่านผู้อาวุโสเฉียนส่งบัตรเชิญมาช่วงนี้ จะเป็นเพราะซื่อชางฉีหรือเปล่า”

ครั้งแรกที่ซื่อชางฉีมาเยือน ซูถานเอ๋อร์เพียงคิดว่าเป็นสหายของหนิงอี้ จึงวางตัวเรียบร้อย ออกมาต้อนรับ ยกชาให้กิน ทำให้ซื่อชางฉีไม่รู้สึกว่าคู่นี้มีสิ่งใดผิดปกติ ครั้งหลังนางไม่อยู่บ้าน แต่ก็ได้ยินเรื่องราว พอคิดตามแล้วก็ถามขึ้น หนิงอี้เพียงหัวเราะ

“อยากรู้น่ะมีแน่ แต่ก็คงเป็นเพียงทักทายไม่กี่คำเท่านั้น เอาจริงๆ เจ้าก็อย่าใส่ใจนักเลย ลุงฉินคนนั้นฝากข้าไปส่งสารก็ไม่ได้มีเจตนาดีอะไรหรอก คงอยากจะแกล้งบีบข้าหน่อย เขาน่ะ…ไม่ใช่ว่าเจาะจงเล่นงานพวกเรา เพียงแต่บางเรื่องเขายังติดใจอยู่”

ซูถานเอ๋อรืรู้ว่าหนิงอี้หมายถึงเรื่องใด นางก็รู้ว่าคำว่า “ท่านลุงคนนั้น” ตอนนี้มีตำแหน่งถึงขั้นเสนาบดีฝ่ายขวาแล้ว คิดดูยังน่าเหลือเชื่อ นางพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดเสียงแผ่ว “แท้จริงแล้วท่านผู้อาวุโสฉินนั้นก็หวังดีกับท่านสามีจริงๆ ข้ารู้นะ”

“อืม ดังนั้นรอจนเรากลับไป ข้าคงต้องไปเมืองหลวง” หนิงอี้เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก “แน่นอน ต้องรอให้เจ้าจัดการงานการที่หางโจวให้เรียบร้อยก่อน ถึงตอนนั้นข้าจะไปเมืองหลวงก็ต้องพาเจ้าไปด้วย เจ้าจะเถียงอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ข้าจะยืนกราน…”

พูดถึงตรงนี้ ซูถานเอ๋อร์มองเขา ตากะพริบอย่างอบอุ่น ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดดี หนิงอี้หันมองนอกหน้าต่างไหล่สั่นเล็กน้อย “แน่นอน เจ้าจะทำการค้าต่อที่เมืองหลวงก็ได้ หากจำเป็นข้าก็จะช่วย”

ซูถานเอ๋อก้มหน้าแล้วส่ายหัวเบาๆ “หากท่านสามีพูดเช่นนี้ก่อนเรามาหางโจว เราก็คงไม่มาแล้ว ที่เมืองหลวงก็คงไม่ต่างกัน…แต่หากไปเมืองหลวงจริงๆ ข้าคงไม่ทำการค้าอีกแล้ว ปล่อยให้พวกเหวินติ้งเหวินฟางทำต่อไปเถอะ ญาติขุนนางหากออกหน้าเช่นนี้ก็จะกระทบงานการของท่าน อีกทั้งหากท่านสามีได้เป็นขุนนางจริงๆ ก็ใช่ว่าจะอยู่แต่ในเมืองหลวงเสียหน่อย”

ความจริงแล้วซูถานเอ๋อร์ไม่ได้มีความอยากควบคุมตระกูลมากเหมือนที่คนทั่วไปคิด เมื่อถึงเวลาที่สามีมีคนให้ความสำคัญจนได้เป็นขุนนาง นางก็ยอมถอยได้ และเมื่อถอย นางก็รู้ชัดว่าหากหนิงอี้ได้เป็นขุนนางจริงๆ ตนเองก็ไม่ควรทำการค้าอีก เวลานี้จึงพูดออกมาเอง แต่หนิงอี้กลับส่ายศีรษะ ไม่ได้คิดแบบเดียวกับนาง

“ไม่ต้องคิดมากไปนักหรอก ข้าไม่เป็นขุนนางหรอก” เขาเอ่ยเรียบๆ “ขึ้นเมืองหลวงไปแล้ว ก็คงให้ท่านผู้อาวุโสฉินช่วยหาสถานะที่พอรับได้ก็พอ ความจริงแค่เป็นซิ่วไฉก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นจวี๋เหริน ข้าตั้งใจอย่างมากก็แค่ทำงานเป็นที่ปรึกษา คอยออกความเห็น ทำการวางแผนเล็กน้อย ไม่เหมือนตอนพูดเล่นๆ ที่เจียงหนิง หากรับงานจริง ข้าก็จะตั้งใจทำ แต่ก็แค่เป็นคนคอยพูดพล่าม ปั่นข่าวสาร เกาะขาท่านเสนาบดีฝ่ายขวาแล้วแสร้งทำเป็นคนมากเล่ห์ก็เท่านั้น ฮะฮะ…”

หนิงอี้ยิ้มบาง “ส่วนเรื่องไปเป็นเจ้าเมืองหรือขุนนางเล็กๆ ที่ใด ข้าไม่คิดทำหรอก ไม่อยากเข้าไปในระบบนั้น ทั้งชิงดีชิงเด่น ทั้งคำนับไปมา มันไม่ตรงกับจุดประสงค์เดิมของข้าเลย ข้าแค่เสนอความเห็น รับหรือไม่รับก็ให้ท่านผู้อาวุโสฉินตัดสินใจเอง เผื่อข้าที่พูดมันไร้ค่า ก็ยังต้องกลับมาอยู่ดี ส่วนเจ้า ไม่ต้องห่วงจะได้รับผลกระทบอะไร”

“หนิงหลี่เหิง…”

ซูถานเอ๋อร์ก้มหน้าพูดชื่อนั้น หนิงอี้ก็หัวเราะ “น้ำเสียงเจ้าต่างออกไป ข้ารู้เลยว่าคำพูดนี้ทำให้เจ้าซาบซึ้งจนอยากร้องไห้ เจ้าอยากร้องก็ร้องเถิด ข้าจะได้รู้สึกภูมิใจไง ดูสิ บ่าข้าอยู่ตรงนี้ให้เจ้าเอนซบ…”

เขาพูดจบ ซูถานเอ๋อร์ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ยกมือมาตีเขาเบาๆ “คนอื่นเขาไม่มีทางได้เป็นขุนนาง ก็เลยอยากไปเป็นที่ปรึกษา ต้องอาศัยอำนาจผู้อื่นเพื่อจะได้สร้างชื่อเสียงขึ้นมา ส่วนท่านสามารถเป็นขุนนางได้จริงๆ แต่กลับอยากไปเป็นที่ปรึกษาของคนอื่นเสียอย่างนั้น…”

“ข้าสรุปมานานแล้ว ว่าในบรรดาอาชีพทั้งหลาย มีแต่ที่ปรึกษานี่แหละที่สบายที่สุด เงินดี งานน้อย ความรับผิดชอบก็เบา เวลามีความคิดก็ออกไปพูดอะไรบ้าง หากไม่มีความคิด คนอื่นก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนัก แค่พูดก็พอแล้ว ความสำเร็จหรือความล้มเหลวล้วนเป็นเรื่องของคนอื่น พวกที่อยากเป็นขุนนางน่ะโง่สิ้นดี เป็นขุนนางต้องรับผิดชอบ ความกดดันก็สูง ต้องดื่มกาแฟจนตาค้าง มีหนวดเครานิสัยก็เสีย แถมยังไม่มีหญิงใดมาสนใจอีกนะ…”

ความจริงหากเป็นที่ปรึกษาก็ไม่ได้สบายถึงเพียงนั้น เพียงแต่คำพูดไร้เป้าหมายของหนิงอี้ที่ดูไม่มุ่งหวังก็ทำให้ซูถานเอ๋อร์หัวเราะไม่หยุด แม้จะมีคำว่า “กาแฟ” ที่นางไม่เข้าใจเลยก็ตาม อย่างไรเสียหนิงอี้ก็มักเอ่ยถ้อยคำแปลกๆ อยู่เป็นนิจ ไม่นานนัก ซิ่งเอ๋อร์ก็มาตามทั้งสองไปกินข้าว เวลานั้นพระอาทิตย์กำลังจะลับฟ้า เหล่านกน้อยบินกลับรัง ซูถานเอ๋อร์เงยหน้ามองท้องฟ้าในลานบ้าน เห็นเพียงเมฆเส้นบางยาวเส้นหนึ่งถูกย้อมเป็นสีแดงใต้แสงอาทิตย์อัสดง

ฟ้าวันนี้ช่างแจ่มใส นางเสยผมข้างหูแล้วคิดเช่นนั้น

รุ่งขึ้นตอนบ่าย ครอบครัวก็ออกเดินทาง หนิงอี้กับภรรยา ฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ ซิ่งเอ๋อร์ รวมทั้งซูเหวินติ้งกับซูเหวินฟาง ทั้งหมดไปถึงริมทะเลสาบซีหู ขึ้นเรือสำเภาของตระกูลร่วมกับเรืออีกหลายลำ มุ่งหน้าไปทางเกาะเสี่ยวอิ๋งโจว…

จบบทที่ ตอนที่ 209 ฟ้าแจ่มใส

คัดลอกลิงก์แล้ว