- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 206 อี้เหอ
ตอนที่ 206 อี้เหอ
ตอนที่ 206 อี้เหอ
ตอนที่ 206 อี้เหอ
เวลาล่วงเข้าสู่เดือนห้าตามปฏิทินจันทรคติแล้ว ฤดูร้อนเดือนหกอันแผดเผา แสงอาทิตย์ร้อนแรงท่ามกลางเสียงจักจั่น ดวงตะวันสูงลิบราวกับจะอบคลื่นร้อนให้ลอยฟุ้งไปทั่วถนน ริมชายคาและเงาไม้ สุนัขนอนหมอบแลบลิ้นหอบ มองดูภาพในตรอกซอกซอย พลางอาศัยความเย็นจากร่มเงา ครั้นมียวดยานแล่นผ่านก็จะก่อฝุ่นฟุ้งขึ้นมา ก่อนที่ทุกสิ่งจะกลับสู่ความเงียบในคลื่นร้อนนั้นอีกครั้ง
ในอากาศเช่นนี้ ผู้ใดไม่จำเป็นก็ย่อมมิอยากออกจากบ้านให้ต้องทนทรมานใต้แดดจัด กิจการค้าขายตามร้านรวงทั้งหลายก็ซบเซาลงไปมาก เว้นเสียแต่โรงน้ำชาที่ทำเลดีก็มักจะมีผู้คนเต็มที่นั่งเสมอ ผู้ที่เข้ามาในโรงน้ำชา สั่งน้ำชาดับร้อนหนึ่งกา อาศัยเงาร่มของอาคารไม้เก่าและเงาไม้ใหญ่ภายนอก ฟังคนเล่านิทาน ดื่มกินขนม ก็สามารถอยู่ได้ทั้งวัน หากเป็นตระกูลมั่งคั่งแล้ว ส่วนมากก็มักออกจากเมืองหางโจวไปพำนักยังเรือนพักตากอากาศในหุบเขาใกล้เคียงเพื่อหลบหนีความร้อน
เมืองหางโจวแม้มิได้มีชื่อเสียงดังเช่นแม่น้ำฉินหวยแห่งเจียงหนิง แต่ตามเส้นทางคลองใหญ่ หยางโจว ซูโจว และหางโจว ล้วนเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นถิ่นเริงรมย์ อาศรมราตรีมากมาย ครั้นถึงยามค่ำ แสงไฟเมืองส่องสว่างพร่างพราว ห้องโถงโอ่อ่ามีเสียงดนตรีขับขานระคนระบำร่ายรำ บรรยากาศยิ่งเร่าร้อนยิ่งกว่าฤดูร้อนเสียอีก ส่วนกลางวันนั้นกลับไร้เงา บรรดาสตรีที่ทำงานมาทั้งคืนต่างพักผ่อน บ้างก็เพิ่งจะบ่ายแก่ๆ นั่งในลานร่มเย็น มองดูผีเสื้อโบกสะบัดพลางฝากใจให้เศร้าสร้อย...
มีอยู่ไม่กี่แห่งที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย
ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง มีสถานที่แห่งหนึ่งชื่อว่า “สวนอี้เหอ” อยู่ติดน้ำ เปิดประตูต้อนรับแม้ในเวลากลางวัน สวนอี้เหอแห่งนี้มิได้กว้างใหญ่นัก ทว่าทำเลดีนัก ถึงในฤดูร้อนอันแผดเผา ลมเย็นยังพัดผ่านมา ภายในและภายนอกเรือนมีทั้งต้นการบูรใหญ่ ต้นชบาโบราณ ไม้นานาพันธุ์เขียวครึ้ม ร่มครึ้มชวนให้เย็นสบาย เพียงมองเผินๆ ราวกับเป็นโรงน้ำชา แต่แท้จริงแล้วเป็นที่พำนักของสตรีไม่กี่นางซึ่งล้วนเคยหลุดพ้นจากแวดวงหอเริงรมย์
ในบรรดาสตรีเหล่านี้ ผู้เป็นหัวหน้าเรียกว่าติงหว่านจวิน แต่เดิมนางเคยเป็นหนึ่งในสาวงามแห่งหางโจว ครั้งหนึ่งเลื่องลือเป็นบุปผางามประดับเมือง ครั้นภายหลังพ้นจากสังกัดออกมา พำนักอยู่ที่นี่ ก็ยังคงมีแขกเก่าผู้ยังมิอาจลืมนางมาเยือนเสมอ นางเองก็คัดเลือกแขกที่รับ พบเพียงวันละหนึ่งราย นั่งจิบชา สนทนาความตามประสา
ต่อมาได้มีสตรีอีกหลายคนทยอยปลดปล่อยตัวเอง มาร่วมพำนักด้วยกัน จนที่นี่ถูกจัดการดูแลให้เป็นสถานที่สงบเงียบดังที่เห็น ยามร้อนจัดหรือหนาวเหน็บ กิจการกลับดีขึ้นเรื่อยๆ ฤดูร้อน ห้องน้ำชาหลายห้องในเรือนร่มเย็น เสียงจักจั่นระงมคลอไปกับเสียงดนตรีสาย จนผู้คนต่างว่าเป็นสถานที่ทำให้จิตใจสงบเป็นพิเศษ
หลงป๋อหยวนมักชอบมานั่งพักที่นี่เสมอ แม้ไม่ใช่ว่าจะมีที่ว่างทุกครั้ง เขาก็มิได้ถือสา เมื่อถูกปฏิเสธก็หาได้โกรธเคืองไม่ ในสายตาเขา ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับติงหว่านจวินนั้นเป็นเพื่อนสุภาพชน นางเองก็มิอาจปฏิเสธบุรุษทั้งหลายที่มาเยือน เขาเข้าใจกระจ่าง
ในหมู่สหายของติงหว่านจวิน เขาไม่ใช่ผู้มีฐานะสูงสุด แต่ก็ไม่ใช่ต่ำต้อยนัก เขาคือหัวหน้าสมาคมพ่อค้าผ้าแห่งหางโจว สืบทอดการค้าเป็นชั่วคน ในรุ่นนี้มีผู้เรียนหนังสือเก่งอยู่บ้าง ทั้งเขากับน้องชายหลงป๋อเฟินล้วนมีพรสวรรค์ด้านบทกวี แต่เมื่อบิดามารดากล่าวว่าต้องมีผู้หนึ่งรับช่วงกิจการ เขาจึงสืบต่อมา
ทุกวันนี้ทั้งเขากับน้องชายต่างก็พ้นวัยสามสิบ หลงป๋อเฟินได้ตำแหน่งบัณฑิตจวี่เหริน ทำงานขีดเขียนอยู่ในศาลาว่าการหางโจว แม้มิได้มีอนาคตใหญ่โต แต่ด้วยการสังสรรค์กลอนกวี จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญแห่งวงวรรณกรรมหางโจว มีผู้รู้จักมาก กลายเป็นกำลังสำคัญของสกุลหลง ส่วนเขาเองก็ทำธุรกิจครอบครัวจนรุ่งเรือง กำลังอยู่ในวัยฮึกเหิม และเพราะเคยร่ำเรียนอักษรมาก่อน จึงมีกิริยาแตกต่างจากพ่อค้าทั่วไป ผู้คนต่างเรียกเขาว่าพ่อค้าแห่งลัทธิขงจื๊อ ก็คงเพราะเหตุนี้ เขาจึงได้รู้จักกับติงหว่านจวินและกลายเป็นสหายกันในที่สุด
ทำเลของสวนอี้เหองดงามยิ่ง หากติงหว่านจวินไร้ผู้หนุนหลัง ที่นี่คงถูกผู้ละโมบยึดไปนานแล้ว เขาก็นับว่าเป็นผู้หนุนหลังคนหนึ่ง เคยมีหลายครั้งที่มีคนคิดบีบให้นางขายที่ดิน เขาเป็นผู้ช่วยออกหน้าพูดแทน ได้ยินว่ามีผู้มีฐานะสูงกว่าตนก็เคยออกปากด้วย
ติงหว่านจวินเป็นสตรีเจนจัดในการเข้าสังคม รู้จักผู้คนมากมาย เขาเองมิได้ถือสา วัยสี่สิบผ่านพ้น หญิงที่ปรารถนา เขาก็ได้ลองมามากแล้ว ทุกวันนี้เขากลับชอบความสูงส่งในใจของนาง เวลาได้นั่งจิบชา พูดคุยกันบ้างหรือแม้แต่นั่งเงียบๆ ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องบนเตียงใดๆ ก็เพียงพอแล้ว ที่นางกล้าพูดทุกสิ่งต่อหน้าเขาอย่างไม่ปิดบัง เขากลับรู้สึกชอบ หากจริงๆ เกิดพัวพันกันขึ้นมา เขากลับจะเบื่อหน่าย
เขามิได้คิดว่านางสูงส่งเกินกว่าจะเคยเป็นสตรีหอเริงรมย์ หรือมิอาจรับแขกอื่นๆ ได้ มนุษย์ย่อมมีเหตุให้มิอาจเลือกเอง ต้องดิ้นรนท่ามกลางชะตา ขอเพียงใจยังคงเมตตาก็เพียงพอ เขาเองเมื่อวัยเยาว์ก็เคยอ่านตำราขงจื๊อ ครั้นมาค้าขายก็ย่อมทำเรื่องที่มิอาจเลี่ยงอยู่บ้าง จึงเห็นว่านางมีชะตาคล้ายตน มีเรื่องไม่อยากทำแต่จำต้องทำ จึงรู้สึกสงสารรักใคร่
โดยทั่วไป เขามักไม่ยกเรื่องธุรกิจเข้ามาในเรือนนี้ มักมาคนเดียว นั่งครึ่งวันแล้วก็กลับไป แต่วันนี้ต่างออกไป ภายในห้องมิใช่มีเพียงเขากับติงหว่านจวินที่กำลังดีดพิณอยู่ หากยังมีบุรุษอีกผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม ชายผู้นั้นคือพ่อค้าผ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งแถบซูหาง นามว่าฟางหมิน เป็นสหายสนิทของไป๋เชียนเชียนแห่งสวนอี้เหอ วันนี้บังเอิญพบกัน เขามีใจอยากผูกสัมพันธ์มาพูดคุยธุรกิจ หลงป๋อหยวนจึงยอมคุยด้วยตามมารยาท ภายนอกหาได้แสดงความเบื่อหน่ายใดๆ
“...พูดไปแล้ว ดินแดนเหนืvรบพุ่ง สำหรับพวกเรามิได้ส่งผลนัก เพียงแต่ทางตะวันตกเฉียงใต้นั้น ฟางล่าอาละวาดหนักหนา ครานี้ตระกูลฟางของข้ายังถูกปล้นผ้าอีกกอง การค้าขายก็ยิ่งทำยากเข้าไปทุกที...”
“ฟางล่าที่นั่น แม้จะก่อการขึ้นมา แต่ข้าว่าคงอยู่ไม่นาน ได้ยินว่าราชสำนักส่งท่านตงกวนแม่ทัพใหญ่ลงใต้ ครานี้คงหมายเด็ดขาดกวาดล้างฟางล่าโดยสิ้นเชิง”
“เพียงแต่ข้าคิดว่า แดนเหนือจินกับเหลียวรบกัน ราชวงศ์อู่ของเราย่อมต้องยกทัพขึ้นเหนือ ครานี้กลับส่งแม่ทัพตงไปทางใต้ แล้วผู้ใดจะยกทัพปราบเหลียวเล่า คงมิใช่คิดรบสองแนวพร้อมกันกระมัง”
“เฮอะ เรื่องนี้พวกเราจะรู้ได้อย่างไร ราชสำนักย่อมมีผู้ห่วงใยแทน ข้าเพียงทำการค้าของตนให้ดีก็เพียงพอ...”
กับฟางหมินนั้น เขามิได้สนิทสนม ก็เพียงคุยเรื่องเล็กน้อยที่คนทั้งหลายต่างกล่าวถึง คุยไปครู่หนึ่ง ฟางหมินก็หันไปพูดเรื่องอื่น
“...หากพูดกันจริงๆ แล้ว ซูกับหางก็ถือว่าเป็นสายเดียวกัน แม้ธุรกิจผ้าแห่งเจียงหนิงจะรุ่งเรือง แต่ส่วนมากส่งขึ้นเหนือ ครั้งนี้กลับมีสตรีตระกูลซูลงใต้ทำธุรกิจ เจ้าคงได้พบแล้วกระมัง”
“อืม เดือนห้าได้พบแล้ว ท่านคิดเห็นอย่างไร” ครานี้ธุรกิจใหญ่ในเมืองล้วนมีสมาคมของตน หากจะมาทำการค้าผ้าในหางโจว ก็ต้องไปแจ้งที่หัวหน้าสมาคม ดังนั้นบุคคลแรกที่ไปคำนับก็คือหลงป๋อหยวนนั่นเอง
“เพียงพูดถึง ก็ไม่ได้มีความรู้สึกใดเป็นพิเศษ หญิงผู้นั้นดูเหมือนเป็นคนเรียบร้อย พักนี้ก็ต่ำต้อยถ่อมตน มารยาทครบถ้วน ครั้นมาพบข้า ข้าจึงรู้ว่ามีคนใหม่เข้ามาอีก ตระกูลซูที่เจียงหนิงก็เป็นพ่อค้าผ้าใหญ่ หลงป๋อหยวนเจ้าคงรู้ภูมิหลังนางดี”
“พอรู้เพียงเล็กน้อย ธุรกิจผ้าแห่งเจียงหนิงนั้น ตระกูลอู๋ยืนหนึ่ง ตระกูลซูตามมาเป็นอันดับสอง เรามิได้ไปมามากนัก สำหรับซูถันเอ๋อร์ ข้าเองก็ไม่รู้แจ้งนัก ได้ยินเพียงว่าผู้ใหญ่ในตระกูลนั้นแต่เดิมเคยเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ บัดนี้คงแก่ชราลงแล้ว”
“ตระกูลซูนั้นเดิมทีมีร้านอยู่ที่นี่อยู่แล้ว เพียงแต่ทำธุรกิจเล็กน้อย ไม่ได้เป็นที่น่าจับตา แต่ครานี้นางมาด้วยตนเอง ดูจากท่าทีแล้ว ข้าว่าอยากจะสร้างผลงานครั้งใหญ่ ที่ฝั่งหยางป๋าถัว นางเปิดร้านใหม่ แม้ธุรกิจยังไม่คึกคักนัก แต่ได้ยินว่านางย้ายต้นไม้ไปปลูกหลายต้น ทำกันใหญ่มโหฬาร แล้วยังจัดเตรียมน้ำบ๊วยดองเย็นๆ ให้ผู้คนที่เดินผ่านทางดื่มแก้กระหายโดยไม่คิดเงิน มิได้เอ่ยถึงการขายผ้าเลย แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ข้าว่าความคิดของนางนั้นใหญ่โตนัก”
“ฮ่าๆไหนๆ ก็มาค้าขายที่หางโจว ทั้งยังมาคารวะต่อพวกเรา หากไม่มีความคิดอยากทำผลงาน ก็ผิดแปลกแล้วล่ะ เพียงแต่ข้าว่าท่านฟาง ดูเหมือนจะให้ความสนใจต่อคุณหนูตระกูลซูผู้นี้ไม่น้อยทีเดียว...”
ฟางหมินวัยใกล้ห้าสิบ อีกฝ่ายจึงเรียกขานเขาว่าท่านฟาง เขาหัวเราะเสียงดังขึ้นมา “ฮ่าฮ่าฮ่า ก็เพียงนึกได้ขึ้นมากะทันหันเลยเอ่ยปากไปเท่านั้น ศิลป์ผ้าแห่งเจียงหนิงต่างจากซูหางของพวกเรา นางอยากจะเปิดตลาดใหม่ คงมิใช่เรื่องทำได้เพียงวันสองวัน เพียงแต่นางเป็นสตรีคนเดียวที่มา ทำให้รู้สึกน่าสนใจเท่านั้น อ้อ ได้ยินว่านางยังมีความเกี่ยวดองกับตระกูลโหลวอยู่บ้าง...”
หลงป๋อหยวนพยักหน้า “เรื่องนี้ข้ารู้เหมือนกัน ได้ยินว่าตอนตระกูลซูเดินทางลงใต้ บังเอิญได้พบกับคุณหนูตระกูลโหลว จึงร่วมทางกันอยู่หลายวัน หญิงสองผู้นี้...ชะตากรรมก็คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง คงเพราะเช่นนั้นจึงเข้ากันได้ดี ท่านฟางได้พบคุณหนูตระกูลซูแล้ว ก็คงได้พบกับสามีของนางด้วยกระมัง ได้ยินว่าเป็นบัณิต เช่นเดียวกับเขยตระกูลโหลว”
“อืม บุคลิกต่ำต้อย ถามเรื่องบทกวีก็เพียงถ่อมตัวไม่กี่คำ ต่อมาก็แทบจะพูดคุยไม่ได้เลย จนคนแทบมองข้ามไป ส่วนคุณเขยตระกูลโหลวนั้นข้าเจอมาหลายครั้ง มีเพียงเล็กน้อยที่ต่างออกไป ข้าดูเขาเหมือนยังอยากให้คนสนใจ แต่สติปัญญายังไม่พอ ทำให้คนทั้งหลายดูแคลนอยู่เสมอ...”
หลงป๋อหยวนยกคิ้วขึ้น “บุรุษที่ยอมทิ้งบ้านเข้ามาเป็นเขย แล้วจะมีอะไรให้น่ากล่าวถึงกันเล่า...”
เขาไม่เห็นด้วยนัก จึงไม่อยากเอ่ยต่อ ฟางหมินก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ผ่านไปครู่หนึ่งจึงลุกลาจากไป หลงป๋อหยวนก็นั่งดื่มชาอยู่ริมหน้าต่าง หญิงงดงามนามว่าติงหว่านจวินซึ่งเพิ่งดีดพิณจบจึงเข้ามานั่งข้างๆ รินชาขึ้นใหม่
“เรื่องธุรกิจการค้า เอามาพูดที่นี่ เกรงหรือไม่ว่าจะมีใครแอบฟังแล้วเอาไปเล่าต่อ?”
หลงป๋อหยวนหัวเราะ “ฮ่าๆ ก็เพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น หว่านจวินหรือจะคิดว่าเป็นความลับสำคัญกันเล่า?”
“ก็เพียงคิดว่าน่าสนใจอยู่บ้าง” ติงหว่านจวินยิ้มพลางเอ่ย “แล้วคุณหนูตระกูลซูผู้นั้นเป็นใครกัน?”
“ก็อีกหนึ่งคุณหนูตระกูลโหลวนั่นแหละ”
“อ้อ”
ติงหว่านจวินพยักหน้ารับรู้ ชื่อโหลวซูหว่านนั้นในหางโจวมีผู้คนรู้จักไม่น้อย ด้วยตระกูลโหลวพี่น้องสามคนต่างมีฝีมือด้านการค้า อีกทั้งตระกูลโหลวเองก็มีอิทธิพลใหญ่โตอยู่แล้ว ไม่ว่าด้านใดก็ยากจะประมาท ส่วนเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวเป็นเช่นไร แม้ผู้คนจะนินทากันไป ก็หาได้มีผลอะไร
ตระกูลโหลวมีทั้งในวงการค้าและราชการ ผู้คนทั่วไปเล่นสตรี แต่โหลวซูหว่านนั้นกลับเล่นบุรุษ และยังทำกันอย่างเปิดเผย ไม่รู้สึกผิดใดๆ นางเลือกบุรุษอย่างเข้มงวด แม้หลายคนรู้ว่านางคบหากับบุรุษภายนอก แต่ก็มิอาจบอกได้ชัดว่ากับผู้ใด หากมีใครคิดว่าตนรูปงามแล้วอยากลองเกี้ยวพาราสีนาง นางก็อาจจะตบหน้าดังเพี้ยะเพราะไม่พอใจ นางถือความบริสุทธิ์ของตน ย่อมมีเรื่องเล่ากันว่ามีบัณฑิตสองคนอยากเกี้ยวนาง แต่ใช้วิธีผิด จนนางโกรธจัดทำให้ทั้งคู่พังพินาศไป
การที่นางประพฤติไม่เหมาะสมเป็นสิ่งที่หลายคนรู้กันคลุมเครือ แต่ละครั้งนางจะคบหาเพียงบุรุษคนเดียว อีกทั้งอย่างน้อยในหางโจว นางยังพยายามปกปิดความลับ ด้วยสามีในบ้านเป็นเขย และนางเองก็เป็นคนเข้มแข็ง ทำให้เหล่าบัณฑิตยิ่งชอบจินตนาการว่านางเป็นหญิงสูงศักดิ์ที่แต่งงานแล้วต้องอยู่ลำพัง ออกจะน่าสงสาร แต่แท้จริงนางมิใช่คนที่ชอบให้ใครเวทนา กลับยิ่งดูหยิ่งผยอง ทำให้มีเสน่ห์ไปอีกแบบ...บัณฑิตบางคนก็ชอบเข้าใจนางเช่นนั้น
“แต่คุณหนูตระกูลซูผู้นั้น กลับไปไหนมาไหนก็พาสามีมาด้วย...สามีก็เป็นเขยเช่นกันมิใช่หรือ” ติงหว่านจวินหัวเราะเบาๆ
“โหลวซูหว่านเมื่อแรกแต่ง ก็เช่นกัน อยู่กับสามีตลอดเวลา ตอนแรกนางก็มิได้ไม่อยากอยู่บ้านสอนลูกสอนผัว เพียงแต่บุรุษไร้ความสามารถ คนรอบข้างพูดมากเข้า นางอยากไม่เบื่อก็ยาก...คุณหนูตระกูลซูผู้นั้นสามีชื่ออะไรนะ...อ้อ หนิงหลี่เหิง ตอนทักทายกันยังพอดูได้ แต่ต่อจากนั้นแทบไม่พูดอะไรอีกเลย คำทักทายอาจจะซ้อมมาก่อนเสียด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆ ข้าคิดว่าคงหนีไม่พ้นชะตาเช่นนี้หรอก...คุณหนูซูนั้นแม้ดูอ่อนหวาน แต่หาใช่หญิงชาวบ้านไม่ กิริยางามสง่า พูดจามีมารยาท นุ่มนวลแต่แฝงพลัง เป็นสตรีมีพรสวรรค์ปัญญาเช่นนี้ บุรุษธรรมดาคงกดไม่ลง ไหนจะเป็นแค่เขยอีก...”
หลงป๋อหยวนเอ่ยความคิดตามสบาย ติงหว่านจวินกำลังรินชา มือพลันหยุดชะงักเล็กน้อย “หนิงหลี่เหิง?”
“อืม?”
“เมื่อครู่ว่า...บุรุษเขยนั้นชื่อหนิงหลี่เหิง?”
“ใช่แล้ว มีอะไรหรือ?” หลงป๋อหยวนมองนางแล้วยิ้ม “หรือว่าหว่านจวินรู้จักคนผู้นี้?”
“ไม่...ไม่รู้จักหรอก” ติงหว่านจวินยิ้มพลางส่ายศีรษะ คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วรินชาต่อ “เพียงนึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมา...ชื่อนี้ฟังแล้วไพเราะนัก”
“อ้อ”
หลงป๋อหยวนแม้ถูกเรียกว่าพ่อค้าแห่งลัทธิขงจื๊อ แต่ก็ไม่ใช่คนในวงการนี้แล้ว หนังสือที่อ่านก็เพียงตำราโบราณเท่านั้น ไม่สนใจวงวรรณกรรมสมัยนี้ ติงหว่านจวินพลันคิดว่าชื่อนี้คล้ายผู้ประพันธ์บทกวีสุ่ยเตี้ยวเกอโถวกับชิงอวี้อัน แต่เมื่อคิดว่าเป็นเขย ก็มองว่าไม่น่าจะใช่ คงเพียงแค่ชื่อซ้ำกันเท่านั้น
หางโจวจะว่าก็ไม่เล็กไม่ใหญ่ หากบุรุษนั้นเป็นจริงตามที่คิด หลังจากอยู่มาสองเดือนก็คงไม่ใช่เพิ่งมารู้จากปากหลงป๋อหยวน บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลายคงเอ่ยถึงไปนานแล้ว
……………………