- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 197 เมล็ดพันธุ์
ตอนที่ 197 เมล็ดพันธุ์
ตอนที่ 197 เมล็ดพันธุ์
ตอนที่ 197 เมล็ดพันธุ์
ฤดูร้อน ท้องฟ้าสีครามแต้มด้วยหมู่เมฆสีขาว เมืองเจียงหนิงอากาศเหมาะสมไม่ร้อนนัก ภายในและนอกเมืองล้วนอบอวลไปด้วยบรรยากาศสบาย ๆ แสงอาทิตย์อันสดใสของฤดูร้อนส่องลงมาตามถนนและบ้านเรือน เกิดเป็นร่มเงาของต้นไม้เป็นหย่อม ๆ นกน้อยบินผ่านระหว่างเรือสำราญเหนือแม่น้ำ ภายในเมืองเก่าแก่ ผู้คนสัญจรไปมา ในโรงเตี๊ยมและโรงน้ำชาดังแว่วเสียงนักเล่านิทานและดีดพิณ ขณะเดียวกันกลิ่นหอมของชาและเสียงสนทนาของสหายก็หลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพฤดูกาล
เวลาบ่าย ภายในลานเรือนด้านหนึ่งของเมือง กลิ่นชาหอมกรุ่นจากการต้มแพร่กระจาย ร่มเงาจากต้นประดู่ปกคลุมกระดานหมากล้อม เม็ดหมากสีขาวดำถูกแต่งแต้มด้วยเงาสว่างและมืดตัดกัน ที่ลานแห่งนั้น เสียงของเด็กหนุ่มก็ดังขึ้น
“เมิ่งจื่อกล่าวไว้ว่า ปกป้องประชา มิใช่ด้วยเขตแดน ปกปักรักษาบ้านเมือง มิใช่ด้วยภูผาและลำธาร ข่มขวัญใต้หล้า มิใช่ด้วยอาวุธศัสตรา ผู้ได้เต๋าย่อมมีผู้ช่วยมาก ผู้สูญเต๋าย่อมมีผู้ช่วยน้อย คำของนักปราชญ์เป็นสัจธรรม ทว่าตั้งแต่อดีตมา ผู้ที่มีผู้ช่วยมากมิได้หมายความว่าได้เต๋าเสมอไป ส่วนผู้สูญเต๋าและมีผู้ช่วยน้อย ก็มักเห็นว่าตนได้เต๋าอยู่แล้ว เช่นนั้นสิ่งใดเล่าคือมหาเต๋า…ขงจื๊อกล่าวว่า คนดีบ้านนอก คือตัวบ่อนทำลายคุณธรรม จากประโยคนี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่า…”
เด็กหนุ่มร่างไม่สูง ใบหน้ายังอ่อนเยาว์อายุเพียงสิบเอ็ดสิบสองปีเท่านั้น แต่สวมชุดคลุมยาวสีขาว ศีรษะโพกผ้า ดูราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อยอันสุขุม เด็กสามัญชนวัยนี้โดยมากยังมัดผมเป็นทรงสองข้างที่เรียกว่าจงเจี่ยว ดูคล้ายเขาสัตว์ จึงมีคำโบราณเรียก “จงเจี่ยว” บทกวี《ซือจิง》ก็กล่าวว่า “จงเจี่ยวจือเหยียนเหยียนเซียวเหยียนเหยียน”
อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ต่างมีข้อแตกต่างกันออกไป เด็กในวัยสิบห้าถึงยี่สิบจึงจะจัดพิธีสวมหมวกเพื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ทว่าในครอบครัวชาวนา เด็กอายุสิบสามสิบสี่แต่งงานมีบุตรก็มิใช่เรื่องแปลก หลายคนยังไม่ถึงสิบห้าก็ต้องรับผิดชอบครอบครัว ส่วนเด็กในเมือง เมื่อผ่านการศึกษาขั้นต้นก็ย่อมรู้มากขึ้น มักถือว่าตนเป็นบัณพิต แถมในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรือง เด็กที่แต่งกายเป็นบัณฑิตน้อยแต่งกลอนสองสามบทก็หาใช่เรื่องน่าแปลก เช่นเดียวกับวัยรุ่นอายุสิบห้าสิบหกกล่าวคารมคมคาย ชี้แผ่นดิน จูงมือติดตามนางคณิกา ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริง
เด็กหนุ่มที่กล่าวอยู่ในเรือนนี้คือโจวจวินอู่ ศิษย์ของหนิงอี้ เดิมทีเขาเป็นเพียงเด็กซุกซน แต่ในปีนี้กลับดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้าง แน่นอนว่าเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองแม้จะพยายามจริงจังก็ยังจำกัด แต่เมื่อหัวใจมีความคิด ก็ทำให้รู้สึกว่าตนเองเติบโตแล้ว เขาหน้าตาหล่อเหลา ครั้นสวมชุดบัณฑิตยิ่งดูมีสง่าราศี
เวลานั้นเขากำลังยืนกล่าวโต้ตอบคำถามของผู้อาวุโสภายในลาน ใต้ร่มเงาไม้ ฉินซื่อหยวนกับคังเสียนเพิ่งจบกระดานหมากจึงถามขึ้นมา เขาก็เอาประเด็น “มหาเต๋า” มาอภิปราย สาวน้อยผู้หนึ่งก็นั่งบนเก้าอี้เตี้ยอยู่ด้านข้าง ชมเหตุการณ์ด้วยรอยยิ้ม เด็กสาวยังไว้ผมทรงสองข้าง สวมชุดฤดูร้อนสีชมพูขาวเผยเอวบางเรียว ระหว่างเท้าสวมรองเท้าปักผ้าเหลืองอ่อน มือค้ำคางยิ้มตาหยี พร้อมพัดกลมในมือซึ่งบางครั้งก็โบกเพื่อพัดไฟอุ่นหม้อชา เด็กสาวผู้นั้นคือคุณหนูโจวเพ่ย
หนิงอี้ออกจากเจียงหนิงไปหลายวันแล้ว สองพี่น้องแม้ยังมีชื่ออยู่ที่สำนักศึกษาหยูซาน แต่ก็ไม่ได้เรียนที่นั่นแล้ว การศึกษายังคงอยู่ภายใต้การกำกับของคังเสียน อีกทั้งยังมีอาจารย์ในวังและจวนอ๋องมาสอน โจวเพ่ยแม้ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น แต่ถือว่าโตกว่าแล้ว จึงเรียนตามใจ ส่วนโจวจวิ้นอู่ยังคงถูกอาจารย์สั่งสอนอย่างเข้มงวด
แม้ถูกพี่สาวกดขี่เสมอ แต่จวินอู่ก็ดูฉลาด การเรียนแม้ไม่ใช่ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่เลว
หัวข้อ “มหาเต๋า” เป็นหัวข้อกว้าง เด็กหนุ่มอ้างขึ้นมาเองแล้วก็กล่าวยาวเหยียด สองผู้อาวุโสเพียงสบตาแล้วยิ้ม
“สละสลวยประดับประดา” คนหนึ่งว่า
“ใหญ่โตแต่ไร้เนื้อหา” อีกคนกล่าว
คำวิจารณ์ไม่ได้เลิศ แต่ถือเป็นการทดสอบความคิดด้วยตนเอง เด็กหนุ่มก็ผ่านไปได้ จวิ้นอู่รู้จักนิสัยของสองท่านดีจึงเพียงหัวเราะแก้เก้อ ความจริงเมื่ออาจารย์เดินทางไปซูหัง ท่านปู่ฉินก็กำลังเตรียมเดินทางไปยังเมืองหลวง เห็นของบางอย่างถูกเก็บใส่หีบแล้ว คังเสียนก็มักมาที่นี่เพื่อเล่นหมากรอส่งสหาย
“อาจารย์เจ้าไปแล้ว เจ้าต้องตามเรียนกับอาจารย์ในวัง เกรงว่าบทเรียนจะไม่เหมือนกับสำนักหยูซาน วิชาการตามทันหรือไม่ เข้าใจอยู่หรือไม่” ฉินซื่อหยวนถามพลางยิ้ม
“เข้าใจขอรับ” โจวจวินอู่คารวะพลางยิ้ม “ความจริงอาจารย์จางก็ทดสอบระดับแล้ว สอนต่อจากนั้น และยังทบทวนก่อนหน้าอีก เพียงแต่ว่าหลายสิ่งแม้ยังไม่ได้เรียน แต่ตอนอาจารย์สอน ท่านก็มักพูดเลยไปแล้ว พอถึงคราวเรียนกับอาจารย์จาง ข้าก็รู้สึกคุ้นเคย เข้าใจได้ง่าย เพียงแต่…แหะ แหะ…น่าเบื่อไปหน่อย”
สองผู้อาวุโสได้ยินต่างหัวเราะเบา ๆ ก่อนทำหน้าขรึม คังเสียนกล่าวว่า “อย่าหลงตนเกินไป ท่านจางฝูจื่อคือบัณฑิตผู้ใหญ่แห่งยุค มีวิชาอย่างยิ่ง การสอนต่างวิธีก็จริง แต่สิ่งที่เขาสอนย่อมมีแก่น เจ้าฟังแล้วเข้าใจก็ดี แต่ต้องใคร่ครวญให้มาก”
จวิ้นอู่พยักหน้ารับ “ขอรับ อาจารย์ก็เคยกล่าวไว้ว่า อาจารย์แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว ศิษย์ต้องรู้จักคิด สิ่งใดดีต้องเรียนไว้ ส่วนสิ่งใดดีหรือไม่ดีต้องพิสูจน์จากการปฏิบัติ ความคิดจะโลดแล่นอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่หยิ่งยโส”
“บุคคลเช่นหลี่เหิงที่เป็นอาจารย์นั้น หาได้ยากนัก…” ฉินซื่อหยวนหัวเราะเบา ๆ คังเสียนส่ายหน้าไม่สบอารมณ์ จวินอู่กลับยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ส่วนคุณหนูที่นั่งฟังอยู่นั้นยิ่งยิ้มตาหยีราวกับคิดสิ่งใด
ต่อมา ฉินซื่อหยวนก็ทดสอบความรู้เรื่องสี่คัมภีร์ แล้วสนทนากับคังเสียนอีกครู่ ชงชาใหม่ตั้งกระดานหมาก พร้อมกล่าวถึงหนิงอี้
“ก่อนหลี่เหิงออกจากเจียงหนิง ข้าเคยพูดเรื่องการขึ้นเมืองหลวงกับเขา แต่เขายังมีความกังวลอยู่เสมอ ความคิดของเขามักเข้าใจได้ยาก เขามักพูดแต่เรื่องการทำงาน ไม่พูดถึงการกอบกู้บ้านเมือง ข้าเห็นว่าเขายังมีความกังวลต่อมหาเต๋า จึงยั้งคิดหนัก”
คังเสียนพยักหน้า “เขาทำงานมีวิธีการแบบแผนอย่างยิ่ง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่แยแสต่อทางการ หากเขาช่วยเจ้าได้จริง ในเมืองหลวงเจ้าจะทำอะไรย่อมง่ายขึ้น”
ฉินซื่อหยวนส่ายหน้าเบา ๆ “หลี่เหิงทำงานมั่นคง ทว่าแนวทางมักมุ่งตรงและสุดโต่ง โชคดีที่เขามีความสามารถ หากเขาลงมือทำเอง เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าดีหรือร้าย เช่นเดียวกับเรื่องร่วมมือกับชาวจินต่อต้านเหลียว ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไรใครจะรู้ จินก๊กใหญ่โต จะไม่กลายเป็นเหลียวอีกหรือ บางครั้งเจตนาดีมิได้ก่อเกิดผลดี”
“อย่างน้อยก็ยังมีโอกาส หากจินกับเหลียวรบกัน เราเพียงชนะสักสองสามศึก ก็สามารถทวงคืนแผ่นดินได้ แต่หากยังแพ้ต่อในโอกาสนี้ นั่นก็มิใช่โทษของเจ้าเพียงคนเดียว”
“หากเป็นเช่นนั้น ก็คงถึงคราวล่ม…” ฉินซื่อหยวนขมวดคิ้ว แม้คำนี้หากชาวบ้านพูดถือว่ากระด้างหู แต่ ณ ที่นี้หาเป็นไรไม่ คังเสียนก็กังวลเช่นกัน ฉินซื่อหยวนกดเสียงต่ำ “ความจริงข้าคิดว่าหลี่เหิงกังวลตรงนี้”
“อืม?”
“เขามักพูดและทำแบบเรียบง่าย ครั้นได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ ดูเหมือนเล่นตลก แต่แท้จริงอาจไม่ใช่ ในสายตาเขา หากแคว้นเรายังอ่อนแอถึงเพียงนี้ แล้วโอกาสเช่นนี้ยังคว้าไม่ได้ แคว้นนี้ก็ควรล่มสิ้น…”
“จะเป็นไปได้อย่างไร…”
“โอกาสมีแล้ว ครานี้ขึ้นเปี้ยนจิง ข้าต้องร่วมมือกับเสนาบดีหลี่ จัดการทหาร แต่จะทำได้ดีหรือไม่ก็ยากลำบาก ฮ่าๆ นับแต่อดีตมา การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ยังยากลำบาก การเปลี่ยนแปลงใหญ่เกือบทั้งหมดล้มเหลว เขายังกล่าวล้อข้าว่า 'อนาคตท่านยังไม่แน่นอน ข้าจะไม่ตามท่าน' ฮ่าๆ แม้เป็นมุกตลก แต่ข้าว่าเขาคิดจริง เขารู้ว่าความยากลำบากมีมาก เขาเกรงว่าตนเองจะทำผิดพลาด จึงเลือกจะถอยเสีย ข้าคิดไปมาแล้ว เหตุผลเดียวที่เขาปฏิเสธก็คือสิ่งนี้”
“ยากก็ต้องมีคนทำ”
“ยิ่งเหตุการณ์รุนแรง การเปลี่ยนแปลงยิ่งมาก ผลลัพธ์ยิ่งยากคาดเดา หลี่เหิงคงคิดว่าตนเองทำงานสุดโต่งเกินไป เขาไม่เคยเข้าสู่แวดวงการเมือง จึงกลัวว่าตนเองจะยึดติดเกินไป จึงเลือกที่จะอยู่นิ่ง ข้าคิดว่าเหตุผลก็มีเพียงนี้”
“ยังมิทันได้ทำ แต่กลับคิดว่าตนเข้าใจแล้ว เช่นนั้นไม่โอหังไปหน่อยหรือ” คังเสียนหัวเราะ
“หากเป็นคนอื่น ข้าก็จะว่าเช่นนั้น เด็กหนุ่มวัยยี่สิบ แม้จะถือว่าตนเก่งเพียงใด ก็แค่หวังได้ตำแหน่งรู้จักบ้านเมือง แต่หลี่เหิงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เหตุการณ์ที่เจียงหนิงแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาแก่กล้าเหนือวัย สามารถมองเห็นใจคนและควบคุมเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย หากอยู่ในยุควุ่นวาย เขาต้องเป็นยอดวีรบุรุษ เพียงแต่เขารู้จักขอบเขตตนเองจึงน่านับถือ ครั้นเชิญเขาเข้าราชการ เขาไม่ได้ปฏิเสธแท้จริง เพียงแต่รู้ถึงความยาก และรู้ถึงวิธีของตนเอง เขากลัวว่าผลจะเลวร้าย จึงถอยไว้ นี่มิใช่ความหวาดกลัว แต่กลับทำให้ข้าชื่นชมเขามากกว่า”
ชายชราก็หัวเราะอีกครั้ง “แต่เขาจะแสดงออกมาหรือไม่ ข้ากลับไม่กังวลนัก หากมีความสามารถเช่นนั้น อย่างไรก็จะต้องแสดงออกมาในสักวัน รอให้เขาคิดทุกสิ่งให้กระจ่างเองก่อนเถอะ”
สองคนนี้สนทนากันโดยมิได้หลีกเลี่ยงโจวจวินอู่ที่อยู่ใกล้ๆ เขาแตกต่างจากศิษย์ทั่วไป หากเป็นศิษย์ทั่วไปแล้ว การเคารพอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ทั้งสองย่อมไม่เอ่ยถึงเรื่องของอาจารย์เขาต่อหน้า แต่จวิ้นอู่คือคุณชายเล็กแห่งจวนคังอ๋อง แม้บอกว่าราชวงศ์อู่ควบคุมบรรดาอาจารย์เข้มงวด แต่ในอีกแง่หนึ่ง จวินอู่ก็คือศิษย์ของคังเสียน ภรรยาของคังเสียนคือองค์หญิงเฉิงกั๋ว ในนามนางครอบครองทรัพย์สินมหาศาลของราชวงศ์ แม้คังเสียนกับโจวเสวียนจะมีบุตรหลานอยู่แล้ว แต่ในอนาคตหากทรัพย์สมบัติเหล่านี้จะสืบทอด จำเป็นต้องได้รับการเห็นชอบจากเบื้องบน จวินอู่จึงถูกเลี้ยงดูเพื่อให้เป็นหนึ่งในผู้ดูแลกิจการเหล่านี้ หนิงอี้เป็นบุคคลที่ยากจะคาดเดา หากอนาคตเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น การประเมินของทั้งสองในเวลานี้ก็จะกลายเป็นสิ่งสำคัญในใจของจวินอู่
แน่นอน ที่พวกเขากล่าวถึงในตอนนี้ก็เพราะเป็นการชื่นชม หากเป็นคำตำหนิย่อมไม่พูดต่อหน้าเขาอยู่แล้ว ระหว่างที่สนทนา จวินอู่ก็ขมวดคิ้วอย่างลังเล แต่เมื่อฟังจบก็เผยรอยยิ้มออกมา ฉินซื่อหยวนยิ้มมองเขา “จวินอู่เมื่อครู่ที่เจ้าวิเคราะห์เรื่องถกเถียงมหาสัจธรรมนั้น ข้างในก็มีความคิดของหลี่เหิงอยู่บ้างใช่หรือไม่”
จวินอู่ลังเลเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า “อาจารย์ก็เคยกล่าวไว้ แต่…เหนือกว่านี้ เหมือนอาจารย์จะมีบางอย่างที่อยากเอ่ยแต่ก็หยุดไว้”
“ฮ่าๆ ๆ อาจารย์ของเจ้าคงกลัวว่า หากกล่าวรุนแรงเกินไป จะทำให้พวกเจ้าตกใจ เขาคนนี้เกรงว่าจะบอกว่า สิ่งที่ใช้ได้จริงนั่นแหละคือมหาสัจธรรม คำพูดล้วนไร้ค่า แต่จวินอู่ การที่เจ้าติดตามหลี่เหิง ข้าว่าที่เจ้าได้เรียนรู้มากที่สุดไม่ใช่บทกวีหรือสี่คุณธรรม แต่เป็นวิธีมองสิ่งต่างๆ และวิธีคิด เจ้ารู้สึกว่าหลายสิ่งที่อาจารย์จางสอนเข้าใจง่ายขึ้น ก็เพราะหลี่เหิงได้กล่าวไว้ แต่ที่แท้จริงคือเพราะเจ้าคิดเป็นแล้ว”
จวินอู่พยักหน้าแรงๆ
“แต่การคิดเป็นเร็วเกินไป ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป” ฉินซื่อหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แท้จริงแล้ว การเรียนหนังสือก็เพื่อให้รู้จักตัวอักษร ขยายความรู้ และเรียนรู้วิธีคิด หากเมื่อเรียนรู้วิธีคิดแล้ว ไม่ว่าศึกษาสิ่งใดต่อไปก็จะเข้าใจง่ายยิ่งนัก อาจารย์ของเจ้าสอนให้เจ้าคิดได้เร็วขึ้น จึงเล่าเรื่องราวต่างๆ เพื่อชักนำให้เจ้าขบคิด ทำให้เจ้าเรียนรู้เร็วขึ้น แต่ตอนนี้พวกเจ้าก็ยังเล็กเกินไป ประสบการณ์ยังน้อย หากคิดมากไปกลับอาจมีอคติ ท้ายที่สุดอาจกลายเป็นดูแคลนผู้อื่น เห็นว่าอาจารย์จางสู้อาจารย์หนิงไม่ได้ แล้วคิดว่าคำของอาจารย์จางไม่มีเหตุผล ไปจนถึงอาจมองว่าแม้แต่งานเขียนของบรรพชนก็มีความผิดพลาด…เจ้ามีความคิดของตนเองแล้ว อาจกลายเป็นคนหยิ่งผยอง ดูถูกผู้อื่น ดั่งกบในกะลาที่หลงตน จวินอู่ คำเหล่านี้เจ้าต้องจำให้ขึ้นใจ”
ฉินซื่อหยวนโดยปกติมักอ่อนโยนต่อผู้เยาว์ เมื่อตอนคังเสียนกล่าวว่าการถกของจวินอู่ “ยิ่งใหญ่แต่ไร้แก่น” เขาก็ยังเพียงกล่าวว่า “สวยหรูพร่างพราย” แต่ในตอนนี้สีหน้ากลับจริงจังขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งดูเข้มงวด จวินอู่รีบสำรวมกายานั่งตัวตรง ฟังคำสอนอยู่เงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง สีหน้าของฉินซื่อหยวนจึงผ่อนคลายลง
“ดังนั้นปกติแล้ว อาจารย์สอนศิษย์ก็ให้เพียงจำไว้ก่อน รอจนเมื่อพวกเจ้าเติบใหญ่ได้เห็นโลกจริงๆ แล้วจึงค่อยให้คิดเช่นนั้น รากฐานจึงจะมั่นคงขึ้นมาก แน่นอน มิได้หมายความว่าอาจารย์ของเจ้าสอนผิด เพียงเห็นได้จากสิ่งที่เขากำชับเจ้าก็รู้ว่าเขาให้ความสำคัญมาก เขาก็ยังคุมอยู่ แต่เจ้าก็ยังเป็นเด็กอยู่ ท่านปู่ฉินกำลังจะไปเมืองหลวง จึงอยากกำชับเจ้าอีกครั้ง การคิดเป็นนั้นดี แต่ดังที่อาจารย์เจ้าว่าไว้ ต้องระวังอย่าหยิ่งยโส คำพูดของผู้อื่น ต่อให้เจ้าไม่เห็นด้วย ต่อให้เห็นว่าล้าสมัย ก็ต้องตั้งใจจำไว้ หากจำได้แล้ว เมื่อเจ้าโตขึ้น นำมาเทียบ จะเข้าใจว่าทำไมผู้อื่นถึงคิดเช่นนั้น จะเห็นเหตุผลในนั้น หากทำเช่นนี้ เจ้าจะได้ประโยชน์มหาศาล”
เด็กหนุ่มสำรวมทำความเคารพ “จวินอู่จดจำไว้แล้ว”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ฉินซื่อหยวนยิ้ม “แต่แต่เดิมที่เจ้าศึกษากับหลี่เหิง แม้จะเรียนสี่คุณธรรม แต่ก็ไม่ใช่สิ่งหลักแท้จริงใช่หรือไม่ วิชาเกออู่นั้นอย่างไร จวินอู่ เจ้าคิดว่ามีประโยชน์หรือไม่ บัดนี้เจ้าคงพอมีความเห็นแล้วกระมัง”
“มีประโยชน์ มีประโยชน์แน่นอนขอรับ” จวิ้นอู่โดยนิสัยร่าเริง แม้เพิ่งผ่านการว่ากล่าวสั่งสอน แต่ก็ยังแสดงความกระตือรือร้น ทว่าเมื่อกล่าวถึงเกออู่ ใบหน้าของเขาก็เปล่งประกายออกมา พยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า “เกออู่ก็คือ ก็คือ…”
เขาเหมือนจะอยากเผยแพร่แนวคิดนี้ แต่กลับยังไม่สามารถหาคำพูดที่น่าตกตะลึงได้ ฉินซื่อหยวนจึงยิ้ม “โอ้?”
“เอ่อ เกออู่ก็คือ…อาจารย์เคยกล่าวไว้รากฐานของการศึกษาเกออู่ก็คือ การคาดเดาอย่างกล้าหาญ”
“คาดเดา?”
“ขอรับ” จวินอู่พยักหน้า “ไม่ว่าสิ่งใดที่เห็น ก็สามารถเดาได้ว่าเพราะอะไร แล้วสร้างสูตรหรือทฤษฎีขึ้นมา แต่ทฤษฎีนั้นต้องใช้ได้กับทั่วทั้งแผ่นดิน หากมีข้อใดไม่ตรง ก็ต้องล้มทิ้ง แล้วคาดเดาใหม่ต่อไป…”
“เพียงแค่เดา?” ฉินซื่อหยวนขมวดคิ้ว
“ขอรับ ส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีคิดวิเคราะห์ แต่ท่านอาจารย์บอกว่าต้องมีจินตนาการ หากมีสิ่งใดที่เจ้าไม่เข้าใจเลย หากอยากเข้าใจ อย่างแรกต้องคาดเดาก่อน ท่านอาจารย์เคยกล่าวถึงหลักพื้นฐาน เช่น ระหว่างสองจุดใดก็สามารถลากเส้นตรงได้ เส้นตรงก็สามารถขยายไปได้เรื่อยๆ…”
จวินอู่ก็เริ่มพร่ำอธิบายพื้นฐานของเกออู่ที่เขาเรียนมา เห็นได้ชัดว่าเด็กชายราวกับกำลังเทศนา ต้องการเผยแพร่ความ “มีเหตุผล” ของวิชานี้แก่ท่านปู่ฉิน ชายชราฟังหลักการเหล่านั้นแล้วเอ่ย “เรื่องพวกนี้ ยังต้องเดาด้วยหรือ”
“นี่เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ท่านปู่ฉิน วิชาเกออู่ไม่อาจคิดเอาเอง แม้ว่าทฤษฎีจะคาดเดาได้ แต่ขั้นตอนการพิสูจน์ต้องเคร่งครัด ทุกขั้นต้องแม่นยำ…สิ่งเหล่านี้ทีละขั้นสามารถสร้างสิ่งที่ซับซ้อนได้ ท่านปู่ฉิน สรรพสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นเช่นนี้ หากเรียนรู้มัน เราก็จะรู้ว่าตราชั่งทำไมชั่งได้ คานทำไมส่งแรงได้…แรงนะขอรับ อย่างเช่นเราวางหินก้อนหนึ่งตรงนี้เป็นจุดค้ำ แล้วกดลงด้านนี้ อีกด้านก็ยกขึ้น เราสามารถคำนวณได้ว่ามันจะสูงเพียงใด แล้วใส่เฟืองไว้ตรงนั้น เฟืองจะหมุนอย่างไร ต่อด้วยเฟืองอีกอัน แล้วเสริมคานเข้าไป กลายเป็นกังหันน้ำ กังหันลม เราสามารถสร้างสิ่งซับซ้อนออกมาได้…”
“กังหันน้ำกังหันลมก็มีอยู่แล้วมิใช่หรือ”
“แต่มันสามารถซับซ้อนกว่านั้นได้ ท่านปู่ฉินไม่รู้หรอก อาจารย์เคยออกแบบสิ่งง่ายๆ ชิ้นหนึ่ง เริ่มจากกังหันน้ำ เติมคาน เติมเฟือง แล้วเราทำแผ่นพิมพ์ขึ้นมา เมื่อแผ่นยกขึ้น จะมีแปรงทาหมึกลงไป จากนั้นแผ่นกดลง ก็จะพิมพ์ออกมาเป็นหน้าหนังสือ แผ่นยกขึ้นไป ก็จะมีตะขอเกี่ยวกระดาษที่พิมพ์แล้วออกไป แล้วดึงแผ่นใหม่เข้ามา จากนั้นก็พิมพ์ปังอีกที…ปังอีกที อาจารย์บอกว่านี่เรียกว่า สายการผลิต…”
เด็กชายจวินอู่ไม่ได้มีวาทศิลป์นัก พออธิบายก็เริ่มซับซ้อนขึ้น ใช้ทั้งมือไม้ประกอบ “แน่นอน ยังต้องคิดเรื่องความเหนียวของกระดาษ ความสม่ำเสมอของหมึก การสึกหรอของเครื่องจักร แต่ทั้งหมดนี้คำนวณได้ แม้แต่กระดาษ หากเราทำความเข้าใจว่าทำไมพืชจึงกลายเป็นกระดาษได้ เราก็สามารถทำกระดาษที่ดียิ่งขึ้น อาจารย์บอกว่าเพราะมีเส้นใยพืช เราตอนนี้ยังไม่เข้าใจดีนัก โอ้ แล้วเรายังสามารถคำนวณคุณภาพของเหล็กได้อีก ท่านปู่ฉินรู้หรือไม่ เหล็กที่แข็งและเปราะนั้น เพราะมีสิ่งที่เผาได้อยู่ข้างใน คือคาร์บอน คาร์บอนยิ่งน้อย เหล็กก็ยิ่งเหนียว ไม่แตกง่าย ไม่เป็นสนิมง่าย…”
ครานี้ฉินซื่อหยวนหันมองคังเสียน สำหรับวิชาเกออู่ของหนิงอี้ ตอนแรกเขาไม่ได้ถามมากนัก แถมยังมีท่าทีไม่ใส่ใจ แต่บัดนี้ก็เริ่มจับเค้าโครงได้บ้างแล้ว ส่วนสิ่งที่จวินอู่เล่ามานั้น คังเสียนย่อมรู้อยู่แล้ว ทั้งสองผู้อาวุโสมองตากัน ฉินซื่อหยวนเอ่ย “คาดเดาอย่างกล้าหาญ แต่ต้องใช้การพิสูจน์อย่างจริงจัง ทุกขั้นต้องสอดรับกัน…”
คังเสียนพยักหน้า “รายละเอียดตอนนี้ยังมองไม่ออกนัก แต่สิ่งที่หลี่เหิงเล่าแก่จวินอู่ ข้าให้คนจดไว้หมดแล้ว เพื่อนำมาคิดต่อ ตอนนี้มีสมุดเล่มเล็กอยู่ พรุ่งนี้จะให้คนเอามาให้ท่านลองดู เอาตรงๆ แค่เรื่องการคาดเดากับการพิสูจน์นี้ หากทำจริง ย่อมลึกซึ้งกว้างใหญ่ แต่…ก็เกรงว่าจะมีปัญหาบางอย่าง ท่านช่วยคิดให้ด้วยเถอะ”
ฉินซื่อหยวนพยักหน้า ข้างๆ โจวจวินอู่กลับไม่เข้าใจนักว่า “ปัญหา” ที่ว่าคือสิ่งใด เขาเพียงรู้สึกว่าหากจะทำการพิสูจน์ย่อมต้องมีปัญหามากแน่นอน เวลานี้จึงยังคงพูดอย่างตื่นเต้น
“ท่านปู่ฉิน เคยคิดบ้างหรือไม่ว่า เหตุใดว่าวถึงได้ลอยขึ้นฟ้า เหตุใดโคมลอยถึงได้ขึ้นไปได้ ก็เพราะเมื่อสายลมพัดมา ว่าวเอียงอยู่ในมุมหนึ่ง มุมนั้นทำให้แรงถูกแบ่งออกเป็นด้านหลังหนึ่ง ส่วนขึ้นหนึ่ง ขอเพียงลมพัดต่อเนื่อง ก็จะเกิดแรงยกขึ้นต่อเนื่อง ถ้าเราทำปีกขนาดใหญ่ได้ แล้วให้มันเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง บรรลุความเร็วหนึ่ง ก็จะลอยขึ้นได้…แน่นอน อาจารย์บอกว่านั่นต้องการวัสดุที่เหนียวแน่นยิ่งขึ้นมาช่วย ขอเพียงเราเข้าใจหลักของหีบลม ก็ทำหีบลมที่ดียิ่งขึ้นได้ เตาหลอมก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น ผลิตเหล็กที่ดียิ่งขึ้น ผ้าก็จะทนทานไม่ขาดง่าย ไม่ว่ากระไร พวกเราตอนนี้ก็เริ่มคำนวณแล้ว ขอเพียงมีพื้นที่รับลมมากพอ มีความเร็วมากพอ เราก็บินขึ้นไปได้…ข้าต้องสร้างว่าวใหญ่ที่พาคนบินขึ้นได้แน่…”
เขากล่าวถึงตรงนี้ แววตาเต็มไปด้วยความเพ้อฝันอย่างคลุ้มคลั่ง สองผู้อาวุโสกำลังคิดตามคำพูด จึงมิได้สังเกตสีหน้าแบบนั้น ต่อมา จวินอู่ก็ส่ายหน้า “แน่นอน นั่นคงเป็นเรื่องอีกนาน เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นฐานต้องใช้เวลายาวนานด้วย…” เขาทวนคำของหนิงอี้
“อาจารย์จากไปครั้งนั้น กำชับให้เราคิดอยู่ไม่กี่เรื่อง เรื่องแรก พวกเรารู้อยู่แล้วว่าทุกสิ่งล้วนมีแรงอยู่ข้างใน แต่…แรงนี้มาจากที่ใด…” เขากระโดดบนพื้น “พอเรากระโดดขึ้น ก็ร่วงลงทันที เหตุใดจึงร่วงลง เหตุใดผิงกั่วจึงร่วงลง เหตุใดพื้นดินจึงดึงเราไว้ เหตุใดพวกเราไม่ลอยขึ้นไป…”
“นี่ หลี่เหิงก็ให้พวกเจ้าคิดหรือ”
“ขอรับ เรื่องนี้ก็แค่คิดเล่นๆ แน่นอนต้องคิด ตอนนี้ข้าก็รู้สึกแปลกใจ…ปัญหาที่สองคือ เหตุใดเวลาเราอยู่ริมทะเล มองเห็นเรือแล่นออกไป เสากระโดงถึงหายไปเป็นสิ่งสุดท้าย…” เขาสั่นสะท้าน “ท่านปู่ เรื่องนี้น่ากลัวนะ พวกเรามองสิ่งต่างๆ ล้วนเป็นเส้นตรง หากเสากระโดงหายไปสุดท้าย ก็หมายความว่า…”
จวินอู่กลืนน้ำลาย หยิบกระดาษออกมา ดวงตาเปล่งประกายประหลาดน่าหวาดกลัว ยกกระดาษโค้งเป็นสะพานเล็ก ใช้มือกดกลางไว้ “ด้านสูงคือพื้นดิน ด้านต่ำคือทะเล ท่านปู่ โลกของเรามันเอียง มันเหมือนเป็นวงกลม ลื่นไหลไปทางทะเล หากมันเอียงไปถึงเก้าสิบองศา ท่านปู่ ว่าที่ตรงนั้นจะเป็นสิ่งใด…ข้าว่าปลายทะเลต้องมีรูใหญ่โต อาจเหมือนกรวยยักษ์ แต่เพราะมีแรงดึงพวกเราไว้ น้ำทะเลจึงไม่ไหลลงไปหมด นี่ก็ต้องโยงกับคำถามก่อนหน้าของอาจารย์ ว่าเหตุใดถึงมีแรงดึงเราไว้…ท่านปู่ แม้ไม่รู้เหตุผล แต่เพราะมีแรงดึง พวกเราจึงไม่ตกลงไป แต่เหตุใดโลกจึงเป็นแบบนี้ อาจารย์ต้องคิดเรื่องนี้อยู่แน่ จึงให้พวกเราลองคิด…”
โลกเอียง ปลายทะเลมีรูใหญ่ ฉินซื่อหยวนกับคังเสียนคิดแล้วก็รู้สึกเหลือเชื่อ แต่เมื่อโยงเข้ากับที่เวลาเรือแล่นออกไป เสากระโดงหายไปทีหลัง ก็ยิ่งน่าหวาดหวั่น
จวินอู่ส่ายศีรษะ “แต่อาจารย์บอกว่าสองคำถามนี้แค่คิดเล่นๆ ก็พอ ท่านคงกลัวเราตกใจ แต่ไม่รู้ว่าเราคิดออกเร็วขนาดนี้…แต่คำถามที่สามของอาจารย์ต่างหาก ที่สำคัญที่สุด”
ฉินซื่อหยวนก็สนใจขึ้นมา “หลี่เหิงถามอะไร”
จวิ้นอู่ลุกขึ้น เดินไปยองๆ ข้างเตาไฟที่ต้มชงน้ำชา มองอยู่ครู่หนึ่ง "อาจารย์บอกว่า วิชาฟิสิกส์…เอ่อ วิชาเกออู่ หนทางพัฒนาที่สำคัญที่สุดหนทางหนึ่ง อยู่บนกาน้ำชานี่เอง…”
“กาน้ำชา?”
“ขอรับ” เด็กชายพยักหน้า หันกลับมามองสองคุณปู่ “อาจารย์พูดครั้งหนึ่ง แต่อาจจะลืมไปแล้ว ครั้งหนึ่งเคยเอ่ยกับพวกเรา…ท่านปู่ฉิน หากปิดปากกาน้ำชาไว้ แล้วกดฝาแน่นไม่ให้ไอน้ำออก เรากดอยู่ได้หรือไม่”
“ไอร้อนต้องหาทางออก เกรงว่ากดไม่อยู่หรอก”
“ไอร้อนจะดันฝาลอยขึ้น นี่ก็คือแรง หากกาน้ำชาใหญ่ขึ้น แรงก็ยิ่งใหญ่…อาจารย์เคยสอนพวกเรา ขอเพียงใช้คาน ใช้เฟือง อะไรต่อมิอะไร ก็ย่อมส่งต่อแรงนี้ออกไปได้ ขอเพียงทำของเช่นนี้ขึ้นมา ก็เหมือนที่อาจารย์บอก…”
เด็กชายผงกหัวลุกขึ้น หันกลับมายิ้ม “ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยกล่าวว่า มนุษย์ย่อมถึงขีดจำกัด แรงม้าก็มีวันหมด ต่อให้เป็นม้าพันลี้ รถม้าก็วิ่งได้เท่านี้ เพราะไม่ว่าม้าเก่งเพียงไร ก็ยังเป็นม้า แต่เครื่องจักรต่างออกไป น้ำหนึ่งล้อ แรงย่อมมากกว่าม้าหลายเท่า แต่ล้อไม่อาจเดินได้ วิชาเกออู่จุดหมายแรกสุด ก็คือพลังงานที่พกพาได้สะดวก!”
คำพูดเช่นเครื่องจักร พลังงานพกพาอะไรทำนองนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นสำนวนของหนิงอี้ หนิงอี้มาอยู่นี่นานแล้ว แม้ส่วนใหญ่จะเข้ากับยุคนี้ แต่เมื่อเอ่ยถึงสิ่งใหม่ที่นึกขึ้นได้ ก็มิสนใจภาษาแบบยุคนี้ เอาเป็นว่าใครฟังออกหรือไม่ เขามิได้บังคับ จวิ้นอู่คลุกคลีกับเขานานนัก จึงจดจำคำเหล่านี้ไว้หมด เอามาเป็นแนวทางการเรียนวิชาเกออู่ไปแล้ว เพราะจำได้อย่างนี้ ครั้นหนิงอี้เอ่ยออกมา เขาก็คิดเข้าใจในเวลาไม่นาน
“สักวันหนึ่ง ต้องบินขึ้นไปบนฟ้าได้…”
เด็กชายมองกาน้ำชา พึมพำเบาๆ อยู่ครู่หนึ่ง เด็กสาวที่นั่งข้างเตาไฟก็ยกพัดขึ้น ตีโป๊กลงบนหน้าผากเขา
“พอแล้ว วิชายังเรียนไม่ดี ก็มัวฝันเพ้ออยู่นั่น จะบินขึ้นฟ้า อยากตายหรือไร! อาจารย์เพิ่งดุเจ้าไปไม่นานนี้เอง ว่าอันตราย ห้ามคิดอีก!”
“อือ…” เด็กชายกุมหน้าผาก มองพี่สาวอย่างน้อยใจ พึมพำ “นี่คือความฝันของข้า…”
ความฝันยิ่งใหญ่ของเด็กชายจะถูกตีแตกหรือไม่นั้น ยังยากจะบอกได้ สำหรับแก่นแท้ของวิชาเกออู่ ฉินซื่อหยวนกับคังเสียนทั้งเคยได้ยินแล้วรู้สึกมีเหตุผล ทั้งก็รู้สึกเหลวไหล จุดสำคัญก็ตรงสมมุติฐานว่าพื้นดินเป็นรูปกรวยใหญ่ ครู่ต่อมา ฉินซื่อหยวนจึงค่อยๆ เอ่ย “หากอยู่บนทุ่งหญ้า เห็นคนขี่ม้าวิ่ง ไม่ว่าทางไหนก็เหมือนกันหมด นี่เพราะอะไร หากคิดตามนี้ไป โลกนี้มิใช่เป็นทรงกลมดอกหรือ”
เขาครุ่นคิด ก่อนหัวเราะ “เหลวไหลๆ แต่ความคิดทำนองนี้กลับน่าสนใจ ฮ่าๆ ๆ”
คังเสียนก็อึ้งอยู่ครู่ ก่อนหัวเราะ “น่าสนใจ น่าสนใจ หากเป็นกลม ด้านโน้นของโลกจะเป็นเช่นใดกันเล่า ผู้คนคงร่วงลงไปหมดหรือไม่ หรือว่าทุกคนใช้ชีวิตกันแบบกลับหัวกลับหาง”
จวิ้นอู่ก็พลันกลุ้มใจขึ้นมา สองผู้อาวุโสหัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าก็แปรเปลี่ยนแปลกๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง ทั้งสองเป็นคนเฉลียวฉลาดยิ่ง แม้เมื่อครู่ยังไม่คุ้นเคยกับตรรกะแบบตะวันตก แต่การคิดมนุษย์นั้นก็ไม่ต่างกันนัก เมื่อให้เงื่อนไข เหตุผล แล้วใช้วิธีพิสูจน์เข้มงวด พวกเขาก็ปรับตัวได้ทันที ต่อปัญหานี้ เวลานั้นกลับมิกล้าคิดต่อ
“เมื่อครู่ฟังเจ้าว่า พูดถึงพวกเราอยู่ตลอด นอกจากเจ้าและเสี่ยวเพ่ย ยังมีคนอื่นเรียนวิชาเกออู่อีกหรือ”
“ก็นับได้ขอรับ” จวิ้นอู่พยักหน้า ภาคภูมิใจนัก “นอกจากข้ากับพี่สาว ยังมีศิษย์น้องสองคนในสำนักศึกษา แล้วก็ลูกชายคนเล็กของเจี้ยนกั๋ว ยังมีข้าบอกเขาไป เขาก็ว่าเป็นเรื่องมีเหตุผล ตอนนี้กำลังจะตามข้าทำว่าวด้วย อ้อ ใช่แล้ว คังลั่วก็สนใจวิชา้กออู่เช่นกัน…ดังนั้นเมื่อไม่กี่วันพวกเราก็ตั้งพรรคเกออู่ขึ้น ตอนนี้มีหกคนแล้ว ข้าเป็นหัวหน้าพรรค!”
พัดในมือโจวเพ่ยฟาดโป๊กที่ศีรษะน้องชายอีกที แต่ครานี้นางยิ้มมิได้ว่าอะไร สองผู้อาวุโสก็อดขำไม่ได้ ศิษย์น้องสองคนนั้นไม่ต้องพูดถึง บุตรชายเล็กของเจี้ยนกั๋วก็เพิ่งสิบขวบ ปกติวิ่งตามจวินอู่ติดๆ ถูกลากเข้าไปแล้ว ส่วนคังลั่วนั้นคือหลานชายเล็กของคังเสียน อายุเพียงแปดขวบ จวินอู่นี่ช่างเป็นที่รักใคร่ในหมู่เด็กๆ เพียงพริบตาก็รวบรวมพวกเข้ามาได้
“ดูท่าว่าพรรคเกออู่จะเติบโตเร็วทีเดียว” ฉินซื่อหยวนเอ่ย
“หลานข้า เสี่ยวฉี เสี่ยวซิน คงหนีไม่พ้น…” คังเสียนหัวเราะ หยอกเรื่องหลานๆ ที่บ้าน คังฉีเจ็ดขวบ คังซินห้าขวบ เกรงว่าก็หนีไม่พ้นถูกดึงเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคเกออู่…
ในขณะที่สองผู้อาวุโสพูดหยอกกัน โจวจวินอู่กลับโกรธน้อยๆ ตัดสินใจว่าจะไม่ให้คังฉีคังซินเข้าพรรคเกออู่ เพราะเห็นว่าพวกนั้นโง่ไปหน่อย เวลานี้เขารับคนเข้าพรรคเข้มงวดนัก เพราะทุกครั้งจะต้องบรรยายอนาคตอันรุ่งโรจน์เสียก่อน นั่นคือการบินขึ้นฟ้า
สักวันหนึ่งจะต้องเป็นจริง…
บ่ายฤดูร้อน ระหว่างที่อีกเกือบแปดร้อยปีต่อมา จึงจะปรากฏยานบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างแท้จริง คุณชายเล็กผู้นี้หันไปมองกาน้ำชาในลาน หัวใจเต็มเปี่ยมด้วยความใฝ่ฝัน วาดลงไปเป็นวงกลมใหญ่หนึ่งในใจ
บางสิ่ง บังเกิดรากเงียบๆ แตกยอดอ่อนขึ้นมา แล้วก็ไม่อาจลบเลือนได้อีก…
ขณะเดียวกัน บุคคลผู้โยนเมล็ดพันธุ์เหล่านี้โดยไม่ตั้งใจ เวลานี้ก็ได้ล่องเรือผ่านเจิ้นเจียงแล้ว แต่เดิมพวกเขาแล่นเรือตามแม่น้ำแยงซีไปทางตะวันออก ถึงเจิ้นเจียงก็พักอยู่หลายวัน แล้วจึงออกเดินทางต่อ เลาะแม่น้ำทางใต้เข้าสู่เหอหนาน ท้องน้ำแถบนี้เรือสัญจรพลุกพล่าน กระแสน้ำมิได้เชี่ยวกราก แล่นไปอย่างเชื่องช้า ผ่านไปหนึ่งวัน ข้ามตันหยาง ก็กำลังเข้าสู่เขตฉางโจว
……………..