- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 184 ศีรษะมนุษย์
ตอนที่ 184 ศีรษะมนุษย์
ตอนที่ 184 ศีรษะมนุษย์
ตอนที่ 184 ศีรษะมนุษย์
เสียงดัง “ปัง” ศีรษะมนุษย์กลิ้งตกลงมา ถูกหนิงอี้คว้าขึ้นไว้ในมือ ภายในลานบ้านปูนขาวกระจายกระเด็นวุ่นวาย
ครู่ต่อมา หนิงอี้ยกศีรษะมนุษย์นั้นขึ้นดู ท่ามกลางแสงยามบ่าย พลันมีเสียงกรีดร้องระงมไปรอบลาน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในลานเล็กของจวนฉิน หนิงอี้มาร่วมงานเลี้ยง พร้อมกับซูถานเอ๋อร์และสาวใช้เสี่ยวฉาน ภายในลานมีผู้คนมาก ทั้งสาวใช้ที่หอบหิ้วหีบห่อกล่องสัมภาระ รวมถึงฮูหยินฉินที่ออกมาต้อนรับ ส่วนฉินซื่อหยวนก็มาปรากฏตัวทางประตูข้าง โดยมีบุตรชายคนโตพาออกมาไม่ไกลนัก ที่มุมอีกด้านยังมีนายทหารหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านยืนประจันหน้ากับชายฉกรรจ์ผู้บึกบึนที่รีบวิ่งมาช่วยยกกล่อง
งานเลี้ยงในวันนี้เกิดจากเมื่อวานที่ผู้อาวุโสฉินได้รับจดหมายจากบุตรชายคนรอง ฉินเส้าเฉียน แจ้งว่าจะกลับถึงบ้านบ่ายนี้แน่นอน จึงเชิญหนิงอี้และภรรยามาร่วมงาน ทั้งเป็นงานเลี้ยงล้างฝุ่นต้อนรับกลับบ้าน และเพื่อแสดงความขอบคุณที่หนิงอี้เคยช่วยชีวิตผู้อาวุโสฉินไว้ แม้ผู้อาวุโสฉินจะยังมิได้แสดงอะไรชัดเจน แต่ในฐานะบุตรชาย ทั้งฉินเส้าเหอและฉินเส้าเฉียนจำต้องแสดงน้ำใจอย่างเป็นทางการ อีกทั้งหนิงอี้กับผู้อาวุโสฉินก็นับว่าเป็นสหายต่างวัยกันอยู่แล้ว งานเลี้ยงในเรือนจึงเป็นการสานสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดขึ้น
นี่จึงเป็นการพบหน้าครั้งแรกของหนิงอี้กับฉินเส้าเฉียน
สำหรับถานเอ๋อร์ การได้มาร่วมงานที่จวนฉินครั้งนี้ นางถือเป็นเรื่องใหญ่ แม้เมื่อหลายเดือนก่อนเคยตามหนิงอี้มาคารวะปีใหม่ แต่ครานั้นหนิงอี้เพียงมาหาสหายหมากล้อม ยังมิได้ให้ความสำคัญเท่าครั้งนี้
ถานเอ๋อร์เป็นคนรู้กาลเทศะ นางทราบดีว่าผู้อาวุโสฉินเป็นผู้มีวิชาและมีตำแหน่งสำคัญ แต่ก่อนแม้จะเคยชื่นชมผู้รู้ ก็มิได้มีความคิดผลประโยชน์ในใจ เพียงอยากให้สามีมีมิตรแท้เท่านั้น แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป
ประการหนึ่ง นางได้รู้ชัดว่าผู้อาวุโสฉินนั้นครั้งหนึ่งเคยดำรงตำแหน่งเสนาบดี ถือว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ใกล้ชั้นฮ่องเต้ทีเดียว นับว่าน่าตกตะลึงนัก
อีกประการหนึ่ง เพราะฉินเส้าเหอเคยกล่าวกับนางครั้งก่อนด้วยท่าทีอ่อนน้อม เขาทราบว่าตระกูลซูทำการค้า และถานเอ๋อร์เป็นผู้กุมบังเหียน จึงพูดด้วยความจริงใจและเป็นมิตร คำพูดนั้นเป็นนัยชัดเจนว่าตระกูลซูจะได้รับการอุปถัมภ์จากเขาในเจียงโจว ถานเอ๋อร์ย่อมเข้าใจและตระหนักถึงความหมาย
แม้ฉินเส้าเหอมิได้คิดมาก แต่ถันเอ๋อร์ก็อดยินดีไม่ได้ คล้ายคราวที่เคยดีใจที่ตระกูลซูมีผู้ว่าการคุ้มหลัง ยิ่งเมื่อทราบว่าตระกูลฉินมีอำนาจสูง ตระกูลซูก็ย่อมต่างจากสามัญชนทั่วไป ดังนั้นวันนี้นางจึงแต่งกายเรียบร้อยงดงาม กว่าจะออกจากห้องก็ใช้เวลาครึ่งค่อนวันหนุ่มสาวทั่วไปก็ไม่ปาน หนิงอี้เห็นดังนั้นก็ได้แต่ขบขันและจนใจ จริงๆ หากถานเอ๋อร์แต่งเรียบง่ายก็มีความงามสง่าของคุณหนูอยู่แล้ว แต่เพราะพิถีพิถันเกินไป กลับทำให้ดูเด็กลงไปหน่อย ความมั่นใจสงบขรึมก็ถูกกลบเลือน
อย่างไรก็ดี หนิงอี้ก็เห็นว่าน่ารักดี
พอทั้งสามเดินทางถึงจวน ก็บังเอิญพบว่าฉินเส้เาฉียนกลับบ้านพอดี บ่าวไพร่กำลังวุ่นวายขนของ สาวใช้ข้างกายหนิงอี้ยกหีบยาววิ่งเข้าลาน พลันชายหนวดเคราร่างใหญ่ร้องขึ้นว่า “ระวัง ระวัง ซุ่ยเอ๋อร์ ระวัง…”แล้ววิ่งพรวดเข้ามา
สาวใช้ที่ชื่อซุ่ยเอ๋อร์ถูกหีบยาวบังตา ได้ยินเสียงร้องก็หยุดชะงัก หมุนกายเซไปหลายรอบ “เอ๊ะ อะไรนะ คุณชายนรองว่าอะไร…” หนิงอี้เห็นก็จะยื่นมือช่วย ฝ่ายชายหนวดเคราก็วิ่งเข้ามาเช่นกัน พัลวันจน “ปัง” ฝาหีบด้านบนเปิดออก ศีรษะมนุษย์กลิ้งหล่นลงมา หนิงอี้คว้าขึ้นไว้ทันที ปูนขาวกระจายเต็มลาน เขาแทบนึกว่าตนถูกลอบโจมตี โชคดีที่ฝุ่นมิได้หนามาก
ลานบ้านวุ่นวายโกลาหล บ้างร้องว่า “หัว...หัว...หัว…” บ้างตะโกน “ศีรษะ...ศีรษะมนุษย์…” เสียงยืดยาวลั่นทั่วลาน ชายหนวดเคราดูอับอาย คล้ายอยากรับศีรษะจากมือหนิงอี้ แต่ก็ลังเลไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ขณะจะตัดสินใจ สาวใช้ที่หอบหีบก็แอบชะเง้อมองหลายครั้ง ครั้นรู้ว่าของที่ตนหอบนั้นคือศีรษะมนุษย์ ดวงตาก็พลันพลิกขาวล้มพับไปทันที ชายหนวดเครารีบรับตัวไว้ “ซุ่ยเอ๋อร์ ซุ่ยเอ๋อร์ อย่าเป็นลมสิ บอกแล้วว่าอย่าหอบของ…”
การถือศีรษะคนตายในมือนั้นย่อมไม่สบายใจนัก ยิ่งเป็นการจับด้วยมือเปล่า โชคดีที่หนิงอี้มีสติแน่วแน่ ยกศีรษะขึ้นพลิกดูครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า แล้วมองไปยังชายหนวดเคราที่อุ้มสาวใช้ “นี่คือศีรษะของโจรที่ลอบสังหาร…”
ศีรษะนั้นเป็นของชายตาเดียวผู้ถูกปืนไฟทำลาย หนิงอี้จำได้ดีว่าพวกนั้นล้วนห้าวหาญ เคยได้ยินคนกล่าวว่าในหมู่คนเหล่านั้นมีผู้หนึ่งฝีมือทัดเทียมลู่หงถีเขาชื่อหลูทั่ว มิใช่ชาวเหลียว แต่เป็นโจรทางใต้ฉายา “ยมทูตดุร้าย” เคยฆ่าขุนนาง เคยก่อกบฏ ภายหลังถูกเกลี้ยกล่อมให้สยบจึงหายสาบสูญไป
ครั้งนี้พวกเหลียวหนีรอดมาได้ ก็เพราะมีผู้ทรงอิทธิพลที่ฝักใฝ่เหลียวช่วยเหลือ เกรงว่าหลูทั่วคนนี้คงถูกส่งมาคุ้มครอง พวกมันหนีซ่อนตัวอยู่หลายวัน ไม่คาดว่าฉินเส้าเฉียนกลับบ้านช้าสองสามวัน ก็สามารถนำศีรษะกลับมาได้
เดิมทีเคยได้ยินว่าเส้าเฉียนเป็นเพียงรองแม่ทัพ ไร้ความดีความชอบใหญ่โต บัดนี้ดูแล้ว บุตรชายสองคนของตระกูลฉินต่างมิใช่สามัญ
เมื่อหนิงอี้ถือศีรษะให้ดู ฉินซื่อหยวนก็เดินเข้ามา เขาไม่หวาดกลัวศพ เพียงขมวดคิ้วมองสองสามที แล้วพยักหน้ารับรองว่าใช่โจรที่ลอบสังหารจริง ฉินเส้าเหอดีใจ ส่วนชายหนวดเคราฉินเส้าเฉียนก็หัวเราะ “ฮ่าๆ ใช่แล้ว พวกมันหนีไม่รอด ไปโผล่แถวเขาอู๋ยาใต้ซวี่โจว ข้าเลยรวมพลชาวบ้านล้อมฆ่ามัน ฮ่าๆๆ ยังมีโจรหน้าแผลเป็นดุร้ายหนีไปได้ น่าเจ็บใจ…”
เขากล่าวถึงตรงนี้ มองบิดาและมารดาที่อยู่ไม่ไกล แล้วรีบแก้คำพูด “เอ่อ...ไม่เป็นไร ไม่นานก็จับมันได้…”
ฉินเส้าเหอลูบคาง “ผู้ที่หนีไปนั้นเป็นคนที่รับมือยากที่สุด โชคดีที่วันนั้นมิได้ร่วมลอบสังหาร อีกสามคนถูกฆ่าหมดแล้วหรือไม่”
ฉินเส้าเฉียนพยักหน้า “แน่นอน...อ้าว เสี่ยวหู่ มาช่วยเอาของจากมือพี่ท่านไปเถิด ท่านแม่ข้าไม่ชอบเห็นของแบบนี้...ข้าก็ว่าแล้ว ฆ่าก็ฆ่าเถิด ทำไมต้องเอาศีรษะกลับมาให้ดู พวกมันลอบฆ่าท่านพ่อ นี่เป็นเรื่องของการ ควรส่งมอบให้ทางการ ไม่ควรกลายเป็นเหมือนล้างแค้นส่วนตัว คราวหน้าอย่าทำอีก...อ้อ ไม่มีคราวหน้าแล้ว...ท่านพ่อ ข้าไม่ได้คิดเช่นนี้จริงๆ…”
ฉินซื่อหยวนทอดถอนใจ มองบุตรชายอย่างเหนื่อยหน่าย ส่วนฉินเส้าเหอก็อยากหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวหู่รีบเข้ามารับศีรษะใส่หีบ ซึ่งยังอยู่ในอ้อมแขนสาวใช้ซุ่ยเอ๋อร์ที่เพิ่งฟื้น แต่พอเห็นศีรษะอีกครั้งก็ตาเหลือกสลบไปอีก รอบนี้วุ่นวายยิ่งกว่าเดิม มีคนรีบเข้ามาช่วยบีบจมูกให้ฟื้น ฉินเส้าเฉียนก็ขมวดคิ้วกังวล “เช่นนี้ไม่ดีต่อร่างกายหรือไม่ ควรไปตามหมอมาดีหรือเปล่า…” เขาเคยชินกับความตายในสนามรบ แต่ต่อสาวใช้ร่างบอบบางกลับรู้สึกจนใจนัก กลัวจะทำให้นางเจ็บป่วยไปจริงๆ
เหตุการณ์โกลาหลครั้งนี้ทำให้บรรยากาศคุ้นเคยขึ้น เมื่อได้แนะนำตัวต่อกันก็ไม่รู้สึกห่างเหินอีก ฉินเส้าเฉียนอายุน้อยกว่าพี่ชายฉินเส้าเหอมาก เพิ่งสามสิบต้นๆ เดิมทีระหว่างทั้งสองยังมีพี่น้องอีกหนึ่งคน แต่เสียชีวิตตั้งแต่เล็ก เขาไว้หนวดเคราดก ดูเผินๆ ดุดัน ทว่าดวงตาและโครงหน้ากลับยังอ่อนเยาว์ หากโกนหนวดออกคงเป็นแม่ทัพหนุ่มหน้าใสทีเดียว ข้างกายเขามีชายหนุ่มชื่อซวีเสี่ยวหู่ รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาสะอาดสะอ้าน ฉินเส้าเฉียนบอกว่าเขาฝีมือสูงยิ่ง ในค่ายทหารเวลาเกิดการชกต่อยมักดึงเขาไปร่วมด้วย จึงกลายเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย
แม้ฉินเส้าเฉียนพยายามทำตัวเป็นทหารพาล แต่มองดูแล้ว หนิงอี้กลับเห็นว่าท่าทางของพวกเขาแตกต่างจากพวกทหารพาลอยู่มาก แม้เขาจะไม่คุ้นกับทหารสมัยนี้นัก แต่ก็รู้สึกได้เพียงเล็กน้อย
ต่อมาฮูหยินฉินก็เชิญหนิงอี้ไปล้างมือที่เรือนข้าง เพราะเพิ่งจับศีรษะคนตายและเปื้อนปูนขาว ต้องล้างหลายรอบ ถานเอ๋อร์ก็ตามไปช่วยล้างด้วย ตั้งแต่เห็นศีรษะนางก็เม้มปากยืนข้างสามีไม่พูด นับว่าอดทนอยู่ไม่น้อย ครั้นจะล้างมือ หนิงอี้ก็รู้สึกไม่สบายใจที่นางยังจะช่วย จึงหัวเราะบอกว่าจะล้างเอง แต่ถานเอ๋อร์เพียงส่ายหน้า
วันนี้นางแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างประณีต ส่ายศีรษะพลางเม้มริมฝีปากแดงแน่น เห็นได้ชัดว่าฝืนทนเอาไว้ แต่ก็ยังคว้าผ้าเช็ดหน้าเช็ดปูนขาวที่ติดอยู่บนมือหนิงอี้ออกก่อน หนิงอี้รู้สึกฉงนอยู่บ้าง คิดในใจหรือว่านางต้องการแสดงให้คนตระกูลฉินเห็นถึงความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างสามีภรรยา แต่พอเหลียวกลับไปดู มีเพียงเสี่ยวฉานที่ยืนอยู่หน้าประตูเตรียมเปลี่ยนน้ำ ส่วนฉินซื่อหยวนกับผู้อื่นมิได้ตามเข้ามาในเวลานั้น ระหว่างที่เขาคิดไปมา ถานเอ๋อร์ก็ดึงมือเขาจุ่มลงในอ่างน้ำ แล้วหยิบสบู่ดอกกุ้ยฮวาที่วางอยู่ข้างๆ มาล้างมือให้ ล้างเสร็จหนึ่งรอบก็เปลี่ยนน้ำ ล้างอยู่อย่างนี้หลายครา นางนอกจากล้างให้เขาแล้ว ยังล้างมือตนเองอยู่หลายครั้งด้วย
หนิงอี้ขมวดคิ้วถามอยู่หลายรอบ กระทั่งเห็นถานเอ๋อร์ขมวดคิ้วอย่างลำบากใจ “นั่น...นั่นคือศีรษะมนุษย์ ดูแล้วน่าหวาดกลัว…”
“อืม”
ถ่นเอ๋อร์เม้มปาก “ท่านใช้มือจับของพรรค์นั้น คืนนี้หากมาสัมผัสกายข้า ข้า...ย่อมรู้สึกขนลุกไม่หาย…”
“เอ่อ...แล้วไยต้องล้างให้ข้าเองเล่า?”
การเอ่ยถ้อยคำทำนองว่าถูกมือสามีสัมผัสร่างกายในเรือนผู้อื่นทำให้แก้มถานเอ๋อร์แดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย แต่นางก็ยังคงก้มหน้า “ล้างเช่นนี้แล้ว ข้าก็รู้ว่ามือตนเองสะอาดด้วย เมื่อมีการเตรียมใจไว้ คืนนี้ก็จะไม่กลัวอีก…”
หนิงอี้ชะงักไปเล็กน้อย แต่แล้วก็หัวเราะออกมา นิสัยซูถานเอ๋อร์กับสตรีทั่วไปย่อมต่างกัน หากเขาล้างเอง แม้จะล้างกี่ครา นางก็คงรู้สึกว่ามือเขายังไม่สะอาด เป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้ นางจำต้องก้าวข้ามกำแพงใจนี้โดยการดึงเขามาล้างด้วยกัน ใช้น้ำหนึ่งอ่างร่วมกัน เช่นนั้นนางก็ไม่ต่างอะไรจากเขาอีกแล้ว ใจก็พ้นเคราะห์ขวากนี้ไป หนิงอี้มองดูนิ้วเรียวงามที่ยังล้างซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ในน้ำเพื่อให้เขาสะอาดก็พลันรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา
ครั้นล้างอยู่หลายรอบจึงถือว่าเพียงพอ ถึงตอนนั้นฉินเส้าเหอกับฉินเส้าเฉียนสองพี่น้องก็หัวเราะพลางเดินเข้ามา เมื่อทักทายกันแล้ว ฉินเส้าเฉียนก็ตบไหล่หนิงอี้อย่างแรงพลางหัวเราะ “เมื่อครู่ต้องขออภัยจริงๆ แต่น้องหนิงช่างเป็นบุรุษกล้าหาญ ข้าไม่เคยเห็นบัณฑิตอ่อนแอผู้ใดจะคว้าศีรษะคนไว้ได้โดยไม่สะทกสะท้านเช่นท่าน แต่ก็ช่างเถิด ศีรษะนั้นเป็นของเหลียว เราก็มองเป็นหัวสุนัขก็แล้วกัน ฮ่าๆ”
“เพียงฝืนทนไว้เท่านั้น”หนิงอี้ยกมือคารวะยิ้มตอบ “เพียงแต่เมื่อครู่ท่านพี่ฉินกล่าวว่าพวกนั้นถูกชาวบ้านล้อมจนตาย เกรงว่าจะไม่จริงนักกระมัง”
เขาในใจก็มิได้แน่ใจ เพียงดูท่าทีของฉินเส้าเฉียนก่อนหลังจึงลองหยั่งถาม ผลก็เป็นดังคาด ฉินเส้าเฉียนหัวเราะลั่นขึ้นมา ฉินเส้าเหอก็หัวเราะด้วย “บิดาบอกว่าหลี่เหิงตาดี เห็นทีจะจริง เจ้าเด็กคนนี้ดููเถิด สิบปากว่าก็ยังเป็นเด็กที่เล่นดาบ วันนี้ได้ใช้จริงแล้ว” ฮินเส้าเหออายุใกล้สี่สิบ ส่วนฉินเส้าเฉียนเพิ่งสามสิบกว่า แต่เขายังคงเรียกว่าน้องชายว่าเจ้าเด็กคนนี้ ก็พอให้เห็นความสนิทสนมของสองพี่น้องตระกูลฉิน
ฉินเส้าเฉียนหัวเราะแล้วเบ้ปาก “เฮอะ ก็ดีที่มันตายด้วยมือข้า มิฉะนั้นวันหน้าหากมีโอกาส ข้าจะบุกเหลียว ฆ่าล้างโคตรมันทั้งตระกูล” พอเอ่ยประโยคนี้ สีหน้าเขาก็เริ่มโหดเหี้ยมขึ้น ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ก็คล้ายคลึงกับใหน้าของผู้อาวุโสฉิน แต่เพียงชั่วพริบตา ท่าทางก็เปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวทันที เพราะถูกพี่ชายตบไหล่ชมเชยอยู่สองสามครา เหมือนจะถูกตบโดนแผลเข้าก็ว่าได้
“เป็นอะไร?” ฉินเส้าเหอถามอย่างสงสัย
“พะ...พี่ใหญ่...ข้างหลังมีแผล…” ฉินเส้าเฉียนสูดลมหายใจอย่างเจ็บปวด แล้วยกมือชี้ไปที่บ่าตนเอง ฉินเส้าเหอยกปกเสื้อขึ้นดู “บาดเจ็บหนักหรือไม่ เจ้า…”
“อย่า...อย่าบอกท่านแม่...อย่าบอกท่านแม่…” ชายหนวดเคราฉินเส้าเฉียนทนเจ็บโบกมือพรืดพลางกระซิบ “ตอนนั้นมีข้ากับเสี่ยวหู่สองคน ฆ่าสุนัขเหลียวพวกนี้ยากนัก ข้าจึงถูกฟันที่หลังหนึ่งคมถึงจะฆ่ามันได้สามคน...โอ๊ยๆๆ คุ้มแล้ว แต่เจ็บจริงๆ อย่าให้ท่านแม่รู้เลย ข้าไม่กล้าใช้ยาหนักๆ กลัวกลิ่นยาโชยออกมา น้องหนิงก็ช่วยปิดบังให้ด้วย ข้ากลัวที่สุดก็ท่านแม่ร้องไห้…”
ฉินเส้าหอขมวดคิ้ว “เจ็บถึงเพียงนี้ ต้องพักรักษาที่บ้านหลายวัน จะปิดท่านแม่ได้หรือ?”
“"เพียง...เพียงฝืนทนไว้เท่านั้น…”
เมื่อครู่คำนี้หนิงอี้เป็นผู้กล่าว บัดนี้ฉินเส้าเฉียนพูดพลางกัดฟัน ทำให้ทุกคนในห้องหัวเราะออกมา แต่ในรอยยิ้มก็แฝงด้วยความนับถือ หนิงอี้นึกขึ้นได้ว่าที่บ้านยังมียาที่ลู่หงถีทิ้งไว้ รักษาบาดแผลภายนอกได้ดี อีกทั้งกลิ่นยาไม่แรงนัก จึงบอกว่าจะให้คนส่งมาที่นี่ในคืนนี้ ฉินเส้าเฉียนเป็นคนอารมณ์เปิดเผย ยิ่งแสดงความซาบซึ้ง
จากนั้นทุกคนก็พากันเดินไปยังห้องโถงใหญ่ เดินไปได้ครึ่งทางก็เห็นอวิ๋นเหนียงเดินออกมาพร้อมสตรีสองนาง ถือถาดสิ่งของมาด้วย ฉินเส้าเหอกับฉินเส้าเฉียนต่างเรียกว่าแม่รองอวิ๋นเห็นได้ชัดว่าพวกเขามีความสนิทกับอนุภรรยาของผู้อาวุโสฉินผู้นี้ไม่น้อย เพียงแต่เมื่อหนิงอี้เห็นหญิงสองคนนั้นกลับแปลกใจ คนหนึ่งคือเนี่ยอวิ๋นจู อีกคนคือเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ งานเลี้ยงครานี้ตระกูลฉินตั้งใจจะขอบคุณ หนิงอี้ก็รู้ว่าอวิ๋นจูกับตระกูลฉินสนิทสนมกันอยู่แล้ว แต่มิเคยรู้ว่าจะเชิญมาด้วย ครั้นเห็นพวกนางกำลังช่วยเตรียมงานเลี้ยงราวกับเป็นคนในเรือนก็ทำให้เขาแปลกใจอยู่บ้าง
อวิ๋นเหนียงคงยังมีธุระ จึงแนะนำคร่าวๆ แล้วพาทั้งหมดไปยังเรือนหลัง ถนนเอ๋อร์ย่อมจำเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ได้ แต่เมื่ออยู่ในบ้านผู้อื่นก็มิได้แสดงความใคร่รู้ ส่วนอวิ๋นจูเมื่อเห็นพวกเขาก็เหมือนรู้อยู่ก่อนแล้วว่าหนิงอี้จะมา อาศัยจังหวะที่ถานเอ๋อร์มิได้สังเกต แอบส่งยิ้มคมคายปนขี้เล่นให้หนิงอี้หนึ่งที แล้วก็ทำความเคารพอย่างสง่างามเดินไปด้านหลัง
ครั้นพวกเขาเข้าไปถึงห้องโถง พูดคุยกับผู้อาวุโสฉินอยู่ไม่กี่คำ อวิ๋นจูกับพวกก็กลับมาอีกครา หนิงอี้เห็นฉินซื่อหยวนมีรอยยิ้มแปลกๆ ที่มุมปากอยู่ครู่หนึ่ง หนิงอี้เองก็นึกจนใจ เพราะผู้อาวุโสรู้อยู่แล้วถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอวิ๋นจู รวมถึงความทุกข์ใจที่แฝงอยู่ เดิมก็เคยล้อว่าเขาเป็นคนคิดมากเกินไป แต่ผู้อาวุโสเองก็ชอบอวิ๋นจูอยู่บ้าง งานเลี้ยงเรียบง่ายครั้งนี้จึงคล้ายดั่งกลศึกที่ผู้อาวุโสหยิบขึ้นมาลงหมากหมากอีกที
โดยปกติเมื่อแข่งหมากล้อม หนิงอี้มักเดินหมากแปลกใหม่บ้าง รุกหนักบ้าง เล่นด้วยท่วงท่าชัดเจน แต่ผู้อาวุโสเดินหมากมั่นคงราบเรียบ มักยึดสายกลาง ครานี้เพียงวางหมากหนึ่งเม็ด กลับทำให้หนิงอี้รู้สึกถึงแรงกดดันที่มิอาจหลบได้ อีกทั้งยังเป็นไปอย่างราบรื่นกลมกลืน ราวกับสายฝนรดต้องดิน ไม่อาจทำให้ผู้ใดขุ่นเคืองได้เลย
………………….