- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- บทที่ 179 ศาลเจ้าภูเขา (ตอนต้น)
บทที่ 179 ศาลเจ้าภูเขา (ตอนต้น)
บทที่ 179 ศาลเจ้าภูเขา (ตอนต้น)
บทที่ 179 ศาลเจ้าภูเขา (ตอนต้น)
แสงตะเกียงพลิ้วไหวไปมา งานเลี้ยงสุราอันไม่หรูหรานักได้ดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้ว เมื่อเห็นว่าน้ำมันตะเกียงเริ่มจะหมด เสี่ยวฉานก็เดินมาเติมน้ำมันอีกเล็กน้อย แล้วจัดไส้ตะเกียงใหม่ให้แสงสว่างชัดเจนขึ้น
แม้แขกสองคนในงานเลี้ยงจะมีอายุห่างกันเกือบหนึ่งรอบ แต่เมื่อได้สนทนากันกลับรู้สึกว่าถูกคอกันไม่น้อย ฉินเส้าเหอหาใช่บัณฑิตหัวเก่าอะไร ความเห็นและทัศนะในหลายเรื่องไม่แพ้บิดาของเขาเลย หลังจากกล่าวขอบคุณแล้ว สิ่งแรกที่เขาหยิบยกขึ้นมากล่าว ก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างการบรรเทาทุกข์เมื่อปีที่แล้ว
เขาอิงจากแนวทางการบรรเทาทุกข์ในหนังสือเล่มเล็กของหนิงอี้เป็นหลัก แต่ในเหตุการณ์ลักษณะนี้ มักมีเรื่องพลิกผันหลากหลาย ฉินเส้าเหอจึงใช้วิจารณญาณของตนปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์ และในครั้งนี้ เมื่อกลับมาแล้วก็ได้นำข้อสงสัยต่าง ๆ มาแลกเปลี่ยนกับหนิงอี้อย่างละเอียด
เขามีท่าทีจริงใจ ไม่เสแสร้ง หนิงอี้เองตอนเขียนหนังสือนั้นก็อิงจากประสบการณ์เรื่องกลยุทธ์การบรรเทาทุกข์และการบริหารคนที่เคยอ่านพบมาก่อน คราวนี้ฉินเส้าเหอมีประสบการณ์จริง จึงเข้าใจรายละเอียดมากกว่า หนิงอี้จึงแลกเปลี่ยนเพียงในส่วนของประสบการณ์ของตน และถามไถ่สถานการณ์ภัยพิบัติในครั้งนั้น ทั้งหมดนี้นับว่าเป็น “เรื่องจริงจัง”
นอกเหนือจากเรื่องจริงจังแล้ว ก็คือบทสนทนาทั่วไปเรื่องฟ้าดิน เขาได้ยินข่าวลือหลายอย่างระหว่างที่กลับมาเจียงหนิง ครั้งหนึ่งเขายิ้มพลางเอ่ยว่า
“ข้าได้ยินมานานว่าเจ้ามีพรสวรรค์ล้ำเลิศ คราวนี้กลับเจียงหนิงก็ได้ยินว่า หลี่ซือซือก็มาที่นี่ด้วย ได้ยินว่าเจ้าจะช่วยเชิดชูวงการวรรณกรรมของเจียงหนิงอีกครั้ง เกรงว่าคงจะมีผลงานใหม่ออกมาอีกแล้ว จริงหรือไม่?”
“มีคนมาขอร้องอยู่ครั้งหนึ่ง ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันนัก แต่ปฏิเสธก็ไม่ดีนัก อย่างไรก็มีคนมีฝีมือมากมายในเจียงหนิง คงไม่ต้องถึงคราวข้าต้องอวดดีให้ขายหน้าได้ยินมาว่าหลี่ซือซือนั้นงดงามเกินใคร เรื่องนี้หากไปล่วงเกินหญิงงาม ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย…”
คำพูดนี้เขาเคยพูดกับปู้หยางอี้มาก่อน พอมาถึงตอนนี้ฉินเส้าเหอก็หัวเราะออกมา
“ล้อเล่นแล้วกระมัง แต่หากเจ้าสนใจหลี่ซือซือจริง ๆ วันหน้าพวกเราอาจจะได้พบหน้านางก็ได้นะ”
“พี่ฉินรู้จักด้วยหรือ?”
“ไม่รู้จัก ข้าไม่ได้กลับไปเปี้ยนจิงมาหลายปีแล้ว บางครั้งกลับไปก็แค่ผ่าน ๆ ไม่รู้ว่าเปี้ยนจิงมีหญิงงามคนใดในช่วงนี้ เพียงแต่ข้ารู้จักแม่หลี่แห่งหอเหวินฟาน ถ้านางมาเอง การจะพบหลี่ซือซือคงไม่ใช่ปัญหา…”
หนิงอี้ยิ้มพยักหน้า “ที่แท้พี่ฉินก็สนิทกับแม่หลี่ พูดถึงเรื่องวัยก็พอเหมาะกันดีอยู่หรอก…”
ฉินเส้าเหอกำลังยกสุราขึ้นดื่ม เขาโดยปกติแล้วมักเคร่งขรึม พอได้ยินดังนั้นแทบจะพ่นสุราออกมา นั่งหัวเราะอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้าว่า
“เมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ถือเป็นสาวงาม…บิดาข้าเคยเป็นขุนนางที่เปี้ยนจิง เจ้าก็รู้ ตอนนั้นข้าเคยไปหอเหวงินฟานอยู่หลายครั้ง ที่จริงส่วนมากเพราะพี่รองเจ้า ข้าเองแค่ตามไปลากเขากลับบ้านเท่านั้นเอง เขาตอนนั้นเที่ยวเสเพลทั่วเปี้ยนจิง หลงใหลหญิงงามไปทั่ว เป็นตัวป่วนประจำเมือง วัน ๆ เอาแต่ไปหอเหวินฟาน ข้าต้องไปลากเขากลับมา พอกลับบ้านก็โดนตีโดนดุเสียทุกครั้ง เพราะอย่างนั้นก็เลยคุ้นเคยกับแม่หลี่บ้าง อย่างน้อยก็ยังพอมีหน้าตาอยู่บ้าง…ว่าแต่ ได้ยินว่าเจ้าสนใจในเรื่องวรยุทธ์ใช่หรือไม่?”
“อืม?”
“เส้าฉียนตอนนั้นก็เป็นแบบนี้ สนใจในคุณธรรมแห่งจอมยุทธ์ ชอบการต่อสู้ มักจะไปประลองฝีมือกับนักสู้ครูมวยทั้งหลาย กลับมาบ้านก็เต็มไปด้วยบาดแผล สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าสู่กองทัพก็เพราะเหตุนี้”
“ข้าไม่เคยได้ยินท่านอาฉินพูดถึงเรื่องนี้เลย”
“ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนักหรอก มีแค่พละกำลังล้วน ๆ เดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ข้าแค่รู้ว่าเขามีผลงานด้านการทหารอยู่ไม่น้อย เลื่อนตำแหน่งเร็วใช้ได้ แต่เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับฝีมือการต่อสู้เท่าไหร่ เขาไม่ค่อยพูดถึง กลัวว่ามารดาจะเป็นห่วง ตอนนี้ประจำการอยู่ที่ซื่อโจว ได้ข่าวเร็วกว่าข้า เดิมทีควรกลับถึงก่อนข้า แต่ก็ไม่รู้มัวติดเรื่องอะไร วันนี้ก็ยังไม่กลับมา หากได้เจอกัน เจ้ากับเขาคงเข้ากันได้ดีแน่”
เมื่อพูดถึงฉินเส้าฉียนได้ครู่หนึ่ง เสี่ยวฉานก็ออกไปเอาน้ำชา ตอนนั้นเอง ฉินเส้าเหอจึงลดเสียงลงเล็กน้อย
“แล้วเจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องลอบสังหารและสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาภายหลัง?”
หนิงอี้มองเขาครู่หนึ่ง ยกถ้วยสุราขึ้นแล้วหยุดนิ่ง
“พี่ฉินกลับมา คงเพราะต้องการสืบเรื่องนี้สินะ?”
“เจ้าช่างเฉียบแหลมจริง ๆ เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าคุยกับบิดา ท่านก็บอกว่า บางเรื่องเจ้าย่อมเดาได้แน่นอน…”
“ข้าคิดออกไม่มากนัก แค่คิดว่า ท่านอาฉินคงจงใจปล่อยตัวมือสังหารไปเท่านั้น”
ฉินเส้าหอจ้องมองเขาอยู่พักใหญ่ จึงพยักหน้าเบา ๆ และถอนหายใจ
“จะว่าไปก็ไม่ถึงกับจงใจเสียทีเดียว ท่านอาคังก็เพียงแค่ตั้งใจเปิดช่องไว้บางส่วน เดิมทีแค่อยากจะล่อปลาออกจากรู ใครจะคิดว่าปลาตัวใหญ่มากจนแหขาด พวกมันจึงพาผู้ต้องหาหนีไปได้จริง ๆ บิดาข้า…คงคาดการณ์ไว้บ้าง แต่พอเห็นจริง ๆ ก็ยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ จริง ๆ แล้ว อิทธิพลในเจียงหนิงยังคงเป็นของท่านอาคังอย่างไม่ต้องสงสัย แม้แต่จวนอ๋องเองก็คงจะไม่สะอาดเท่าไหร่”
“การค้าระหว่างอู่กับเหลียวดำเนินมาร่วมร้อยปี ผลประโยชน์พันกันยุ่งเหยิง แม้แต่ในตระกูลซูที่ข้าอยู่ หากสืบไปหลายชั้นก็ยังมีความเกี่ยวข้องกับพวกเหลียวอยู่ ไม่ใช่ความผิดของใครหรอก แม้ไม่ดู ก็พอเดาได้ว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าได้เห็นจริง ๆ ก็ไม่ต้องแปลกใจนัก”
“ก็แค่รู้สึกใจหายอยู่บ้างเท่านั้น”
แม้บทสนทนาของทั้งสองจะดูไม่มีจุดเริ่มชัดเจน แต่แท้จริงแล้วก็คือการพูดถึงเหตุการณ์หลังการลอบสังหาร ทั้งที่เจียงหนิงถือเป็นฐานที่มั่นของราชวงศ์อู่ อีกทั้งยังมีคังเสียนเป็นมือมืดที่อยู่เบื้องหลัง จะปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามชิงตัวผู้ร้ายที่บาดเจ็บและมีการคุมเข้มไปได้ง่าย ๆ อย่างไรได้ เดิมทีคังเสียนตั้งใจจะทดสอบว่าฝ่ายตรงข้ามยังมีพลังหลงเหลืออยู่หรือไม่ จึงแกล้งคลายการป้องกันลงบ้าง แต่ไม่คาดว่าปลาจะใหญ่เกินไป แผนกลับกลายเป็นจริงจนถูกแย่งตัวไปได้ และจากท่าทีของฉินเส้าเหอ ทำให้เดาได้ว่ามีเครือข่ายที่สนับสนุนเหลียวแทรกซึมอยู่แน่นอน และเครือข่ายนั้นคงเกี่ยวพันกว้างขวาง จนถึงตอนนี้คังเสียนยังไม่อาจลงมือได้
เมื่อเสี่ยวฉานกลับเข้ามา ทั้งสองก็ชนถ้วยเปลี่ยนเรื่องพูดคุย อย่างไรก็ตาม ท่าทีของฉินเส้าเหอต่อหนิงอี้ก็ดูเปลี่ยนไปจากก่อนหน้า เดิมทีเขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดา แม้จะเคยได้ยินจากบิดาและเห็นหลักฐานบางส่วน แต่ก็ยังไม่เคยสัมผัสด้วยตนเอง กระทั่งได้สนทนาในคืนนี้ เขาในฐานะขุนนางระดับเจ้าเมือง จึงเริ่มรู้สึกยอมรับในตัวหนิงอี้อย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
ในยามค่ำคืนอันสว่างไสวด้วยแสงตะเกียงทั่วเมืองเจียงหนิง หากไปทางเหนือของแม่น้ำฉินหวย ห่างออกไปหลายร้อยลี้ ระหว่างเทือกเขาที่อยู่ใต้เมืองสวีโจว ก็กำลังมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น
ท่ามกลางหุบเขารกร้างที่ห่างไกลผู้คน พื้นที่รอบ ๆ ถูกปกคลุมด้วยผืนป่าอันมืดมิด แสงจันทร์สาดผ่านช่องว่างของกิ่งไม้ให้ความสลัวและน่าหวาดหวั่น ในป่ามีแสงไฟลุกโชนขึ้น นั่นคือศาลเจ้าภูเขาเก่าแก่ที่ผุพังหลังหนึ่ง
มีนักเดินทางสี่คนกำลังพักอยู่ในศาลเจ้านั้น
ทั้งหมดเป็นบุรุษ สามคนรูปร่างสูงใหญ่ อีกคนหนึ่งผอมสูง ในจำนวนนั้น มีคนหนึ่งตาบอดข้างหนึ่ง ศีรษะพันแผลด้วยผ้าพันแผล ร่างกายกำยำล่ำสัน อีกคนหนึ่งสูงกว่าบุรุษนั้นเล็กน้อย ผิวดำคล้ำจากแดด แถมบนใบหน้ายังมีรอยแผลจากคมดาบนับห้าหกแห่ง รอยแผลเหล่านั้นยังลากยาวไปทั่วร่างของเขา ที่หน้าผากมีห่วงเหล็กคาดอยู่ ดูคล้ายอารามเถระผู้ไว้ผม เพียงแต่ผมของเขายุ่งเหยิงเกินบรรยาย เขานั่งยอง ๆ อยู่ตรงนั้น ราวกับสัตว์ร้ายตัวเขื่องที่หมอบซ่อนอยู่ ทุกคนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายดุดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
ชายที่ถูกพวกเขาสามคนพามาด้วยนั้น พันแผลอยู่เต็มตัว เขายังไม่หายดีจากบาดแผล นอนอยู่ในกองฟางตรงมุมศาลเจ้า มองเปลวไฟด้วยแววตาเหม่อลอย บนกองไฟนั้น มีหม้อข้าวต้มกำลังเดือดอยู่ใกล้สุก
ทั้งสี่คนนี้ก็คือผู้ที่ร่วมแผนลอบสังหารในเจียงหนิง หนึ่งในนั้นคือชายหน้าบากที่เข้ามาร่วมภายหลังระหว่างชิงตัว ตอนหนีออกจากเจียงหนิง พวกเขาเผชิญแรงไล่ล่าจากคังเสียนซึ่งมีกำลังสนับสนุนไม่น้อย ระหว่างทางยังถูกซุ่มโจมตีอีกหลายครั้ง แต่ด้วยฝีมือยุทธ์อันร้ายกาจของชายหน้าดำและความชำนาญของทั้งกลุ่ม ทำให้หลบหนีมาได้จนถึงที่นี่ และตลอดสองสามวันที่ผ่านมาก็ไม่ถูกรบกวนอีก
ทว่า การซุ่มโจมตีครั้งใหม่ กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง
จากในป่ามืดมิด สายตาสี่คู่กำลังจับจ้องมายังศาลเจ้า
“…ข่าวที่ได้รับไม่น่าจะผิด คนที่นอนอยู่น่าจะมาจากกองทัพทางเหนือ แม้มีแผล แต่ไม่น่าหนักพอจะลดความสามารถในการสู้รบ คนที่ตาบอดนั่นดูจะจัดการง่ายหน่อย ผอมสูงนั่นยังนับว่าสู้ได้เต็มกำลัง…สองคนนี้พอว่าไป แต่คนที่อยู่ข้างกองไฟนั่น กลับต่างออกไป กลิ่นอายมั่นคงดั่งหุบเหวและขุนเขา เปลวไฟขยับตามลมหายใจเขา หมอนี่ฝึกเคล็ดกำลังภายในชั้นสูงมาแน่นอน แถมยังผ่านการฆ่าฟันมามาก คงจัดการได้ยากมาก”
ลมยามค่ำพัดผ่านต้นไม้ เสียงนกกลางคืนเป็นระยะ หรือเสียงสัตว์เดินผ่านใต้พงหญ้า ทำให้ความเงียบสงัดยิ่งลึกซึ้ง
“…หึ พวกมันกล้าย้อนกลับไปเจียงหนิง ฆ่าบิดาข้า…เช่นนั้น ข้าจะยอมปล่อยผ่านได้อย่างไร”
“จะลองเลยไหม?”
“…แค้นของบิดา…จะต้องรอถึงพรุ่งนี้เช้ารึ?”
---
สายลมพัดจากป่าภายนอกเข้ามา ทำให้เปลวไฟพลิ้วไหว ชายร่างยักษ์ที่มีดาบฟันปลาขนาดใหญ่บนหลังค่อย ๆ ลุกขึ้นจากกองไฟ มองออกไปยังความมืดสนิทด้านนอก
ครู่หนึ่ง เสียงหนึ่งดังมาจากอีกฝั่งของศาลเจ้า ตามด้วยเสียงร้องครวญของสัตว์ตัวหนึ่ง คนผอมสูงกับชายหน้าดำตาบอดลุกขึ้นทันทีคว้าอาวุธขึ้นมา เตรียมพร้อม แต่พอได้ยินเสียง ก็ผ่อนลมหายใจเล็กน้อย พวกเขารู้ดีว่าเป็นเสียงหมาป่า มันคงเดินเข้ากับกับดักที่วางไว้ในป่า
ถึงแม้จะเป็นคนที่ช่ำชองกับชีวิตในป่า แต่เสียงกับดักถูกกระตุ้นมักทำให้เกิดความตื่นตัวอยู่เสมอ ฉะนั้น แม้ทุกคนจะรู้สถานการณ์ดี แต่ก็ต้องมีคนใดคนหนึ่งเอ่ยคำออกมาเป็นคนแรก คนผอมสูงจึงเอ่ยว่า “มี…”
คำว่า “หมาป่า” ยังไม่ทันหลุดจากปาก...
ในชั่วพริบตาที่อารมณ์เริ่มผ่อนคลาย อากาศพลันถูกบีบอัดจนแน่นหนาอย่างฉับพลัน!
“ฟ้าววว!” เสียงแหวกอากาศดั่งสายฟ้าฟาด มีดดาบเล่มยาวหนึ่งเล่มพุ่งทะลุอากาศจากหน้าประตูศาลเจ้าเข้ามา ด้วยแรงเหวี่ยงสูงสุดราวกับสายฟ้าฟาดใส่กลางดึก
เสียงหลายเสียงดังขึ้นพร้อมกันในชั่วพริบตา
“ฟู่”
“อ๊าก”
“ปัง”
เสียงลมพุ่งเข้ามาภายใน ดาบเล่มนั้นถูกชายหน้าดำคว้าฟาดออกด้วยเสียงคำราม พวกเขาใช้ปลอกเหล็กที่ข้อมือปัดกับคมดาบจนเกิดประกายไฟสะท้อนออกมา ดาบนั้นพุ่งทะยานสู่หลังคาศาลเจ้า จุดกองไฟตรงกลางพลันลุกโหม แสงสว่างสั่นไหวและหมุนวน ในศาลเจ้าที่มืดมิดนั้น ฝุ่นผงและแรงลมประหนึ่งพาเอาร่างเงาดำสายหนึ่งทะยานพุ่งเข้ามา
ชายผิวดำหันตัวไปทันที เสียงกระทบดังปัง ๆ ๆ ๆ รวดเร็วและถี่ยิบ แสงไฟในศาลเจ้าพลันหรี่ลง เงาบนผนังเผยให้เห็นเงาสองสายกำลังปะทะกันอย่างรุนแรง ผู้ที่บุกเข้ามาอาศัยจังหวะบุกทะลวงเต็มพลัง ปะทะหมัดกับชายหน้าดำสี่ครั้งติดกันจนอีกฝ่ายผงะถอยไปหนึ่งก้าว
ขณะที่คนอื่น ๆ เริ่มตั้งตัวได้ ชายหน้าดำก็ถูกดันถอยหลังเปิดช่องว่าง ผู้บุกรุกเบี่ยงตัวกะทันหัน ก่อนจะพุ่งเข้าหาด้วยท่าที่ระเบิดพลังเต็มพิกัด!
นั่นคือหนึ่งในท่าไม้ตายอันดุดันของหมัดป้าจื่อโบราณพุ่งชนแนบภูผา!
…………………..