- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 178 ร่างภาพ (ตอนจบ)
ตอนที่ 178 ร่างภาพ (ตอนจบ)
ตอนที่ 178 ร่างภาพ (ตอนจบ)
ตอนที่ 178 ร่างภาพ (ตอนจบ)
“อืม ข้าเพียงเจอคนที่เคยรู้จักเมื่อก่อน…”
ยามอาทิตย์อัสดงสาดแสงเข้ามาจากนอกหน้าต่าง ในห้องที่อยู่ริมแม่น้ำ หญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่หน้าตั่งเล็กนั้นชะงักมือที่ถือพู่กันเพียงเล็กน้อย แล้วจึงลงมือวาดต่อ
เมื่อหลายปีก่อน นางเคยให้เด็กที่ตนเลี้ยงดูอยู่ไปฝึกฝนดนตรีและศิลปะในตรอกแห่งหนึ่งเป็นเวลาสองปี ดังนั้นหลี่อวิ๋นจึงพอมีความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่นั้นอยู่บ้าง เมื่อได้ยินว่าพูดถึงคนรู้จักเก่า นางจึงนึกถึงอวี๋เหอจงขึ้นมาและขมวดคิ้วถามว่า “คนที่เคยรู้จัก? ใครกัน?”
“เมื่อก่อนเขาอาศัยอยู่กลางตรอก เป็นเด็กที่วัน ๆ เอาแต่เรียนหนังสือ บิดาของเขาเป็นบัณฑิตจอมเถียง มักทะเลาะกับคนในครอบครัวอยู่เสมอ ตอนนี้ข้านึกออกแล้วว่าแซ่หนิง…”
“โอ้” แม่หลี่ฟังแล้วก็จำได้ “เด็กคนนั้นไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไร วัน ๆ เอาแต่โดนด่าจนเหมือนโง่ไปเลย ตอนพวกเราจะย้ายออก ข้าจำได้ว่าบิดาของเขาก็เสียไปแล้ว เขายังอาศัยอยู่ที่นั่นอีกหรือ? แล้วเจ้าจำเขาได้อย่างไร?”
“จำไม่ได้หรอก เขาเปลี่ยนไปมาก แต่ข้าเห็นเขานั่งอยู่หน้าประตูบ้านถือหนังสืออยู่เล่มหนึ่งก็เลยเข้าไปถาม แล้วถึงได้รู้ว่าเป็นเขา” หญิงสาวพูดพลางมองภาพวาดบนกระดาษ มือขยับพู่กันแต้มไปเบา ๆ ราวกับจะถ่ายทอดตรอกนั้นที่นางไปมาในวันนี้ออกมาได้อย่างชัดเจน ลายเส้นของนางอ่อนช้อย งดงาม ใสสะอาด และโน้มไปทางลายเส้นแนวเหมือนจริง แม้ว่าในด้านศิลปะภาพเขียนจีนจะแตกต่างกันไป แต่วิชาภาพวาดของนางก็คงไม่ถึงขั้นยอดฝีมือ น่าจะเป็นการฝึกฝนด้วยตนเองโดยไม่มีใครสั่งสอน แต่ถึงกระนั้น ก็พิสูจน์ได้ว่านางมีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อย
เพียงแต่แม้ภาพตรอกจะดูสะอาดเรียบร้อย แต่คนในภาพที่กำลังพูดกันอยู่สามคน กลับมีคนหนึ่งที่วาดไว้ค่อนข้างเลือนราง เพียงขีดเส้นไม่กี่เส้นดูไม่ออกว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ “เขาพูดจาไม่เหมือนกับเด็กคนนั้นที่เมื่อก่อนเอาแต่นั่งหน้าบ้านอ่านหนังสือเลย แต่พอข้าคิดให้ดีอีกครั้งก็ไม่รู้ว่าต่างกันตรงไหน อาจเป็นข้าที่คิดผิด วันนี้ที่นั่นก็มีแต่พี่ใหญ่อวี๋พูดอยู่ เขาแทบไม่ได้พูดอะไรเลย…”
แม่หลี่ฟังแล้วก็ตกใจเล็กน้อย “ซือซือ เจ้าอย่าบอกนะว่า...นึกถึงความหลังอะไรขึ้นมาอีกแล้ว…”
หญิงสาวยิ้มพลางส่ายหน้า “คนที่รู้จักกันตอนเด็กมีเยอะไป ไหนเลยจะมีเยื่อใยอะไรนัก การได้เจอกันอีกก็ถือเป็นวาสนา ข้าไม่ถึงขั้นจะต้องไปตามหาเขาหรอก...อีกอย่างข้าได้ยินมาว่าเขาแต่งเข้าไปในตระกูลพ่อค้าท้องถิ่น ข้ากับพี่ใหญ่อวี๋คบหากันได้ดี หากข้าไปยุ่งกับเขาอีกก็เหมือนไปสร้างความยุ่งยากให้คนอื่น วันนี้เจอกันครั้งหนึ่ง ต่อไปคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว”
“อย่างนั้นก็ดีแล้ว…” แม่หลี่ลูบหน้าอกอย่างโล่งใจ “อย่าไปข้องเกี่ยวกับพวกที่ไม่คู่ควรกับเจ้าเลย อวี๋เหอจงนั่นน่ะ เจอกันครั้งนี้แม่ถือว่าเคราะห์ร้ายไป วันหน้าจะไม่แสดงท่าทีเย็นชากับเขาอีก หากเขายังตื้ออยู่เรื่อย ๆ แบบนี้ แบบนี้หอเหวินฟานของพวกเราก็กลายเป็นโรงทานกันพอดี...แล้วเจ้าเด็กแซ่หนิงนั้นก็แต่งเข้าตระกูลคนอื่นอย่างที่ว่า...เฮอะ ข้ารู้แต่แรกแล้วว่าเด็กคนนั้นไม่มีทางมีอนาคต ชื่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน วันนี้ที่เจอ ข้าบอกว่าข้าแซ่หวัง เขาก็เลยไม่บอกชื่อจริงของเขา แล้วพี่ใหญ่อวี๋ก็มาพอดี เลยไม่ได้แนะนำอะไรกัน”
“ม่รู้ก็ดีแล้วล่ะ ว่าแต่ ช่วงนี้เจ้ามาอยู่ที่เจียงหนิง ข่าวก็กระจายออกไปให้ลือกันให้วุ่นแน่ แม่ว่าเบื้องหลังต้องมีคนปั่นกระแสแน่นอน แต่ยังไงก็ยังมีบางคนที่ปฏิเสธไม่ได้ ปัดก็ไม่พ้น ข้าว่าเราน่าจะกำหนดวันเลี้ยงรับรองสักวันสองวัน ให้พวกเขาได้เห็นวัฒนธรรมจากเมืองหลวง ส่วนเวลาที่เหลือเจ้าก็จะได้ว่าง ๆ บ้าง แม่จะพาเจ้าออกไปเดินเล่น ผ่อนคลายบ้าง” แม่หลี่ยิ้ม แล้วก็ขมวดคิ้ว “หึ ถ้ามีใครหน้าไม่อายคิดจะใช้เจ้าสร้างชื่อ ก็อย่าไปออมมือ ให้พวกนางได้เห็นฤทธิ์บ้าง”
“ถ้าอย่างนั้นอาจจะต้องมีคนว่าข้าเย่อหยิ่งแล้วละ…” ซือซือเอียงศีรษะครุ่นคิด “อีกอย่าง เจียงหนิงก็เป็นเมืองใหญ่ อาจจะสู้พวกนางไม่ได้ก็ได้”
“เจ้าก็คิดจะทำให้ดีทุกเรื่องไปหมด การเปรียบประลองก็ยังคิดจะเอาใจคนรอบด้าน…”
“ที่เปี้ยนจิงก็เป็นแบบนี้เหมือนกันนะ”
“พวกนางรู้ว่าตัวเองสู้เจ้าไม่ได้ เจ้าทำดีกับพวกนางหน่อย พวกนางก็จะตอบแทนด้วยไมตรี แต่หญิงสาวเจียงหนิงพวกนี้ไม่คิดเช่นนั้น ข้าไปพบหยางซิ่วหงมาแล้ว พูดว่า ปีนี้สาวงามในเจียงหนิงหายไปตั้งครึ่ง เป็นปีที่แย่ที่สุดฉีหลาน หลัวเมี่ยวเมี่ยวก็ไม่เอาไหน หยางซิ่วหงก็ลำบากนะ ปีที่แล้วสาวงามอันดับหนึ่งของนางยังหนีไปอีก ถ้าบอกว่าหนีไปแต่งงานก็พอทำใจได้ แต่กลับไปเปิดหอสุรา! แถมยังจับมือกับสาวที่เคยมีพรสวรรค์ด้านการแสดงอีกคน เปิดร้านอาหารหอสุราด้วยกัน เล่นเอานางโมโหสุด ๆ พวกนางสองคนก็ไม่รู้หรือไรว่าชีวิตมันลำบาก มีคุณชายคอยเอาใจจะรับไปเป็นอนุยังไม่เอา ดันมาเปิดเผยตัวต่อหน้าสาธารณชน…”
วันนี้ไปที่หอจินเฟิง เจอพี่สาวที่รู้จัก พอหยางซิ่วหงพูดขึ้น หลี่อวิ๋นก็อดคิดถึงลูกสาวของตนเองขึ้นมาไม่ได้ ตอนนี้จึงรีบพร่ำสอนกันยกใหญ่ กลัวว่าวันหนึ่งซือซือจะหนีไปแบบนั้นบ้าง แล้วยังไม่มีที่ไปดี ๆ...
ซือซือที่อยู่ข้าง ๆ กลับฟังอย่างสนุกสนาน “พี่สาวทั้งสองคนนี้ก็น่านับถือนะเจ้าคะ”
“นับถืออะไรกัน ซือซือ เจ้าอย่าได้เป็นแบบนั้นเชียวนะ…” จากนั้นนางก็บ่นไม่หยุด
ซือซือพยักหน้า “อืม ข้าจะไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน”
“แม่ก็รู้ว่าเจ้ารู้ดีอยู่แล้วล่ะ ว่าแต่ วันนี้ได้ยินว่าพี่ใหญ่โจวของเจ้ามาหาเจ้านะ เสียดายที่เจ้าไม่อยู่ ถ้าวันพรุ่งนี้เจ้ารู้สึกดีขึ้น ลองไปเดินเล่นกับเขาสักหน่อยดีไหม? เผื่อจะได้ดูว่าพี่ใหญ่โจวของเจ้ามีบทกวีบทใหม่หรือไม่ จะได้...บดขยี้บรรดาบัณฑิตจอมโอหังของเจียงหนิงให้สิ้น!”
น้ำเสียงฟังดูขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ซือซือจึงหัวเราะเบา ๆ “ท่านแม่เป็นอะไรหรือเจ้าคะ? ดูโกรธมากเลย”
“ไม่ได้โกรธอะไรหรอก ก็แค่รู้สึกว่าเจ้ามาที่นี่ก็เพื่อพักผ่อนแท้ ๆ แต่พวกสารเลวนั่นกลับเอาข่าวไปเผยแพร่ให้วุ่น เจียงหนิงพวกนี้ก็ไม่คิดอะไรให้ดีหน่อย บอกว่าเจ้ามาเพื่ออวดเบ่ง แถมยังพูดว่าไม่สนใจเจ้าเลย จะเขียนบทกวีให้แค่ฉีหลาน หลัวเมี่ยวเมี่ยวเท่านั้น เหอะ คิดว่าข้าใส่ใจนักหรือ ถ้าไม่ได้พี่ใหญ่โจวตามมาด้วย เจ้านี่คงโดนรังแกไปแล้ว ทางโน้นยังบอกอีกว่า 'บัณฑิตอันดับหนึ่ง' จะเขียนบทกวีให้ฉีหลาน เพื่อกลบชื่อเสียงของเจ้าเสียด้วยซ้ำ คราวนี้แม้เราจะไม่ได้ตั้งใจแข่งขันกัน แต่ก็ต้องเตรียมตัวไว้ให้พร้อม”
“บัณฑิตอันดับหนึ่งนั่นคือใครกันล่ะ?”
“วรรณกรรมไม่มีอันดับที่หนึ่ง ใคร ๆ ก็พูดกันต่าง ๆ บางคนบอกว่าเป็นเฉากวน บ้างก็ว่าเป็นหลี่ปินซึ่งเขียนกวีก็เก่ง ตอนนี้ไม่อยู่เจียงหนิงแล้ว เมื่อก่อนมีคนชื่อกู่เหยียนเจิ้น เจ้าก็เคยเจอมาก่อนคนหนึ่ง แต่ก็ไม่อยู่แล้วเหมือนกัน…”
หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ “เหมือนจะเคยเจอเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นข้ายังเด็กอยู่เลย”
แม่หลี่คิดแล้วก็ว่า “ยังมีคนพูดถึงคนที่เขียนบท สุ่ยเตี้ยวเกอโถว ชิงอวี้อัน ชื่อหนิงหลี่เหิงด้วยนะ แต่วันนี้ข้าถามหยางซิ่วหงดูแล้ว เขาไม่ค่อยเขียนกลอนในวงวรรณกรรมเจียงหนิง ไม่ค่อยไปงานสังสรรค์ทางวรรณกรรม ดูลึกลับดี ไม่รู้ว่าจะยอมลงมือหรือไม่…”
ระยะทางระหว่างเจียงหนิงกับเปี้ยนจิงก็ยังถือว่าห่างกันอยู่ไม่น้อย บทกวีอย่างสุ่ยเตี้ยวเกอโถว ชิงอวี้อัน และติ้งเฟิงป๋อ นั้นถูกส่งต่อมายังเปี้ยนจิงแล้ว แต่ข้อมูลอื่น ๆ กลับเลือนรางตามการพูดปากต่อปาก หลี่ซือซือเคยร้องบทเหล่านี้มาก่อน และเคยได้ยินข่าวลืออยู่บ้าง แต่ภาพของบุรุษผู้นี้ยังไม่ชัดเจนในความคิด นางจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางยิ้ม
“ได้ยินว่าเขาโดยปกติไม่ค่อยเขียนบทกลอน ไม่ไปร่วมงานวรรณกรรมอะไร หากเขาจะเขียนบทกลอนสักบทเพราะข้า แล้วให้ทุกคนได้อ่านบทกวีดี ๆ ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดีไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ…”
เมื่อครู่ที่นางพูดถึงเรื่องแข่งขันอย่างไม่ใส่ใจ แต่ตอนนี้เมื่อนึกถึงผู้แต่งบทกลอนเหล่านั้น กลับเผยความภูมิใจและมั่นใจออกมาในถ้อยคำที่เปล่งด้วยรอยยิ้ม แล้วจากนั้น ก็เหลือเพียงความคาดหวังต่อบทกวีเท่านั้น
แม่หลี่เข้าใจนิสัยของบุตรีนางดี ซือซือแม้ภายนอกดูไม่ยึดติด แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพราะนางมั่นใจในตนเองจากการหล่อหลอมมาตั้งแต่เยาว์วัย จึงวางท่าได้เช่นนี้ในทุกสถานการณ์ นางหวังว่าหนิงหลี่เหิงจะไม่เข้าร่วมการแข่งขันใด ๆ แต่ปากก็ยังเตือนลูกสาวให้ใกล้ชิดกับจอมกวีโจวผางเหยียน หวังว่าเขาจะช่วยแต่งบทกลอนดี ๆ มาหนึ่งบท เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้การเดินทางครั้งนี้
นางรู้ดีว่าลูกสาวตนมีความสามารถ ถึงยามต้องแสดงฝีมือจริง ทั้งความบริสุทธิ์ งดงาม สง่า และน่ารักย่อมพร้อมจะเผชิญหน้าได้ทุกคน แต่ตัวนิสัยของซือซือเองกลับค่อนข้างช้า ๆ เย็น ๆ เช่น หากวันพรุ่งนี้ให้นางไปขอผลงานจากโจวผางเหยียน นางคงไม่เห็นว่าจำเป็นนัก และหากโจวผางเหยียนมาเอง นางก็แค่ต้อนรับเฉย ๆ ต้องให้แม่พร่ำบอกอยู่หลายรอบ นางถึงจะยอมทำ
ลูกสาวคนนี้เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ใครที่หวังดีต่อนางจริง ๆ และขอให้นางทำสิ่งใด แม้นางจะรู้สึกว่าไม่สำคัญ นางก็จะทำให้เสมอ
ดังนั้น แม้นางจะพูดแปลก ๆ บ้างเป็นบางครั้ง แม่หลี่ก็ยังรักลูกสาวคนนี้อย่างล้นเหลือ แบบนี้แหละถึงจะเรียกว่า ว่านอนสอนง่าย...
ท่ามกลางเสียงพร่ำสอนของแม่หลี่ ในห้องน้อยของเรือน และถนนละแวกนั้นก็เริ่มมีแสงตะเกียงลุกวาวขึ้นแล้ว เรือเล็กที่ลอยผ่านบนผืนน้ำภายนอกหน้าต่างประดับด้วยแสงโคมสีเหลืองนวล แล่นไปเงียบ ๆ ส่วนในเรือนสกุลซูอีกฝั่งหนึ่งของเมืองเจียงหนิง ที่เรือนซึ่งหนิงอี้พักอาศัยอยู่ ก็เริ่มจัดเลี้ยงอาหารค่ำเล็ก ๆ เพื่อรับรองฉินเส้าเหอที่มาเยือนเขาในวันนี้
คุณชายใหญ่ของตระกูลฉินผู้นี้อายุใกล้สี่สิบแล้ว ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมดูหล่อเหลาและสง่างาม แท้จริงแล้วก็ยังแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและอารมณ์ขัน แต่โดยภาพรวมยังคงเปี่ยมด้วยมารยาทของสุภาพบุรุษที่เคร่งขรึม ลักษณะคล้ายกับบิดาของเขายิ่งนัก
ฉินซื่อหยวนเมื่อเข้าสู่วัยหนึ่งแล้ว อีกทั้งยังเคยประสบเรื่องราวหลากหลายและออกจากวงราชการ เวลาติดต่อกับหนิงอี้จึงมักมีอารมณ์ขัน แต่หากย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีก่อน เกรงว่าเขาก็คงมีลักษณะท่าทีเช่นเดียวกับฉินเส้าเหอในยามนี้
ฉินเส้าเหอทราบถึงความสามารถของน้องชายผู้นี้จากจดหมายของบิดามาก่อน ต่อมาเมื่อเกิดภัยน้ำท่วม เขาในฐานะคนมีความรู้ความสามารถ ก็ได้รับแนวทางการบรรเทาทุกข์ที่บิดาส่งมา หลังจากปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ก็สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นที่สุดขึ้นมาได้ ในการบรรเทาทุกข์เมื่อปีที่แล้ว เขาทำผลงานได้อย่างน่าทึ่ง เดิมทีเขากับน้องชายฉินเส้าเฉียนนั้น เพราะได้รับผลกระทบจากบิดา จึงเลื่อนขั้นได้ยากกว่าผู้อื่น แต่ผลงานครั้งนี้ทำให้ทางการหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเลื่อนตำแหน่งเขาขึ้นเป็นเจ้าเมือง
เขารู้สึกซาบซึ้งในความช่วยเหลือจากหนิงอี้ และในครั้งนี้ หนิงอี้ยังช่วยชีวิตบิดาเขาไว้ หลังจากถามเรื่องราวบางอย่างกับบิดาแล้ว เขาก็มาเยือนจวนซูถึงสองครั้ง และไม่เคยแสดงฐานะความเป็นเจ้าเมืองเลย เพียงปฏิบัติต่อหนิงอี้ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น เมื่อพบกันก็กล่าวขอบคุณเป็นสิ่งแรก
ยามนี้ทั้งสองนั่งกินข้าวเย็นกันในห้องโถงใหญ่ ซูถานเอ๋อร์ออกมาทักทายอยู่สองสามครั้งก่อนจะเข้าไปยังห้องด้านใน ปล่อยให้ฉานเอ๋อร์เป็นผู้รับใช้ที่อยู่ข้างกาย นางรู้ฐานะของฉินเส้าเหอคร่าว ๆ อยู่บ้าง ตอนบ่ายที่หนิงอี้ยังไม่กลับมา และอีกฝ่ายมาในนามส่วนตัว นางจึงไม่อาจเชิญบิดาหรือท่านปู่ให้ออกมาต้อนรับได้ หลังจากทักทายแล้วจึงให้สั่งให้ซิ่งเอ๋อร์รับรอง ส่วนเจวียนเอ๋อร์ก็ออกไปหาคน แต่ในใจก็อดรู้สึกประหม่าไม่ได้ ภายหลังเมื่อหนิงอี้กลับมา นางจึงออกมาพูดคุยกับอีกฝ่ายสักพัก จึงเริ่มรู้สึกเป็นธรรมชาติมากขึ้น เวลานี้แม้นั่งดูบัญชีอยู่ในห้องอย่างสงบ แต่เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะพูดคุยลอยมาจากด้านนอก ก็อดรู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจอยู่ลึก ๆ ไม่ได้
นั่นคือเจ้าเมืองเชียวนะ!
ในอดีต ตระกูลซูเคยติดต่อกับขุนนางระดับสูงที่สุดก็แค่เจ้าเมืองเท่านั้น ทุกปีที่ซ่งเหมามาเยี่ยมเยือน ทั้งบ้านก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ซูถานเอ๋อร์ก็รู้ว่าซ่งเหมาโน้มเอียงไปทางสายรอง แม้จะช่วยทางธุรกิจบ้าง แต่ตนก็ไม่อาจฝากความหวังไว้มากนัก ทว่าบัดนี้ เพราะสามีของนาง ทำให้เบื้องหลังของนางก็มีเจ้าเมืองแล้วเช่นกัน
เอ่อ คงต้องบอกว่าเป็นของนาง...กับสามีของนาง
แม้เมื่อไม่กี่วันก่อน สามีจะพูดถึงเรื่องนี้เพียงลอย ๆ ว่า “ได้ยินว่าอีกฝ่ายก็เป็นเจ้าเมือง” น้ำเสียงก็เหมือนไม่ใส่ใจนัก ตอนนั้นนางก็เพียงตกใจเล็กน้อย เพราะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าท่านอาฉินเป็นคนที่ไม่ธรรมดา เมื่อช่วงปีใหม่ก็เคยไปเยือน คิดว่าสามีของตนก็นับว่าเก่งที่สามารถผูกมิตรทางวรรณกรรมกับบุรุษเช่นนี้ได้ ตอนนั้นยังรู้สึกว่าไม่ควรไปยุ่งกับความสัมพันธ์เช่นนั้นให้เปื้อนกลิ่นเงินตรา แต่บ่ายวันนี้ เมื่ออีกฝ่ายมาเยือนถึงบ้าน นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่นางตระหนักถึงความหมายของเรื่องทั้งหมดนี้จริง ๆ
ซูถานเอ๋อร์เป็นคนที่เคยผ่านโลกมาแล้ว แม้จะเคยติดต่อกับขุนนางใหญ่มาบ้าง แต่ก็ล้วนเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ล้วน ๆ ไม่ได้รู้สึกสนิทสนมอะไร คนทั่วไปอาจไม่เข้าใจความปรารถนาในอำนาจและตำแหน่งของคนตระกูลซู พ่อค้าในยุคนี้ยังถือว่าต่ำต้อย ซูอวี้ทุ่มเทอย่างมากเพื่อก่อตั้งสำนักศึกษาหยูซาน ก็เพราะความทะเยอทะยานนี้เช่นกัน ในอดีต ซูถานเอ๋อร์ไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่ซ่งเหมา จึงมองอีกฝ่ายเพียงเป็นร่มเงาชั่วคราวของทั้งตระกูลซูเท่านั้น แต่วันนี้ ท่าทีของฉินเส้าเหอทำให้นางรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ธรรมดาอีกต่อไป
แม้อีกฝ่ายจะไม่เอ่ยถึงฐานะขุนนาง แต่กลับแสดงความจริงใจ บวกกับบุญคุณช่วยชีวิต นั่นหมายความว่าในอนาคตความสัมพันธ์นี้จะกลายเป็นมิตรภาพ หากรักษาไว้ให้ดี อาจจะสานต่อไปถึงลูกหลานเลยก็เป็นได้
เมื่อก่อน ไม่ว่าในแวดวงการค้าจะมีความสำเร็จเพียงใด ต่อให้มีเส้นสายเชื่อมโยงกับขุนนางใหญ่แค่ไหน ตนก็ยังรู้สึกว่าเป็นเพียงพ่อค้าคนหนึ่ง ทำได้มากสุดก็แค่พาตระกูลซูให้กลายเป็นพ่อค้าใหญ่ แต่ความรู้สึกในตอนนี้กลับแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
นางนั่งดูบัญชีอยู่บนโต๊ะอย่างสงบ แต่ใจกลับไม่อาจสงบได้ เจวียนเอ๋อร์กับซิ่งเอ๋อร์ที่อยู่ข้าง ๆ ก็รู้ฐานะของแขกอยู่บ้าง เวลานี้จึงกระซิบว่า “คุณหนู ขุนนางฉินท่านนั้นเป็นเจ้าเมืองของเจียงโจวนะเจ้าคะ คุณชายกับเขาดูสนิทกันมากเลย”
“อืม” ซูถานเอ๋อร์พยักหน้าเบา ๆ อย่างเฉยเมย
“ถ้าคนอื่นรู้ว่าเจ้าเมืองมาบ้านเราแบบนี้ แถมคุณชายยังเคยช่วยชีวิตคนในบ้านเขาไว้ล่ะก็ คนอื่นต้องอิจฉาตายแน่ โดยเฉพาะสายรองนั่น…”
“ห้ามพูดพล่อย” ซูถานเอ๋อร์ถลึงตาใส่พวกนางเบา ๆ “ตกอกตกใจอะไรกัน สามีกับเจ้าเมืองฉินเป็นสหายกันอย่างสุภาพชน ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ถ้าพวกเจ้าทำตัวโอ้อวดที่ข้างนอก ก็จะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเสียหาย เข้าใจหรือยัง?”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“แต่ว่า…” ซูถานเอ๋อร์ใช้ปลายพู่กันแตะริมฝีปาก คิดครู่หนึ่ง “หากจะบอกใบ้ไปยังสายรองบ้างก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ต้องมีขอบเขต อย่าให้คนหาว่าเราโอ้อวดก็พอ”
“ทราบเจ้าค่ะ!” สองสาวใช้หันมามองกันแล้วยิ้ม พูดถึงเรื่องอวดแบบมีขอบเขต นี่แหละของถนัดพวกนางเลย
…………………