- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 177 ร่างภาพ (ต้นตอน)
ตอนที่ 177 ร่างภาพ (ต้นตอน)
ตอนที่ 177 ร่างภาพ (ต้นตอน)
ตอนที่ 177 ร่างภาพ (ต้นตอน)
ดอกท้อผลิดอกต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ กิ่งหลิวลู่ต่ำล้อลม ริมแม่น้ำฉินหวย ข้างตรอกอู๋อี้ ที่นั่นมีบ้านหลังหนึ่งได้ต้อนรับผู้พักอาศัยคนใหม่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ตรอกอู๋อี้แห่งแม่น้ำฉินหวยนั้น เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของเมืองเจียงหนิง ตรอกนี้แม้จะไม่กว้างขวางดั่งถนนจูเชวี่ยหรือวัดขงจื๊อ แต่เพราะเหตุนี้จึงไร้กลิ่นไอของความโลภแห่งโลกีย์มากกว่า เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งบทกวีและหมึกเขียนหนังสือ เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าบัณฑิตนักเขียนมาตลอดพันปี “นกนางแอ่นหน้าหอหวังเซี่ยในวันวาน บัดนี้โผบินสู่เรือนของสามัญชน” เสน่ห์แห่งยุคตงจิ้นที่ถวิลหาไม่รู้จบ ความจริงแล้ว เมื่อมันกลายเป็นสัญลักษณ์ ทุกวันนี้จึงมีผู้คนมาเยือนและรำลึกถึงเป็นจำนวนมาก จะพูดว่าที่นี่เงียบสงบดั่งจินตนาการ ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้
ดังเช่นบทกวีได้กล่าวไว้ ตรอกอู๋อี้ในวันนี้ไม่ได้เป็นที่พำนักของตระกูลผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป ทว่าด้วยชื่อเสียงอันยาวนาน สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นที่ดินทองคำ ใครที่สามารถเข้ามาอยู่อาศัยในที่ดินผืนนี้ได้ ล้วนแล้วแต่เป็นตระกูลผู้มีเบื้องหลังมั่นคง หากเป็นเพียงเศรษฐีใหม่ที่มีเพียงเงินแต่ไร้เส้นสายบนเส้นทางขุนนาง ก็แทบไม่มีทางซื้อบ้านที่นี่ได้ ด้วยเหตุนี้เอง บ้านที่ดูธรรมดาหลังนี้ แม้ภายนอกจะไม่โดดเด่น แต่ผู้ที่ได้อาศัยอยู่ในนั้น ย่อมต้องมีภูมิหลังไม่น้อย
บ้านหลังนี้ดูโบราณเรียบง่าย ทว่าภายในกลับซ่อนความงามไว้ด้วยโครงสร้างที่ประณีต การตกแต่งใช้สีสันสดใสน้อยมาก แต่กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งวรรณกรรมและชีวิตประจำวัน ด้านหลังติดแม่น้ำ แม้ทิวทัศน์ดูธรรมดา ทว่ามองไกลออกไปแล้วกลับชวนให้รู้สึกปลอดโปร่งใจ
ในยามนี้ยังมีคนขนของเข้าออกอยู่ในบ้าน หญิงวัยกลางคนในชุดกระโปรงผ้าสีฟ้าเทาเดินผ่านมา สีหน้าบึ้งตึง พลางตะโกนดุเสียงหนึ่ง ก่อนจะเดินไปถึงห้องติดแม่น้ำในส่วนลึก แล้วชะเง้อมองเข้าไปผ่านหน้าต่าง หญิงสาวที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเพิ่งปลดชุดบุรุษลง ปล่อยเส้นผมสยายลง กำลังแต่งตัวอยู่เพียงลำพัง
หญิงวัยกลางคนเคาะประตูแล้วเดินเข้าไป สีหน้าดูไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจน แท้จริงนางก็ไม่พอใจจริงๆ
“ชุนเหมยล่ะ? ทำไมไม่อยู่?”
“เมื่อครู่ไปล้างหน้า ข้าสั่งให้นางออกไปเทน้ำ แล้วก็ให้ไปหากระดาษกับพู่กันมาด้วย ของกองอยู่แน่น อาจจะยังหาไม่เจอก็ได้”หญิงสาวยิ้มพลางหันมองกระจกทองเหลือง “ท่านแม่ออกไปเดินเล่นวันนี้ สนุกไหมเจ้าคะ?”
“ไม่สนุก! แม่บอกเจ้าแล้วไม่ให้แต่งตัวเป็นบุรุษออกไปเพียงลำพัง เจ้าก็ยังไป เจ้าก็ยังไป! ชุนเหมยนี่ก็เหมือนกัน บอกให้ตามเจ้าไปก็ไม่ตาม เดี๋ยวกลับมาแม่จะดุนางให้เข็ด…”
“ไม่เกี่ยวกับชุนเหมยเจ้าค่ะ เป็นลูกเองที่หลบหนีนางมา ตอนกลับนางยังร้องไห้อยู่เลย คงกลัวท่านแม่จะดุนาง…ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้ลูกเจอพี่อวี๋เข้า เขาก็ไปด้วยกันค่ะ”
“ร้องไห้อยู่เลย…” หญิงวัยกลางคนเลียนเสียงลูกสาวอย่างดูแคลน “ทีแรกอาจจะร้องอยู่หรอก แต่นี่ก็พูดแบบนี้ทุกที ไม่เห็นเคยร้องเลย…เจ้าอวี๋เหอจงนั่นก็ไม่ใช่คนดีอะไร เจอเจ้าทีไรก็ทำตัวเหมือนหมาเห็นปลาทู คอยแต่จะประจบประแจง…”
“พี่อวี๋จริงๆ แล้วก็ยังดีอยู่ไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ ไหนเลยจะเหมือนที่ท่านแม่ว่า อีกอย่าง คนที่อยากขโมยปลาทูคือแมว ไม่ใช่หมานะเจ้าคะ หมาน่ะ…”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ขณะพูด หยุดกลางประโยคเพราะไม่อยากพูดคำหยาบออกมา
“ใช่ เป็นแมวที่อยากขโมยปลาทู ทำตัวประจบประแจง…ถ้าไม่ใช่เพราะคิดว่าเขากับเจ้าเคยรู้จักกัน แม่คงไม่เปิดประตูให้เข้ามาหรอก เฮ้อ แม่ก็ไม่ได้ไร้น้ำใจหรอกนะ แต่อวี๋เหอจงคนนั้นไม่คู่ควรกับเจ้า เจ้าเห็นแก่ความหลังบ้างก็ไม่เป็นไร เชิญมาร่วมงานสังสรรค์ก็ยังได้ แต่ฐานะและความรู้เขาเทียบกับพวกคนนั้นไม่ได้ เดี๋ยวก็ทำให้เจ้าต้องเสียหน้า เจ้าก็ต้องคอยปกป้องเขา แล้วเขาก็จะได้ใจไปอีก ยังนึกว่าเจ้าชอบเขาเข้าให้แล้ว”
หญิงวัยกลางคนบ่นพลางพึมพำว่า “มนุษย์นะ พอมีความคิดเกินตัวขึ้นมา พอไม่ได้ตามหวังก็จะเจ็บปวดใจ แม้ว่าเขาเจ็บปวดแม่ก็ไม่สนใจหรอก พวกคุณชายในเมืองหลวงก็ล้วนแต่พึงใจเจ้า แต่ว่าคนเราเกิดมามีแค่หนึ่งใจ ย่อมมีคนต้องอกหัก แม่ไม่สนหรอกว่าพวกนั้นจะเป็นจะตายอย่างไร บุรุษที่ไม่คิดจะรับใช้บ้านเมือง เอาแต่เอาใจใส่เรื่องสตรี ตายๆ ไปก็ดี! แต่เจ้ากลับใจอ่อน ถ้าอวี๋เหอจงคนนั้นต้องเจ็บปวด เจ้าก็ต้องรู้สึกผิด แม่ก็แค่คิดเพื่อเจ้าทั้งนั้น ถ้าควรตัดก็ต้องตัดเสียแต่เนิ่นๆ ให้เขาหมดหวังไปจะดีกว่า เจ้าดูสิ พอเจ้ามาพักผ่อนครั้งนี้ เขาก็ตามมาต้อยๆ แล้วเจ้าก็ยังไปกับเขาตามลำพังอีก แบบนี้ไม่ใช่เอาแกะไปให้เสือกินหรือ?”
“พี่อวี๋ก็มีบ้านอยู่ที่นี่ พอมีเวลาว่างก็มาเที่ยวด้วยกัน มันก็ดูเป็นเรื่องธรรมดานี่เจ้าคะ…อีกอย่าง ลูกแต่งตัวเป็นบุรุษก็ดูไม่สะดุดตาอะไรนัก ถ้าพี่อวี๋ยังคิดจะลวนลามด้วย ก็แย่มากแล้วละ…”
ระหว่างการพูดคุย หญิงสาวก็ปล่อยเส้นผมยาวลง แต่งหน้าเรียบร้อยแล้ว เมื่อตอนแต่งชุดบุรุษนั้น คางดูเรียว หน้าผากดูสูงเล็กน้อย ถ้าดูเผินๆ ก็เหมือนชายหนุ่มที่ดูผอมบางเกินไป ที่จริงนางจงใจแต่งอย่างนั้นอยู่แล้ว โดยเน้นให้หน้าผากสูง คางแหลมเพื่อให้ดูไม่งามนัก แม้จะยังเป็นหญิงงาม แต่ก็ดูแปลกตา
แต่เมื่อเปลี่ยนกลับมาสวมชุดสตรี ปล่อยผมลง เสน่ห์อันอ่อนโยนก็พลันกลับคืนมา กลายเป็นหญิงงามที่สง่างามอย่างยิ่ง นางหยอกล้อกับมารดาด้วยรอยยิ้ม แววตาเฉลียวฉลาดและอ้อยอิ่ง
ในตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง คาดว่าคงเป็นสาวใช้ชื่อชุนเหมยนำพู่กัน กระดาษ หมึก และแท่นฝนหมึกเข้ามา เมื่อเห็นมารดาในห้อง นางก็ก้มหน้าเดินอย่างเงียบๆ ไปวางเครื่องเขียนไว้ที่โต๊ะเล็กข้างๆ เดิมทีตั้งใจจะช่วยฝนหมึก แต่หลี่ซือซือเพียงสะบัดมืออย่างไม่เอ่ยคำ สาวใช้ก็รีบถอยออกไปทันที พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ รอดจากการถูกดุแล้ว
หญิงวัยกลางคนผู้นี้แซ่หลี่ ชื่อว่าหลี่อวิ้น รับเลี้ยงหลี่ซือซือตั้งแต่นางอายุเพียงห้าขวบ ไหนเลยจะไม่รู้จักนิสัยลูกสาวดี คำพูดของหลี่ซือซือเกี่ยวกับอวี๋เหอจงนั้น เป็นเพียงคำพูดล้อเล่น ไม่ได้จริงจังอะไร สีหน้าเล็กน้อยของลูกสาวก็ล้วนอยู่ในสายตา นางได้แต่เม้มปาก ส่ายศีรษะเบาๆ ขี้เกียจจะดุสาวใช้อีกแล้ว
“ไม่มีสักคำที่จริงจัง อวี๋เหอจงคนนั้นไม่มีความกล้าอะไรเลย…ดูสิ กลอนก็ธรรมดา คุณธรรมก็ธรรมดา เดี๋ยวนี้แม้แต่ความกล้าก็ไม่มีอีกแล้ว ซือซือ เจ้าไปคบหาคนแบบไหนมา เหตุใดจึงต้องใส่ใจเขาด้วย…แล้วบุรุษเนี่ย บางทีเดี๋ยวก็ทำอะไรบ้าบิ่นขึ้นมาก็ได้ อยู่ๆ ก็กล้าแบบไม่คาดคิด…”
หญิงสาวนั่งลงข้างโต๊ะเล็ก เทน้ำชาลงในแท่นฝนหมึกพลางหัวเราะเบาๆ ออกมา “หากเขามีความกล้าเช่นนั้นจริง ลูกยอมเป็นของเขาแล้วจะเป็นอะไรไปเล่า?”
“ซือซือ เจ้าตอนนี้ชื่อเสียงขนาดนี้ ถ้าเจ้าทำแบบนั้นก็เท่ากับฆ่าเขาน่ะสิ…”
“ถึงจะตายก็ได้ตายกลางทุ่งบุปผาอยู่ดีนั่นแหละเจ้าค่ะ”
แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องลอดหน้าต่างเข้ามา หญิงสาวผู้หนึ่งในชุดกระโปรงยาวสีชมพูนั่งอยู่ข้างโต๊ะเล็ก นางหยิบพู่กันขนแพะขึ้นมาดูเล็กน้อย จากนั้นก็แลบลิ้นออกมาแตะปลายพู่กันเบาๆ ท่วงท่าดูเรียบง่ายงดงาม แต่ในนั้นกลับแฝงไว้ด้วยเสน่ห์ที่ยากจะเอ่ยบรรยาย ทว่าแม่ของนางซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย
“อย่าเลียไปเลียมาเลย แม่บอกเจ้าหลายทีแล้วว่าอย่าทำแบบนี้…”
แต่แล้วก็เห็นหญิงสาวหย่อนปลายพู่กันลงในน้ำหมึก จากนั้นก็เริ่มวาดลงบนกระดาษขาวอย่างเงียบงัน
“…บ้านเมืองทุกวันนี้ยากลำบาก คนเราก็อยู่ยาก ท่านแม่ ลูกเองก็รู้ว่าพี่อวี๋มีข้อบกพร่องอย่างนั้นอย่างนี้อยู่มาก แต่พวกเรา…ก็ใช่ว่าจะเป็นอาชีพสูงส่งอะไรนักหรอก…”
หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วแน่นขึ้น “ก็นับว่าเป็นอาชีพสูงส่งนั่นแหละ! ซือซือ เจ้าตอนนี้ก็คือคนที่สูงส่ง จะถามใครก็พูดแบบนี้ทั้งนั้น!”
“แต่ข้าไม่รู้สึกอย่างนั้นเลยเจ้าค่ะ” หญิงสาวพูดพลางหันหลังให้มารดา แสงอาทิตย์สาดตรงจากหน้าต่างฝั่งตรงข้าม “ก็แค่…ก็แค่อาชีพหนึ่งเท่านั้นเอง ท่านแม่ พวกพี่อวี๋จะตามมาเองก็เป็นเรื่องของพวกเขาเอง เขารู้สึกสนุก เขารู้สึกยินดี เรื่องในภายภาคหน้าเขาก็ต้องรับผิดชอบเอง ข้าเองก็ตอบแทนความหวังของเขาแล้ว มองเขาเป็นสหาย เป็นพี่ชายคนหนึ่ง เขาก็ต้องรู้สึกขอบคุณข้าสิ หากเป็นอย่างที่ท่านแม่ว่าจริงๆ ว่าการตัดสัมพันธ์จะดีต่อเขา งั้นสิ่งที่เขาจะจดจำก็มีแต่เรื่องแย่ๆ ของข้า จะให้เขายินดีได้อย่างไรล่ะ ว่าไปแล้วมันก็ตอบไม่ได้หรอกว่าแบบไหนมันดีกันแน่…”
นางครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าวต่อ
“ผู้คนมักแบ่งโลกมนุษย์นี้ออกเป็นชั้นสูง กลาง ต่ำ เหมือนอย่างที่ท่านแม่ว่าข้าเป็นคนสูงส่ง เป็นชั้นบน พวกเขามาหอเหวินฟานของเรา พอได้พบข้า ได้พูดคุยกับข้า ก็เหมือนกับว่าตนเองได้กระทำการอันสูงส่งไปแล้ว ข้าไปคบหากับพวกพี่โจวผู้เปี่ยมด้วยความสามารถ ก็กลายเป็นเรื่องสูงส่ง พอคบกับพี่อวี๋ก็กลับกลายเป็นเรื่องระดับกลางหรือต่ำ ท่านแม่ ข้าเองก็ไม่เคยคิดแบ่งอะไรแบบนี้ แต่เพราะผู้คนล้วนคิดแบบนั้น ข้าก็ห้ามไม่ได้ พี่อวี๋รู้สึกว่าการที่ได้คบข้าเป็นเรื่องน่าภูมิใจ เหมือนได้ทำสิ่งที่สูงส่ง ข้าก็เลยรู้สึกดีใจด้วย เพราะข้าเป็นเหตุให้เขาได้ทำเรื่องสูงส่งเช่นนั้นในชีวิตของเขา”
“เมื่อเขาได้ทำเรื่องสูงส่ง ได้พบความสุขที่คิดว่าสูงส่ง มันก็ย่อมต้องมีความทุกข์และความลำบากที่คู่ควร หากเขาอยู่ในระดับกลางไปทั้งชีวิต แต่งงาน มีครอบครัว เป็นขุนนางเล็กๆ ทำเรื่องธรรมดาๆ เข้าโรงเหล้าโรงละครยังไม่อาจพบกับดาวเด่นได้เลย เช่นนั้นเขาก็จะมีความสุขและความทุกข์ของคนระดับกลาง ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตนเป็นคนระดับบน กลาง หรือล่าง แต่ก็มีความทุกข์ของตัวเอง ถ้าหากค้นหาดีๆ ก็ย่อมมีความสุขของตัวเองเหมือนกัน ข้าได้มอบความยินดีและความพอใจให้ผู้อื่น เช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้าได้ทำสิ่งหนึ่งในชีวิตแล้ว”
“ท่านแม่บอกว่าควรตัดเรื่องนี้ไปเสีย ข้าก็รู้ว่าพี่อวี๋ในสายตาพวกท่านเทียบพวกพี่โจวไม่ได้แน่ ข้าเองก็ชอบความคิดกลอนกวีของพวกพี่โจวเช่นกัน พูดจาดี มีความคิดลึกซึ้ง แต่สิ่งที่ข้าชอบในตัวพี่อวี๋กลับไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น ข้าคบเขาเพราะเขาเป็นเพื่อนเก่าตั้งแต่เด็ก เพื่อนเก่าไม่ควรจะเป็นแบบนี้หรอกหรือ? มีข้อบกพร่องอย่างนั้นอย่างนี้ หน้าตาธรรมดา ต่อให้พยายามอย่างไร ก็คงไม่อาจเป็นอัจฉริยะได้ ใครเล่าจะมีเพื่อนเป็นยอดอัจฉริยะตั้งแต่ยังเด็กอย่างพี่โจว พี่จี้ หรือพี่เถาหรอก ตอนข้ายังเด็ก ก็ยังถูกเรียกว่าหัวไชเท้ากลมเลย ฮิๆ หัวไชเท้ากลมแห่งตระกูลหวัง…แห่งตระกูลหลี่…”
แม่หลี่ขมวดคิ้วแน่น “แต่ตอนนั้นเจ้าก็งามแล้วแล้ว หัวไชเท้านั่นไม่ใช่หมายถึงเจ้าขี้เหร่นะ…”
หลี่ซือซือวาดภาพต่อโดยไม่ตอบคำ เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า
“ข้ากับพี่อวี๋รู้จักกัน คบหากัน บางครั้งข้าก็รู้สึกว่า ตนเองมีจิตใจสูงส่งที่ไม่ทอดทิ้งเพื่อนเก่า ถึงแม้เขาจะไม่เก่ง ก็ยังปฏิบัติต่อเขาดี ผู้คนเมื่อเอ่ยถึงก็จะพูดแบบนี้ว่า ‘อ้าว ทำไมหลี่ซือซือถึงมองอวี๋เหอจงในแง่ดีได้ล่ะ?’ ‘ไม่รู้หรือ เพราะเขาเป็นเพื่อนเก่าของหลี่ซือซือน่ะ ถึงจะธรรมดา แต่นางก็ยังดีกับเขา’ คนอื่นเขาชอบว่าข้าดี ข้าเองก็อดดีใจไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ…”
พูดถึงตรงนี้นางก็หัวเราะเบาๆ
“ท่านแม่ก็รู้นี่ ตอนเรียนดีดพิณตั้งแต่เด็ก ข้าก็ชอบคำชมพวกนั้นนัก ข้าเป็นคนรักศักดิ์ศรีเอามากๆ เลยเจ้าค่ะ…”
“พูดเสียยาวเป็นคุ้งเป็นแคว แต่ก็ยังเหมือนจะเลี่ยงไปเรื่องอื่น…” แม่หลี่ยกมือกุมขมับ ถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว เจ้าจะทำอะไรก็เชิญ…อืม วันนี้พวกเจ้าไปตรอกเก่าๆ แถวนั้น เจออะไรบ้างหรือเปล่า?”
“ก็ยังเหมือนเดิมนั่นล่ะเจ้าค่ะ คล้ายกับเมื่อก่อนทุกอย่าง เสียดายแต่ท่านตาที่สอนดนตรีไม่อยู่แล้ว…” หญิงสาวขีดเขียนปลายพู่กันลงบนกระดาษ ขณะที่พูดไปเรื่อย ภาพระบายหมึกของตรอกเก่านั้นก็ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นมา นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจุดภาพเงาผู้คนลงไปไม่กี่คน
“อืม ข้าเพียงเจอคนที่เคยรู้จักเมื่อก่อน…”
…………………….