เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 173 เรื่องในอดีต

ตอนที่ 173 เรื่องในอดีต

ตอนที่ 173 เรื่องในอดีต


ตอนที่ 173 เรื่องในอดีต

“......เหตุใดหัวหน้าผู้ตรวจการมจึงเฝ้าจับตาหลี่เหิง? หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นรึ?”

ภายใต้แสงจันทร์อันบางเบา เสียงของคังเสียนดังลอดออกมาจากในห้อง โจวเพ่ยนั่งหมอบอยู่ใต้หน้าต่างตั้งใจฟัง เวลานี้นางเริ่มรู้สึกสนใจอาจารย์หนุ่มผู้นี้ยิ่งขึ้นทุกที นางคาดเดาในใจว่าคงเป็นเพราะคดีลอบสังหารเมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดความคืบหน้า ทว่าเมื่อได้ฟังต่อกลับมิใช่เรื่องนั้นเลย

“ว่ากันว่าเป็นคดีเมื่อปีก่อน มีความเกี่ยวโยงกับคดีลอบสังหารแม่ทัพซ่งเซียน และยังพัวพันกับคดีขุนนางคนหนึ่งที่หายตัวไปกับคดีฆ่าล้างครอบครัวอีกด้วย…”

ผู้ที่ตอบอยู่ในห้องคืออากุ้ย ผู้ที่นายท่านจวนอ๋องให้ความไว้วางใจอย่างมาก เมื่อได้ยินเขาเอ่ยถึงเรื่องนี้ โจวเพ่ยนอกห้องก็ถึงกับกระพริบตาปริบ ๆ อย่างตื่นตะลึง ด้านในห้อง คังเสียนก็คงขมวดคิ้วอยู่เช่นกัน

“ทำไมจึงรุนแรงถึงเพียงนี้?”

“เรื่องนี้ยังไม่แน่ชัด หลักฐานชัดเจนก็ยังไม่มี แต่เฉินเฟิงผู้นั้น ข้ารู้จักเขาแต่เดิม เป็นคนมีความสามารถในการสืบคดี เขายังสืบได้ไม่มากนัก แต่ข้ากลับนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้”

“หือ?”

“ท่านยังจำได้หรือไม่ ว่าช่วงปีที่แล้ว คุณชายหนิงสนใจวรยุทธ์อย่างมาก”

“ฮ่าๆ แน่นอนว่าจำได้” คังเสียนหัวเราะเบา ๆ “เพียงแต่ว่าสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ส่วนมากก็ดูจะเพี้ยน ๆ ไปบ้าง ข้าเคยพูดกับผู้อาวุโสฉินว่า แม้เขาจะดูสุขุมรอบคอบในหลายเรื่อง แต่กลับมีความกระตือรือร้นมากในเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของเขา หากคิดจะเรียนรู้วรยุทธ์อย่างจริงจังขึ้นมา ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ฟังจากรายละเอียดของเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าว่าสิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดของหลี่เหิง คงจะเป็นความเด็ดเดี่ยวในจิตใจของเขานั่นแหละ”ะ”

“ก็เป็นเช่นนั้น แต่ท่านคงจำได้ว่า ตอนนั้นเขาเคยสอบถามเรื่องของซ่งเซียนและพวกนักฆ่าด้วยใช่หรือไม่…”

“จะบอกว่าเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ข้าไม่เชื่อหรอก”

“ข้าก็เชื่อยากเช่นกัน ทว่าเรื่องนี้เพิ่งผุดขึ้นมาในใจข้าหลังจากได้พูดกับเฉินเฟิงวันนี้ เฉินเฟิงไม่ได้สืบเรื่องคดีลอบสังหารซ่งเซียนโดยตรง เขากำลังสืบคดีขุนนางคนหนึ่งนามกู่เหยียนเจิ้นที่หายตัวไป”

คังเสียนขบคิดแล้วว่า “กู่เหยียนเจิ้น... ข้าเคยพบเขาหลายครั้ง เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เขาสอบผ่านได้ตำแหน่งงั้นรึ?”

“เมื่อปีที่แล้วได้บรรจุตำแหน่งแทนตำแหน่งว่าง ช่วงเดือนสามถึงสี่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนสหายในเจียงหนิง เดิมกำหนดว่าจะไปรับตำแหน่งผู้ว่าราชการอำเภอเล่อผิงในเดือนเจ็ด ทว่าออกจากเจียงหนิงช่วงเดือนหกแล้วก็ขาดการติดต่อ กระทั่งพบศพเขากับคนรับใช้ที่นอกเมือง และยังมีครอบครัวแซ่หยางถูกฆ่ายกครัวอีกหนึ่งครอบครัว ช่วงเดียวกันนั้น ข้ารับใช้ในบ้านของกู่เหยียนเจิ้นก็ตายไปหลายคนเหมือนกัน เหมือนกับว่าถูกฆ่าปิดปากเพราะล่วงรู้บางอย่าง ฆาตกรที่ลงมือ เป็นมือสังหารหญิงคนเดียวกับที่ฆ่าซ่งเซียน ตอนนั้นก็สันนิษฐานว่าการตายของกู่เหยียนเจิ้นน่าจะเกี่ยวข้องกับนางด้วย ตอนนั้นเฉินเฟิงพบเบาะแสบางอย่าง แต่เพราะจับคนร้ายไม่ได้ เบื้องบนจึงต้องสรุปคดีอย่างเร่งรัด อีกทั้งยังมีเบาะแสน้อย จึงไม่อาจสืบต่อได้”

“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลี่เหิงอย่างไร?”

“ครอบครัวที่ตายพร้อมกับกู่เหยียนเจิ้นไม่ใช่คนธรรมดา สองพี่น้องหยางอี้กับหยางเหิงนั้นเป็นพวกอันธพาลชื่อดังแห่งเจียงหนิง มีชื่อเสียงเรื่องโหดเหี้ยม เหล่าพรรคเล็กพรรคกลางทั่วไปไม่กล้ายุ่งกับพวกเขา ครอบครัวนี้ หยางอี้มีบุตรชายสองคนที่โตแล้วและมีฝีมือพอตัว ภรรยาอีกหนึ่ง รวมทั้งเขาเองรวมเป็นห้าคน คนพวกนี้แม้จะดูไม่ทำอะไรผิดกฎหมายจนน่าจับตา แต่ก็มีข่าวลือว่ารับจ้างลักพาตัวเรียกค่าไถ่เป็นระยะ ทางการไม่อาจเอาผิดพวกเขาได้ เชื่อว่ามีคดีฆาตกรรมอยู่ในมือไม่น้อย ขณะนั้นจึงมีข้อสันนิษฐานว่า พวกเขารับงานบางอย่างจากกู่เหยียนเจิ้น ลักพาตัวคนผู้หนึ่งภายในเมือง…”

ลู่อากุ้ยพูดถึงตรงนี้ คังเสียนในห้องก็ส่งเสียงฮึดฮัดขึ้นมาทันที

“ในฐานะขุนนางแห่งราชสำนัก กลับไปคบค้าสมาคมกับคนชั่วพรรค์นี้!”

“...ว่าแต่ว่า พวกเขาลักพาตัวใคร ตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องยากจะตรวจสอบได้ ผู้ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ท่านก็คงรู้จักดี คือคุณหนูเนี่ยอวิ๋นจูแห่งร้านจู้จี้”

ภายในห้องเงียบไปพักใหญ่ คังเสียนคงกำลังครุ่นคิดเรื่องนี้ แล้วเชื่อมโยงเข้ากับหนิงอี้

จากนั้นลู่อากุ้ยจึงกล่าวต่อ

“ได้ยินว่ากู่เหยียนเจิ้นแต่ก่อนในเจียงหนิง เคยมีความสัมพันธ์กับคุณหนูเนี่ยที่ยังอยู่ในหอคณิกาจินเฟิง ตอนที่เขาสอบได้และกลับมาเจียงหนิง ก็ยังคิดถึงคุณหนูเนี่ยไม่เลิก เพียงแต่ว่า คุณหนูเนี่ยตอนนั้นได้ออกจากหอคณิกามาใช้ชีวิตเป็นปกติแล้ว…”

“ฮึม ชื่อเสียงของกู่เหยียนเจิ้นว่าคือผู้มีพรสวรรค์ ข้าก็เคยได้ยินมาบ้าง ในหอคณิกาก็คงมีหญิงงามหลายคนที่เคยคบค้ากับเขาอยู่ไม่น้อย เขามาชอบคุณหนูเนี่ยอวิ๋นจูก็นับว่าสายตาดีอยู่ คุณหนูอวิ๋นจูผู้นี้ แม้จะเป็นหญิงหอคณิกามาก่อน แต่นิสัยใจคอกลับดีนัก”

“ขอรับ ข้าได้ยินมาว่า ตอนนั้นคุณหนูเนี่ยมีความสัมพันธ์กับคุณชายหนิงไม่ใช่น้อย กระนั้นกู่เหยียนเจิ้นก็คงยังละทิ้งความรู้สึกไม่ได้ เคยมีข่าวว่าเคยขอแต่งงานกลางถนน แล้วถูกตบหน้าด้วย ขณะนั้นเฉินเฟิงสันนิษฐานตามพฤติกรรมของกู่เหยียนเจิ้นในอดีต คาดว่าเขาอาจจะให้พี่น้องตระกูลหยางช่วยลักพาตัวคุณหนูเนี่ย แต่พอสอบสวนกลับพบว่าคุณหนูเนี่ยช่วงนั้นไม่ได้หายตัวไป เขาจึงลองสอบประวัติของบุรุษที่เกี่ยวข้องกับคุณหนูเนี่ย แต่ก็ไม่พบอะไร”

“...พี่น้องตระกูลหยางนั่น ลักพาตัวหลี่เหิง?” ไม่ต้องพูดให้มากความ คังเสียนก็คาดการณ์ได้แล้ว

“แล้วต่อมาล่ะ เจ้าบอกว่าพวกตระกูลหยางถูกฆ่าล้างครอบครัว?”

“ห้าคนในบ้าน ไม่รอดแม้แต่คนเดียว”

“...เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนใดของปีก่อน?”

“เดือนหกขอรับ”

“เป็นไปไม่ได้” คังเสียนส่ายหน้า “ช่วงเดือนห้าหลี่เหิงยังมาถามเรื่องวรยุทธ์อยู่เลย ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเพียงบัณฑิตหนุ่มผู้บอบบาง คดีลอบสังหารซ่งเซียนก็เกิดขึ้นในเดือนห้า ถึงแม้ตอนนั้นเขาจะไปพบยอดฝีมือในยุทธภพ หรือกระทั่งไปเป็นศิษย์ของมือสังหารหญิงคนนั้นจริง ฝีมือก็คงไม่พัฒนาได้มากมายถึงเพียงนั้น ที่ไหนจะมีวิชาที่ฝึกได้สำเร็จในหนึ่งเดือน... โอ้ ถ้าหากว่าเป็นมือสังหารหญิงผู้นั้นที่ไปฆ่าล้างครอบครัวของฝ่ายตรงข้าม แล้วจึงฆ่ากู่เหยียนเจิ้นภายหลัง ก็พอเป็นไปได้อยู่…”

คำคาดเดานี้ของคังเสียนถือว่าเข้าท่าไม่น้อย แต่ลู่อากุ้ยกลับปฏิเสธว่า

“แต่เรื่องประหลาดก็คือ การตายของครอบครัวพี่น้องหยางและของกู่เหยียนเจิ้น อาจจะไม่ได้เกิดจากฝีมือของยอดฝีมือในยุทธภพ หากดูจากผลการตรวจสอบของเฉินเฟิงในตอนนั้น คนที่ฆ่าทั้งสองฝ่ายอาจเป็นผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ กลับสามารถสังหารคนทั้งบ้านและยังฆ่ากู่เหยียนเจิ้นพร้อมผู้คุุ้มกันอีกคนในคืนนั้น รวมเป็นเจ็ดศพ”

โจวเพ่ยที่แอบฟังอยู่ใต้หน้าต่างเบิกตากว้าง นางซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ก็เพื่อจะแอบฟังเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าอาจารย์ของตนจะไปเกี่ยวพันกับเรื่องราวรุนแรงถึงเพียงนี้ ไม่นานนัก สองคนในห้องก็ดูเหมือนจะสรุปออกมาได้

“เป็นฝีมือของหลี่เหิง?”

“ข้าเห็นว่าเป็นไปได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น เวลานี้ก็ยากจะย้อนรอยได้แล้ว…”

“แล้วเฉินเฟิงล่ะ คิดว่าอย่างไร?”

“วันนั้นมีคนหนึ่งถูกพี่น้องตระกูลหยางลักพาตัวไป ครอบครัวนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นอันธพาลสี่ชายหนึ่งหญิง ทั้งหมดถูกคนคนหนึ่งที่อยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบฆ่าตายหมด หากคนที่ถูกลักพาตัวคือคุณชายหนิง เวลานั้นเขายังไม่รู้วรยุทธ์ด้วยซ้ำ เฉินเฟิงถึงได้สันนิษฐานเช่นนี้ เพราะหลังจากฆ่าครอบครัวหยางแล้ว คนผู้นั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่กลับตัดสินใจไม่หลบหนี เขาอยู่ต่อในบริเวณบ้านของพี่น้องหยาง วางกับดักต่าง ๆ ใช้เวลานับไม่ถ้วน รอให้กู่เหยียนเจิ้นซึ่งอยู่เบื้องหลังปรากฏตัว…”

คังเสียนพยักหน้า

“...เด็ดขาด โหดเหี้ยม สะสางถึงต้นตอ”

“ในที่เกิดเหตุยังพบร่องรอยบางอย่าง บ่งบอกว่าผู้นั้นนั่งอยู่ในป่าข้างเคียง เขาอาเจียนออกมาสองครั้งที่จุดเดิม และเคี้ยวใบไม้ขมจำนวนมาก แสดงว่าเขาบาดเจ็บหนัก ความเจ็บปวดทำให้คลื่นไส้ แต่เขาก็ยังฝืนเคี้ยวใบไม้เพื่อให้ตนเองมีสติรอศัตรูมาถึง... เรื่องเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาทำกันได้ ข้าเองก็คิดว่าหากอยู่ในสถานการณ์นั้น คงทำไม่ได้เช่นกัน ที่สำคัญก็คือ ในเมื่อฆ่าคนตระกูลหยางแล้ว อีกทั้งยังได้รับบาดเจ็บ คนทั่วไปคงเลือกหนีเอาตัวรอดก่อนเป็นแน่…”

คำพูดนี้ของลู่อากุ้ยทำให้โจวเพ่ยนอกหน้าต่างถึงกับอ้าปากค้าง หัวใจปั่นป่วนไปหมด ถูกอันธพาลลักพาตัว แล้วฆ่าพวกมันหมดทั้งบ้าน ในสภาพบาดเจ็บกลับนั่งเคี้ยวใบไม้ในป่าเพื่อระงับความเจ็บรอฆ่าคนที่อยู่เบื้องหลัง ภาพเหล่านี้กระแทกใจนางอย่างรุนแรง เมื่อจินตนาการไปถึงอาจารย์หนุ่มผู้นั้น นางก็ไม่อาจอธิบายความรู้สึกได้ชัดเจนว่าเป็นเช่นไร เขาจะเคยทำเรื่องเช่นนี้จริง ๆ งั้นหรือ? พอนึกดูแล้ว... ก็ดูจะเป็นไปได้อย่างยิ่ง อาจารย์ของนาง อาจจะทำเรื่องเช่นนี้ได้จริง ๆ ก็เป็นได้

“การรู้สึกว่ามีใครจับตาดูจากข้างหลังนั้นน่ากลัวนัก จิตใจเช่นนี้จึงเป็นรากฐานของผู้ทำการใหญ่ได้…” คังเสียนเอ่ยขึ้น และในน้ำเสียงก็บังเกิดความเข้าใจขึ้นมาอย่างฉับพลัน

“อ้อ จริงสิ... มือของเขาเคยถูกไฟลวก กระดูกก็หัก ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรเท่าไร…”

ลู่อากุ้ยคงพยักหน้า

“ตอนนั้นคุณชายหนิงหายตัวไปอยู่หลายวัน กลับมาทีหลังก็บอกว่าไปทำธุระให้สหายเลยได้รับบาดเจ็บ มือเขาพันผ้าตลอด จนกระทั่งก่อนปีใหม่ถึงได้หาย เฉินเฟิงไม่รู้เรื่องนี้ ข้าเองเพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อฟังเขาเล่า เรื่องราวก็เลยประติดประต่อกันพอดี”

“อย่างไรก็ต้องไม่ให้เฉินเฟิงรู้เรื่องนี้” คังเสียนกล่าว แล้วหยุดไปครู่หนึ่ง “เรื่องนี้... ไม่มีหลักฐานเลยหรือ?”

“จริง ๆ แล้วข้าก็แค่คาดเดา อาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้ เฉินเฟิงเองก็เพิ่งรู้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณชายหนิงกับคุณหนูเนี่ยในช่วงไม่กี่วันนี้ เลยถึงได้เริ่มมาสืบดู ถ้าจะเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเปิดเผย ก็เห็นทีจะยากนัก”

“ยากไม่ยาก จริงไม่จริง ก็ต้องไม่ให้มีใครพูดเรื่องนี้ออกมา ขุนนางแห่งราชสำนักซื้อคนมาลักพาตัว กู่เหยียนเจิ้นผู้นี้ สมควรตายอยู่แล้ว ครอบครัวหยางก็สมควรตายไม่แพ้กัน เพียงแต่…” คังเสียนพูดถึงตรงนี้ก็หยุดไป

“เหอะ ช่วงหลายวันก่อน ข้ายังแปลกใจอยู่เลย ว่าในวันลอบสังหาร ฝีมือของหลี่เหิง แม้จะอาศัยไหวพริบเป็นหลัก แต่ความว่องไวของเขากลับดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ สมแล้วกับฉายา 'เพชฌฆาตมือโลหิต' ช่างเก่งกาจจริง ๆ... ทำได้เยี่ยมมาก อากุ้ย เรื่องนี้เจ้าจัดการให้หน่อย เฉินเฟิงผู้นั้น... พอจะพูดกันรู้เรื่องไหม?”

“เขาตามสืบก็เพราะความเคยชินของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่คนดื้อด้านอะไรนัก ขอแค่บอกเขาเรื่องที่คุณชายหนิงเคยเสนอแผนการบรรเทาทุกข์ เขาก็คงเข้าใจเองว่าควรทำอย่างไร”

“อย่างนั้นก็ดี ฟังจากสิ่งที่เจ้าว่า เขาก็เป็นคนมีความสามารถไม่น้อย ไหน ๆ เจ้าก็รู้จักเขาดี ก็ลองดูว่าเขาอยากจะเป็นขุนนางในลักษณะใด หากเป็นคนเก่ง ก็หาทางดันให้ได้ตำแหน่งที่ดีกว่านี้ในเจียงหนิง บ้านเมืองตอนนี้เต็มไปด้วยพวกนั่งกินเบี้ยเปล่า อย่าให้คนดีต้องถูกเก็บไว้เสียเปล่า”

เมื่อได้ยินว่าคนนั้นยังพอพูดคุยได้ คังเสียนก็กล่าวอย่างเป็นมิตร หากลู่อากุ้ยบอกว่าชายผู้นั้นเป็นพวกดื้อด้านยึดมั่นในคุณธรรมเกินเหตุ เห็นทีผู้เฒ่าผู้นี้คงเตรียมจะจัดการด้วยวิธีไม่ค่อยจะสวยงามเท่าไรแน่นอน ได้ยินลู่อากุ้ยรับคำ “ขอรับ” แล้วพยักหน้ารับ ปรากฏว่าเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น

โจวเพ่ยฟังเรื่องทั้งหมดด้วยความสับสนวุ่นวายในใจ ยังตกตะลึงไม่หาย ตอนนี้รีบลุกขึ้นหมายจะวิ่งหนี ทว่าที่นั่งนานเกินไปทำให้พอลุกขึ้นก็หงายหลังล้มลงไปทันที นางต้องรีบคลานด้วยมือเท้าเพื่อจะหลบ ทว่าไม่นานก็ได้ยินเสียงลู่อากุ้ยพูดว่า

“คุณหนู”

สาวน้อยก้มหน้าทันที รู้ว่าหนีไปก็ไร้ประโยชน์ เสียงของคังเสียนก็ดังขึ้นจากในห้อง ไม่ได้แสดงความตกใจอะไรนัก เพียงกล่าวว่า

“เสี่ยวเพ่ย เข้ามาเถอ”

“อือ…” เด็กสาวยกมือขึ้นขยี้หู แล้วเดินเข้าห้องอย่างเศร้า ๆ “ข้าไม่หักหลังหรอกนะ ท่านปู่อย่าฆ่าปิดปากข้าเลย…”

……………….

จบบทที่ ตอนที่ 173 เรื่องในอดีต

คัดลอกลิงก์แล้ว