เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 171 หลี่ซือซือ

ตอนที่ 171 หลี่ซือซือ

ตอนที่ 171 หลี่ซือซือ


ตอนที่ 171 หลี่ซือซือ

เดือนสองตามปฏิทินจันทรคติ ฤดูใบไม้ผลิเริ่มเข้มข้น ริมแม่น้ำฉินหวย ใบหลิวปลิวว่อนระหว่างเสียงดนตรีทั้งสองฝั่ง บินล้อไปกับบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิที่สดชื่น

ยามเช้านั่งอยู่บนอาคารร้านสุราในย่านการค้าที่พลุกพล่าน มักจะเห็นผู้คนเดินไปมาไม่ไกลจากปากซอยถนนจี้เสียง ถนนจี้เสียงแห่งนี้เป็นสถานที่รวมบรรดาหอคณิกาที่มีชื่อเสียงของเจียงหนิง ช่วงเวลาเช่นนี้ จะเห็นบุรุษจำนวนไม่น้อยที่ค้างคืนอยู่ในนั้นเดินออกมา บางคนยังคงจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอยู่กลางทาง บ้างมีสีหน้าร้อนรน คงมีธุระด่วน สวมเสื้อคลุมแล้ววิ่งพรวดออกมา แต่ก็ไม่ใช่ภาพที่พบเห็นบ่อยนัก

ในยุคสมัยนี้ การเที่ยวหญิงงามเป็นเรื่องปกติ ชายหนุ่มบางคนเดินออกมาจากย่านนั้นด้วยสีหน้าชื่นบาน ทักทายเพื่อนฝูงด้วยความสดใส แล้วก็จับกลุ่มกันคุยอย่างครึกครื้นว่าเมื่อคืนได้ขึ้นห้องกับสาวงามคนใด ส่วนบางคนก็มีท่าทีเคร่งขรึมราวกับเป็นผู้ดีมีศีลธรรม แสดงความเป็นผู้รู้ผู้มีวาทศิลป์ ดูไม่ออกเลยว่ามาจากที่ใด

“โอ๊ะ เสี่ยวฉาน เจ้าดูนั่นสิ เขาซื้อโจ๊กเนื้อหิ้วกลับไปด้วยแฮะ แบบนี้คงตั้งใจเอาไปให้เมียกับลูกกินกระมัง...ดูท่าจะรักครอบครัวดีแฮะ”

“ชายคนนั้นน่ะหรือเจ้าคะ? ข้าดูแล้วไม่น่าใช่นะเจ้าคะ คุณชายอย่าตัดสินคนจากที่เขาออกมาจากตรงนั้นอย่างเดียวสิ”

“เจ้ายังไม่เข้าใจหรอก ถึงดูเหมือนคล้ายกัน แต่สีหน้าแววตาของคนที่นอนที่บ้านกับคนที่นอนนอกบ้านมันไม่เหมือนกันนะ” หนิงอี้พูดพลางโยนปอเปี๊ยะเข้าปาก

“คุณชายมองออกด้วยเหรอเจ้าคะ? งั้นสอนข้าด้วยได้ไหมเจ้าคะ”

“เจ้าจะเอาไปทำไม”

“ถ้าตุณชายกลับจวนไม่ตรงเวลา ข้าจะได้ดูออกยังไงล่ะเจ้าคะ”

“เหอะ”

สองนายบ่าวหยอกล้อกันเช่นนี้ ที่จริงเหตุที่สองวันนี้หนิงอี้มาเสียเวลานั่งอยู่ที่ร้านสุราเฝ้ามองว่าใครไม่กลับบ้านนั้น ก็เพราะเขาพบว่าอาหารเช้าร้านนี้รสชาติดี วันนี้เสี่ยวฉานไม่มีอะไรทำจึงตามออกมาด้วย เวลานี้ทั้งสองนั่งอยู่ตรงหน้าต่างชั้นสอง ชี้โน่นชี้นี่ บางครั้งก็พบเรื่องชวนอึ้งอยู่เหมือนกัน

“คุณชาย ๆ ดูสิ ท่านตาคนนั้นก็เดินออกมาจากหอคณิกาเหมือนกันนะเจ้าคะ”

“เจ้ารู้ได้ยังไง”

“ก็เพราะสาวในหน้าต่างตึกข้าง ๆ ยังโบกมือให้เขาอยู่เลยนี่เจ้าคะ...”

“แก่แต่ยังแข็งแรงดี ช่าง...น่าอิจฉาอะไรเช่นนี้...”

“คุณชายยน่ะไม่อิจฉาหรอก เพราะไม่เคยไปพวกที่แบบนั้นเลยสักครั้งนี่นา”

สองนายบ่าวพูดหัวเราะหยอกล้อกันพลาง ช่วงนั้นในร้านสุราก็มีผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ชายหนุ่มแต่งกายแบบบัณฑิตกลุ่มหนึ่งซึ่งหนิงอี้จำได้ว่าเพิ่งเดินออกมาจากซอยจี้เสียงเมื่อคืน ก็มานั่งโต๊ะทางด้านซ้าย เสื้อผ้าหน้าผมดูดีทีเดียว สีหน้าก็สดใส ต่างพากันใช้โคลงกลอนพรรณนาค่ำคืนที่ผ่านมา บางครั้งก็หัวเราะเสียงดัง เสี่ยวฉานได้ยินบทกลอนพวกนั้นก็หันมามองหนิงอี้ทีหนึ่งแล้วก็หน้าแดงหันกลับไป

เวลานั้นกลุ่มบัณฑิตกำลังคุยเรื่องสาว ๆ ด้วยท่าทางคึกคะนองอยู่พักหนึ่ง แล้วก็มีคนลดเสียงลงเล็กน้อยว่า “เฮ้ ว่าแต่ พวกเจ้าคิดว่าคราวนี้จะมีโอกาสได้พบแม่นางซือซือบ้างหรือไม่?”

“ได้ยินมาว่าแม่นางหลี่ซือซือเพียงแค่มาเยี่ยมเยือนสหาย ไม่รับแขก คงจะได้เห็นยากอยู่หรอก”

“ก็พูดไปแบบนั้น”

“กลัวว่าที่ได้เจอจะมีแต่พวกคนใหญ่คนโตน่ะสิ”

“นั่นล่ะใช่เลย แต่พวกเจ้าอย่างพวกเฉากวง หลิวชิงตี้อะไรพวกนั้น คงได้เห็นแน่ ๆ”

“ท่านพี่จี๋ชางบ้านมีพื้นเพดี ท่านลุงก็ทำงานในราชสำนัก คงได้เจอแน่นอน”

“ฮ่า ๆ พูดเล่นพูดเล่น แต่เมื่อปีที่แล้วกู่เหยียนเจิ้นกลับมา เคยเล่าว่าตอนอยู่ตงจิงก็เคยเจอหลี่ซือซือนะ ข้าน่ะไม่มีวาสนาแบบนั้นหรอก”

“ว่าแต่แม่นางหลี่ซือซือที่ถูกยกให้เป็นสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงนั่น เมื่อเทียบกับพวกฉีหลานหรือหลัวเมี่ยวเมี่ยวแห่งเจียงหนิงของเรานี่ จะเป็นอย่างไรบ้างนะ...”

“ฉีหลานพวกนั้นคงสู้ไม่ได้หรอก อีกอย่าง ข้าว่าหลี่ซือซือเลือกเวลามาเยี่ยมสหายที่นี่ก็ถูกจังหวะเหลือเกิน พวกเจ้าคิดดูสิ ตอนนี้ฉีหลานคือสาวงามที่ตระกูลปู้หยางปั้นออกมา แม้ทักษะจะน่าทึ่ง แต่ก็เต็มไปด้วยกลิ่นเงิน ส่วนหลัวเมี่ยวเมี่ยวงามก็จริงแต่ขาดความสง่า ฟางเสี่ยวจิ่งที่เคยถูกเรียกว่ากล้วยไม้ในหุบเขา บัดนี้ก็โดนเฉินหย่งผลักให้กระโดดตึกจนเงียบหาย ส่วนเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ที่เคยร่าเริงสดใสก็ว่ากันว่ากลายเป็นหญิงชาวบ้านไปแล้ว สี่สาวงามหอคณิกาตอนนี้ก็เหลือเพียงสอง หากฉีหลานกับหลัวเมี่ยวเมี่ยวต้องเผชิญหน้ากับหลี่ซือซือแบบนี้คงไม่มีใครกล้าสู้แน่ พวกเจ้าว่าหลี่ซือซือจะจงใจเลือกเวลามาเพื่อท้าทายเลยหรือไม่ แม้จะบอกว่าเพียงเยี่ยมสหายก็ตาม”

“...ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พวกบัณฑิตเจียงหนิงของเราก็ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน อย่าให้นางสบโอกาสเอาชนะได้”

“ข้าว่าพวกเจ้าคิดมากไปหน่อยแล้วล่ะ...”

กลุ่มนั้นคุยกันอย่างออกรส แม้จะพูดเหมือนว่ากำลังคุยเรื่องลับ แต่เสียงก็ไม่ได้เบาลง หนิงอี้ได้ยินชื่อหลี่ซือซือกับกู่เหยียนเจิ้นเข้า ก็เริ่มรู้สึกสนใจ เสี่ยวฉานเห็นสีหน้าของเขาก็ฟังอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “คณชายถ้าหลี่ซือซือมาจริง ๆ แล้วท่านอยากพบ ท่านคงมีโอกาสพบใช่ไหมเจ้าคะ?”

หนิงอี้อึ้งไป “ข้าก็ไม่รู้จักนางสักหน่อย เอ่อ...เจ้าได้ยินมาว่านางจะมาแล้วหรือ?”

“อื้ม หลายวันก่อนก็ได้ยินมาแล้วล่ะเจ้าคะ” เสี่ยวฉานพยักหน้า “ว่ากันว่าแม่นางหลี่ซือซือมาเยี่ยมสหายเพื่อพักผ่อนแต่ไม่รู้รายละเอียด เรื่องมันถึงแพร่ออกไปจนดังใหญ่เลย คุณหนูก็รู้แล้วล่ะ เมื่อวานยังคุยกับภรรยาของเจ้าของร้านชิ่งฟางเรื่องนี้อยู่เลย คุณหนูบอกว่า ‘ถ้าท่านพี่อยากเจอ ก็คงจะมีโอกาสได้เจออยู่หรอก เพียงแต่เจ้าก็รู้ว่าสามีของข้านิสัยไม่เหมือนใคร เรื่องจะไปเข้าหาสตรีชื่อเสียงดังเพื่อให้คนรู้จักน่ะ เขาไม่สนใจหรอก เขาชอบพูดว่าเจ้าพวกบัณฑิตผู้ชาญโลกทั้งหลายน่ะ ที่จริงก็แค่เป็นผลผลิตของกระแสให้คนฮือฮากันเฉย ๆ’”

นางเลียนเสียงพูดของซูถานเอ๋อร์ออกมา สีหน้าก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ บ่งบอกชัดว่า “คุณชายของเราน่ะ ไม่ใช่ไปไม่ได้หรอกนะ แต่แค่ไม่ใส่ใจเท่านั้นเอง” หนิงอี้ยิ้มออกมา เสี่ยวฉานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “จริง ๆ แล้ว ถ้าท่านพี่เขยอยากไปบ้าง บางครั้งเข้าร่วมอะไรแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะเจ้าคะ คุณหนูก็เคยพูดแบบนี้อยู่เหมือนกัน”

หนิงอี้ยิ้ม “พูดไม่ตรงใจล่ะสิ? ถ้าข้าพยักหน้า เจ้ากับคุณหนูคงจะโกรธกันใหญ่แน่เลย”

“ไม่ใช่นะเจ้าคะ ไม่ใช่แบบนั้นจริง ๆ” เสี่ยวฉานส่ายหน้ารัว “ก็คณชายไม่เคยใส่ใจพวกสตรีพวกนั้นเลยนี่คะ พอท่านพี่เขยมีชื่อเสียงขึ้นมา คุณหนูกับข้าก็ดีใจมากเลยค่ะ ถึงท่านจะบอกว่างานเลี้ยงพวกนั้นก็แค่การโหวกเหวกชมกันไปมา แต่บางทีคนชมกันก็รู้สึกดีนะเจ้าคะ ถ้าคุณชายไปสักครั้งสองครั้ง เขียนกลอนให้พวกนั้นตกใจ แล้วก็สนุกนิดหน่อย ข้าว่าก็น่าสนใจดีออก จริง ๆ ข้าเองก็เป็นแบบนี้เหมือนกันนะ ถ้ามีใครชมว่าข้าเก่ง ข้าก็ต้องดีใจอยู่แล้วล่ะเจ้าค่ะ”

คำพูดของเสี่ยวฉานในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่คำพูดเอาใจ เพราะตามความเป็นจริงแล้ว ในฐานะสตรีภายในบ้าน ย่อมไม่มีใครอยากเห็นบุรุษของตนไปวุ่นวายกับสตรีนอกเรือน แต่ในยุคสมัยนี้ มันก็เป็นเรื่องที่มีขอบเขตอยู่ งานรวมตัวของบัณฑิตและสาวงามในยามนั้น ก็ถือเป็นกิจกรรมบันเทิงที่ได้รับการสนับสนุนจากสังคมอย่างหนึ่ง อย่างที่เสี่ยวฉานกล่าว ทุกคนต่างชมกันไปมา ตัวคนที่ได้รับคำชมก็ย่อมรู้สึกพึงใจเป็นธรรมดา

ถ้าเข้าไปร่วมกิจกรรมแบบนี้มากเกินไป แล้วไปหลงใหลกับพวกสาวงามจริง ๆ แน่นอนว่าซูถานเอ๋อร์และเสี่ยวฉานย่อมไม่พอใจ แต่ถ้าหนิงอี้ไม่เข้าร่วมเลยแม้แต่นิดเดียว กลับจะทำให้ซูถานเอ๋อร์รู้สึกว่าตัวเองไปขัดขวางทางความสุขของเขาเสียอย่างนั้น หรือบางครั้งอาจรู้สึกด้วยซ้ำว่า หากหนิงอี้ได้เข้าร่วมบ้าง แสดงบทกลอนให้ผู้คนตื่นตะลึงจนสาวงามหลงใหลไป ก็ถือเป็นวิถีชีวิตที่ดีและมีชีวิตชีวา ตราบใดที่รู้ว่าเขาไม่มีอะไรกับพวกสาวงามเหล่านั้นจริง ๆ ก็เพียงพอแล้ว เพราะถ้าหนิงอี้มีชื่อเสียงขึ้นมา คนในจวนก็แอบภูมิใจอยู่ไม่น้อย

หนิงอี้คิดอยู่ครู่หนึ่งก็หัวเราะออกมา แล้วยกมือลูบศีรษะของเสี่ยวฉาน “เสี่ยวฉานเก่งจริง ๆ เลยนะ” เสี่ยวฉานยิ้มเขิน “เจ้าค่ะ”

“ว่าแต่ว่า คุณชายไม่อยากพบแม่นางหลี่ซือซือจริง ๆ เหรอเจ้าคะ?”

“คุณชายของเจ้าหล่อเหลาเกินไป ถ้าเกิดนางเจอข้าแล้วหลงรัก ข้ากลัวว่านางจะร้องไห้ไม่ยอมไปจากเจียงหนิงน่ะสิ…”

เสี่ยวฉานก้มหน้าลง แก้มแดงเป็นลูกตำลึง “ถ้า…ถ้าอย่างนั้น งั้นรอให้คุุณชายรับตัวข้าเข้าจวนก่อน แล้วค่อยให้หลี่ซือซือเข้ามาก็…ก็ได้” เสียงของนางเบาราวกับเสียงยุง หากคนทั่วไปได้ยินคำโอ้อวดของหนิงอี้ก็คงอดหัวเราะเยาะไม่ได้ แต่ปฏิกิริยาของเสี่ยวฉานกลับเกินความคาดหมาย หนิงอี้อึ้งไป ก่อนจะยิ้มส่ายหน้าช้า ๆ ในใจพลางคิดเทียบระหว่างหลี่ซือซือกับอวิ๋นจูและจิ่นเอ๋อร์ ว่าหญิงสาวเหล่านี้ ใครจะโดดเด่นกว่ากันแน่

แต่ความคิดเปรียบเทียบเช่นนี้ ก็ไม่ได้มาจากความเป็น “หญิงงามในหอคณิกา” เพียงอย่างเดียว ที่จริงก็เพราะชื่อเสียงของหลี่ซือซือใหญ่โตเกินไป จึงคาดว่าฝีมือด้านการร้องรำทำเพลงย่อมล้ำเลิศ หนิงอี้เดิมทีไม่ได้สนใจศิลปะโบราณเหล่านี้มากนัก แต่หลังจากได้ฟังอวิ๋นจูบรรเลงและร้องเพลง ก็เปลี่ยนมุมมองไปมาก เพราะเมื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ ความสามารถก็ย่อมเป็นที่ประจักษ์ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เพราะอวิ๋นจูเองได้รับอิทธิพลจากแนวเพลงที่เขาสอน นางจึงเปลี่ยนแปลงวิธีการร้องของตนไปด้วย ซึ่งก็กลายเป็นความลงตัวที่พอดี

เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ไม่ยอมร่ายรำให้เขาดู เพราะนางกลับตัวเป็นหญิงสาวธรรมดาแล้ว รู้สึกว่าไม่เหลือผู้ชมที่ควรค่าแก่การแสดง การร่ายรำให้เขาดูจึงเหมือนเป็นการเอาใจผู้ชายจอมตื๊อคนหนึ่ง แต่จากไม่กี่ครั้งที่เขาเคยได้ชมการรำของนาง ก็ยังนับว่าสวยงามชวนชมอยู่ไม่น้อย ได้ยินมาว่าเมื่อเขาไม่อยู่ จิ่นเอ๋อร์ก็มักจะกระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนานต่อหน้าอวิ๋นจู บางครั้งยังคิดท่ารำใหม่ ๆ ออกมาให้อวิ๋นจูดูอีกด้วย บางครั้งเมื่อจิ่นเอ๋อร์ไม่อยู่ อวิ๋นจูก็จะพูดเล่าให้เขาฟังพร้อมแสดงท่าทางให้ดูด้วยรอยยิ้ม

ทั้งสองนางฝีมือไม่ต่างกันนัก อวิ๋นจูเก่งเรื่องดนตรีและการขับร้อง ส่วนการรำเองก็ไม่ด้อยกว่าเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์เท่าใด เพียงแต่เวลาเต้นนั้นไม่มีใครบรรเลงดนตรีให้ ทำให้มีแต่การเคลื่อนไหวให้หนิงอี้ดู เมื่อแสดงไปได้สักหน่อย เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ก็มักจะวิ่งกลับมาแกล้งขัดจังหวะ แล้วตะโกนด่าอวิ๋นจูอย่างขำขันว่าทำไมใช้ท่ารำของนางไปเอาใจคนรัก ช่างเป็นพฤติกรรมทรยศต่อมิตรภาพอย่างน่าอับอาย ถึงแม้จะเป็นท่ารำเดียวกัน แต่เพราะอวิ๋นจูสุภาพอ่อนโยน ส่วนจิ่นเอ๋อร์ร่าเริงสดใส ทำให้ลีลาของทั้งสองแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ฝั่งโต๊ะบัณฑิตก็ยังคุยเรื่องของหลี่ซือซืออยู่ ในขณะเดียวกัน ก็มีชายสามคนเดินขึ้นมาจากบันไดร้าน มองจากเครื่องแต่งกายสวมเสื้อผ้าสั้นพร้อมพกอาวุธ น่าจะเป็นผู้คนในยุทธภพ คนหนึ่งถึงกับมีบาดแผล พอได้นั่งลงก็เรียกอาหาร

“บัดซบจริงๆ เมื่อวานวางกับดักกันตั้งหลายสิบคน ยังปล่อยให้พวกคนเหลียวหนีรอดไปได้ น่าอับอายจริง ๆ!”

“มันหนีไม่พ้นหรอก ตอนนี้ท่านอาเฉิงจากพรรคไป๋เตานำคนไปล่าตัวด้วยตัวเอง วางตาข่ายจับไว้ทุกทาง ทางการก็ร่วมด้วย พวกสุนัขจรจัดเหลียวบุกเข้ามาฆ่าคนถึงใจกลางแผ่นดินเรา ถ้ายังรอดไปได้อีกก็เท่ากับหยามพวกเราว่าไม่มีน้ำยาแล้วล่ะ!”

“แต่หัวหน้าพวกเหลียวนั่นมันก็ร้ายจริง ๆ สามารถฝ่ากลางวงล้อมของมือดีนับไม่ถ้วนแล้วหนีออกมาได้...”

หนิงอี้ได้ยินคำพูดเหล่านี้ ก็ขมวดคิ้วขึ้นมา ใจเริ่มรู้สึกเป็นกังวล…

…………………

จบบทที่ ตอนที่ 171 หลี่ซือซือ

คัดลอกลิงก์แล้ว