เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 159 การมองไปข้างหน้า

ตอนที่ 159 การมองไปข้างหน้า

ตอนที่ 159 การมองไปข้างหน้า


ตอนที่ 159 การมองไปข้างหน้า

หนิงอี้ได้พบกับอวิ๋นจูและจิ่นเอ๋อร์โดยบังเอิญในช่วงบ่ายขณะออกมาเดินเล่น ช่วงนี้เป็นช่วงปีใหม่ การก่อสร้างสาขาร้าน “จู้จี้” จึงหยุดพักไปบ้าง ทว่าเมื่อใกล้ถึงเทศกาลหยวนเซียว งานก็ต้องเริ่มอีกครั้ง หนิงอี้ก็เลยต้องมาวุ่นวายอยู่บ้าง พอมีเวลาว่าง เขาก็ถูกลากมาให้ช่วยดูความคืบหน้า ส่วนอวิ๋นจูระหว่างทางมีธุระจัดซื้อเล็กน้อย จึงฝากให้จิ่นเอ๋อร์พาหนิงอี้มาก่อน

ที่จริงแล้วถึงขั้นนี้ รูปแบบร้านก็เป็นรูปร่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่ต้องให้หนิงอี้ตัดสินใจก็เหลือไม่มาก ส่วนชื่อร้านว่าจะเรียกว่าสาขาสองหรือร้านจิ่นเอ๋อร์ หนิงอี้เองก็ไม่ยึดติดอะไรนัก ร้านเหล้าแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ หน้าต่างหลายบานยังไม่ได้ติด ตั้งแต่ด้านที่ลมพัดเข้าก็ยังมีหิมะปลิวมากองอยู่ โชคดีที่ทั้งสองใส่เสื้อผ้าหนา หนิงอี้ฝึกฝีมือระดับรอง ๆ ได้ผลบ้างแล้วอย่างน้อยเขาก็คิดเช่นนั้น ส่วนเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์เป็นคนร่าเริง ก่อนหน้านี้ยังคุยโตว่าจะลงไปอาบน้ำในแม่น้ำกลางหิมะเสียอีก ตอนนี้ทั้งสองก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย

“พอร้านนี้เสร็จนะ ข้าตัดสินใจว่าจะขึ้นเวทีแสดงเองสามวัน เรียกคนเข้าร้านให้ได้เยอะ ๆ”

“นานแล้วไม่ขึ้นเวที ฝีมือสนิมกินหมดแล้วกระมัง”

“ไสหัวไป ข้าขึ้นเวทีเฉพาะให้พี่สาวอวิ๋นจูดูเท่านั้น...เอ่อ ว่าแต่เจ้าคิดอย่างไรล่ะ?”

“ข้ายังไม่เคยเห็น คงห่วยกระมัง”

“ข้าหมายถึง ข้าจะขึ้นแสดงจริง ๆ”

“...เจ้าก็รู้นี่ อย่ามาก่อเรื่องให้วุ่น”

แม้ดูเหมือนนิสัยจะไม่ค่อยลงรอยกัน แต่ในเรื่องใหญ่ ๆ จิ่นเอ๋อร์ก็ยังนับถือหนิงอี้อยู่ไม่น้อย นางย่อมฝากความหวังไว้กับร้านที่ใช้ชื่อของตนเป็นชื่อร้าน กล่าวอยากขึ้นเวทีแสดงเรียกคน แต่พอหนิงอี้พูดเช่นนั้น นางก็เบ้ปากเล็กน้อย ไม่เอ่ยเรื่องนี้อีก

“งั้นก็ต้องเรียกพวกพ้องเก่ามา ช่างเปลืองเงินจริง ๆ” จิ่นเอ๋อร์ลากเก้าอี้หามุมหลบลมนั่ง นางมีมนุษยสัมพันธ์ดี ช่วยติดต่อให้ร้านจู้จี้ได้มาก แต่จริง ๆ แล้วนางก็ไม่ค่อยมีความเข้าใจเรื่องเงินนัก ทุกทีที่อวิ๋นจูคำนวณบัญชี นางก็มักจะอยู่ข้าง ๆ คอยบ่นอย่างหัวเสีย “ขี้เหนียวชะมัด”

“สร้างชื่อได้ แถมไม่ต้องมาคอยอยู่กับบุรุษอย่างข้า แบบนี้ก็ดีทั้งสองฝ่าย” หนิงอี้ยกเก้าอี้ขึ้นวางรอบโต๊ะกลม จัดพื้นที่ไปพลาง หัวเราะพลาง “อีกอย่าง ถ้าร้านจู้จี้ใหญ่ขึ้นไปอีก ก็สามารถฝึกคนแสดงเองได้”

“ฝึก…” จิ่นเอ๋อร์กระพริบตา ถามเบา ๆ “เจ้าคิดจะเปิดหอคณิกาหรือ?”

“เจ้าคิดได้สกปรกจริง ๆ!” หนิงอี้มองนางตาขวาง “ในอนาคต...หากร้านจูจี้เติบโตมากพอ ก็สามารถฝึกเด็กหญิง เด็กชายก็ยังได้ สอนเรื่องการแสดง ร้องรำ ทำกลต่าง ๆ ตั้งคณะการแสดงของเราเอง ที่นอกเมืองมีเด็กที่ไม่มีจะกินอยู่มากมาย ถือว่าได้ช่วยเหลือสังคม แก้ปัญหากำลังแรงงานส่วนเกินด้วย”

จิ่นเอ๋อร์ฟังแผนการและวิสัยทัศน์ของเขา ก็อึ้งไปพักหนึ่ง “แต่ว่า...มันเปลืองเงินมากเลยนะ ถ้าไม่เปิดหอคณิกาแต่เอาแสดงล้วน ๆ คณะการแสดงแบบนั้นก็คงไม่ได้เงินมากนักหรอก อีกอย่าง...ต้องใหญ่ขนาดไหนกันล่ะ…”

นางนึกภาพไม่ออกเลย หากต้องเดินสายไปทั่วแสดงไปเรื่อย ๆ ก็ไม่ต่างจากคณะละครเร่ที่ตระเวนไปตามที่ต่าง ๆ ใครจะยอมทุ่มเงินมากขนาดนั้นเพื่อเรื่องแบบนี้กัน

“ถ้าสาขาเปิดเกินสามที่แล้ว ไก่ออกไข่ ไข่ออกไก่ ก็จะเร็วขึ้นเอง พอถึงตอนนั้นจัดระบบให้ดี ก็สามารถขยายออกไปเรื่อย ๆ ได้” หนิงอี้เขียนรายละเอียดการจัดร้านลงในกระดาษ “สิ่งสำคัญคือ...ต้องมีพรรคพวกในทางราชการ อวิ๋นจูสนิทกับตระกูลฉิน พอสมควร แถมยังรู้จักกับเจ้าเมือง...เจ้าหัวล้านนั่นติดหนี้บุญคุณข้าอยู่เยอะด้วย อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าระบบจะดำเนินไปได้ราบรื่น ไม่โดนทางการขัดขวางมากนัก ถ้าจะเดินเส้นในทางลัดก็มีทางเดิน...”

เขาหยุดไปเล็กน้อย “ที่สำคัญคือต้องทำให้หรูหรา แล้วขยายลงใต้ ไปซูโจว หางโจว ค่อย ๆ สร้างกิจกรรมบันเทิงควบคู่ไปด้วย ขอแค่บริหารและโฆษณาดี ธุรกิจก็จะมาเองอยู่แล้ว อู่เฉาก็ใช่ว่าจะไม่มีเงินอะไรเลยอีกต่อไปแน่นอน เอาเข้าจริงพวกเราก็ยังต้องดูว่าพวกเจ้าจะอยากขยายให้ใหญ่มากแค่ไหน ถ้าไม่อยากทำใหญ่ก็หยุดได้เสมอ”

ในด้านธุรกิจ หนิงอี้วางแผนได้อย่างช่ำชอง โดยเฉพาะในยุคเช่นนี้ การทำการค้าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การวางแผน แต่คือการมีเส้นสาย ใช้อิทธิพลของจวนท่านเจ้าเมืองมาช่วยผลักดันธุรกิจของจูจี้ เรื่องพวกนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจนัก ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เดิมทีเขาไม่ค่อยได้เล่าแผนพวกนี้ให้พวกอวิ๋นจูฟังบ่อยนัก จิ่นเอ๋อร์ได้ยินแล้วก็ยังคงแปลกใจอยู่ คิดหนักว่าตัวเองในอนาคตจะกลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาหรือไม่ แล้วก็นึกตำหนิเขาว่าเพ้อเจ้อเกินไป นางไม่เชื่อหรอก

ขณะกำลังคุยกันอยู่นั้น อวิ๋นจูก็กลับเข้ามาในร้าน ปิดประตูพร้อมกับหันไปมองถนนด้านข้างเล็กน้อย นางไม่เหมือนกับจิ่นเอ๋อร์ที่บางครั้งดูคล้ายชายหนุ่ม อวิ๋นจูมักจะสวมกระโปรงของสตรี สีอาจจะเรียบ ๆ แต่พอมองใกล้ ๆ ก็เห็นความงดงามเด่นชัด เมื่อเห็นนางเข้ามา จิ่นเอ๋อร์ก็หัวเราะเบา ๆ แล้ววิ่งเข้าไปหา พลางชะเง้อมองตาม “พี่สาวอวิ๋นจูมองหาอะไรอยู่หรือ?”

“เอ่อ เมื่อครู่เหมือนจะเห็น...แม่นางฉีหลานเดินผ่านตรงนี้ บางทีอาจจะตาฝาด”

“ฉีหลาน?” จิ่นเอ๋อร์เปิดประตูมองไปรอบ ๆ หลายครั้ง “บังเอิญกระมัง แต่ถึงอย่างไรแต่เดิมข้าก็ไม่ได้สนิทกับนางอยู่แล้ว ตอนประกวดหญิงงามยังมีเรื่องบาดหมางกันอยู่เลย ไม่มีทางเกี่ยวข้องกับพวกเราหรอก”

“เจ้าไปมีเรื่องบาดหมางกับฉีหลานตั้งแต่เมื่อไหร่…”

“นางได้ตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งไปน่ะสิ! แถมเจ้าคนแซ่หนิงยังไปอุดหนุนนางตั้งสองพันดอก ข้าก็เสียหน้าสิ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือไร!”

ตอนประกวดหญิงงามเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์แต่เดิมก็ไม่ได้คิดจะแย่งตำแหน่งกับใคร แต่พอพูดถึงเรื่องนี้ นางก็นึกอยากยกขึ้นมาอีกครั้งเพื่อว่าหนิงอี้อย่างหน้าด้าน อวิ๋นจูฟังแล้วก็หัวเราะคิก หนิงอี้ได้แต่ตบหน้าผากอย่างอ่อนใจ เขายืนอยู่ไม่ไกลจากกองหิมะใต้หน้าต่างด้านหนึ่งของห้องโถง เวลานี้เดินไปเงียบ ๆ แล้วหยิบก้อนหิมะขึ้นมาก้อนหนึ่ง สีหน้าของจิ่นเอ๋อร์ชะงัก คิดจะหนี อวิ๋นจูหัวเราะออกมา “ดีเลย โยนใส่นางเลย”

หนิงอี้ไม่มีความคิดจะไว้หน้าสตรีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจิ่นเอ๋อร์ที่ชอบหาเรื่องใส่ตนเอง มือสะบัด ก้อนหิมะพุ่งออกไปด้วยเสียงหวีด

จิ่นเอ๋อร์รีบยกมือขึ้นปิดหัว ร้อง “อา!” ในใจคิดว่าโดนแล้วจะอาละวาดกลับบ้างในภายหลัง แต่ในตอนนั้น หิมะกลับกระจายตัวพุ่งแตกบนศีรษะของอวิ๋นจูแทน

อวิ๋นจูหดคอด้วยความตกใจ รับมือไม่ทัน หิมะกระจายทั่วหัว หนิงอี้ยืนค้างอยู่ท่าโยนหิมะ แช่แข็งอยู่ตรงนั้น จิ่นเอ๋อร์กลั้นขำสุดตัว พอผ่านไปครู่หนึ่ง หน้าทั้งใบของนางก็บวมเป่งด้วยความกลั้นหัวเราะ

“เรียกตัวเองว่ายอดฝีมือในยุทธภพ ยังขว้างหิมะไม่แม่นอีก…” อวิ๋นจูปัดหิมะออกจากศีรษะ ไหล่ตกลง สายตามีแววตัดพ้อเล็กน้อย จากนั้นก็เม้มปากแล้วเดินออกไปข้างนอก จิ่นเอ๋อร์หัวเราะร่าแล้วตามไป สองสาวเริ่มก้มหยิบหิมะเล่นกันอยู่ใต้ชายคา

“เฮ้ เฮ้ น้ำท่วมศาลเจ้าเจ้ามังกร นี่มันเข้าใจผิดกันนะ…อวิ๋นจู เจ้ารู้จักเหตุผลดีกว่าจิ่นเอ๋อร์ เจ้าสองคนจะมาเล่นกันแบบนี้ไม่ได้นะ…”

ความจริงพิสูจน์แล้วว่า ต่อให้เป็นคนที่รู้ความเข้าใจก็ตาม ก็ไม่เต็มใจจะถูกทำร้ายเปล่า ๆ หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อทั้งสามคนเดินออกมาจากห้องโถงอีกครั้ง หนิงอี้ก็ตบหิมะออกจากตัว สีหน้าเต็มไปด้วยความจนใจ

“ฝีมืออาวุธลับก็ต้องฝึกนะ เข้าใจไหม…”

“ก็แสดงว่าเจ้าฝีมืออาวุธลับสู้พวกเราไม่ได้” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์จัดแต่งเส้นผม ดูแล้วเหมือนเพิ่งถูกขยี้มาไม่น้อย จากนั้นก็หันไปมองร้านที่ยังตกแต่งไม่เสร็จ “เดือนสองคงเปิดร้านได้แล้วใช่ไหม?”

“อืม” หนิงอี้พยักหน้า “ร้านสาขาสอง”

“ร้านจิ่นเอ๋อร์!”

“ก็ได้ ๆ เจ้าว่าอย่างไรงก็อย่างนั้น..”

เวลาขณะนี้ก็ไม่เช้าแล้ว เรื่องรายละเอียดในการตกแต่งร้านที่ต้องพูดกันก็พูดกันไปหมดแล้วจริง ๆ แล้วนั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญนัก ทั้งสามคนจึงแยกย้ายกันที่ริมถนน อวิ๋นจูกับจิ่นเอ๋อร์ขึ้นรถม้ากลับ หนิงอี้ก็เดินกลับจากอีกทางหนึ่ง

อากาศยังคงหนาวเย็น หิมะในเมืองหนายิ่งนัก ระหว่างทางกลับบ้าน หนิงอี้มองเห็นร้านค้าและโรงน้ำชาที่เปิดประตูอยู่สองข้างทาง เหล่าผู้คนที่สัญจรไปมา ล้วนแสดงให้เห็นว่านี่จะเป็นอีกปีแห่งความสงบสุข เขาครุ่นคิดถึงแผนการขยายร้านจู้จี้ พูดถึงมันก็เหมือนการค้าธุรกิจทั่วไป แต่สำหรับเขากลับเป็นเหมือนการเล่นขายของ

หากใช้เหตุผลพิจารณา เขาก็อยากขยายลงไปทางใต้ เพราะอู่เฉาอ่อนแอมานาน ไม่ว่าจะเป็นเหล่าพวกเหลียวหรือพวกจิน หากสถานการณ์ในอนาคตเปลี่ยนแปลงจริง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ศึกจะมาจากทางเหนือ ขณะที่ทางใต้จะปลอดภัยกว่า ทว่าพอคิดถึงคำพูดกับลู่หงถีเรื่องจะขยายธุรกิจไปถึงเขาหลู่เหลียง ก็รู้สึกยากขึ้นทันตา ที่นั่นเป็นพื้นที่ยากจน แถมยังมีเถียนหูสร้างความวุ่นวายอยู่ ถ้าอยากทำธุรกิจจริง ๆ คงต้องใช้รูปแบบอื่นแทน

หนิงอี้ตั้งใจจะขยายธุรกิจขึ้นจริง ๆ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะอยากจะได้ชื่อว่ามีแฟรนไชส์ทั่วประเทศ แต่เหตุผลสำคัญคือ เรื่องการประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกับอาวุธในอนาคต เขาย่อมจะต้องลงมือทำแน่นอน และไม่อยากส่งมอบสิ่งเหล่านี้ให้กับคังเสียนโดยตรง ซึ่งเหตุผลก็ซับซ้อนพอควร

หนึ่งคือ หากเป็นอาวุธที่ยังไม่สมบูรณ์ มันก็ไม่มีความหมายอะไร ถ้าอยากจะให้มันมีบทบาทเปลี่ยนโลก หนิงอี้ก็ต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ นั่นแปลว่าเขาต้องออกมาทำเรื่องด้วยตนเอง แต่วงราชการนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม แถมข้างบนก็มีฮ่องเต้อยู่ หนิงอี้เป็นคนที่ชินกับการอยู่เหนือคนอื่น ไม่ใช่ว่ารับมือกับการเมืองไม่ได้ แต่เขาไม่ชอบรูปแบบที่ใครต่อใครคอยชี้นิ้วสั่ง อีกทั้งเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับราชสำนักนี้นัก กลับกัน เขากลับรู้สึกเห็นด้วยกับลู่หงถีมากกว่า เขาชื่นชมในความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวของสตรีผู้นี้ ถ้าหากมีโอกาส ก็อยากจะช่วยนางเช่นกัน

แน่นอนว่า หากการคิดพิจารณาขยายไปถึงระดับ “ประเทศ” ก็จะเริ่มรู้สึกคลุมเครือและล่องลอยมาก เพราะตอนนี้เขามีแค่สองร้าน คิดเรื่องขยายทั่วประเทศก็ดูโอ้อวดอยู่ไม่น้อย ทุกวันนี้กิจกรรมของเขาก็วนเวียนแค่ในเมืองเจียงหนิง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็ติดตามซูถานเอ๋อร์ไปเยี่ยมเยียนปีใหม่ และทำกิจกรรมบ้าน ๆ ธุรกิจเล็ก ๆ เท่านั้น

นี่ไม่ใช่ยุคที่ข้อมูลท่วมท้น ประชาชนทั่วไปจะลุกขึ้นมาพูดเรื่องการเมืองหรือความรักชาติได้เสมอไป ในสายตาคนรุ่นหลังที่มองประวัติศาสตร์ อาจจะเห็นเรื่องราวของวีรบุรุษผู้รักชาติที่แสนซาบซึ้งชวนร้องไห้ ทว่าในความเป็นจริงของสังคมขณะนี้ การสู้รบในทางเหนือก็ยังเป็นเพียงแนวคิดเลื่อนลอย พ่อค้าทางธุรกิจอาจจะได้ติดต่อกับพ่อค้าพวกเหลียวมาบ้าง แต่ใครจะรู้ว่าพวกจินเป็นคนเช่นไร แม้แต่นักปราชญ์ที่พูดเรื่องการบ้านการเมืองในซ่องโสเภณีก็ไม่มีใครรู้อะไรจริงนัก

หนิงอี้เองก็เพียงได้ยินข่าวคราวเพียงเล็กน้อยจากการสนทนาระหว่างผู้อาวุโสฉินและผู้อาวุโสคัง สิ่งที่เขาได้สัมผัสจริง ๆ กลับเป็นเพียงชีวิตที่สงบในเมืองเจียงหนิง ความสงบเงียบของป่าไผ่ใกล้สำนักศึกษาหยูซาน การเรียนการสอนที่เด็ก ๆ โยกหัวไปมาอย่างตั้งใจ เสียงหัวเราะและแววตาซุกซนของภรรยาขณะทำบัญชีและคุยเล่นอยู่ในบ้าน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จับต้องได้จริง

แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ค่อย ๆ ขยายขึ้น ช่วงใกล้ปีใหม่ บรรดาข้าราชการที่มาเยี่ยมเยือนผู้อาวุุโสฉิน ทำให้สถานะของท่านดูซับซ้อนและน่าเกรงขามขึ้นชัดเจน สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ ต่อไปท่านคงไม่อาจไปตั้งโต๊ะหมากรุกริมแม่น้ำฉินหวยได้อีกแล้ว หนิงอี้ไม่รู้แน่ชัดว่าผู้อาวุโสฉินทำอะไรมาบ้าง ได้แต่เดาเอาจากคำพูดของผู้อื่น ชายชราผู้นี้ไม่เคยพูดเรื่องเหล่านั้นเลยขณะสนทนา ทว่าหลังปีใหม่ หนิงอี้ก็เริ่มรู้สึกถึงความตึงเครียดบางอย่าง ทุกคนดูเหมือนจะกำลังรอคอยบางสิ่งจากทางเหนือ

แต่เรื่องที่รอก็ยังมาไม่ถึง

ฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ เหลียวกับจินได้ลงนามในข้อตกลงสงบศึก สงครามที่ดูเหมือนใกล้จะระเบิดขึ้นมา ก็กลับกลายเป็นเรื่องห่างไกลออกไปอีกครั้ง...

…………………

จบบทที่ ตอนที่ 159 การมองไปข้างหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว