เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 158 ผลพวง

ตอนที่ 158 ผลพวง

ตอนที่ 158 ผลพวง


ตอนที่ 158 ผลพวง

ปีใหม่เพิ่งผ่านไป ยังไม่ถึงเทศกาลหยวนเซียว ถนนเลียบแม่น้ำฉินหวยยังอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุขในช่วงปลายปี เสียงประทัดดังขึ้นเป็นระยะ บ้างเป็นเพราะร้านค้าเปิดกิจการต้อนรับปีใหม่ บ้างก็เป็นเพียงเสียงจุดเล่นของเด็ก ๆ ที่วิ่งหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานกลางถนน ท่ามกลางขบวนรถม้าและผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา

บรรยากาศรื่นเริงนั้นยังไม่อาจขจัดความหนาวเย็นของฤดูหนาวออกไปได้ หิมะที่ตกสะสมในย่านการค้าแห่งนี้ถูกกวาดกองไว้ด้านข้างจนสูงท่วมคล้ายเนินเขาน้อย ๆ ทว่าในห้องรับรองของร้านเหล้าชื่อ “ถิงเถาก๋อ” ที่อยู่ริมถนนกลับอบอุ่นเป็นพิเศษ เตาผิงขนาดใหญ่ถูกวางไว้อย่างลงตัว ช่วยเพิ่มความอบอุ่นและให้อากาศหมุนเวียน ห้องนั้นหรูหรา ประดับด้วยม่านลูกปัดห้อยระย้า กลิ่นธูปลอยอ้อยอิ่ง บรรเลงเคล้าคลอด้วยเสียงพิณอันไพเราะ จากหญิงสาวรูปโฉมงดงามรูปร่างอ่อนช้อยซึ่งขับกล่อมอยู่เงียบ ๆ มิได้กล่าวสิ่งใด

ภายในถ้วยน้ำชาที่เพิ่งรินลงไป ใบชาค่อย ๆ คลี่ตัวออกในน้ำร้อน ไออุ่นลอยขึ้นเบา ๆ

“ช่วงปลายปีข้าออกจากเจียงหนิง เพิ่งกลับมาเมื่อวาน สหายมีข่าวอะไรสำคัญบ้างหรือไม่ช่วงนี้?”

“ข้าเองก็เช่นกัน ออกนอกเมืองไปไหว้บรรพชน เยี่ยมเยียนผู้ใหญ่ในตระกูล มีเรื่องอะไรให้กล่าวเสียที่ไหนเล่า”

บรรยากาศแลดูราบรื่น บุรุษที่กำลังสนทนาอยู่สองคนนั้น คนหนึ่งชื่อปู้หยางอี้ อีกคนชื่อถังสวี่ ทั้งสองล้วนเป็นคนหนุ่มที่โดดเด่นในวงการพาณิชย์แห่งเจียงหนิง ถังสวี่เป็นคนอ่อนน้อมสุขุม มิได้เพียงเชี่ยวชาญในทางค้าขาย ทว่ายังมีชื่อเสียงในด้านวรรณศิลป์ ทั้งสองเป็นทั้งคู่แข่งและสหาย มีโอกาสพบกันคราวใดก็นั่งจิบชา สนทนาเรื่องราวต่าง ๆ เช่นครั้งนี้ซึ่งพบกันโดยบังเอิญหลังช่วงปีใหม่ และมีหญิงงามชื่อฉีหลานซึ่งเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งมาบรรเลงพิณเป็นเพื่อน

“...ครั้งนี้ออกนอกเมือง ข้าได้ยินว่าทางเหนือเกิดภัยหิมะถล่ม หลินโส่วโจวส่งสินค้าไปชุดหนึ่ง เจอหิมะถล่มกลางทาง สูญเสียหมดสิ้น น่าเวทนา”

“หลินโส่วโจวผู้นั้นมีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ขอยืมเงินจากที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง ก็มักเอาตัวรอดได้เสมอ เฮอะ ๆ เพียงแต่สองปีนี้โชคไม่ค่อยเข้าข้าง…”

“เขาเป็นคนเก่งแท้ อีกไม่นานคงได้รบกัน ข้าได้ยินว่าเขาลงทุนในพื้นที่ทางเหนือไปมาก หากศึกเริ่มขึ้นเมื่อไร ก็คงรอเก็บเกี่ยวผลกำไร เห็นทีตอนนี้เขาคงนับวันรออยู่แล้ว นี่แหละหนา ความมั่งคั่งต้องเสี่ยง”

“พวกพ่อค้าผ้าเองก็กำลังซุบซิบเรื่องราวกันอยู่ ข้าไปดื่มเหล้ากับคนจากกรมทอผ้าเมื่อสองวันก่อน ได้แต่ถอนหายใจกัน”

“หือ? เรื่องปีที่แล้วยังไม่พออีกหรือ? คราวนี้มีเรื่องอะไรอีก? ตระกูลเซี่ยเองก็เคลื่อนไหวหรือ?”

“ก็ยังคงเป็นเรื่องระหว่างตระกูลซูกับตระกูลอู๋นั่นแหละ”

ปู้หยางอี้จิบชาเล็กน้อย สีหน้าแสดงความแปลกใจ “ตอนปลายเดือนสิบปีที่แล้ว ตระกูลซูก็แยกตระกูลกันเรียบร้อยแล้วมิใช่หรือ? ตระกูลอู๋นั่นก็ถูกหนิงอี้จัดการจนย่อยยับ ดูเหมือนเรื่องผลประโยชน์ก็แบ่งปันกันเสร็จแล้วกระมัง หรือว่ายังไม่ยอมเลิกรา คิดก่อเรื่องอีก?”

“ยังมีผลพวงหลงเหลืออยู่”

“ยังมีผลพวงอีกหรือ?”

“ข้าเองก็เพิ่งนึกได้วันนี้ พวกในวงการผ้าดูจะรับกลิ่นได้ไวกว่าพวกเรา คงเริ่มรู้ตัวแล้ว...ตระกูลอู๋ยื่นมือคว้าสิทธิ์ผ้าส่วยทั้งหมดในเจียงหนิงไปแล้ว ข้าราชการแต่ละระดับก็ต่างเดินสายกันวุ่นวาย”

“ไปคว้าผ้าส่วย? เขาบ้าไปแล้วหรือ?”

“คงเพราะจนตรอกนั่นแหละ ข้าได้ยินว่าระยะนี้ตระกูลอู๋ใช้เงินราวกับเทน้ำ ครอบครัวก็ทรุดหนักราวกับภูเขาถล่ม โดนตระกูลซูรีดไปหนึ่งในสาม แล้วยังต้องไปแย่งสิทธิ์ผ้าส่วยอีก จากนั้นก็ต้องลำบากจัดการจ่ายสินบนอีกครึ่งหนึ่ง ส่วนเรื่องการเดินเรื่องพวกนี้เพิ่งมีคนจับสังเกตได้หลังปีใหม่ เพราะพวกเขาเคลื่อนไหวมากเกินไป ตอนนี้ก็คงพอถอนหายใจได้บ้าง แต่หลังจากเรื่องนี้ ต้นทุนของตระกูลอ๋เหลือไม่ถึงหนึ่งในสาม และอีกหลายปีคงต้องเป็นเพียงคหบดีหลวเท่านั้น ข้าเคยเจออู๋ฉีหลงครั้งหนึ่ง เขาเปลี่ยนไปมากทีเดียว”

ปู้หยางอี้อ้าปากค้าง “เหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้?”

“เจ้าลองเดาดู ข้าเองก็เพิ่งเข้าใจ”

อีกฝ่ายถือถ้วยชาขึ้นแนบริมฝีปาก แล้วกระพริบตาเล็กน้อยวางถ้วยลง “ผ้านั้นสีตก...แก้ไม่ได้หรือ?” คำนี้ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นข้อสันนิษฐานที่เกิดจากการขบคิด

ถังสวี่พยักหน้าเบา ๆ “ข้าก็เดาว่าเช่นกัน คงมีคนไม่น้อยที่เริ่มมองออกแล้ว”

“เรื่องนี้พลิกไปพลิกมานัก นึกไม่ถึงว่าถึงตอนนี้ยังไม่จบ…” ปู้หยางอี้พึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสับสน

“พวกเราล้วนโดนหลอกกันหมด แม้แต่หลังจากความจริงเปิดเผยแล้ว ทุกคนก็ยังโดนหลอกอยู่” ถังสวี่หัวเราะ “เริ่มจากเหตุลอบสังหารคนของตระกูลซู จากนั้นก็หลอกกันไปหลอกกันมา ปลายเดือนแปดที่มีการตัดสินเรื่องคหบดีหลวง ทุกคนคิดว่าตระกูลซูโดนหลอก ตกตะลึงในแผนของตระกูลอู๋ ปลายเดือนสิบประชุมญาติของตระกูลซู ทุกคนถึงได้รู้ว่าตระกูลอู๋ต่างหากที่โดนหลอก ใครจะรู้ว่าหลังจากความจริงเปิดเผยในเดือนสิบแล้ว คนก็ยังอยู่ในความมืด...ดูจากท่าทีของตระกูลซูที่มีต่อตระกูลอู๋ ตอนนั้นทุกคนล้วนเข้าใจว่าทั้งสองตระกูลตกลงกันได้ และใช้ผ้าสีทองแท้ข่มขู่ตระกูลอู๋ แต่ตอนนี้ดูแล้ว…” เขาจิบชา สีหน้าซับซ้อน “กลับเป็นแค่การจับเสือมือเปล่า น่าชื่นชมยิ่งนัก…”

ปู้หยางอี้เงียบไปครู่หนึ่ง "เช่นนี้ก็แสดงว่า ตระกูลซูมิได้ใช้ผ้าสีทองแท้แลกเอาทรัพย์สินหนึ่งในสามของตระกูลอู๋ แต่เพียงแค่ความลับเดียว กลับแลกไปได้หนึ่งในสาม แล้วตระกูลอู๋ยังต้องทำลายอีกหนึ่งในสามด้วยตนเอง เดือนสิบเรื่องเปิดเผยแล้วกลับไม่มีใครสงสัยได้ ยังต้องเรียกว่า...คำนวณทุกสิบก้าว…”

“ตอนนี้คิดย้อนกลับไปก็เป็นเช่นนั้น” ถังสวี่พยักหน้า “ตระกูลอู๋รากฐานมั่นคง แม้เสียหายหนึ่งในสามก็ยังคงสถานะสามตระกูลหลักในวงการทอผ้าได้ หลังจากเรื่องนี้ ตระกูลซูกับตระกูลอู๋คงเป็นศัตรูกันอย่างไม่อาจคืนดี หากเป็นข้าเป็นหนิงอี้ ข้าคงไม่ยอมให้สถานการณ์นี้ดำรงอยู่ต่อไป ต้องกำจัดตระกูลอู๋จนสิ้นซากไร้เรี่ยวแรงแข่งขัน ถึงจะวางใจได้ เพียงแต่ตอนนั้นใครจะคิดว่าคนผู้นี้จะกล้าหวังมากถึงเพียงนี้ คนทั่วไปเห็นแค่ตระกูลซูได้เปรียบมหาศาลแล้ว ก็ควรพอใจ แต่กลับเป็นว่าตระกูลเสวี่ยพลาดโอกาสทองไปเสียแล้ว หนิงอี้ผู้นี้ภายนอกดูนุ่มนวล แท้จริงแล้ว...น่ากลัวยิ่ง”

ทั้งสองพูดคุยกันในน้ำเสียงสบาย ๆ ธุรกิจของตระกูลพวกเขานั้นใหญ่กว่าตระกูลซูมากนัก และมิได้อยู่ในธุรกิจเดียวกัน แต่เมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวเบื้องหลังนี้ กลับอดรู้สึกตะลึงและยกย่องไม่ได้ เดิมทีผลลัพธ์ที่เปิดเผยในงานประชุมญาติปลายเดือนสิบก็น่าตกใจอยู่แล้ว ทุกสิ่งเหมือนกับกลไกซับซ้อนซ้อนกล เมื่อทุกคนคิดว่าถึงจุดจบแล้ว ใครจะรู้ว่าเรื่องราวยังดำเนินต่อจนตระกูลอู๋ถูกบดขยี้เหลือเพียงหนึ่งในสาม และเบื้องหลังนั้นก็คือเพียงบัณฑิตผู้หนึ่งเท่านั้น

“ขอเพียงไม่เป็นศัตรูด้วยก็ดีแล้ว”

“เฮอะ กลอุบายระดับนี้ก็ใช่ว่าจะใช้ได้ทุกครั้ง คงมีจังหวะที่เหมาะเจาะด้วย พี่ปู้หยางก็คงไม่กลัวเขาหรอก อีกอย่างข้าได้ยินว่าท่านเองก็มีความสนิทกับหนิงหลี่เหิงไม่น้อย บุรุษผู้นี้จริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร หรือท่านไม่เคยสังเกต?”

“เคยพบกันไม่กี่ครั้ง แต่จะเรียกว่าสนิทก็ไม่ถึงกับนั้น เขาเป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยสนใจเรื่องความบันเทิงแต่ไหนแต่ไร ข้าเคยคิดว่าเขาเก่งเรื่องกวีบทความเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าคราวนี้จะยอมออกหน้าแทนครอบครัว แล้วก่อคลื่นกระเพื่อมใหญ่โตถึงเพียงนี้ ตระกูลอ๋ถึงกับพังยับเพราะเขา...หลังเดือนสิบข้าเคยไปเยี่ยมเขาครั้งหนึ่ง ได้ยินมาว่าหลังจากเรื่องคหบดีหลวงตัดสินเสร็จแล้ว เขาก็กลับไปใช้ชีวิตสอนหนังสือที่สำนักศึกษาตามเดิม บางครั้งเดินเล่นอยู่ตามถนน เจอกันก็เหมือนไม่มีอะไร สำหรับเรื่องตระกูลซูเขาก็ไม่ข้องเกี่ยวอีก ชีวิตของเขาช่างเป็นอิสระกว่าพวกเรามากจริง ๆ”

“ช่างมีคนประหลาดเช่นนี้จริง ๆ” ถังสวี่หัวเราะเบา ๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบก่อนกล่าวว่า “ข้ากำลังคิดอยู่ว่า ต่อไปหากมีใครคิดจะวางแผนเล่นงานตระกูลซูอีก เกรงว่าคงต้องชั่งน้ำหนักถึงตัวตนของหนิงหลี่เหิงที่อยู่เบื้องหลังตระกูลซูก่อนแล้ว…”

ลองคิดถึงสถานการณ์ของตระกูลซูในตอนนี้ หากมีศัตรูคิดจะลงมือ แล้วรู้ว่ามีบุรุษนามว่า “หนิงหลี่เหิงผู้วางแผนทุกสิบก้าว” ยืนอยู่เบื้องหลังจริง ๆ ก็ชวนให้ขนลุกไม่น้อย เขาเพียงลงมือครั้งเดียวก็ทำให้ตระกูลอู๋สูญเสียไปหนึ่งในสาม คนอื่นย่อมต้องคิดให้รอบคอบยิ่ง

หลังม่านลูกปัดข้าง ๆ ฉีหลานยังคงบรรเลงพิณเบา ๆ ขณะนี้ก็เริ่มเข้าใจว่าเรื่องที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันคือเรื่องใด จึงตั้งใจฟังเงียบ ๆ

เรื่องของคู่รักและบุรุษทรงปัญญานั้นเป็นกระแสนิยมในวงการนางโลมเสมอ นางในฐานะที่เป็นถึงหญิงงามอันดับหนึ่ง บางครั้งก็ได้ยินคนพูดถึงหนิงอี้ แล้วโยงนางเข้าไปด้วย นางเองก็รู้สึกแปลกอยู่ไม่น้อย หนิงอี้เป็นหนึ่งในผู้มีปัญญาแห่งเจียงหนิงที่แปลกที่สุด ถูกกล่าวขานว่าเป็นอันดับหนึ่ง แต่กลับไม่ค่อยย่างเท้าเข้าสู่สถานเริงรมย์ บุรุษเช่นนี้หาได้ยากนัก แต่ฉีหลานกลับเห็นว่าเขาคู่ควรกับตำแหน่งนั้นยิ่งกว่าแม้แต่เฉากวนเสียอีก ซึ่งความรู้สึกนี้ก็ชวนให้นางแปลกใจเช่นกัน

เขาไม่ใช่แค่ไม่สนใจสถานเริงรมย์เท่านั้น แต่เหมือนไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น ทว่า หากเขามีความสนใจขึ้นมาแล้วล่ะก็ ตนกับเขาคงเข้ากันได้ดี ฉีหลานเคยนึกในใจเช่นนี้อยู่บ้าง ท้ายที่สุดแล้วตนก็แตกต่างจากผู้อื่น และครั้งก่อนในการแข่งขันหญิงงาม เขาก็เคยให้รางวัลนางตั้งหลายพันตำลึงมิใช่หรือ

แน่นอนว่า ทุกวันนี้นางมีสถานะแล้ว จึงมีภารกิจมากขึ้น ต้องช่วยตระกูลปู้หยางต้อนรับแขก ตอบแทนบุญคุณของผู้ที่หยิบยื่นโอกาสให้ ทำโน่นนี่ รู้จักกับผู้มีชื่อเสียงมากมาย เวลาว่างถึงจะคิดถึงเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาบ้าง นางเองก็ไม่ได้นึกถึงหนิงอี้มากนัก แต่ทุกครั้งที่คิดถึง ก็ไม่เคยรู้สึกไม่ชอบเลย บางครั้งก็ได้ยินข่าวลือว่าเขามีความสัมพันธ์กับอดีตหญิงงามอย่างเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ แต่ก็ไม่รู้ว่าเรื่องจริงหรือไม่ เพราะสถานเริงรมย์ไม่เคยขาดข่าวลือ

ในวันนี้การพบปะก็ไม่จำเป็นต้องให้นางพูดอะไรมาก นางก็ยิ่งดีใจที่ได้บรรเลงพิณไปเรื่อย ๆ คิดถึงเรื่องพวกนี้ตามสบาย หลังจากปู้หยางอี้และถังสวี่สนทนากันอีกครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นลาทั้งคู่ ปู้หยางอี้ยังเอ่ยว่าจะไปเยี่ยมตระกูลซูในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พร้อมทั้งเชิญหนิงอี้ให้ร่วมงานเทศกาลหยวนเซียว...ว่าแต่เขาจะไปหรือไม่นั้น ฉีหลานก็อดเดาอยู่ในใจไม่ได้

ปู้หยางอี้ยังมีธุระอื่น หลังจากส่งถังสวี่แล้ว ก็แยกทางกับฉีหลานตรงหน้าร้านถิงเถาก๋อ ฉีหลานมีสาวใช้ติดตามและมีสารถีขับรถม้าใหจึงเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย ทว่าระหว่างทาง นางก็ได้พบกับหนิงอี้และเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์เข้าโดยบังเอิญจริง ๆ

แม้หลังปีใหม่จะมีผู้คนสัญจรไปมาตามท้องถนนไม่น้อย แต่คนที่ออกมาเดินเที่ยวอย่างสบายใจกลับมีไม่มาก ส่วนใหญ่ต่างพากันไปเยี่ยมญาติทักทายปีใหม่ รถม้าค่อย ๆ แล่นเลียบแม่น้ำฉินหวย ไปถึงทางแยกแห่งหนึ่ง ฉีหลานเปิดม่านหน้าต่างออก ก็เห็นร่างของหนิงอี้กับหญิงสาวอีกคนกำลังเดินเข้าไปในหอสุราแห่งหนึ่งริมแม่น้ำ หญิงสาวข้างกายนั้นดูคล้ายเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ แต่ก็มีอะไรบางอย่างแตกต่างจากภาพที่นางเคยเห็น จึงสั่งให้หยุดรถ

สาเหตุหลักก็เพราะเมื่อครู่ปู้หยางอี้และถังสวี่เพิ่งพูดถึงหนิงอี้ นางจึงอยากลงไปดูสักหน่อย ร้านเหล้าริมแม่น้ำแห่งนั้นยังอยู่ระหว่างการปรับปรุง อาจจะหยุดงานเพราะช่วงปีใหม่ ตัวอาคารดูแปลกตาไปเล็กน้อย ถึงแม้จะไม่ชัดเจน แต่ก็รู้สึกได้ว่ามีการตกแต่งบางอย่างที่แตกต่าง ดูออกว่าเจ้าของร้านใส่ใจมาก ตัวหนิงอี้ใส่เสื้อผ้าหนา ใส่หมวกจึงดูเชย ๆ หน่อย ส่วนหญิงสาวที่เดินข้าง ๆ ก็แต่งตัวมิดชิดด้วยเสื้อสีน้ำตาลขลิบขนสีขาว แม้จะแต่งกายธรรมดา แต่ก็ยังดูงามเด่นแต่ไกล คล้ายหมีแพนด้าน้อย

ฉีหลานพิจารณาแล้วก็แน่ใจว่าหญิงที่เดินกับหนิงอี้คือเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ อดีตหญิงงามที่ไถ่ตัวเองออกไปแล้ว

ในฐานะหญิงงามอันดับหนึ่ง ฉีหลานวันนี้ก็ยังแต่งกายงดงาม สดใส แถมอบอุ่นด้วย นางแต่งตัวอย่างตั้งใจ เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์เมื่อก่อนก็เป็นหญิงงาม ผู้หญิงเช่นนั้นไม่เคยแต่งตัวปิดบังความงามแบบนี้ หนิงอี้กับเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์เดินเข้าไปในหอสุรา ถือกระดาษสองสามแผ่น ชี้โน่นชี้นี่อยู่ในห้องโถง ฉีหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย บอกสาวใช้ให้นั่งรอ แล้ววิ่งตามไป

หอสุรานั้นยังตกแต่งไม่เสร็จ หน้าต่างบางบานยังเปิดอยู่ หนิงอี้ถือพู่กันอยู่ในมือ พูดคุยกับเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ บางครั้งก็โน้มตัวเขียนอะไรบนโต๊ะ ขณะที่เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์กำลังเข็นของวิ่งไปมาในห้องโถงอันวุ่นวาย เสียงพูดคุยดังลอดออกมา:

“…เดิมทีไม่ตั้งใจจะเปลี่ยนอะไรมาก แต่อย่างไรก็ต้องเน้นความสะอาดเป็นหลัก...อืม พักนี้ข้าก็ยุ่งอยู่เหมือนกัน ศิษย์สองคน คนเล็กวัน ๆ คิดแต่จะทำการทดลองอันตราย คนโตกว่า...ก็ยังเป็นเด็กหญิงคนหนึ่ง วัน ๆ หน้างออยู่เลย อายุแค่สิบสาม ปีนี้สิบสี่ ได้ยินว่าที่บ้านกำลังหาคู่หมั้นให้ ก็เลยหงุดหงิดมาก…”

“สิบสี่ก็โตแล้วนะ สมควรแต่งได้แล้ว อย่างน้อยหมั้นหมายก็ยังดี”

“เรื่องอายุนี้ลึกซึ้งนัก ข้าอธิบายให้เจ้าฟังไม่เข้าใจหรอก...อืม ข้าตัดสินใจจะเพิ่มเก้าอี้อีกสองสามตัว...ว่าแต่เจ้าอายุเท่าไรแล้ว ทำไมยังไม่แต่งอีกล่ะ?”

“ข้าชะตาร้าย ต้องพึ่งพาอยู่กับพี่สาวอวิ๋นจูเท่านั้นแหละ...เจ้าอย่าหวังอะไรเลย! เอ้อ ๆ ข้าคิดอยู่นะ ว่าจะตั้งชื่อร้านนี้ว่า 'จู้จี้ — ร้านจิ่นเอ๋อร์' เจ้ายอมให้ข้าทำป้ายชื่อเถอะ”

“...เปลี่ยนร้านที่สองเป็นร้านจิ่นเอ๋อร์”

“อืม”

“ได้สิ ไม่มีปัญหา เอาตามใจเจ้าเลย”

“เจ้าทำไมทำหน้าแปลก ๆ แบบนั้นล่ะ…”

ทั้งสองพูดคุยกันไปเรื่อย เสียงเหล่านั้นบางคำฉีหลานก็ฟังไม่เข้าใจ แต่...ความรู้สึกที่แผ่ออกมานั้น กลับอบอุ่นยิ่ง

ดั่งคนในครอบครัว เป็นสามีภรรยาหรือพี่น้องก็ไม่ปาน

………………….

จบบทที่ ตอนที่ 158 ผลพวง

คัดลอกลิงก์แล้ว