- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 155 คืนเข้าหอ
ตอนที่ 155 คืนเข้าหอ
ตอนที่ 155 คืนเข้าหอ
ตอนที่ 155 คืนเข้าหอ
หลังจากเข้าสู่ยามค่ำ พวกบ่าวที่ได้รับคำสั่งก็ค่อย ๆ ทยอยกันกลับออกไป คบเพลิงที่จุดไว้เพื่อดูแลความเรียบร้อยหลังเกิดเพลิงไหม้ก็ถูกดับลงเช่นกัน ลานเรือนที่เคยมีเรือนสองหลัง บัดนี้เหลือเพียงหลังเดียว ภายในเรือนมีแสงไฟสว่างไสวกว่าเดิม ให้ความรู้สึกอบอุ่นกว่าทุกวัน
หลังอาหารค่ำก็ยังมีญาติ ๆ ทยอยมาเยี่ยมไม่ขาดสาย ถามไถ่ถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้ พูดคุยด้วยความห่วงใย และแน่นอนว่าผู้ติดตามหรือสาวใช้ที่มากับพวกเขาไม่มีสิทธิ์เข้าไปนั่งด้วย แต่ก็มายืนรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณใกล้เคียง จนกลายเป็นบรรยากาศครึกครื้น
ช่วงกลางวันผู้คนพากันมามุงดูเหตุการณ์ เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความรู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้าง แต่เมื่อรู้ว่าไม่มีผู้ใดบาดเจ็บ พอตกกลางคืน บรรยากาศก็กลับกลายเป็นเหมือนงานสังสรรค์ ทุกคนพูดคุยเรื่องครอบครัว เรื่องทั่วไป มีบางคนเอ่ยว่าเดิมทีแล้วหนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์ก็ควรย้ายไปอยู่เรือนใหม่เสียที เพลิงไหม้ครั้งนี้ทำให้เกิดบรรยากาศชื่นมื่นขึ้นมาแทน
เรื่องก็ใช่อยู่ ซูตระกูลหาได้เดือดร้อนเรื่องเงินทอง เรือนหลังหนึ่งจะไหม้ไปก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บ ก็ถือเป็นเพียงอุบัติเหตุเล็ก ๆ เท่านั้น เมื่อเจ้าของบ้านไม่ได้ใส่ใจ แขกเหรื่อก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเช่นกัน ผู้มาเยี่ยมจึงมากขึ้น ในห้องโถงก็คล้ายกับเป็นงานสังสรรค์เล็ก ๆ
แท้จริงแล้วที่ซูถานเอ๋อร์เลือกเรือนนี้มาอยู่ ก็เป็นเพียงเพราะความชอบในวัยเยาว์เท่านั้น โดยหลักแล้ว นางดูแลกิจการของสายหลักและหลังจากควบรวมกิจการจากตระกูลอู๋มอบให้ นางจะต้องควบคุมกิจการกว่าครึ่งของตระกูลซู เรือนนี้จึงดูไม่เหมาะสมนักจะเป็นที่อยู่ถาวร
เรือนนี้มีการจัดวางค่อนข้างเอื้อต่อความเป็นส่วนตัว อยู่แล้วไม่อึดอัด แต่หากจะรับรองแขกก็อาจดูไม่สง่างาม ผู้คนต่างก็คิดว่านางควรจะย้ายไปอยู่เรือนใหม่ในโอกาสนี้ จึงพูดคุยวิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา
แต่บางบรรยากาศนั้น มีเพียงบางคนเท่านั้นที่จะรับรู้ได้
ซูถานเอ๋อร์หัวเราะพูดคุยกับเหล่าญาติที่แวะเวียนมาอย่างอารมณ์ดี แต่แท้จริงแล้ว นางกลับไม่ค่อยมีสมาธินัก คำพูดตอบรับของนางล้วนเป็นเพียงพิธีการ แน่นอนว่าผู้คนในตระกูลซูคงมีไม่มากที่จะสังเกตเห็น
หนิงอี้ก็เช่นกัน ไม่ต่างจากทุกวัน แม้จะมีญาติมาเยี่ยมเยือน เขาก็แสดงความมีมารยาทอย่างสมบูรณ์แบบ นั่งร่วมกับซูถานเอ๋อร์คุยเรื่องการตกแต่งบ้านกับแขก บางครั้งยังหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ มาวาดแบบออกแบบบ้านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เนื่องจากแขกมาเยอะ ฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ และซิ่งเอ๋อร์จึงเดินเข้าออกอยู่ตลอด คอยนำผลไม้ น้ำชา ต้อนรับแขก และจัดการพวกบ่าวที่ติดตามแขกให้ไปอยู่ในเรือนข้างเคียง นางทั้งสามเดิมทีก็เปรียบเสมือนหัวหน้าบ่าวในเรือนอยู่แล้ว จึงจัดการทุกอย่างได้อย่างเป็นระเบียบ
ดูเผิน ๆ ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ ราวกับว่าไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นเลย
คล้ายกับเมื่อปีกลาย ช่วงหน้าหนาว คนในบ้านจะมานั่งรวมกันที่ห้องโถง ซูถานเอ๋อร์ดูบัญชี หรือเย็บปักกับสาวใช้ ฟังหนิงอี้เล่านิทาน เล่นหมาก สนทนา ยามมีแขกมา สามสาวก็รับหน้าที่ชงชา บรรยากาศคล้ายกับคืนนี้ไม่มีผิด ทุกอย่างปกติจนดูผิดปกติ เพราะคืนนี้เพิ่งมีเพลิงไหม้
เมื่อทุกอย่างดูเป็นปกติเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งในใจผู้อยู่ในเหตุการณ์ คนอื่นอาจไม่รู้สึก แต่เมื่อเวลาผ่านไป สามสาวใช้ก็เริ่มเกิดความรู้สึกและความคิดแปลกประหลาดขึ้นในใจ
ไม่มีผู้ใดเอ่ยความเห็นต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ไม่ใช่เรื่องการจัดการหลังเพลิงไหม้ เพราะตระกูลซูและซูถานเอ๋อร์ล้วนไม่ขาดแคลนทรัพย์สิน การที่เรือนหนึ่งจะไหม้ไปไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ผู้คนจึงไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ ทว่าถึงอย่างไรเรือนนั้นก็ไหม้ไปแล้ว ห้องของหนิงอี้กับฉานเอ๋อร์ก็ถูกเผา ครัวเล็กกับห้องอาบน้ำก็เสียหายตามหลักแล้วต่อให้ไม่ใส่ใจก็ควรจะพูดถึงบ้าง ทว่าไม่มีใครเอ่ยถึงแม้แต่น้อย
ของบางอย่างของฉานเอ๋อร์ถูกย้ายไปไว้ที่ห้องข้าง ๆ ของเจวียนเอ๋อร์ แต่ซูถานเอ๋อร์ก็ไม่เคยเอ่ยถึงว่าให้นางอยู่ห้องนี้ต่อไปหรือไม่ ซึ่งตามจริงนางก็มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ ข้าวของในห้องเดิมที่ถูกไฟไหม้ นางจะสั่งให้บ่าวเอามาคืนก็ได้ แล้วครัวเล็กกับห้องอาบน้ำจะจัดการอย่างไรต่อไป และที่สำคัญคือคืนนี้หนิงอี้จะไปนอนที่ใด ไม่มีใครพูดถึงเลย
ซูถานเอ๋อร์ที่เคยเป็นผู้นำรอบด้านกลับไม่มีท่าทีใดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ มีเพียงการต้อนรับญาติ ๆ ที่มาเยี่ยม หนิงอี้ก็ไม่ได้ถามอะไรเช่นกัน ยังคงวางตัวเหมือนเคย หากต้องใช้พู่กันกระดาษก็ยังคงไปหยิบจากห้องของซูถานเอ๋อร์ ตอนนี้ของของเขาก็กองอยู่ในห้องนั้นจนเละเทะ เวลาจะหาของยังต้องเรียกซิ่งเอ๋อร์ให้ช่วย “ของจำพวกพ่กันหมึกอะไรนั่นวางไว้ไหนนะ...” พลางเปิดกล่องหาไปทั่ว
ห้องของซูถานเอ๋อร์ในตอนนี้จึงเป็นจุดที่ให้ความรู้สึกขัดแย้งที่สุด ข้าวของควรจัดเก็บไว้ที่ไหน ไม่มีการเอ่ยถึง เวลาค่อย ๆ ดึกขึ้น นางต้องนอนแน่ ๆ แล้วคืนนี้จะทำอย่างไรกับของพวกนั้น หรือบางทีนางอาจลืมไปแล้วก็ได้ สามสาวใช้คงเคยคิดจะถาม แต่พอคิดแล้วก็เกิดความรู้สึกประหลาดจนทำให้เกิดข้อสงสัยในใจ ในที่สุดทุกคนจึงได้แต่ส่งสายตาหากัน คิดในใจ รู้สึกซับซ้อน แต่ไม่มีใครกล้าถามออกมา ต่างคนต่างก็ทำงานของตน ปกปิดทุกอย่างไว้อย่างเงียบเชียบ
เมื่อเวลายามไฮ่ผ่านไปครึ่งหนึ่ง แขกที่มาเยี่ยมก็ทยอยกลับบ้าน ลานเรือนค่อย ๆ เงียบลง สามสาวใช้ช่วยกันเก็บกวาด ทำความสะอาด จนเมื่อไม่มีอะไรจะทำอีกก็กลับมา พบว่าซูถานเอ๋อร์กำลังเล่นหมากล้อมกับหนิงอี้ ทั้งสามสาวมีสีหน้าประหลาดนิดหน่อย นั่งดูอยู่เงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง จากนั้นซิ่งเอ๋อร์ดื่มชา เจวียนเอ๋อร์ทำงานปักผ้า ส่วนฉานเอ๋อร์ก็นั่งนับจำนวนเข็มที่ปักลงในรองเท้าที่เจวียนเอ๋อร์ทำ แล้วทั้งสามก็หยิบไพ่ไม้ไผ่มาเล่นกัน
ซูถานเอ๋อร์ก้มหน้า ไม่พูดอะไรกับหนิงอี้ นาน ๆ ทีจะถามสามสาวเรื่องการต้อนรับแขกที่มาเยือน ซิ่งเอ๋อร์กับเจวียนเอ๋อร์ก็ตอบเบา ๆ ทั้งคู่สามีภรรยาก็เล่นหมากล้อมกันอย่างตั้งใจ พยายามปิดทางเดินหมากของอีกฝ่ายอย่างเพลิดเพลิน สามสาวเล่นไพ่ไปพลาง นับแต้มไปพลาง บรรยากาศชวนให้รู้สึกน่ารัก คืนนี้อาจจะมีบางสิ่งเกิดขึ้น เพราะความเป็นไปได้และความซับซ้อนนั้น ทั้งสามสาวจึงรู้สึกประหม่า
ช่วงที่พูดคุยกันอย่างเป็นกันเองที่สุดคือตอนที่หนิงอี้ถามฉานเอ๋อร์ว่าข้าวของของนางไหม้ไปมากไหม ฉานเอ๋อร์ตอบว่าไม่มีของมีค่าที่ถูกไหม้ หนิงอี้ก็เดาว่าอาจมีเครื่องประดับหรือชุดที่ชอบ ซูถานเอ๋อร์จึงกล่าวว่าจะซื้อให้ใหม่ภายหลัง
บรรยากาศชวนให้อึดอัด เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า สามสาวใช้บางครั้งก็ออกไปต้มน้ำร้อน ชงชา ห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงบทสนทนาเล็กน้อย กระทั่งเข้าสู่ยามจื่อไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรต่อไป เจ้าของบ้านยังไม่นอน และยังไม่ไล่พวกนางออกไป พวกนางก็ไม่กล้าไปเอง และดูเหมือนว่าซูถานเอ๋อร์กับหนิงอี้จะเล่นหมากล้อมกันไปได้จนถึงเช้า
ความจริงแล้วซูถานเอ๋อร์จะกล้ากล่าวว่า “พวกเจ้าไปนอนเถอะ” ได้อย่างไร ยิ่งเวลาผ่านไป นางก็ยิ่งรู้สึกประหม่า
จนกระทั่งเลยเที่ยงคืน ระฆังยามดึกดังขึ้น ลานเรือนโดยรอบเงียบสงบลงอย่างยิ่ง วันนี้วุ่นวายมาก ซิ่งเอ๋อร์ที่กำลังเล่นไพ่ก็เผลอหาวออกมา หนิงอี้มองนางหนึ่งที ซูถานเอ๋อร์ก็หันไปมอง แล้วจึงเอ่ยขึ้นในที่สุด “เอ่อ ซิ่งเอ๋อร์ พวกเจ้าเหนื่อยแล้ว ไปนอนก่อนเถอะ” เมื่อกล่าวจบ นางก็ก้มหน้าจับหมากต่ออย่างเงียบงัน สามสาวจึงลุกขึ้น เตรียมตัวออกไป เก็บจานของว่าง หนิงอี้หันไปกล่าวลาพวกนางด้วยรอยยิ้ม บรรยากาศที่เงียบงันเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ทั้งสามเดินออกจากห้องไป เสียงฝีเท้าและการจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ก่อนนอนดังอยู่ในระเบียง หมากล้อมอีกตายังคงเล่นต่อ หนิงอี้ลุกไปเข้าห้องน้ำที่เรือนข้าง ๆ ตอนกลับมาเจอฉานเอ๋อร์เดินอยู่พอดี นางดูเงียบ ๆ ถือกะละมังทองเหลืองอยู่ในมือ แต่ความเงียบนั้นไม่ได้เกิดจากความเศร้า หากเป็นความรู้สึกซับซ้อนในใจหญิงสาวที่ยังไม่เข้าใจตนเอง พอเห็นหนิงอี้ก็ตกใจอุทานเบา ๆ
“ไม่ใช่ว่าจะไปนอนแล้วหรือ”
“ฉานเอ๋อร์ มาเอาน้ำไปแช่เท่าเจ้าค่ะ” ฉานเอ๋อร์ก้มหน้าตอบ
ทั้งสองเดินไปทางประตูเรือน ผ่านไปครู่หนึ่ง หนิงอี้ก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมา จู่ ๆ ก็หัวเราะเบา ๆ ออกมา ฉานเอ๋อร์หันมามองเขา เห็นเขายังหัวเราะอยู่ ดูเหมือนว่ารู้สึกขำกับเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่นานนัก นางก็อดหัวเราะเบา ๆ ออกมาบ้างไม่ได้ เมื่อเดินมาถึงประตูเรือน นางก็เอ่ยเสียงเบา “คุณชาย...”
“หืม?”
ฉานเอ๋อร์มองเขา “คุณชายจะ...เอ่อ คุณชายจะ...” ไม่รู้ว่านางคิดจะพูดอะไร แต่พอคิดอยู่ครู่หนึ่ง สาวใช้น้อยก็หัวเราะแล้วส่ายหน้า “ไม่พูดดีกว่า” แล้วก็อุ้มกะละมังวิ่งกลับห้องของตนไป
---
อารมณ์ของซูถานเอ๋อร์ตลอดเวลานั้นมีแต่ความกระวนกระวาย ยิ่งเวลาผ่านไป นางก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ มันคล้ายกับช่วงเวลาที่รอให้การค้าครั้งใหญ่สิ้นสุดลง เพียงแต่ว่าในเรื่องการค้า นางเป็นมืออาชีพ แต่ในเรื่องแบบนี้ นางกลับไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลย
ตลอดทั้งวันนางรู้สึกเขินอาย แต่เหตุการณ์ตอนที่ถูกจับได้ว่าจุดไฟเผาเรือนนั้น นางก็ไม่กล้าคิดถึงมันอีก ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าผลลัพธ์ต่อไปจะเป็นเช่นไร นางไม่รู้ว่าสามีจะสามารถเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้ได้หรือไม่ ไม่รู้ว่าเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร จะมีบทสนทนาแบบไหน หรือว่าสามีจะพูดขึ้นมาว่า “คืนนี้ข้าจะนอนไหน?” ถ้าเขาถามขึ้นมาจริง ๆ ตนเองจะตอบอย่างไรดี?
ในใจมีแต่ความรู้สึกสับสนมากมาย แต่ตอนนี้ก็ได้เพียงเดินตามสถานการณ์ไปทีละก้าวเท่านั้น หนิงอี้ออกไปพักหนึ่ง นางนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างกระสับกระส่าย แล้วก็ลุกขึ้นเดินไปเดินมาอย่างไร้จุดหมาย หยิบถ้วยน้ำชามาดื่ม พอเห็นกระถางต้นไม้หลังฉากในห้องอาหารดูเหมือนจะขาดน้ำ ก็อดไม่ได้ที่จะเทชาที่อยู่ในถ้วยลงไปทั้งหมด พอเทเสร็จก็นึกขึ้นได้ว่าน้ำชาเป็นน้ำร้อน รีบหาน้ำเย็นมาเติมให้เจือจางลง ในระหว่างที่ทำเช่นนั้น หนิงอี้ก็เดินกลับเข้ามา
นางสูดลมหายใจลึก หิ้วถ้วยน้ำชากลับมานั่งลง คิดในใจว่าไม่รู้จะต้องเล่นหมากล้อมอีกนานแค่ไหน แต่พอมองไปอีกที หนิงอี้ก็เดินไปทางห้องนอนแล้ว ดูเหมือนจะกำลังมองของที่ยัดไว้เต็มห้องอย่างปวดหัว ซูถานเอ๋อร์วางถ้วยน้ำชาแล้วเดินตามไป “ท่านสามี”
“เฮ้อ” หนิงอี้ยิ้ม “ของพวกนี้ทำให้ห้องดูยุ่งเหยิงไปหมดเลย มาเก็บกันหน่อยเถอะ”
โต๊ะเก้าอี้และของใช้ต่าง ๆ ทำให้ห้องเต็มไปหมด ที่เป็นปัญหาหลักคือของจุกจิกอย่างห่อผ้า กล่องใบเล็ก ๆ ที่ถูกวางไว้บนโต๊ะเก้าอี้ของซูถานเอ๋อร์ตอนย้ายของเข้ามา ทำให้ตอนนี้ทุกอย่างปะปนกันไปหมด แต่กลับไม่มีใครพูดถึงว่าจะจัดเก็บอย่างไร ซูถานเอ๋อร์พยักหน้า “ดี...ดีเลย”
นางเดินอ้อมตู้ที่ขวางอยู่ไปขยับเก้าอี้ออก ส่วนหนิงอี้ก็เข้าไปข้างใน เริ่มจัดของของเขา ซูถานเอ๋อร์เองก็เปิดห่อผ้า หยิบเสื้อผ้าของหนิงอี้ออกมาจัดเรียงเป็นระเบียบ บางทีก็ส่งของที่อยู่ใกล้มือให้เขา
“หลุนอวี่...เม่งจื๊อ...”
“ต้นฉบับบทเรียน...”
“หยกจากกว่างหยวนจาย เฮ้อ ยังเก็บไว้อีกเหรอเนี่ย...”
“แผนผังพวกนี้...คงไม่ต้องใช้แล้วล่ะ”
“เอ่อ อันนี้น่าจะมีอีกเล่มนะ เก็บไว้ไหนหว่า...”
“พัดอันนี้ของใคร? ของข้า?”
แม้ว่าหนิงอี้จะเป็นคนไม่ยึดติดกับวัตถุมากนัก แต่ของของเขาในตอนนี้ก็ยังเยอะพอสมควร ตอนแต่งงานกับซูถานเอ๋อร์ แม้นางจะเป็นฝ่ายหนีงานแต่ง แต่ด้วยคำสั่งของนายท่านผู้เฒ่า ก็ยังเตรียมของต่าง ๆ ไว้ให้ครบถ้วน ภายหลังก็มีคนมอบของให้เขา หรือเขาเองก็เก็บสะสมไว้ เวลานี้ทั้งสองช่วยกันจัดเรียงของในพื้นที่เล็ก ๆ นี้ เก็บแยกไว้เป็นหมวดหมู่ ใช้เวลาพอสมควร
ซูถานเอ๋อร์นั่งกลับมาที่ข้างเตียงของตน มองห้องที่ไม่ค่อยเหมือนห้องของหญิงสาวอีกต่อไป ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ในห้องนี้ ตอนนี้ถูกของของหนิงอี้ยึดครองไปแล้ว
“ของชิ้นใหญ่ ๆ พวกนี้ คืนนี้คงจัดไม่ได้หรอก” หนิงอี้เก็บเก้าอี้ตัวหนึ่งไปไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ “พรุ่งนี้ค่อยให้คนมาจัดการอีกทีแล้วกัน”
“อืม” ซูถานเอ๋อร์พยักหน้า สักพักก็รู้สึกได้ว่าขอบเตียงข้างตัวสั่นไหวเล็กน้อย ร่างกายของนางก็สะดุ้งเฮือก หนิงอี้นั่งลงที่ข้าง ๆ แล้ว
หนิงอี้มาอยู่ในห้องของนางไม่บ่อยนัก ที่ผ่านมาอย่างมากก็แค่ช่วงที่นางล้มป่วย แต่แม้แต่ตอนนั้น หากจะนั่งข้างนาง เขาก็ยังยกเก้าอี้มานั่ง นี่คือเตียงปักผ้าของนาง ที่ผ่านมามีเพียงกลิ่นอายของนางเอง หรือไม่ก็ตอนอยู่กับพี่สาวตานหงไม่กี่คืนเท่านั้น แต่ตอนนี้ กลับมีการปรากฏตัวของบุรุษเข้ามาใกล้อย่างฉับพลัน
…………………..