- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่134 เปิดไพ่
ตอนที่134 เปิดไพ่
ตอนที่134 เปิดไพ่
ตอนที่134 เปิดไพ่
แสงแดดอ่อนโยนยามบ่าย ขณะสีจวิ้นอวี๋เดินผ่านระเบียงใต้ชายคา เมื่อหยุดยืนอยู่ชั่วครู่แล้วจึงเข้าสู่ห้องด้านข้าง เขาพยักหน้าให้สองคนที่อยู่ในห้อง
“เถ้าแก่เถิน ปฏิกิริยาของทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”
บุรุษที่ถูกเรียกว่าเถ้าแก่เถินมีนามว่า เถินโหย่วเหอ เมื่อได้ยินคำถามของสีจวิ้นอวี๋ก็ส่ายหน้า “ทางนั้นยังคงยืนกรานที่จะขึ้นราคา พวกเขาตั้งใจจะขึ้นเป็นสี่เหลียงสองเฟิน”
“นั่นมันเท่ากับปล้นกันชัดๆ” สีจวิ้นอวี๋ขมวดคิ้ว ทว่าเพราะช่วงหลังข่าวร้ายในลักษณะนี้เกิดขึ้นจนชินชา เขาจึงไม่แสดงอารมณ์มากนัก เพียงแค่สีหน้าเคร่งเครียดขณะนั่งลงข้างโต๊ะ “ทางตระกูลลวี่จะต่อรองให้เหลือสี่เหลียงได้ไหม”
“ก็พูดไปแล้ว แต่ทางหรงลี่บอกว่า ตอนนี้นายท่านใหญ่ไม่ดูแลกิจการแล้ว หากคุณหนูรองถูกปลดลงมา ตระกูลซูจะเกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ฟื้นตัวไม่ได้ง่ายๆ พวกเขาเลยจะยอมขาดทุนไม่ได้ ต้องยืนราคานี้”
“คุณหนูรองจะไม่ถูกปลด!” สีจวิ้นอวี๋หยุดพูดไปเล็กน้อย “ซูอวี้ไม่ใช่คนสายตาคับแคบ ต่อให้ต้องฝืน ก็ต้องช่วยประคับประคองเรือนใหญ่เอาไว้ ด้วยความสามารถของคุณหนูรอง อีกไม่นานย่อมกลับมาได้อีกแน่นอน!”
แม้เขาจะพูดอย่างหนักแน่น แต่ในห้องกลับเงียบลง ทุกคนต่างก็รู้สถานการณ์ของตนเองดี ขณะนี้สถานการณ์เลวร้ายมาก เรือนรองกับเรือนสามพยายามถอดถอนเรือนใหญ่โดยสิ้นเชิง แม้แต่ซูอวี้ก็ดูจะรับมือไม่ไหว นายท่านผู้เฒ่าในตระกูลก็ไม่สามารถระงับเสียงซุบซิบได้มากนัก ชื่อเสียงของเรือนใหญ่แห่งตระกูลซูได้รับผลกระทบในเจียงหนิงช่วงเดือนที่ผ่านมา เหตุผลหลักคือบรรดาพ่อค้ารับสินค้าและผู้จัดจำหน่ายต่างเรียกร้องขึ้นราคา ส่วนมากยังชะลอการตัดสินใจอยู่ ตระกูลซูเองก็พยายามยืนกรานไม่ยอมลดตัวให้ แต่ผลกระทบที่ซ่อนเร้นอาจฉุดกำไรโดยรวมของเรือนใหญ่ลงไปถึงสองส่วน ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือปัญหาในอนาคต
“ให้ตายสิ...ก้าวเดียวพลาด พังทั้งกระดาน…”
สีจวิ้นอวี๋สบถออกมาอย่างอดกลั้น แล้วส่ายหน้าด้วยสีหน้าเครียด เริ่มจัดการกับเอกสารต่างๆ บนโต๊ะ เช่น รายการรับ-จ่ายของสินค้า เถ่าแก่ที่อยู่ข้างๆ ก็สีหน้าเคร่งเครียด เถินโหย่วเหอส่ายหน้าอีกครั้ง “ถ้าไม่ใช่เพราะความบกพร่องของการค้ากับราชสำนักช่วงนั้น…”
ทุกคนในห้องไม่พูดต่อ แต่ก็รู้ดีว่าหมายถึงเรื่องใด ช่วงหลังมีข่าวลือแพร่ไปในตระกูลซู เกี่ยวกับการตรวจสอบกิจการโรงทอผ้าหมิงหวงในช่วงที่ทำสัญญากับราชสำนัก
บางเรื่องเถ้าแก่แต่ละคนก็รับผิดชอบได้ แต่บางเรื่องก็ต้องมีคนควบคุมภาพรวม โรงทอผ้าเล็กที่วิจัยผ้าแบบใหม่เดิมทีคุณหนูซูถานเอ๋อร์ดูแลโดยตรง ไม่มีปัญหา แต่หลังจากที่นางล้มป่วยก็เกิดช่องโหว่บางประการ เหล่าเถ้าแก่ที่มีประสบการณ์ของตระกูลซูมองว่า หากตอนนั้นหนิงอี้ไม่รีบเร่งเกินไป ไม่ผลีผลามเกินไป ก็อาจไม่เกิดปัญหาเล็กๆ เหล่านี้
หากเป็นซูถานเอ๋อร์ควบคุมภาพรวม ต่อให้เลือกกลยุทธ์โฆษณาที่ก้าวร้าว ก็ต้องปรับแผนการปกปิดความลับของโรงงานให้เหมาะสม แต่เมื่อหนิงอี้เป็นผู้คุมบังเหียน เขาไม่เข้าใจรายละเอียดเล็กๆ ทำให้เถ้าแก่ทั้งสองต้องรักษาความลับพร้อมกับทำการโฆษณาอย่างเด่นชัด จึงเกิดช่องโหว่มากมาย จนตระกูลอู๋อาศัยโอกาสเจาะช่องแผนยุทธศาสตร์ในระดับพื้นฐานที่สุด
เรื่องนี้พอนึกถึงก็ยิ่งอัดอั้นใจ พวกเขาทำทุกอย่างได้ดีแล้ว สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มหัวรั้นคนหนึ่ง ทุกอย่างผิดพลาดเพราะขาดประสบการณ์ หากตอนนั้นให้ใครในบรรดาเถ้าแก่เข้ามาควบคุม คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้
ไม่น่าเลยที่เจ้าหนอนหนังสือนั่นจะยังทำท่าฮึกเหิมเขียนอะไรว่า “รู้ใจกันถึงคราวชรา ยังต้องชักกระบี่” น่าอับอายสิ้นดี…
แต่ก่อนทุกคนไม่ใส่ใจหนิงอี้นัก คิดว่าแม้จะชนะก็คงไม่มีชื่อเขา ถ้าแพ้ก็ช่วยไม่ได้ แต่ทว่าครึ่งเดือนมานี้ ความคิดนี้เริ่มชัดเจนขึ้น คำพูดในตระกูลซูเกี่ยวกับหนิงอี้ก็เริ่มรุนแรงขึ้น เดิมทีเถ้าแก่สียังถือว่าเป็นคนอัธยาศัยดี พยายามพูดให้เข้าใจ แต่เวลานี้ก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดแล้ว ในสายตาของเถ้าแก่เถินและพวก การเสียอาการเล็กน้อยของสีจวิ้นอวี๋ในตอนนี้ก็คงเป็นเพราะเรื่องนี้
ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงกรอบแกรบของเอกสารที่จัดการธุรกิจอยู่ ท่ามกลางความเงียบนั้น สีจวิ้นอวี๋เหลือบมองข้างๆ แววตาโมโหก็สงบลง
ดูเหมือนทุกอย่างเตรียมไว้พร้อมแล้ว การประชุมใหญ่ของตระกูลจะเริ่มภายในครึ่งเดือน เมื่อถึงตอนนั้นหากซูถานเอ๋อร์ถูกปลดจากตำแหน่ง ก็คงดีที่สุดหากคำพูดวิพากษ์เหล่านี้จะถูกผลักดันถึงขีดสุด หากเป็นพวกเรือนรองเรือนสามกล่าวหา นางอาจต่อต้านได้ แต่ถ้าเป็นคนใกล้ตัวกล่าวเรื่อยๆ ยามที่นางรู้สึกสิ้นหวังย่อมไม่พ้นโทษโกรธเคืองไปยังคนรอบตัว คนก็คือคน จิตใจก็เพียงเท่านั้น
หลังจากเป็นคหบดีหลวง ตระกูลซูก็สั่นสะเทือน เกิดความวุ่นวายและเสียงวิจารณ์มากมาย ไม่มีใครรู้เลยว่า ทุกถ้อยคำเกี่ยวกับหนิงอี้เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มาจากการชักใยของเขาทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องส่งคนออกประกาศ เพียงกล่าวอะไรบางอย่างในบางโอกาส พอให้คนครุ่นคิด แล้วให้พวกเขาไปตีความต่อ อีกด้านหนึ่งก็เติมเต็มความรู้สึก “ไม่ได้ทำอะไรผิดแต่กลับพ่ายแพ้” เพิ่มความอัดอั้น คับข้องใจ…ตลอดเวลานี้ เขาอยู่ในฐานะผู้มองอย่างมีเหตุผล แม้กระทั่งกล่าวแทนหนิงอี้บ้าง แน่นอน คำพูดเหล่านั้นกลับส่งผลย้อนแย้งมากกว่า
ทุกอย่างจัดวางไว้อย่างดี นี่คือสิ่งที่เขาถนัด เดิมทีสถานการณ์ที่ดีที่สุดคือให้หนิงอี้ทนไม่ไหวจนก่อเรื่องในบ้านบ้าง แต่เสียดาย เจ้าเด็กหนอนตำรานั่นกลับอดทนได้เก่งนัก แม้เผชิญการยั่วยุต่างๆ ก็รู้ว่าโต้เถียงไร้ประโยชน์ จึงไม่พูดอะไรเลย ทำท่าใจเย็นเสแสร้ง แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้เขาเริ่มส่งสัญญาณให้คนในบ้านเชื่อว่า “เจ้าหมอนี่ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกผิด”
เมื่อคิดไปเรื่อยเปื่อย ใบหน้าของอู๋ฉีหลงก็พลันผุดขึ้นในสมอง เขาขมวดคิ้ว
“เถ้าแก่เถิน ช่วงนี้ตระกูลอู๋เป็นอย่างไรบ้าง เหมือนว่าจะมีปัญหา?”
“ไม่แน่ใจนัก ได้ยินว่าเถ้าแก่คนหนึ่งล้มป่วยจากการทำงานหนัก ชื่อฉินเย่ เมื่อสองปีก่อนเคยติดต่อกันบ้าง” เถินโหย่วเหอเงยหน้าขึ้น “มีคนพูดกันว่าตระกูลอู๋จะเจอเรื่องนั้นเรื่องนี้ คงเป็นตระกูลเสวี่ยปล่อยข่าว ตอนนี้คหบดีหลวงใกล้ถึงกำหนดส่งของ ตระกูลอู๋คงต้องยุ่งเรื่องผ้าประจำปี ตระกูลเสวี่ยเลยคงอยากฉวยโอกาสบ้าง”
“อ้อ”
ตระกูลซูตอนนี้ย่อมไม่ชอบพวกตระกูลอู๋อยู่แล้ว แต่ในฐานะผู้พ่ายแพ้ที่เพิ่งถูกอีกฝ่ายเล่นงานมา ก็คงไม่อยากได้ยินข่าวซุบซิบเกี่ยวกับตระกูลอู๋บ่อยนัก เถินโหย่วเหอพูดอย่างสบายๆ สีจวิ้นอวี๋ก็เพียงพยักหน้า คิดไปว่าตระกูลอู๋จะมีเรื่องอะไรได้…ช่างเถิด เรื่องของตระกูลอู๋ตอนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลซูอีกแล้ว พวกเขาจะยิ่งห่างกันออกไปทุกที เรื่องอะไรก็ปล่อยเขาไป ส่วนตน ขอแค่ทำหน้าที่ให้จบก็พอ
โดยรวมแล้ว ทุกอย่างราบรื่นดี
เขามองแสงอาทิตย์ยามบ่ายนอกหน้าต่าง ลานเรือนเงียบสงบ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนความตายคลืบคลานเข้ามา ในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนก็จะถึงการประชุมใหญ่ของตระกูล ทุกอย่างจะถูกตัดสิน คนของเรือนใหญ่ตอนนี้ล้วนสิ้นหวัง ทำหน้าที่เท่าที่ทำได้ ชะตาฟ้าลิขิตยังไม่รู้ ทว่าเขากลับเป็นคนเดียวที่รู้ชัดว่าตนเองอยู่ที่ใด กำลังทำอะไร มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน
เขาจึงยิ้มออกมา ยิ้มเบาๆ ดุจแสงแดดยามบ่ายนั้นเอง
“หืม?” เจวียนเอ๋อร์กระพริบตาปริบๆ
“บ้านหลังนี้ช่างไร้ซึ่งน้ำใจไมตรีจริงๆ”
ซูถานเอ๋อร์ยิ้มน้อยๆ เจวียนเอ๋อร์เม้มปาก ไม่กล้าแสดงความเห็นใดในฐานะสาวใช้ ทั้งสองหยุดยืนอยู่บนสะพานเล็กข้างสระในสวน ซูถานเอ๋อร์มองเงาสะท้อนในน้ำ จัดเส้นผมของตนพลางพึมพำว่า “ความจริงข้าก็ไม่ใช่คนที่อบอุ่นอะไรนักหรอก…”
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ คุณหนูกับคุณชายทั้งสองใจดีมาก”
“กับท่านพ่อ ข้าก็รู้สึกใกล้ชิดไม่ลง…เป็นความผิดของสามีข้าจริงๆ ช่วงนี้เขาออกไปข้างนอกทั้งวันสินะ”
“เจ้าค่ะ คนในบ้านบางคนพูดจาไม่น่าฟัง คุณชายไม่อยากโต้เถียงกับพวกเขา แต่ก็คงไม่ชอบได้ยิน…ครั้งก่อนถึงกับทำให้ฉานเอ๋อร์ร้องไห้ออกมาเลย”
ซูถานเอ๋อร์ขมวดคิ้ว แววตาวาววาบด้วยความเย็นชาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วยิ้มให้เจวียนเอ๋อร์ “พวกเจ้าจดชื่อพวกนั้นไว้หมดแล้วใช่ไหม”
“เอ่อ…” เจวียนเอ๋อร์อึ้งไปชั่วครู่แล้วก็ก้มหน้า “คุณหนูรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ”
“เพราะข้าเป็นพี่สาวของพวกเจ้าอย่างไรล่ะ”
ซูถานเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เจวียนเอ๋อร์หน้าแดงน้อยๆ ก้มหน้าหัวเราะอย่างเก้อเขิน “ข้า…ข้ากับฉานเอ๋อร์จดไว้หมดแล้วเจ้าค่ะ ครั้งก่อน…ครั้งก่อนตอนอยู่บ้านแอบเขียนชื่อกับฉานเอ๋อร์ ยังโดนคุณชายเห็นอีกด้วย”
“โอ้? แล้วเขาว่าอย่างไรบ้าง”
“บอกว่าเราจิตใจแคบเจ้าค่ะ”
“เหอะ” ซูถานเอ๋อร์หลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะกลั้นยิ้มลง “จดไว้ให้ข้าดูทีหลังด้วย อย่าให้สามีข้ารู้ล่ะ”
“เจ้าค่ะ” เจวียนเอ๋อร์พยักหน้าอย่างมุ่งมั่น ได้รับคำอนุญาตแล้วก็เริ่มฟ้องต่อ “คุณหนูเจ้าคะ ที่จริงสองสามวันนี้ พวกเขาพูดจาแย่ขึ้นเรื่อยๆ บางคนถึงขั้นบอกให้คุณชายออกจากตระกูลซูเองเลย…พวกเราจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะสะสางเรื่องนี้ได้หมดกัน…ที่จริงคุณชายนั่นแหละที่ถูกเอาเปรียบที่สุด บางครั้งเจวียนเอ๋อร์ยังทนฟังไม่ไหวเลยเจ้าค่ะ…”
“สามีข้าเขา…”
ซูถานเอ๋อร์หยุดพูด มองย้อนกลับไปตลอดสองเดือนครึ่งที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากงานเลี้ยงคหบดีหลวงแม้ตัวนางเองจะยุ่งวุ่นวาย แต่เรื่องพวกนั้นยังเบากว่าความรู้สึกที่เห็นหนิงอี้เผชิญคำสบประมาทโดยไม่ตอบโต้ใดๆ แม้แต่เจวียนเอ๋อร์ ฉานเอ๋อร์ ซิ่งเอ๋อร์ต่างก็ทนไม่ไหว ในใจนางเองก็เช่นกัน ทุกครั้งอยากลุกขึ้นด่าแทนเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด หลายครั้งเป็นหนิงอี้เองที่ตบไหล่ให้นางกลับไป นางเป็นคนเดียวที่สัมผัสได้ถึงพลังและความหนักแน่นในเงาหลังนั้นอย่างแท้จริง แม้เขาจะดูไร้เดียงสาและสบายๆ แต่นั่นกลับคือกำแพงเหล็กที่คอยแบกรับพวกนางไว้
“ไม่นานเกินรอหรอก ข่าวเริ่มแพร่ออกไปแล้ว ถ้าฝ่ายตระกูลอู๋มีปฏิกิริยาตอบสนองตามที่ควรจะเป็น ก็คงอีกไม่นาน…” นางมองรอบๆ “อีกไม่กี่วันก็คงได้เวลาเปิดไพ่แล้วล่ะ…”
กล่าวจบ นางก็รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย “สองเดือนครึ่งนี่ช่างยาวนานเหลือเกิน…” นางพึมพำเบาๆ “หลังจากเรื่องทั้งหมดจบลง…หลังจากนั้น…” คิดถึงบางสิ่ง ใบหน้าของนางก็มีสีแดงระเรื่อพลันวาบขึ้น นางก้มลงมองเงาสะท้อนในน้ำ ก่อนจะยกมือเสยผมอย่างไร้สติ มองใบหน้าตนในผิวน้ำด้านข้าง แน่นอน ต้องรอให้เรื่องจบก่อน ตอนนี้ตนเองดูอิดโรยเหลือเกิน อย่างนี้ไม่คู่ควรกับเขาเลย…
เงาในน้ำยิ้มตอบกลับมา หญิงสาวปล่อยเส้นผมให้สยาย ก้าวเดินต่อไป
“ไปเถอะ ถึงเวลาต้องเปิดไพ่แล้ว”
แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงบนท่วงท่าก้าวเดินที่องอาจและเปี่ยมด้วยความมั่นใจของหญิงสาว สาวใช้ตัวน้อยเดินตามมาด้วยสีหน้าร่าเริง วันนั้นคือวันที่สิบสี่เดือนสิบตามปฏิทินจันทรคติของปีที่แปดแห่งรัชศกจิ่งฮั่น แม้จะตัดสินใจแล้วว่าจะเปิดไพ่ แต่หลังจากเดินตามขั้นตอนย่อมต้องใช้เวลาอีกสองสามวัน ทว่าในบ่ายวันนั้นเอง เรื่องบางอย่างก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เรื่องที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปอีกครั้ง อาจจะทำให้ผู้คนรู้สึกตกใจอย่างคาดไม่ถึง
ในบ่ายวันนั้น ณ โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง หนิงอี้อาจเพียงแค่ตามอารมณ์ชั่ววูบ ทำการ “เก็บสาย” ให้กับเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่ง แน่นอนว่า เรื่องที่เขามองว่าเป็นเรื่องเล็กนั้น สำหรับคนอื่นอาจใหญ่โตเกินคาด
เมื่อวันก่อนหน้านั้น หนิงอี้ได้พบกับอู๋ฉีหลงบนถนน ดูเหมือนจะเป็นการพบกันโดยบังเอิญ ทั้งสองฝ่ายก็กล่าวทักทายกันตามมารยาท ตลอดเดือนครึ่งที่ผ่านมา อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่พบกัน แต่ก็เป็นครั้งแรกที่กล่าวคำทักทาย อู๋ฉีหลงขณะนั้นกำลังคุยธุรกิจกับพ่อค้าจากร้านผ้า เมื่อเห็นหนิงอี้จึงโค้งคำนับแต่ไกล “คุณชายหนิง ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง” หนิงอี้ก็คำนับตอบ “ก็ยังดี” จากนั้นก็แยกทางกัน หนิงอี้เองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
แล้วในวันนี้ หลังจากสอนหนังสือเสร็จ หนิงอี้ก็แวะไปตลาดตะวันออก ซื้อหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง หนังสือนี้น่าจะมาจากพ่อค้าชาวหูนำเข้าจากดินแดนฝั่งอาหรับ มีภาพประกอบมากมาย คล้ายเกี่ยวกับวิชาเล่นแร่แปรธาตุ หนิงอี้ซื้อด้วยความสนใจเล็กน้อย ตั้งใจจะหาคนแปลในภายหลัง หลังจากซื้อหนังสือก็แวะโรงน้ำชา สั่งชามาดื่มพร้อมขอปากกาและกระดาษมานั่งดูภาพต่างๆ คิดคาดเดาว่าเนื้อหาในหนังสือเกี่ยวกับอะไร การคาดเดาแบบนี้ก็เหมือนกับการรำลึกความรู้เก่าๆ แบบหนึ่ง ขณะก้มหน้าวาดภาพและเขียนอะไรอยู่ คนผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาข้างกาย
“คุณชายหนิง บังเอิญจริงๆ นี่อะไรหรือ”
หนิงอี้ยกศีรษะขึ้นมอง บังเอิญจริงๆ คืออู๋ฉีหลงนั่นเอง เขาก็พยักหน้าทักทาย แล้วอู๋ฉีหลงก็ลงนั่งฝั่งตรงข้าม หนิงอี้จึงพูดอธิบายไปตามเรื่อง
“น่าจะมาจากเขตอาหรับ ภาษาที่เห็นคือภาษาเปอร์เซียแถบตอนเหนือ อ่านไม่ออก แต่ภาพดูแล้วน่าจะเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีของโลหะ…เคมีน่ะ เข้าใจไหม เอ่อ คล้ายๆ กับการกลั่นถาน”
“พี่หนิงนี่ช่างรอบรู้จริงๆ เอ่อ…ปฏิกิริยาเคมีของโลหะหรือ”
“ใช่ พวกการกลั่นแยกหรือเปลี่ยนแปลงโลหะ”
“โอ้?” อู๋ฉีหลงเริ่มมีท่าทีจริงจัง “งั้น…น่าจะมีประโยชน์มากเลยสิ”
“ก็ปานกลาง สิ่งที่เขียนไว้นี่ พวกช่างตีเหล็กบ้านเราน่าจะเข้าใจหมดแล้ว เพียงแต่อาจเอาไว้ใช้เป็นกรณีศึกษาเท่านั้น วิธีคิดของพวกเขาไม่เหมือนเรา พอจะอ้างอิงได้” หนิงอี้กล่าวถึงตรงนี้ก็เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย “คุณชายอู๋กำลังรอใครอยู่หรือ”
“ฮ่าๆ เปล่าเลย แค่เดินเล่นพอดีเห็นท่านก็เลยสงสัย”
หนิงอี้พยักหน้า สายตายังไม่ละไป อู๋ฉีหลงยิ้ม ตาของทั้งสองสบกันอยู่ครู่หนึ่ง ผ่านไปพักหนึ่ง หนิงอี้หรี่ตานิดๆ พยักหน้าเรียกเด็กชงชา “เพิ่มถ้วยอีกใบ”
เขาก้มหน้าต่อ วาดภาพในหนังสือลงบนกระดาษ พร้อมขมวดคิ้วคิดอะไรบางอย่าง พอถ้วยน้ำชาถูกนำมาวาง เขาก็ไม่มองอู๋ฉีหลง เพียงแต่เอื้อมมือชี้ไป “เชิญตามสบายเถิด”
“ขอบคุณ” อู๋ฉีหลงยิ้ม รินชาด้วยตนเอง หนิงอี้ยังก้มหน้าจดจ่อกับภาพวาดนั้น จากนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ คล้ายได้ยินคำตอบอีกแบบที่อู๋ฉีหลงเพิ่งพูดไป จึงพึมพำออกมาอย่างเข้าใจอะไรบางอย่าง “อ้อ…ผ้าเริ่มซีดแล้วสินะ…”
รอยยิ้มของอู๋ฉีหลงแข็งค้างทันที มือที่ถือกาน้ำชาไหวเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ควบคุมได้ เขาวางกาน้ำชาลงอย่างเบามือแล้วเอียงหน้ามองหนิงอี้ด้วยแววตาดุดัน สีหน้ากระตุกเล็กน้อย มีบางอย่างพลุ่งพล่านขึ้นมาจากใจ เป็นความรู้สึกเหมือนฝันร้ายกลายเป็นความจริง และมีความงุนงงผสมอยู่ด้วย เพราะในจินตนาการของเขา บทสนทนาไม่ควรเป็นแบบนี้ และหนิงอี้ก็ไม่ควรพูดออกมาอย่างสบายๆ เช่นนี้
ทว่าทุกอย่างก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา หนิงอี้ยังก้มหน้าวาดภาพ เหมือนทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องธรรมดาในฤดูหนาวต้นนี้ น้ำชาและขนมวางอยู่บนโต๊ะ เขาเพียงแค่พูดออกมาอย่างคุยเล่น “อ้อ ผ้าเริ่มซีดแล้วสินะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าถึงมานั่งตรงนี้”
เป็นเพียงเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งเท่านั้น
“ในที่สุด…ก็เป็นเจ้าที่ทำ…”
อู๋ฉีหลงต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อควบคุมน้ำเสียง ไม่ให้กัดฟันหรือสั่นเครือ
ภายใต้แสงแดดต้นฤดูหนาว หนิงอี้วางพู่กันลง แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา…
…………………