เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่133 ความหนาวเย็น

ตอนที่133 ความหนาวเย็น

ตอนที่133 ความหนาวเย็น


ตอนที่133 ความหนาวเย็น

เมื่อเดินออกจากหอสุรากลับมายังตระกูลอู๋ ท้องฟ้าก็พลบค่ำแล้ว ภายในและภายนอกจวนใหญ่อู๋จุดโคมไฟสว่างไสว บรรยากาศแห่งความปลาบปลื้มในจวนตระกูลอู๋ซึ่งคงอยู่มากว่าหนึ่งเดือนครึ่งแล้วยังไม่จางหาย ความปลาบปลื้มนี้สังเกตได้จากพลังชีวิตชีวาของบ่าวไพร่ทุกผู้ทุกคน หรืออาจมีเพียงบ่าวไพร่ที่อยู่เคียงข้างเหล่าผู้มีตำแหน่งสูงสุดในตระกูลเท่านั้นที่พอจะสัมผัสถึงบางอย่างผิดแผก เมื่ออู๋ฉีหลงก้าวเข้าสู่ประตู บ่าวผู้หนึ่งซึ่งเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูจึงเข้ามาอย่างระมัดระวัง

“คุณชายใหญ่กลับมาแล้ว ขณะนี้คุณชายรองกับนายท่านกลับมาถึงจวนก่อนหน้านี้ครึ่งชั่วยามแล้ว อีกทั้งคุณชายสาม คุณชายห้า คุณชายหก เถ้าแก่หลัว เถ้าแก่เนี่ยก็ล้วนมาถึงแล้ว เวลานี้กำลังประชุมหารือกับนายท่านอยู่ในห้องโถงฝั่งตะวันตก”

นี่เป็นเวลาไม่นานหลังจากมื้อเย็น สำหรับหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คนในตระกูลที่ดูแลกิจการทั้งหลายต่างต้องออกไปพบปะสังสรรค์จนดึกดื่นถึงจะได้กลับมา มีเพียงสองวันนี้เท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น อู๋ฉีหลงพยักหน้าแล้วเดินไปยังห้องโถงฝั่งตะวันตกโดยไม่เอ่ยคำใด เพิ่งเดินขึ้นระเบียงได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงถ้วยชาที่กระแทกพื้นดัง “เพล้ง” มาจากภายใน

“นี่เรียกว่าแก้ปัญหาไม่ได้แล้วหรือ? แค่สามวันเอง? ก็ว่าแก้ไม่ได้แล้ว?”

ผู้ที่ปาทิ้งถ้วยชาและเอ่ยวาจาขึ้นคืออู๋เฉิงโหว ตลอดหลายปีมานี้ แทบไม่เคยเห็นเขาเสียการควบคุมเช่นนี้เลย ทั้งหมดก็เพราะผลที่เกิดจากปัญหาครั้งนี้รุนแรงมาก การพลิกผันก็ราวกับสายฟ้าแลบ ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่ทันตั้งตัว เสมือนถูกทุบกลางกระหม่อมอย่างกะทันหันจนงุนงงไปหมด ภายในห้องโถง เวลานี้ผู้ที่สนทนากับบิดาคือท่านอาห้าแห่งตระกูล ซึ่งแม้ด้านการย้อมผ้าจะเป็นความรับผิดชอบของเถ้าแก่เนี่ย ทว่าผู้ควบคุมงานโดยตรงก็คือท่านอาห้า มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังสามารถพูดจาต่อรองกับบิดาได้ในยามนี้

“แต่ว่า… มันแก้ไม่ได้จริงๆ เดิมทีมิใช่สูตรที่พวกเราคิดค้นเอง พอได้มาสองเดือนก่อน ช่างฝีมือในตระกูลก็พยายามดัดแปลงตลอด ทว่าสูตรนี้มันอ่อนไหวเกินไป ปรับเปลี่ยนนิดเดียวก็ทำให้สีเพี้ยนไปหมด ตระกูลซูยังใส่วัตถุดิบที่ปกติใช้กับการย้อมผ้าสีเขียวลงไปด้วย ตอนนี้… ไม่ใช่ว่าจะแก้ไม่ได้เลย บางทีถ้าโชคดี…”

เวลานี้ท่านอาห้าอู๋เฉิงเค่อก็แสดงท่าทีลำบากใจ อู๋ฉีหลงเดินเข้ามาในห้อง บิดามองเขาแวบหนึ่งแล้วโบกมือให้เขานั่งลงด้านข้าง ก่อนหันกลับไปเผชิญหน้ากับน้องชายอีกครั้ง

“…หวังพึ่งโชคหรือ?”

“เฮอะ ตระกูลซูใช้เวลาสองถึงสามปีกว่าจะคิดสูตรนี้ขึ้นมาได้ ส่วนพวกเราไม่มีแม้แต่แนวทางใดๆ อาจารย์เฉินและคนอื่นๆ ก็พูดเหมือนกัน… อาจต้องหวังพึ่งโชค…”

ในโลกการค้า เมื่อเผชิญกับปัญหา สิ่งที่ได้รับกลับคือคำว่า “ต้องหวังพึ่งโชค” อู๋เฉิงโหวเบิกตากว้าง ภายในห้องโถงก็เงียบสนิทอยู่ชั่วครู่ใหญ่เขาจึงค่อยเอ่ยปากอีกครั้ง ถอนใจแล้วกลับไปนั่งประจำที่

“พูดอย่างนี้… ก็แสดงว่ายืนยันได้แล้ว? ไม่ใช่พวกเราทำพลาด แต่เรา… ถูกตระกูลซูหลอกลวงอย่างนั้นหรือ?”

ในห้องโถงไม่มีผู้ใดกล้าตอบ ไม่มีใครกล้าสรุปเช่นนี้ แม้ว่าทุกคนอาจเคยคิดไว้บ้าง แต่หากเป็นความจริง ราคาที่ต้องจ่ายต่อจากนี้คงน่ากลัวมาก บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบ หลัวหมิ่นจือจึงส่ายศีรษะ

“เรื่องนี้ยังมีเงื่อนงำ เข้าใจได้ยาก หากซูตระกูลซูวางแผนไว้จริง พวกเขาก็น่าจะรีบชิงสถานะคหบดีหลวงไปเสียเลย ซูถานเอ๋อร์ทุ่มเทอยู่หลายปี ใครๆ ก็สัมผัสได้ ลองดูตระกูลซูในตอนนี้สิ วุ่นวายยิ่งนัก ต่อให้มีทางออกจริงๆ ความเสียหายในเดือนครึ่งที่ผ่านมาก็มากพอแล้ว ข้า พี่สาม เถ้าแก่เนี่ยต่างก็พิจารณาแล้ว หากมีแผนร้ายตั้งแต่สองเดือนก่อน ความเสี่ยงต่อตระกูลซูก็สูงเกินไป…”

อู๋เฉิงหยวนซึ่งเป็นอาสามก็ตอบรับ

“เถ้าแก่หลัวพูดถูก เดิมทีพวกเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะใช้สูตรของตระกูลซู เพิ่งคิดจะใช้เมื่อสองเดือนก่อน หากตระกูลซูมีสูตรสำรอง พวกเราไม่มีทางไม่รู้ หลายครั้งที่คำนวณและทดลองก็ล้วนไม่มีปัญหา เราจึงนำผ้าต้วนจินจิ่นนั้นมาใช้ จะว่าฝ่ายนั้นวางแผนไว้แต่แรก ก็คงไม่สมเหตุสมผล ซูถานเอ๋อร์ไม่มีความสามารถขนาดนั้น แม้แต่ซูอวี้ผู้มากเล่ห์ก็ไม่ถึงขั้นนั้น…”

“แต่ไม่ว่ากระไร สถานการณ์ตอนนี้ก็เป็นเช่นนี้แล้ว…” นับตั้งแต่อู๋ฉีหลงเข้ามา เขาเงียบไม่พูดจา ทว่าสีหน้ากลับไม่ดีนัก สายตาเพียงจ้องมองคนในห้องโถงฝั่งตะวันตกอย่างเฉยเมย อู๋ฉีห่าวมองพี่ชายอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงถอนหายใจขึ้นเสียง

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ควรเริ่มคิดหาทางรับมือต่อไป ข้ากับท่านพ่อคุยกับท่านต่งแล้ว วันส่งของอาจเลื่อนได้ แต่ปัญหาคือ หากเรายื่นขอเลื่อนกับกรมทอผ้าอย่างเป็นทางการ เรื่องนี้ก็ต้องผ่านหนังสือทางการ ถึงตอนนั้น ท่านต่งก็อาจเก็บไว้ไม่ได้อีก ข่าวว่าตระกูลอู๋มีปัญหาจะต้องแพร่ออกไป แล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็ยากจะคาดเดา ตอนนี้เหลืออีกสิบวันก่อนวันส่ง ต้องคิดทางออกให้ดีเสียแล้ว”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง

“ไม่ว่าจะเลื่อนหนึ่งเดือนหรือสองเดือน สุดท้ายเราก็ต้องแก้ปัญหาสูตรนี้ให้ได้ ท่านอา เถ้าแก่เนี่ย ไม่ว่าจะต้องสู้ยิบตาหรือเสี่ยงดวง พวกเราก็ต้องลอง อีกทั้ง หากตระกูลซูมีสูตรจริง เราก็อาจต้องลองขอมาเช่นกัน ถึงเวลานั้น… พี่ใหญ่ ก็ต้องพึ่งทางท่านล่ะ…”

อู๋ฉีห่าวมองพี่ชาย ขณะที่อาหกก็ส่ายหน้า

“ถ้าไม่ใช่แผนของตระกูลซู เช่นนั้นค่อยว่ากันได้ ตอนนี้ยังยืนยันไม่ได้”

“แต่ว่าก็ต้องจัดการเช่นนี้แล้ว” อู๋เฉิงหยวนกล่าวเสริม

“ตอนนี้เรายังไม่อาจแน่ใจ หากไม่ใช่แผนของตระกูลซู แต่เป็นเพราะพวกเราเองผิดพลาด ไม่รีบจัดการให้ดี ท้ายที่สุดก็มีแต่จะกลายเป็นตัวตลก”

ท่ามกลางการถกเถียงอย่างเร่งร้อน อู๋ฉีหลงก็ลุกขึ้นท่ามกลางสายตาน้องชาย เขาตบไหล่อู๋ฉีห่าวเบาๆ

“ท่านพ่อ ท่านอาทั้งหลาย ข้า… ช่วงนี้มัวจัดการเรื่องการพัฒนาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องในเมืองเจียงหนิงมากนัก บางเรื่องพอรู้บ้าง แต่ไม่ละเอียดนัก ข้าอยากทราบว่า… ตอนนี้ตระกูลซูลังทำอะไรอยู่?”

อู๋ฉีหลงสืบสายเลือดของอู๋เฉิงโหว คำพูดแม้ไม่ดังนัก ทว่าในใจก็เหมือนมีข้อสรุปอยู่แล้ว ทุกคนหันไปมองเขา อู๋เฉิงหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงนั่งลง

“ภายในแตกร้าวแล้วกระมัง”

“สถานการณ์ไม่ดี ซูจ้งข่านกับซูอวิ๋นฟางเริ่มลงมือ ตอนนี้กำลังทะเลาะกันอุตลุด” อู๋เฉิงเค่อก็ส่ายหน้า

“ซูถานเอ๋อร์วุ่นวายไปทั่ว ขอโทษคนนั้นคนนี้ พยายามรักษาความสัมพันธ์เดิมไว้”

“ได้ยินว่าผลลัพธ์ก็ไม่ดีนัก ซูถานเอ๋อร์ก็มีความสามารถอยู่ แต่ก่อนนางมีซูป๋อหยงอยู่เบื้องหลัง ตอนนี้ได้ยินว่าซูป๋อหยงเป็นอัมพาต นอนติดเตียงมาได้สักพักแล้ว เดิมทีตระกูลลวี่กับตระกูลเนี่ยก็เตรียมจะตัดความสัมพันธ์กับสายใหญ่ ธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้รับผลกระทบบ้าง ตอนนี้ทุกคนพูดว่านางคงไม่อาจควบคุมธุรกิจของสายใหญ่ได้อีกไม่นาน ตระกูลเสวี่ยเองก็เริ่มดึงพันธมิตร ธุรกิจของตระกูลซูหากหดตัวจริง พวกที่ไม่สนิทนักอาจหันไปหาตระกูลเสวี่ยจะดีกว่า…”

ทุกคนในที่นี้มัวแต่จัดการเรื่องอื่น จึงไม่รู้รายละเอียดมากนัก หลัวหมิ่นจือซึ่งเข้าร่วมงานเลี้ยงบ่อย จึงพอรู้บ้าง เมื่อแต่ละคนพูดแทรกกัน อู๋ฉีหลงขมวดคิ้ว

“แล้วตัวซูถานเอ๋อร์เล่า?”

“ก็พยายามรักษาความร่วมมือเดิมไว้” อู๋เฉิงหยวนหัวเราะ

“ซู่ป๋อหยงล้มลงแล้ว เวลานี้ สายสองสายสามของตระกูลซูธุรกิจก็หดตัว นางยังจะรักษาธุรกิจสายใหญ่อยู่อีก เห็นทีเป็นไปไม่ได้…”

อู๋ฉีหลงมองอาสาม สายตาไม่แปรเปลี่ยน

“แล้วทั้งสายใหญ่ของตระกูลซู… กำลังทำอะไรอยู่?”

“ทั้งสายใหญ่ของตระกูลซู นาง…” อู๋เฉิงหยวนมองหลานชาย โบกมือไปมาแล้วค้างกลางอากาศ สุดท้ายก็เพียงส่ายหน้า ไม่ยอมพูดออกมา ราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง หรืออาจเคยคิดมาก่อนแล้ว เพียงไม่กล้าเอ่ย เพราะไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ช่างน่าเหลือเชื่อ เข้าใจได้ยาก ใบหน้าของทุกคนในห้องพลันเปลี่ยนสี เมื่อนึกถึงเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องดี

“จริงๆ แล้ว…” อู๋ฉีหลงเผยรอยยิ้มฝืนๆ พูดอย่างยากจะอธิบาย

“จริงๆ แล้ว… ท่านอาสาม ท่านอาห้า บางทีไม่กี่วันก่อน ท่านอาจจะคิดเรื่องนี้มาก่อนแล้วใช่ไหม?”

“นั่นมันจับเหตุย้อนผล เป็นไปไม่ได้” อู๋เฉิงเค่อกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“แต่ตอนนี้ก็จนปัญญา ต่อให้จับเหตุย้อนผล…” อู๋ฉีหลงส่ายหน้า

“เตรียมตัวมาสามปี เงินลงทุนคหบดีหลวงสองแสนตำลึงครั้งเดียว บางทีที่ผ่านมาลงทุนมากกว่านั้นอีก ซูถานเอ๋อร์ปรับปรุงเครื่องทอผ้า พวกเราคิดว่าเพื่อรับมือกับความต้องการผ้าราชสำนักจำนวนมาก มุ่งมั่นจะคว้าสถานะคหบดีหลวงมาให้ได้ แต่ต่อให้ได้แล้ว นางก็ไม่หยุด มือคนนอกต่างคิดว่านางบ้า หยุดไม่ได้ พยายามกดราคาทุ่มตลาดใส่พวกเรา…”

“สตรีสมองเพี้ยนอะไรๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น” อู๋ฉีหลงพึมพำเบาๆ

“แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ… ท่านพ่อ ท่านอาทั้งหลาย ถ้าการทุ่มตลาดนั้นทำให้ราคาตลาดเสีย ผู้คนจะรวมตัวกันเล่นงานนาง พวกเราเลยไม่เคยกลัวการกระทำแบบนั้น แต่ถ้าแต่แรก สตรีนางนี้หมายตาสัดส่วนตลาดของพวกเราตรักูลอู๋ ตั้งตารอให้พวกเราทำพลาดล่ะ?”

ด้านหน้า อู๋เฉิงโหวมองบุตรชายอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า

“หากเป็นเช่นนั้น นางก็เตรียมตัวไว้เรียบร้อยแล้ว”

“ใช่” อู๋ฉีหลงยิ้มอย่างอ่อนล้า ก่อนยกเสียงให้ดังขึ้น

“เวลานี้ทั้งตลาดไม่มีใครจ้องพวกเราตระกูลอู๋ ทุกคนปล่อยให้พวกเราเดินหน้า แม้แต่ตระกูลเสวี่ยก็ยังหันไปจ้องตระกูลซู หวังว่าสักวันหนึ่งตระกูลซูจะล้ม แล้วจะได้แย่งชิงสัดส่วนตลาด แต่ถ้าตระกูลซูไม่ได้จะล้มล่ะ? มีเพียงสตรีนางนี้เท่านั้น ที่ตั้งแต่พวกเราได้สถานะคหบดีหลวงมา…”

เขาโบกมือ

“ไม่ แม้แต่ก่อนจะได้สถานะนั้นก็เถอะ นางก็เฝ้ารออยู่แล้ว ขอเพียงพวกเราพลาด คนในวงการผ้าเจียงหนิงที่จ้องตระกูลซูอยู่ จะได้หัวเราะเยาะอย่างใหญ่โต สัดส่วนตลาดของตระกูลอู๋ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ พวกอื่นยังไม่ทันตั้งตัว ซูถานเอ๋อร์ก็จะกลืนกินไปได้เกินกว่าครึ่ง เหลือไว้ให้พวกอื่นได้แต่มองตาค้าง”

“หนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมา พวกเรากลับคิดว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย มองอีกฝ่ายเป็นแค่ผู้แพ้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่ความจริงแล้ว นางกลับเบนความสนใจจากทั่วทั้งวงการทอผ้าเจียงหนิงได้สำเร็จ แอบเตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อย ซูถานเอ๋อร์เปลี่ยนเครื่องทอผ้าในมือทั้งหมดเป็นรุ่นใหม่ เพิ่มอัตราการผลิตที่ในสายตาทุกคนดูไม่มีประโยชน์ ทุกคนพากันหัวเราะ แต่พวกเรา... กว่าจะรู้ตัว อีกฝ่ายก็เตรียมการมาเดือนกว่าแล้ว…”

ความรู้สึกอึดอัดอย่างยากจะอธิบายปกคลุมทั่วทั้งห้องโถงด้านข้าง ผ่านไปครู่หนึ่ง อู๋เฉิงหยวนก็ยังคงส่ายหน้า

“นี่คือความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด หากเป็นเช่นนั้น แผนนี้ก็เกินไปแล้ว พวกเราจะไม่รู้ตัวเลยหรือ…”

อู๋เฉิงเค่อขมวดคิ้ว

“แม้จะเป็นความจริง คนตระกูลซูก็ไม่อยู่ในสภาพดีนัก ซูถานเอ๋อร์จะทนได้นานแค่ไหน? พวกเราทนได้นานแค่ไหน? อย่างแย่ก็แค่เลื่อน ส่งช้าไปสองเดือน ถ่วงให้นางพังไปเลย…”

“ไม่ว่าจะเกินจริงหรือไม่ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราก็คือความจริง และ…” อู๋ฉีหลงมองไปทางอู๋เฉิงเค่อ “ท่านอาห้า อีกฝ่ายจะไม่รอให้พวกเราล้มเองหรอก เมื่อวานก่อน โรงงานของเราก็มีปัญหา ท่านลุงฉินก็ล้มป่วย เมื่อวานนี้ท่านสังเกตเห็นหรือไม่? มีคนเริ่มปล่อยข่าวลือออกมาแล้วว่าตระกูลอู๋มีปัญหาเรื่องคหบดีหลวง... แน่นอนว่า ในวงการค้า ข่าวลือมักแพร่สะพัด แต่ครั้งนี้เร็วเกินไป ทุกคนรู้ว่ามีคนจงใจปล่อยข่าว เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีใครใส่ใจเท่านั้น แต่…”

เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ

“ก่อนกลับมา ข้าได้ตรวจสอบพฤติกรรมของซูถานเอ๋อร์ในช่วงเดือนครึ่งที่ผ่านมามาแล้ว เวลานี้ทุกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากเสียตำแหน่งคหบดีหลวง ทุกการเคลื่อนไหวของนาง ทุกการใช้จ่าย ล้วนพุ่งเป้าใส่ตระกูลอู๋ทั้งสิ้น เตรียมการอย่างถี่ถ้วน เดือนครึ่งที่ผ่านมา พวกเราเดินหน้าตะบี้ตะบันโดยไร้ทิศทาง แต่นางกลับตั้งหอกดาบทวนไว้เรียบร้อยแล้ว ทุกเล่มพุ่งตรงใส่จุดตายของพวกเรา... ท่านพ่อ ท่านอา พวกท่านสัมผัสได้หรือไม่?”

อู๋ฉีหลงหัวเราะฝืดๆ ส่ายหน้า มองไปทางจวนซู

“นางผู้นั้น... ได้เตรียมการเสร็จสิ้นหมดแล้ว... และเริ่มลงมือแล้ว”

แผ่นกระดาษแผ่นนั้นถูกส่งต่อกันไปทั่วห้องโถง เนื้อหาที่เขียนไว้ตลอดเดือนครึ่งที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ดูเหมือนเรื่องตลก ตราบใดที่ตระกูลอู๋ไม่พัง ทุกอย่างก็ไม่มีความหมาย แต่... ตระกูลอู๋จะไม่มีทางพังหรือ? ด้วยความคิดแบบนี้ พวกเขาจึงเดินหน้าไปอย่างมั่นใจเต็มที่ แต่พอพบว่าเบื้องหน้าคือทางตัน ยังไม่ทันได้คิดให้ชัดเจน รอบกายก็เต็มไปด้วยคมดาบเสียแล้ว

ความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ยิ่งแน่นอก ทุกคนมองแผ่นกระดาษที่บรรจุรายละเอียดแผนการของซูถานเอ๋อร์ตลอดเดือนครึ่งที่ผ่านมา ล้วนรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาจากกระดูกสันหลัง หากทั้งหมดเป็นความจริง…

“ข้ายังไม่เชื่อ” อู๋เฉิงหยวนโบกมือทันที “หากเป็นความจริง ก็ไม่ใช่พวกเราเดินเข้าไปเอง แต่ถูกอีกฝ่ายล่อให้เดินเข้าไปตั้งแต่สองเดือนก่อน หรืออาจก่อนหน้านั้นอีก ซูถานเอ๋อร์เตรียมแผนนี้มาสามปีงั้นหรือ? ก่อนหน้านี้พวกเราก็คิดถึงความเป็นไปได้ที่จะได้ของปลอมอยู่แล้ว ถ้าตั้งใจจะวางแผนขนาดนี้ ใครๆ ก็มองออก ไม่มีใครวางแผนระดับนี้ได้! เรื่องนี้... แค่คิดก็รู้ว่าทำไม่ได้ กระบวนการซับซ้อนขนาดไหน อุปสรรคมีเท่าไร ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ซูถานเอ๋อร์ไม่มีทางทำได้ ซูอวี้เองก็ไม่น่าจะเสี่ยงกับเรื่องนี้! หากพวกเขามีความสามารถพอที่จะคว้าตำแหน่งคหบดีหลวง ทำไมไม่ทำเสียแต่แรก? ถ้าไม่มีทางได้ แล้วจะโหมกระแสทำไมให้เสียแรงเสียเวลา? แม้แต่การทำให้เราหลงกลซื้อสูตร หากยากเกิน เราก็ไม่มีทางได้มันมา หากง่ายเกิน เราก็ไม่เชื่อ ผ่านการตรวจสอบซ้ำหลายครั้งจนมั่นใจว่าไม่มีปัญหา แล้วใครกันที่จะวางแผนได้ถึงขั้นนี้!”

“ตอนนี้นางเริ่มลงมือแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะเห็นผล ข้าก็หวังว่าที่ข้าคิดมาทั้งหมดจะเป็นแค่การเดาไปเอง…” อู๋ฉีหลงนั่งอยู่ตรงนั้น ส่ายหน้าเงียบๆ “แต่ถ้าไม่ใช่... ทบทวนเรื่องทั้งหมดแล้วก็... เฮอะ ช่างน่าขันดีนัก…”

“ตอนนั้นซูถานเอ๋อร์ล้มป่วยเป็นเรื่องจริง ซูอวี้เองก็ไม่อาจจัดการเรื่องแบบนี้ได้ เขาแก่เกินไปแล้ว แต่มีใครคนหนึ่ง... ที่พวกเราละเลยไป หรืออาจตั้งแต่ต้นก็ไม่คิดจะนับเขาเป็นภัย เขาดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลยตลอดเรื่องนี้ แต่หลังจากที่ซูถานเอ๋อร์ป่วย คนที่จัดการทุกอย่างก็คือเขา เขาพาเราวนเวียนไปมา เหมือนแค่พูดเรื่องตลกทุกวัน แต่ที่อยู่เบื้องหลัง คือเขาที่โผล่ออกมาบ้าบิ่นตะโกนประกาศผ้าดีของตระกูลซู ป่าวแระกาศว่าตระกูลซูคือผู้นำแห่งวงการ…”

“ลองนึกดูสิ ข้าเองก็ดี คนของตระกูลเสวี่ยก็ดี ในตอนนั้นต่างก็มีความคิดแบบเดียวกัน เวลานั่งอยู่ในหอสุราหรือโรงน้ำชา เราจะพูดเรื่องที่หนิงอี้ทำเรื่องบ้าๆ อะไรอีก แล้วก็ไม่ลืมเตือนคนอื่นว่า ‘ซูถานเอ๋อร์เก่งมาก ตระกูลซูกำลังใช้วิธีที่โปร่งใสที่สุดเพื่อแย่งตำแหน่งคหบดีหลวง อย่าหลงกลหนิงอี้’ ท้ายที่สุด ทุกคนก็คิดว่าตัวเองฉลาด จับจ้องผ้าของตระกูลซูเท่านั้น…”

“อาสาม ท่านจำได้ไหม สมัยข้ายังเล็ก ท่านเคยสอนว่า หากอยากให้คนเห็นสิ่งใด สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่เอามันไปวางไว้กลางแจ้ง แต่ให้เอาของไปวางทับ หรือฝังดินแล้วกลบทับด้วยทราย วิธีที่ซ่อนชัดที่สุดคือวิธีลวงให้เชื่อว่าไม่มีอะไร... หนิงอี้บอกกับพวกเราตั้งแต่ต้นว่า ‘ผ้าของตระกูลซูดีที่สุด’ ซ้ำไปซ้ำมาจนพวกเราหลวมตัว ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกนำทาง...”

“เขาเป็นคนโง่ เป็นคนไร้หัวด้านการค้า ซูถานเอ๋อร์ป่วย มีหลุดพลาดบ้างก็ไม่แปลก หากซูถานเอ๋อร์เป็นคนออกหน้าเอง พวกเราอาจจะระแวดระวังมากกว่านี้ เพราะความผิดพลาดเล็กๆ ไม่ควรเกิด ทว่าเขากลับผิดพลาดเล็กๆ อยู่เรื่อยๆ และพวกเรากลับไม่รู้สึกว่าผิดปกติเลย เฮอะ… สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เราได้สูตรย่อมผ้ามา เขาก็แค่ยืนดูเฉยๆ แล้ว… ‘สหายรู้ใจยามแก่ยังจับดาบ’ เขาทำเสร็จแล้วก็วางมือ หนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมา เขาก็เหมือนเดิม ไม่แม้แต่ชายตามองเรื่องในวงการค้าอีก แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้เลยว่า เขาอาจไม่เคยมองพวกนี้เป็นเรื่องจริงจังเลย…”

อู๋ฉีหลงพูดคล้ายพึมพำกับตนเอง ก่อนจะหัวเราะเยาะเย้ยเบาๆ อู๋ฉีหาวที่อยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วแน่น

“หนิงอี้? นี่มัน… เป็นไปไม่ได้…”

อู๋ฉีหลงเงยหน้าขึ้น

“ข้าเองก็หวังว่าตัวเองจะเข้าใจผิด แต่พวกเจ้ารู้ไหม วันนี้ข้าไปคุยกับสายลับของเราที่แฝงตัวในตระกูลซู เขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อสองคืนก่อนขณะคุยกับเถ้าแก่โจวผู้ดูแลสูตรการย้อมผ้าของตระกูลซู ขณะที่อีกฝ่ายเมามาย ได้พูดประโยคหนึ่งออกมาว่า ‘ในตระกูลซู คนที่ข้านับถือที่สุด นอกจากนายท่านผู้เฒ่าแล้ว... ก็คือคุณชายหนิง…’”

มีบางคนลืมตาโพลง

อู๋ฉีหลงหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ

“ไม่ว่าอย่างไร... พวกเรายังมีเวลาอีกไม่กี่วัน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ภายในสิบวันพวกเราต้องยื่นขอเลื่อนกับกรมทอผ้า หากแผนของตระกูลซูเป็นความจริง ทุกอย่างก็จะเผยออกมา เราจะได้รู้ว่าที่ผ่านมามันเป็นแค่การแสดง หรือว่าเขารู้ตัวชัดเจนตั้งแต่ต้น หากเป็นอย่างหลัง…”

เขามองไปยังความมืดภายนอก บังเกิดภาพของบัณฑิตผู้นั้นในห้วงคิด

“ข้า... ก็เริ่มจะกลัวเขาแล้ว…”

ย้อนคิดถึงพฤติกรรมของหนิงอี้ทั้งในอดีตและช่วงที่ผ่านมา ทุกคนยังคงเงียบงัน งุนงง พูดไม่ออก สบตากันด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ แต่หากทั้งหมดเป็นความจริง ความรู้สึกขนลุกซู่ที่แล่นขึ้นมาจากกระดูกสันหลังก็ช่างน่ากลัวถึงขีดสุด

ผ่านไปครู่หนึ่ง อู๋ฉีหลงจึงยกมือนวดขมับ ถอนหายใจเบาๆ

“น่าสงคนที่น่าสงสาร…คือสีจวิ้นอวี๋... เขายังไม่รู้อะไรเลย…”

………………..

จบบทที่ ตอนที่133 ความหนาวเย็น

คัดลอกลิงก์แล้ว