เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 129 ลางร้ายจากฝันร้าย

ตอนที่ 129 ลางร้ายจากฝันร้าย

ตอนที่ 129 ลางร้ายจากฝันร้าย


ตอนที่ 129 ลางร้ายจากฝันร้าย

บนลำธารที่ไหลเอื่อย...จูบนี้ภายใต้บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงนั้นอ่อนโยนและเงียบสงบ เป็นการสัมผัสกันเพียงเบา ๆ ระหว่างริมฝีปากทั้งสี่ หนิงอี้ชะงักเล็กน้อย หญิงสาวเบื้องหน้าขนตาสั่นระริก เมื่อผ่านไปชั่วครู่ นางก็ก้าวถอยหลังพร้อมผ้าห่มในอ้อมแขน แก้มแดงเรื่อ ก้มหน้าลง ทว่าทันทีที่เงยหน้าขึ้น ดวงตาก็เต็มไปด้วยความจริงใจ

“อวิ๋นจู...อวิ๋นจูไม่มีสิ่งใดที่ทำได้อีกแล้ว รู้เพียงแค่ดีดฉินสองสามบท ร้องเพลงไม่กี่เพลง นอกจากนั้น...นอกจากนั้นก็ทำได้เพียงเท่านี้…”

นางยิ้มอย่างจริงใจ แล้วก็ก้มหน้าอีกครั้ง

“สองสามวันนี้ข้าได้ยินเรื่องของหลี่เหิง รู้สึกกังวลจนไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เจ้าก็ไม่มาเสียที วันนี้เห็นเจ้าสบายดี ข้าก็ดีใจนัก...แต่ข้าก็รู้ว่าเรื่องเช่นนี้ แม้หลี่เหิงจะใจกว้างเพียงใด ใจย่อมต้องมีความไม่สบายใจบ้าง หากว่า...เอ่อ…”

“เจ้าทำเช่นนี้มันเสี่ยงอยู่…”

หนิงอี้ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยกมือสัมผัสแก้มซ้ายของนาง อวิ๋นจูสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาสั่นไหวอยู่ชั่วขณะ แต่แล้วก็เอียงศีรษะเบา ๆ พิงแก้มลงบนฝ่ามือของเขา รับสัมผัสอันอบอุ่น หนิงอี้ยิ้มออกอย่างซับซ้อน

“หลายวันนี้ อยู่บ้านก็วุ่นวายไม่น้อย…”

“พวกคนบ้านซูเอะอะอะไรก็โวยวาย ขัดแย้งกันแทบระเบิด ความคับข้องใจจะทะลักฟ้าอยู่แล้ว”

“อืม ฮ่าๆ ดูเหมือนข้าจะน่าสงสารเหมือนกัน…”

“ทำธุรกิจพัง…”

“อับอายขายขี้หน้า…”

“โดนหลอก แล้วยังโดนมองว่าเป็นคนโง่…”

“ฮ่าๆ อันนี้คงจะ…” หนิงอี้ส่ายหัวด้วยความขบขันในที่สุด “ฮ่าๆๆ”

อวิ๋นจูกอดผ้าห่มยืนอยู่ตรงนั้น แก้มยังแนบอยู่กับฝ่ามือของเขา รับความอบอุ่นจากฝ่ามือเดิมที่ไม่กล้าเงยหน้า แต่ครู่หนึ่งก็รู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา จึงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นร่างชายเบื้องหน้าขยับเข้ามา และในพริบตา ริมฝีปากก็ถูกประกบอีกครั้ง

“อื้อ…” ร่างของนางถอยหลังเล็กน้อย แผ่นหลังพิงอยู่กับผนังไม้ ภายใต้แสงแดด หนิงอี้โน้มตัวเข้ามา แนบชิดกับนางเพียงมีผ้าห่มบาง ๆ คั่นไว้ แต่กลับไม่รู้สึกต่อต้าน แขนข้างหนึ่งโอบรัดช่วงเอวด้านหลังของนางอย่างแนบแน่น แสงแดดลอดผ่านใบไม้ที่พลิ้วไหวระยิบระยับ เวลานี้ ในหัวของนางเองก็รู้สึกเวียนหัวไปหมด

เมื่อเริ่มมีสติขึ้นบ้าง ร่างของนางแทบจะล้มลงไปบนระเบียงแล้ว แผ่นหลังยังพิงผนังอยู่จึงยังไม่ล้มลงทั้งหมด หนิงอี้นั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ โอบรัดนางไว้ ริมฝีปากที่แนบกันก็ผละออกเล็กน้อย มองหน้านางด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ ปนโล่งใจ แต่แน่นอนว่าอวิ๋นจูในเวลานี้ไม่มีสติจะคิดถึงสิ่งเหล่านั้น ร่างของทั้งสองแนบชิดกัน หน้าอกทั้งสองบดเบียดเข้าหากัน ทุกการเต้นของหัวใจทำให้ความรู้สึกยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น หนิงอี้โอบมือซ้ายที่ข้างลำตัวของนาง สัมผัสถึงผิวเนื้อด้านข้างทรวงอกและซี่โครง นางเม้มปาก พยายามจะสงบใจลง แต่ก็ไม่เป็นผล

จูบเมื่อครู่ที่นางเป็นฝ่ายเริ่มเองนั้น แม้จะเคยคิดถึงผลลัพธ์อยู่บ้าง แต่ไม่ได้คาดว่าบางเรื่องจะเกิดขึ้นเร็วเพียงนี้ นางไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องเช่นนี้มาก่อน แต่หากเขาต้องการเช่นนั้น...นางเองก็ยินยอม...

“ร่างของอวิ๋นจู...ไม่เคยถูกชายใดสัมผัสมาก่อน หากว่าหลี่เหิงต้องการ ข้าก็...ยินดี…”

ใบหน้าของนางแดงซ่าน เสียงเบาราวกับเสียงยุงบิน แต่ในระยะใกล้เช่นนี้ หนิงอี้ย่อมได้ยินชัด เขาจ้องมองใบหน้าของนาง รอยยิ้มยังไม่จางจากใบหน้า ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงเบา ๆ ดังขึ้นที่ขอบระเบียง ทั้งสองหันศีรษะไปมอง

ที่หน้าประตูระเบียง ปรากฏร่างหญิงสาวในชุดกระโปรงเขียว คือเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ ดูเหมือนจะเพิ่งกลับมาถึงบ้าน พอได้ยินเสียงที่ระเบียงจึงรีบวิ่งมาทางนี้ แต่เมื่อก้าวเข้าประตูเพียงสองก้าวก็ชะงักไป ท่าทางตอนเข้ามายังยิ้มระรื่น นิ้วชี้ขวาเคี้ยวอยู่ที่ปาก แต่ตอนนี้ใบหน้าก็แดงสลับขาว มองนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หันหลังวิ่งกลับ

ทว่านางวิ่งผิดทาง! แล้วจึงหันกลับอีกครั้ง แต่ก็สะดุดขอบประตู พลัดตกลงบนพื้นอย่างแรง เสียงกระแทกฟังดูหนักพอสมควร จนแม้แต่หนิงอี้ก็สะดุ้ง นางยังคงเคี้ยวนิ้วอยู่ตอนล้มลง เท้ายังพาดอยู่บนขอบประตู รองเท้าปักลายข้างหนึ่งหลุดออกไป นางไม่สนใจแม้แต่น้อย รีบกลิ้งลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไป

ทางนี้ บรรยากาศระหว่างหนิงอี้กับเนี่ยอวิ๋นจูก็หายวับไปทันที อวิ๋นจูหลบสายตามองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นหนิงอี้มองมา ก็รีบก้มหน้าหันหนีไปอีกทาง หนิงอี้ละมือออกจากตัวนาง ขณะที่นางยังคงกอดผ้าห่มไว้ แผ่นหลังพิงผนัง ขาชันขึ้น

“ข้า...ข้า...ข้าจะไปดูจิ่นเอ๋อร์ก่อน…”

นางพูดเบา ๆ แล้วมองหนิงอี้แวบหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งตามไป

“ฮ่าๆๆ…”

หนิงอี้ยังคงหัวเราะ เขานั่งพิงผนังตรงเดิม เงยหน้ามองแสงแดดที่ลอดผ่านช่องใบไม้ เสียงเพลงจากฉินที่อยู่ไม่ไกล รอยยิ้มบนใบหน้าลึกขึ้นเรื่อย ๆ เป็นรอยยิ้มที่สัมผัสได้ถึงความสุข

แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าทำไมวันนี้อารมณ์ของเนี่ยอวิ๋นจูจึงเปลี่ยนไปเช่นนั้น และเมื่อครู่ก็รู้สึกยินดีไม่น้อย บนโลกใบนี้ ยังมีคนที่จริงใจคิดถึงเขาเสมอ ไม่ว่าตัวเขาจะต้องการหรือไม่ก็ตาม นั่นย่อมเป็นเรื่องที่น่าดีใจ

เขาไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรจากเนี่ยอวิ๋นจู เพียงแต่วันนี้ยังไม่ได้พูดเรื่องนั้น จึงยังไม่จำเป็นต้องเอ่ยก่อนเท่านั้น ใครจะคิดว่า นางจะก้าวล้ำมาถึงเพียงนี้

แบบนี้...ก็เรียบง่ายขึ้น...แต่ก็ยุ่งยากขึ้นด้วยเหมือนกัน...

ที่ห้องโถงด้านใน เนี่ยอวิ๋นจูเหมือนจะตามทันเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ มีเสียงโต้เถียงกันแว่วมา จิ่นเอ๋อร์เหมือนจะเสียใจนัก ร้องไห้เสียงดัง จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ต้องไปดูด้วยตา แต่เสียงก็ดูจะเข้าท่าอยู่

“พี่อวิ๋นจู ท่านทำอย่างนี้ได้อย่างไร…”

“กลางวันแสก ๆ พวกท่านสองคนอยู่บนระเบียงก็คิดจะ...จะ…”

“เอาเป็นว่า ต่อให้ท่านจะทำอะไรกันบนระเบียงก็เถอะ ข้าไม่ว่าเพราะข้างนอกไม่มีคนมองเห็น...แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น พวกท่านก็ไม่ควร...ไม่ควรใช้ผ้าห่มที่ข้าใช้ต่างหาก…”

“หนิงหลี่เหิง เจ้าคนวิปริต!”

เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ตะโกนลั่น จากนั้นก็เตะผนังไม้อย่างแรง นางอยู่ที่นี่มานาน จึงเตะเข้าเป้าพอดี เสียงกระแทกทะลุมา หนิงอี้สะดุ้งจนหลังผละออกจากผนัง แล้วก็หัวเราะไม่หยุด ยิ่งหัวเราะยิ่งแรง แล้วในที่สุดก็กำหมัดทุบระเบียงไม้หลายที

เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์เต็มไปด้วยความโกรธ หนิงอี้ไร้ยางอายอย่างถึงที่สุด ที่ลำบากที่สุดก็คงไม่พ้นเนี่ยอวิ๋นจูผู้อยู่ตรงกลาง ทั้งอับอายและลำบากใจ ครู่ต่อมา นางเดินกลับมายังระเบียง ร่างในชุดกระโปรงขาวก้าวออกมาอย่างเขินอาย มือทั้งสองเกาะกันแน่นจนซีดไปหมด จากเทพธิดาผู้งามสง่าที่เคยดีดฉินร้องเพลงเมื่อครู่ กลับกลายเป็นสะใภ้ผู้ขัดเขินที่โดนแม่สามีดุเพราะทำกับข้าวไม่เป็น หนิงอี้ยิ้มให้นาง แล้วตบเบาะข้างตัว

อวิ๋นจูเดินเข้ามานั่งลงอย่างประหม่า ขยับกระโปรงให้คลุมข้อเท้าและถุงเท้าไว้

“เอ่อ เรื่องเมื่อครู่...ยังถือว่ายังใช้ได้อยู่ไหม?”

หนิงอี้จับมือของนาง ยิ้มพลางถาม เมื่อครู่ที่เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์มาขัดจังหวะ บรรยากาศก็หมดสิ้นแล้ว แต่บางเรื่องที่ควรพูดให้ชัดเจน ก็ควรพูดในเวลานี้ บางความสัมพันธ์ที่ควรแสดงออก ก็เลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว แน่นอน ว่าเปิดบทสนทนาด้วยคำพูดแบบนี้ ย่อมนำไปสู่ความเขินอายทันที อวิ๋นจูพึมพำเบา ๆ ว่า “จิ่นเอ๋อร์ยังอยู่ในบ้านนะ…”

หนิงอี้หัวเราะออกมาอีกครั้ง ท่ามกลางแสงแดดสีทอง สองเงาร่างบนระเบียงพูดคุยกันต่อไป อวิ๋นจูเขินอายบ้าง จริงจังบ้าง ตกใจบ้าง แต่สุดท้าย มือทั้งสองที่จับกันไว้ก็ไม่ปล่อยจากกัน…

เมื่อออกจากเรือนเล็กและเริ่มต้นเดินทางกลับก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว หนิงอี้ครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น คำสารภาพ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ตามมา แล้วก็ถอนหายใจเบา ๆ “สังคมโบราณช่างเลวร้ายนัก...” หากเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปีกว่าก่อน เขาอาจจะเลือกไปใช้ชีวิตกับเนี่ยอวิ๋นจูที่อื่น แต่ตอนนี้เขาอยู่ในจวนตระกลซู ที่นั่นไม่เพียงมีซูถานเอ๋อร์ ยังมีเสี่ยวฉาน และการที่เนี่ยอวิ๋นจูไม่เคยต้องการให้เขาลำบากใจ กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกลำบากใจแทน

แน่นอน คิดเช่นนี้แล้วมันก็ฟังคล้ายชายคนหนึ่งที่ได้เปรียบแล้วยังมาเสแสร้งอีก...

ขณะเดินผ่านจวนของผ้อาวโสฉิน เขาตั้งใจจะแวะพัก แต่พอเห็นลู่อากุ้ยยืนอยู่หน้าประตูจึงรู้ว่าคังเสียนอยู่ที่นั่นด้วย

เมื่อเข้าไปในเรือน พี่น้องตระกูลโจวก็เดินตามเข้ามา พอเห็นหนิงอี้ โจวจวินอู่ก็วิ่งเข้ามาถามอย่างเอาเรื่อง “อาจารย์ ข้ากับพี่สาวไปหาท่านตอนเช้า ท่านหายไปไหนมา?”

“เอ่อ เช้ามีธุระเล็กน้อย...” หนิงอี้ลูบศีรษะเขา ขณะนั้นคังเสียนเพิ่งจบกระดานหมากล้อมกับฉินซื่อหยวน จึงเอ่ยชวนหนิงอี้มาเล่นด้วย โจวจวินอู่ยกเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งข้าง ๆ โจวเพ่ยกลับเงียบขรึมอยู่ข้างหลัง มองหนิงอี้เป็นระยะ

ขณะที่หนิงอี้กำลังเล่นหมากล้อมกับคังเสียนและผู้อาวุโสฉิน สีหน้าเขาก็มีแววครุ่นคิด เล่นไปพลางคิ้วก็ขมวด คังเสียนกล่าวว่า “อีกไม่กี่วันประตูเมืองจะเปิด เรื่องพิธีไหว้อาจารย์ของเด็กสองคนนี้ก็ควรจัดให้เรียบร้อย ท่านว่าอย่างไร?”

หนิงอี้มองดูโจวจวินอู่ แล้วก็โจวเพ่ย ยิ้มพลางพูดว่า “ยังจะให้ข้าสอนอีกหรือ? ไม่กลัวผิดหวังกันหรือ?”

“แพ้ชนะเป็นเรื่องปกติในหมากกล การที่ท่านแพ้ ก็เพราะอีกฝ่ายโกงต่างหาก ไม่ใช่เพราะท่านเก่งไม่พอ ข้ายังชอบกล้องส่องทางไกลอยู่เลย...” โจวจวินอู่พูด

โจวเพ่ยเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ข้าเรียนกลยุทธ์จากท่าน ไม่ได้เรียนค้าขายเสียหน่อย...”

“อย่างนี้ก็ดีสิ” คังเสียนหัวเราะขึ้นมา ผู้อาวุโสฉินก็ลูบมือของโจวจวินอู่พลางชมว่า “เป็นเด็กดีทั้งคู่”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะสอนเอง แต่พิธีไหว้อาจารย์ยังอย่าเพิ่งจัดเลย จะดูเกินไปหน่อย”

คังเสียนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนลงหมาก แล้วสนทนาอีกเล็กน้อยก่อนถามว่า “พักนี้มีเรื่องกลัดกลุ้มอยู่หรือ?”

“ขอรับ” หนิงอี้หยิบหมากหนึ่งเม็ดขึ้นมาแล้วพยักหน้า

“จริง ๆ ช่วงนี้ข้าก็เฝ้ารอเจ้าจะมาขอความช่วยเหลือ แต่เจ้านั่นแหละไม่มาสักที...”

หนิงอี้มองเขาแวบหนึ่ง “ฮ่าๆ ผู้อาวุโสคังจิตใจสูงนัก...” เขาไม่คิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้ ยิ้มออกมา แต่คังเสียนกลับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คนที่ทำเรื่องใหญ่ได้ก็ใช่ว่าจะเก่งทุกเรื่อง ข้ารู้จักนิสัยเจ้า ไม่อยากติดหนี้ใครง่าย ๆ ข้าจึงไม่อยากยื่นมือไปยุ่ง แต่พอถึงระดับนี้ แค่ยื่นมือเล็กน้อยก็พอจะช่วยได้ มีอะไรยากนักกัน? ระหว่างเรายังมีมิตรภาพอยู่ เจ้ายังจะมาคิดมากเรื่องแค่หนี้บุญคุณเล็กน้อยอย่างนี้อีกหรือ?”

เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกมา หนิงอี้ก็มองรอบตัวพลางเปลี่ยนสีหน้าไปอย่างจริงจังเล็กน้อย แล้วพยักหน้าในที่สุด “ก็ได้...”

เมืองเจียงหนิงอันใหญ่โต แม้ตรงนี้จะเป็นเพียงมุมเล็ก ๆ สำหรับคนว่างเปล่ามารวมตัวกัน หินก้อนหนึ่งถูกโยนลงในสระน้ำ เกิดคลื่นเบา ๆ แล้วก็จางหายไปในสายฝนและลม ไม่กี่วันต่อมา ประตูเมืองก็เปิด หลี่ปินจะไปจากเจียงหนิง มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเพื่อรับราชการ ก่อนจากไปก็กล่าวปลอบใจหนิงอี้เรื่องตระกูลอู๋เล็กน้อย สำนักศึกษาหยูซานกลับมาเปิดเรียนอีกครั้ง เด็กบางคนก็เลิกเรียนวิชาของหนิงอี้ไป ซูจ้งข่านดูเหมือนจะพยายามแทรกแซงในสำนักศึกษา ให้อาจารย์บางคนวิจารณ์หรือต่อต้านเขา ทว่าหนิงอี้ผู้ที่มักทำอะไรด้วยความสุขของตน เรื่องเหล่านี้ก็ยังไม่เห็นมีผลใด

ทุกสิ่งดูจะดำเนินไปตามที่ผู้คนคาดการณ์ไว้ ตระกูลอู๋ได้ตำแหน่งคหบดีหลวง กำลังเตรียมตัวจัดการเรื่องนั้น ซูถานเอ๋อร์พยายามรักษาสถานการณ์ของตระกูลซูไว้ แต่ก็ดูเหมือนจะควบคุมไม่ไหว นางเทเงินลงทุนไปยังตลาดที่เคยเป็นของตระกูลอู๋ คนทั่วไปมองว่าเป็นการกระทำของหญิงสาวที่ไร้สติ พยายามลดราคาเพื่อปั่นป่วนตลาด แน่นอนว่าเรื่องยังไม่เริ่มลงมือจริง ยังไม่มีใครคิดจะโจมตีนางอย่างเปิดเผย

ในด้านนอก ด้วยความพยายามของซูถานเอ๋อร์ แม้จะมีการทรุดตัวเพียงเล็กน้อย คนอื่น ๆ ก็คงรอให้นางลงจากเวทีหรือให้เรื่องทุกอย่างนิ่งก่อนจึงจะตัดสินใจว่าจะละทิ้งตระกูลซูดีหรือไม่ แม้หลังจากนี้ตระกูลซูจะยังเป็นพ่อค้าขนาดกลาง ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่จะไม่ร่วมทางอีกต่อไป ส่วนในจวนตระกูลซู แรงกดดันที่ซูถานเอ๋อร์ต้องเผชิญกลับมากขึ้นเรื่อย ๆ ซูป๋อหยงยังมีชีวิตอยู่ จึงยังพอพยุงไว้ได้ แต่จะทนได้นานเพียงใดก็ยากจะกล่าว บรรดาลูกพี่ลูกน้องที่เคยอยู่ฝ่ายเรือนใหญ่ ตอนนี้ก็เริ่มหันไปเข้าข้างเรือนที่สองและสาม

ภายนอก ผู้คนพูดถึงเล่ห์เหลี่ยมอันร้ายกาจของตระกูลอู๋อย่างสนุกสนาน พูดถึงบทกลอน 《รินสุราถวายเป่ยตี้》 พูดถึงความลำบากและสภาพที่หมดรูปของหนิงหลี่เหิงในตอนนี้ แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดยังคงเป็นอนาคตของกิจการผ้า การขยายตัวของตระกูลอู๋ และตลอดเดือนที่ผ่านมา ที่ไร้ความเคลื่อนไหวใด ๆ สถานการณ์ของวงการค้าผ้าในเจียงหนิงก็เปลี่ยนแปลงและก่อตัวอย่างรวดเร็ว ผู้คนแทบลืมหนิงหลี่เหิงไปเสียแล้ว ในช่วงที่ไม่มีใครสนใจหรือคิดว่าเขาควรถูกใส่ใจ บางสิ่งบางอย่าง...ก็เริ่มเผยเค้าลางออกมา ราวกับฝันร้าย

เป็นช่วงปลายเดือนเก้า ห่างจากงานรวมตัวประจำปีของวงการค้าผ้าหลังเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงเพียงหนึ่งเดือน ตลอดเดือนที่ผ่านมา ทุกอย่างดูชัดเจนแน่นอน แต่แล้ววันหนึ่ง ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างประหลาดโดยไร้สัญญาณเตือนใด ๆ

หากนำไปเทียบกับพันปีให้หลัง ก็คล้ายกับราคาหุ้นตัวหนึ่งที่ขึ้นสูงอย่างมั่นคงจนดูเหมือนจะไม่มีวันร่วง แต่แล้วกลับร่วงหล่นและพังทลายโดยไร้สัญญาณเตือนล่วงหน้า และเมื่อผู้คนเริ่มค่อย ๆ ตระหนักได้ในท้ายที่สุด ก็เพิ่งจะมองเห็นความมืดที่แฝงอยู่ภายใต้สิ่งเหล่านั้น และเงาร่างหนึ่ง...ที่แต่แรกเริ่มก็ยืนครอบคลุมเหนือทุกคนอยู่แล้ว…

………………….

จบบทที่ ตอนที่ 129 ลางร้ายจากฝันร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว