- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 128 ระเบียง
ตอนที่ 128 ระเบียง
ตอนที่ 128 ระเบียง
ตอนที่ 128 ระเบียง
ในอีกไม่กี่วันถัดมา เมืองเจียงหนิงมีฝนตกลงมา
ประตูเมืองยังไม่เปิด สายฝนในฤดูใบไม้ร่วงที่โปรยปรายดูราวกับจะหลอมรวมทั้งเมืองเข้าไว้ด้วยกัน เงาร่างของผู้คนบนถนนเร่งรีบ แต่ก็เจือไปด้วยความเหนื่อยล้าและอิดโรยลึก ๆ เมื่อประตูเมืองยังปิดอยู่ ก็ทำอะไรมากไม่ได้ แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยในแต่ละวันก็ต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ ราคาข้าวและอาหารต่างพุ่งสูงขึ้น ความขัดแย้งก็ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น ในช่วงเวลาหดหู่เช่นนี้ ใครต่อใครก็ต่างเหน็ดเหนื่อยกันทั้งนั้น
ทว่า หากแยกกิจการผ้าทั้งหลายของเมืองเจียงหนิงออกมาเป็นส่วนหนึ่ง สถานการณ์ในตอนนี้ก็แตกต่างไปบ้าง พายุลูกใหม่กำลังเริ่มก่อตัว แต่ละบ้านต่างดำเนินกิจการกันอย่างคึกคัก เตรียมวางแผนใหม่ ๆ ติดต่อกันใหม่ ๆ จับตามองกระแส ทิศทาง หาทำเลที่เหมาะสม เดิมทีตระกูลอู๋ที่เป็นพ่อค้าผ้าอันดับหนึ่งของเจียงหนิงก็ได้ตำแหน่งคหบดีหลวงในปีนี้ไปแล้ว หมายความว่าหลังจากนี้อาจเตรียมตัวขยับขยายกิจการ แม้ว่าในเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอาจยังไม่อาจเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ได้ เมื่อได้ตำแหน่งคหบดีหลวงมาแล้ว ย่อมตามมาด้วยความรับผิดชอบมหาศาล เวลานี้ตระกูลอู๋ยังต้องปรับเรื่องผ้าบรรณาการของคหบดีหลวงเสียก่อน แต่ตราบใดที่ทุกอย่างเริ่มนิ่ง ก็ย่อมก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแน่นอน
ตรงกันข้าม คือตระกูลซูที่เริ่มสั่นคลอน หลังจากค่ำคืนนั้นของคหบดีหลวง ซูถานเอ๋อร์ก็ปรากฏตัวขึ้น เตรียมตัวจัดการความปั่นป่วนที่ตระกูลซูต้องเผชิญ พยายามติดต่อคู่ค้ารายเดิมเพื่อรักษาความสัมพันธ์ ตระกูลซูก็มีพื้นฐานไม่น้อย คำตอบที่ได้รับในตอนนี้ยังนับว่าเป็นไปในทางที่ดี ทว่าใต้น้ำกลับไม่รู้ว่ามีใครบ้างที่เริ่มจะถอนตัวไปแล้ว และมีอีกกี่คนที่ลอบติดต่อกับพ่อค้ารายอื่น
ตระกูลเสวี่ยไร้ความสามารถจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ทำได้เพียงรออย่างเงียบ ๆ วางแผนอย่างลับ ๆ สะสมกำลัง หวังว่าจะแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่ตระกูลซูอาจปล่อยออกมาในสถานการณ์ข้างหน้า ในอดีต พวกเขาเป็นฝ่ายที่เตรียมพร้อมรับมือกับตระกูลซูมากที่สุด เวลานี้อาจเป็นโอกาสให้พวกเขาคว้าผลประโยชน์ก้อนโต
สิ่งเหล่านี้ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็เริ่มกัดกินโครงสร้างเดิมอย่างรวดเร็วดั่งฝูงปลวก สองเดือนต่อมา สถานการณ์ทั้งหมดอาจจะพังทลายลง ตระกูลอู๋ขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่ ตระกูลซูตกจากตำแหน่งหนึ่งในสามพ่อค้าผ้ารายใหญ่ของเจียงหนิง กลายเป็นพ่อค้าระดับกลาง และจากนั้น… สำหรับคนที่มองออก บางทีอาจเริ่มเสื่อมถอยลงไปอีกขั้น
ความปั่นป่วนภายในตระกูลซู ได้เริ่มขึ้นแล้วในความหมายหนึ่ง
เวลานี้ ภายในจวนตระกูลซู มีแต่เสียงพูดคุยถึงเหตุการณ์คืนนั้นของคหบดีหลวง เรือนใหญ่ เรือนที่สอง เรือนที่สาม เริ่มแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันชัดเจน เสียงซุบซิบทั้งโจ่งแจ้งและลับ ๆ กล่าวถึงความไร้ความสามารถของหนิงอี้ และซูถานเอ๋อร์ แน่นอน ตลอดสองสามวันที่ผ่านมา ซูถานเอ๋อร์ยังคงยุ่งอยู่กับการวิ่งเต้นจัดการเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่างมาสนใจคนพวกนี้ และคนเหล่านั้นก็ยังไม่มีความกล้าพอจะพูดอะไรต่อหน้านาง ทว่าภายในตระกูลซู ก็เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้หยุดให้นางดูแลกิจการการค้า การโต้เถียงกันมีอยู่ทุกวัน
ไม่เพียงแค่ลูกหลานจากเรือนที่สองและสามที่ไม่เอาไหน เสียงเหล่านี้ยังเริ่มปรากฏในปากของผู้อาวุโสในตระกูลซูด้วย ซูจ้งข่านกับซูอวิ๋นฟางที่สะสมอำนาจมาหลายปี ในที่สุดก็เริ่มปลดปล่อยออกมา เตรียมตัวรอเวลาที่ซูป๋อหยงล้มลง เพื่อโจมตีเรือนใหญ่ให้ถึงตาย ในสถานการณ์ที่ตระกูลซูประสบปัญหาทั้งภายในและภายนอก เรื่องราวเหล่านี้แม้แต่ท่านผู้เฒ่าก็ไม่อาจใช้อำนาจกดไว้ได้อีก
เรื่องราวจะบานปลายเป็นข้อสรุจอย่างแท้จริงอาจยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง แต่ในสายตาของคนส่วนใหญ่แล้ว การที่ซูถานเอ๋อร์จะต้องถอนตัวออกจากเวทีการค้าของตระกูลซูในอนาคตอันใกล้นั้น น่าจะเป็นเรื่องแน่นอน ไม่ว่านางจะพยายามรักษา ป้องกันแค่ไหน หากสถานการณ์แตกหัก ก็ยากจะหยุดยั้งได้ ยิ่งนางเป็นสตรี ก็ยิ่งยากจะให้ความรู้สึกมั่นคงแก่ผู้คน หลายคนอาจยอมรับความสามารถด้านการค้าของซูถานเอ๋อร์ แม้ครั้งนี้จะล้มเหลว วันหน้าก็ยังอาจกลับมาได้ แต่พวกเขากลับไม่เชื่อว่าตระกูลซูจะให้โอกาสนางคุมบังเหียนอีก
ระหว่างนี้ ข่าวโจมตีหนิงอี้ยิ่งแพร่สะพัด แม้จะยังไม่มีการเอาเรื่องขึ้นมาบนโต๊ะ แต่ในความเป็นจริง แม้แต่คนที่เดิมอยู่ฝั่งเรือนใหญ่ก็เริ่มพูดถึงเขาในทางไม่ดี บางคนถึงกับพูดว่าเขาไม่เหมาะสมกับคุณหนูรองเลย หลังจากคืนนั้น ซูถานเอ๋อร์กลับมาเป็นผู้นำกิจการ หนิงอี้ก็หมดบทบาท ในช่วงวันเวลาที่ผ่านมานี้ เขากลับไปใช้ชีวิตว่างเปล่าเช่นเดิม ข้างนอกฝนตก สำนักศึกษาก็ยังไม่เปิด เขาก็แค่นั่งอ่านหนังสือ เขียนตัวอักษรอยู่ในบ้าน บางครั้งก็หยิบกระบอกกลม ๆ มาเล่น ดูไม่ต่างจากเดิมเลย
แม้สถานศึกาายังไม่เปิด แต่ในจวนตระกูลซู กลับมีบางคนเริ่มไปหาซูจ้งฮั่ว อาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาหยูซาน ขอให้ย้ายบุตรหลานไปยังห้องเรียนอื่น เด็กพวกนี้เดิมเรียนกับหนิงอี้ เวลานี้พ่อแม่คงตัดสินใจเลือกข้างเรือนที่สองและสาม จึงไม่อยากให้บุตรหลานเรียนกับหนิงอี้อีกแล้ว เรื่องเกี่ยวกับสุานศึกษาภายในตระกูลซูเป็นสิ่งที่ท่านผู้เฒ่าให้ความสำคัญมากที่สุด ควบคุมเข้มงวด การแบ่งฝักฝ่ายมาถึงขั้นนี้ ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เรื่องพวกนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วจวนในเวลาไม่กี่วัน
ใกล้จะถึงเดือนเก้าแล้ว วันนี้ฟ้าเปิดอีกครั้ง ว่ากันว่าในอีกไม่กี่วัน ประตูเมืองก็อาจเปิด บรรยากาศตึงเครียดในเมืองดูเหมือนจะผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ภายในจวนตระกูลซู บรรยากาศกลับเข้มข้นขึ้นทุกวัน
ใต้ระเบียง มีสาวใช้สองคนถือของบางอย่างเดินผ่าน พลางกระซิบกระซาบกัน
“ทำเรื่องใหญ่พังขนาดนี้ แต่ท่านเขยกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย…”
“ยังจะเป็นปัญญาชนอันดับหนึ่งอีก ไม่มีประโยชน์อะไรเลย…”
“คุณหนูรองก็คงโดนเขาลากลงไปด้วยแล้วล่ะ…”
“ตระกูลซูไม่รู้จะเป็นอย่างไรต่อไป…”
ในบรรยากาศเช่นนี้ การที่สาวใช้เดินผ่านจะซุบซิบเช่นนี้ก็กลายเป็นเรื่องปกติแล้ว ทว่าวันนี้สาวใช้สองคนนี้ค่อนข้างโชคร้าย เมื่อใกล้มุมทางเดินกลับเจอใบหน้างดงามที่เย็นชาเฝ้าอยู่ตรงนั้น
“พวกเจ้าไปช่วยทางโน้น พวกเขายังขาดคนย้ายของในเรือนข้าง ๆ อยู่”
“พี่...พี่เจวียนเอ๋อร์…”
“ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ? ทุกคนทำงานกันอยู่ ยังจะชักช้าอะไรอีก?”
“แต่…คุณหนูสี่ให้พวกข้าไป…”
“คุณหนูสี่ยังไม่รีบ ข้าจะไปเรียกคนอื่นไปแทน รีบไป!”
“เจ้าค่ะ…”
สองสาวใช้ทำหน้าหงุดหงิด แต่ก็จำต้องรีบไปอย่างลนลาน
เจวียนเอ๋อร์ขมวดคิ้วเดินเร็วไปข้างหน้า ไม่นานก็ได้ยินคนในเรือนหนึ่งพูดถึงหนิงอี้อีกตามเคย แน่นอนว่าก็ไม่ใช่คำชื่นชมอะไร คราวนี้นางเม้มริมฝีปากแน่น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เข้าไป ขนาดนางยังไม่อาจควบคุมทุกอย่างได้ เพียงก้มหน้าลง รีบเร่งไปทางเรือนนั้น เวลานี้ในลานเล็ก ๆ ฉานเอ๋อร์กำลังกวาดพื้นอยู่ เจวียนเอ๋อร์เดินไปมองห้องของหนิงอี้ แล้วมองขึ้นไปข้างบน
“เสี่ยวฉาน ท่านเขยอยู่ไหน?”
“เอ่อ...คงออกไปข้างนอกแล้วล่ะ” เสี่ยวฉานกอดไม้กวาดไว้ “เมื่อเช้าบอกว่าฟ้าเปิดเสียที จะออกไปเดินเล่น พี่เจวียนเอ๋อร์มีธุระกับท่านเขยหรือ?”
“เมื่อครู่ผ่านหน้าประตู พี่น้องตระกูลโจวสองคนนั้นมาหาคุณชายเขย”
“อื้ม แต่สีหน้าพี่เจวียนเอ๋อร์ไม่ค่อยดีเลยนะ”
“เมื่อครู่เจอคนไม่รู้ความไม่กี่คน…”
เจวียนเอ๋อร์พูดอย่างเย็นชาเล่าคำพูดที่ได้ยินเมื่อครู่ให้ฟัง เสี่ยวฉานเม้มปาก สีหน้าก็แย่ลงเหมือนกัน สองสามวันที่ผ่านมาได้ยินคำพูดพวกนี้ไม่น้อย แม้จะลุกขึ้นไปด่า ก็ไร้ประโยชน์ เรื่องอื่น ๆ ที่พวกนางรู้ ก็พูดไม่ได้เช่นกัน
“ท่านเขยน่าสงสารจริง ๆ…” เจวียนเอ๋อร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวอย่างจริงใจ
“พี่ซิ่งเอ๋อร์เมื่อวานก็โกรธจนด่าออกมาแล้ว…” เสี่ยวฉานว่า “แต่คุณชายกลับดูสบาย ๆ เมื่อวานข้าก็ถามเขาว่าโกรธไหม เขากำลังเล่นกล้องส่องทางไกลอะไรสักอย่าง ก็แค่ส่ายหน้าเบา ๆ ไม่พูดอะไรเลย”
เสี่ยวฉานเลียนแบบท่าทางหนิงอี้ตอนส่ายหน้า ไม่แน่ใจว่าจะเหมือนหรือไม่ นางเองก็ใส่ใจอยู่เหมือนกัน เจวียนเอ๋อร์พูดอีกสองคำ แล้วรีบไปตอบกลับพี่น้องตระกูลโจว
หลังจากเจวียนเอ๋อร์ไปแล้ว เสี่ยวฉานกอดไม้กวาดมองไปยังห้องของหนิงอี้อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกัดริมฝีปากเบา ๆ “คุณชายเจ้าคะ…” พึมพำเบา ๆ จากนั้นก็เริ่มกวาดพื้นอย่างแรง
เช้านั้น หนิงอี้พบกับเนี่ยอวิ๋นจูในเรือนเล็กหลังหนึ่ง
เขาไปที่ห้องทดลองเล็กข้างสำนักศึกษารับของบางอย่าง แล้วก็เดินเล่นมาแถวนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ คิดไม่ถึงว่าเนี่ยอวิ๋นจูจะอยู่บ้านพอดี หลังจากวันที่ยี่สิบห้าสิงหาคม นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง
พอเห็นเขาที่หน้าประตู เนี่ยอวิ๋นจูก็แสดงท่าทีโล่งอกอย่างชัดเจน ทั้งสองไม่ได้กล่าวทักทายกันมากนัก หนิงอี้แค่ถือถุงผ้าเล็ก ๆ แล้วโบกมืออย่างสบาย ๆ ส่วนเนี่ยอวิ๋นจูก็ยืนอยู่ตรงขั้นบันได ยิ้มบาง ๆ หลังจากมองย้อนไปแล้ว ท่าทางของนางคล้ายกับภรรยาที่ต้อนรับสามีผู้เหน็ดเหนื่อยกลับบ้าน
“พักนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ร้านก็ปกติดีนะ จิ่นเอ๋อร์อยู่ที่นั่น ข้าก็เลยพักอยู่ที่นี่” เนี่ยอวิ๋นจูเอียงศีรษะเล็กน้อย เชิญให้หนิงอี้เข้าไปด้านใน “แล้วเจ้าล่ะ?”
“ก็ดี เพียงแต่สองสามวันมานี้ฝนตก ออกมาไหนไม่ได้ พอแดดออกก็เลยออกมาเดินเล่นหน่อย”
“อย่างนั้นก็ดีแล้ว” ประตูห้องรับแขกเปิดกว้าง มองตรงไปยังระเบียงที่ยื่นออกไปเหนือน้ำ แสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ร่วงสาดลงตรงนั้น มีต้นไม้คดหนึ่งต้นพิงตัวอาคารเล็ก ๆ เติบโตอยู่ เวลานี้ทอดเงาลงบนระเบียง เนี่ยอวิ๋นจูคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “จริง ๆ แล้ว...ข้าได้ยินเรื่องในช่วงสองสามวันนี้แล้ว”
“อ้อ” หนิงอี้มองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มและส่ายหน้าเบา ๆ “เอ่อ...เรื่องคงไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เล่าลือกันข้างนอกนัก แต่สองสามวันนี้ก็วุ่นวายอยู่บ้าง…”ฃ
“ไม่เช่นนั้น...ข้าจะเล่นเพลงให้เจ้าฟังสักหน่อย จะได้ผ่อนคลายจิตใจ?”
“จะไม่รบกวนเจ้าหรือ เจ้าก็ได้หยุดพักวันหนึ่งนี่นา…”
“ไม่เป็นไรหรอก” เนี่ยอวิ๋นจูยิ้ม แล้วหลุบตาลง “ข้า...ก็มีแค่สิ่งนี้ที่พอทำได้…”
ระเบียงอยู่ติดแม่น้ำ มองออกไปก็เห็นทัศนียภาพรอบด้านงดงาม ร่มเงาของต้นไม้คดทอดลงเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ของระเบียงยังคงอยู่ใต้แสงแดดอันอบอุ่น หนิงอี้เอาเบาะมาวางแล้วนั่งลงบนพื้นระเบียงอย่างสบาย ๆ พิงหลังกับผนัง ยกเข่าข้างหนึ่งขึ้น มองออกไปยังเส้นขอบฟ้า
เนี่ยอวิ๋นจูถือถาดน้ำชาเข้ามา เห็นเขานั่งอยู่ที่พื้นระเบียงเช่นนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ นางวางถาดลงแล้วกล่าวเบา ๆ
“ข้าจะไปเอาฉินมา”
นางกล่าวเบา ๆ หนิงอี้มองนางแล้วพยักหน้า
ไม่นานนัก เสียงดนตรีก็ดังขึ้น...
---
ความรู้สึกอบอุ่นราวกับล่องลอยในสายน้ำ มือของมารดาลูบผ่านร่างอย่างอ่อนโยน...เนี่ยอวิ๋นจูเล่นเพลงอะไรอยู่นั้น หนิงอี้เองก็ไม่รู้ เขาเป็นคนที่ไม่เข้าใจเรื่องดนตรีโดยสิ้นเชิง แถมก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยชอบเพลงฉินโบราณพวกนี้นัก แต่ตอนนี้กลับรู้สึกผ่อนคลายดั่งต้องมนต์ เนี่ยอวิ๋นจูฮัมเพลงเบา ๆ ไปด้วย ขับกล่อมอย่างอ่อนโยน คล้ายคำกระซิบกระซาบของสาวน้อย
บางครั้งหนิงอี้ก็มองไปทางนาง แสงแดดในฤดูใบไม้ร่วงสาดลงมา ราวกับโปรยผงทองลงบนตัวนาง เสื้อคลุมสีขาวสะอาด เส้นผมดำขลับพลิ้วไหว สีหน้าของหญิงสาวดูตั้งใจยิ่งนัก ทว่าเมื่อเขามองไป นางก็ส่งยิ้มอ่อนโยนกลับมาในช่วงว่างระหว่างเล่น
ตอนเข้ามา นางเปลี่ยนชุดแล้ว...รู้สึกได้เลือนรางในขณะนั้น แล้วหนิงอี้ก็ค่อย ๆ ผล็อยหลับไป ฝั่งตรงข้ามเงาหลิวหนาทึบล้อมรอบ ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมา สายน้ำใต้ระเบียงไหลเอื่อย ใบไม้บนระเบียงไหวไหว หล่นลงมาเป็นบางใบ เสียงเพลงของฉินผสานกับเสียงน้ำ เสียงใบไม้ เสียงร้องเบา ๆ ของหญิงสาวแว่วไพเราะล่องลอย
ไม่รู้ว่าเมื่อใดเสียงเพลงนั้นถึงเงียบลง หญิงสาวยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น มองร่างบุรุษที่นอนหลับอยู่ไม่ไกล หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางบรรเลงอย่างต่อเนื่องยาวนานถึงเพียงนี้ เดิมทีแม้จะเล่นเพื่อความเพลิดเพลินส่วนตนก็ไม่เคยขนาดนี้ แม้แต่ในหอคณิกามาก่อนก็เช่นกัน ที่นางเล่นดนตรีก็เพื่อสนองตนเองเสียมาก
ไม่นานมานี้ ตอนแสดงในหอเหยียนชุ่ย ความตั้งใจมีแต่จะเอาชนะคู่แข่ง ทำให้จิตวิญญาณในเพลงอ่อนลง มีเพียงเวลานี้เท่านั้น ที่นางตั้งใจบรรเลงเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง บรรเลงให้นานที่สุด เพื่อให้เขาหลับใหลไป ให้เขารู้สึกสบายใจ สงบเงียบ ได้รับการปลอบประโลม
ลมพัดผ่านแม่น้ำ นางผลักฉินออกไปเบา ๆ แล้วลุกขึ้น จากนั้นจึงค่อย ๆ เก็บกาน้ำชา ถ้วยชา และขนมไว้เงียบ ๆ กลัวว่าหากหนิงอี้พลิกตัวอาจจะล้มลงมา แล้วนางก็นั่งลงข้าง ๆ เขา ใต้แสงอาทิตย์ฤดูใบไม้ร่วง จ้องมองใบหน้าที่หลับใหลของเขาเงียบ ๆ
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ลมดูจะพัดแรงขึ้น นางเดินเข้าไปในห้อง ไม่นานก็ถือผ้าห่มผืนบางออกมา พอนั่งยอง ๆ ลงข้างชายหนุ่ม ก็ลังเลเล็กน้อย ไม่รู้ว่าหากวางผ้าห่มจะทำให้เขาตื่นหรือไม่ อีกทั้งผ้าผืนนี้เป็นของนางกับจิ่นเอ๋อร์ มีกลิ่นเฉพาะของสตรี
ในขณะลังเลนั้น เปลือกตาของหนิงอี้กระตุกเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงีย ขยี้ตา ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นจากพื้น
หญิงสาวในชุดขาวถือผ้าห่มไว้ ก็ลุกขึ้นตามโดยไม่รู้ตัว ลังเลเล็กน้อย ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ
“อืม...ขออภัย ไม่รู้เป็นอย่างไร หลับไปซะได้...คงเพราะเจ้าเล่นดีเกินไปแน่ ๆ”
หนิงอี้ยิ้มบาง ๆ อย่างงัวเงีย เนี่ยอวิ๋นจูไม่ได้ตอบคำ นางหันหน้าหนีเล็กน้อย จากนั้นร่างอรชรในชุดขาวก็ขยับเข้ามาหนึ่งก้าว ยืนเขย่งปลายเท้าที่สวมถุงเท้าขาว เงยหน้าขึ้น ประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเขา
สัมผัสนั้นนุ่มนวล อบอุ่น สั่นเล็กน้อยและเต็มไปด้วยความเขินอาย แสงฤดูใบไม้ร่วงหลงทางในเรือนไม้ริมโค้งน้ำ สายลมพัดผ่าน แสงแดดลอดผ่านชายคา ใบไม้ใบหนึ่งร่วงหล่นลงกลางสายลม เฝ้ามองฉากเบื้องหน้าด้วยความเงียบงัน…
………………….