เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 124 เปิดม่าน

ตอนที่ 124 เปิดม่าน

ตอนที่ 124 เปิดม่าน


ตอนที่ 124 เปิดม่าน

วันที่ยี่สิบห้าสิงหาคม ตอนบ่าย เมื่อหนิงอี้กลับมาถึงบ้าน ทั้งจวนตระกูลซูยังคงดูวุ่นวายอยู่ ไม่เข้าใจนักว่าทำไมถึงยุ่งกันขนาดนี้ อากาศดีมาก บ่ายฤดูใบไม้ร่วง ลมอุ่นพลิ้วไหว ใบไม้บางต้นเปลี่ยนเป็นสีทองแต่ยังไม่ร่วงหล่น แกว่งไกวเบาๆ ตามสายลม ขณะเดินผ่านทางระหว่างลานไปยังเรือนเล็ก เขาเห็นคนรับใช้สองคนวิ่งผ่านไปอย่างเร่งรีบ คาดว่าคงมีหัวหน้าคนใดกำลังด่าอยู่ เสียงแว่วมาจากด้านข้าง

พื้นที่ฝั่งเรือนใหญ่ค่อนข้างเงียบ เพราะโดยรวมมีคนอยู่น้อย ขณะใกล้จะถึงที่หมาย เขาก็เจอสองญาติพี่น้องจากเรือนรองเดินตรงมา มีผู้ติดตามตามหลังมา คาดว่าพึ่งไปพบซูถานเอ๋อร์มา พอเจอกับหนิงอี้ก็ทักทายพูดคุยกันเล็กน้อย แฝงน้ำเสียงตำหนิเขาที่กลับมาเร็วเกินไป เพราะค่ำคืนนี้จะเป็นเวลาที่ผลของการเฟ้นหาคหบดีหลวงจะถูกประกาศ บรรดาเถ้าแก่ทั้งหลายต่างยุ่งอยู่ข้างนอกอย่างหนัก อย่างน้อยช่วงเวลานี้ เขาก็น่าจะออกไปอยู่หน้าฉากดูแลสถานการณ์

หลังจากทักทายกันสั้นๆ ทุกคนก็แยกย้าย หนิงอี้เดินกลับมายังเรือนเล็กของตน บรรยากาศเงียบสงบ ซูถานเอ๋อร์สวมกระโปรงยาวสีเขียวนั่งอยู่ในศาลากลางลาน เงยหน้ามองใบไม้บนต้นอู๋ถงด้านข้าง ชั้นสองมีเงาคนเคลื่อนไหวอยู่บ้าง คงเป็นเจวียนเอ๋อร์หรือซิ่งเอ๋อร์ที่กำลังจัดของอยู่ เมื่อเห็นหนิงอี้ นางก็หันมาพร้อมรอยยิ้มกว้างเผยฟันขาว “ท่านกลับมาแล้ว”

“ว่างเสียจริง”หนิงอี้เดินเข้าไปนั่งในศาลา

“ท่านต่างหากที่ว่าง อยู่บนเตียงไม่ยอมลุกตอนเช้า”

“ข้าไม่มีหน้าที่อะไรอยู่แล้วนี่นา” หนิงอี้ยิ้ม “ตอนเช้าออกไปช้าหน่อย พลาดการประชุมเช้า แล้วทั้งเช้าก็แค่มองพวกเขาวุ่นวายกัน เตรียมการสารพัด ข้าก็คิดอยู่เหมือนกันว่า สิ่งที่ต้องเตรียนมีมากมายอะไรขนาดนั้น…แค่กๆ เถ้าแก่หลิวแวะมาคุยกับข้าบ้าง เขาบอกว่าเจอเหตุการณ์แบบนี้เขาก็ประหม่าเหมือนกัน เมื่อคืนก็นอนไม่หลับ ดื่มสุรานิดหน่อย เช้าก็เกือบตื่นไม่ไหว…ราวครึ่งชั่วยามต่อมา เถ้าแก่หลัวก็เดินผ่านตรงนั้น แวะมาบอกว่าตนเองก็ประหม่า…”

หนิงอี้เล่าเสียงเรียบ ฝั่งซูถานเอ๋อร์กลับหัวเราะคิกคักตั้งแต่ตอนกล่าวถึงเถ้าแก่หลิว ครั้นได้ยินชื่อเถ้าแก่หลัวก็กลั้นยิ้มไม่ไหว เอื้อมมือจับราวศาลาไว้ หนิงอี้ส่ายหน้า “พวกเขาล้วนเป็นคนดี รู้ว่าข้าตื่นไม่ไหวเพราะประหม่า ยังมีแก่ใจมาปลอบใจข้า ทั้งที่วันนี้ยุ่งกันขนาดนั้น ตอนเที่ยงเถ้าแก่สียังมาเล่าให้ฟังอีกว่า ตอนพวกเจ้าทำการค้าในเจียงโจว เคยประหม่าแค่ไหน…”

“ท่านก็แกล้งไม่ลุกต่างหาก”

“เปล่านะ ข้าตื่นไม่ไหวจริงๆ ดูสิ ตั้งแต่ทำงานมาหนึ่งเดือนนี่ครั้งแรกที่ข้ามาสาย พูดตามตรง ทุกครั้งที่เห็นพวกเขายุ่งกันวุ่นวายแต่ข้ากลับไม่มีอะไรทำ ก็รู้สึกละอายอยู่ลึกๆ วันนี้คงเป็นวันที่พวกเขายุ่งที่สุดแล้ว”

“ท่านไม่จริงใจเอาเสียเลย” ซูถานเอ๋อร์ยิ้มอ่อนๆ หนิงอี้ส่ายหน้า “ดูสิ เราสองคนมีความเข้าใจผิดกันลึกซึ้ง ข้าออกไป…แค่ก ออกไปยุ่งทั้งเช้า เจ้านี่สิ นั่งอยู่ในลานดูวิวสบายๆ เห็นกันอยู่ชัดๆว่าใครขยันใครขี้เกียจ แล้วยังว่าข้าไม่จริงใจอีก…”

ความจริงเขาใช้เวลาทั้งเช้าเดินเล่นไร้จุดหมาย แต่เวลานี้พูดออกมากลับไม่มีร่องรอยเขินอาย เรื่องพวกนี้ทั้งสองก็รู้นิสัยกันดี ซูถานเอ๋อร์ยิ้มนิดๆ แล้วก้มหน้า “ที่จริงข้าก็ประหม่าอยู่นะ…”

“จริงหรือ?”

“ก็เป็นความพยายามของหลายปี แถมยังเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาก่อนหน้า วันก่อนยังรู้สึกเหมือนขาดเสาหลัก ตอนนี้...ดีขึ้นมากแล้ว แต่ความประหม่าก็ยังมีอยู่ อย่างที่ท่านว่า คืนนี้ก็จะรู้ผลแล้ว เมื่อครู่นั่งคิดถึงเรื่องราวหลายปีที่ผ่านมา ข้าก็เคยคาดเดาไว้ว่าสักวันหนึ่งจะมีช่วงเวลาตัดสินแบบนี้ อาจสำเร็จหรืออาจล้มเหลว ก็เคยนึกถึงความรู้สึกตอนนั้น แต่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นแบบนี้…” นางหน้าแดงเล็กน้อย “ท่านไม่ประหม่าเลยหรือ?”

“อืม ประหม่านิดๆ ก็มี…แบบพอดีๆ จะได้มีสมาธิ”

ซูถานเอ๋อร์มองเขา “ท่านนี่ใจเย็นกว่าใครเลย…”

คำพูดนั้นแฝงความอิจฉาในความใจเย็นของหนิงอี้อยู่บ้าง

“เฮอะ…”

“หลังจากคืนนี้ ท่านอยากทำอะไรต่อหรือ?”

“คืนนี้จัดการเรื่องให้เสร็จ ข้าก็จะกลับไปสอนหนังสือต่อ เจ้าก็หายป่วยแล้ว อย่าหวังจะลากข้ามาช่วยอีกเลย ข้าเห็นชัดเจนว่าตัวเองไม่เหมาะกับทางการค้า ตอนแต่งงานมาก็หวังแค่นอนกินสบาย ไม่ต้องเหนื่อย ได้ใช้ชีวิตคนรวย เสื้อผ้ามีคนจัด อาหารมีคนปรุง ชีวิตแบบนี้ดีจะตาย ใครขัดข้าข้าจะโกรธเลย”

“ปากแข็ง”

“พูดจริง”

“ฮึ ท่านนี่…หมายความว่าจะกินข้าวต้มของถานเอ๋อร์ต่อไปหรือ? คิดจะอยู่แบบนี้จริงๆ น่ะหรือ?”

“หึ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็ไม่เปลี่ยนแล้ว…ข้าว่าชีวิตแบบนี้ดีออก ดูสิ ข้าสอนหนังสือได้ เขียนบทกวีได้ ในเมื่อมีชื่อเสียงว่าเป็นบัณฑิตอันดับหนึ่งของเจียงหนิง ข้าแค่ไปประกาศขอให้ผู้หญิงเลี้ยงดู คงมีหญิงสาวใจดีไม่น้อยยินดีสนอง แถมพาออกไปยังไม่อับอายอีกนะ พลาดไปอาจหาไม่ได้อีกแล้ว…”

หนิงอี้พูดติดตลก ทำท่าจะขายตัวเองเป็นสินค้าหนึ่ง คำพูดแบบนี้หากเป็นอีกพันปีข้างหน้าคงจะเป็นเรื่องขำธรรมดา แต่ในยุคนี้มันล้ำหน้าไปไม่น้อย ซูถานเอ๋อร์หัวเราะไม่หยุด ใช้มือตบปากเบาๆ แล้วก้มหน้าจนแก้มแดงจัด “ท่านนี่มัน…หน้าไม่อายจริงๆ เลย”

“คำนี้แทงใจข้าจัง ธุรกิจนี้คงคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว…”

“อะ…ถ้าอย่างนั้นก็ได้” ซูถานเอ๋อร์ทำหน้าเคร่งครัดอย่างฝืนๆ “ยังไงข้าก็เป็น…เป็น…”

“ฮูหยินผู้มั่งคั่ง”

“อืม ข้าเป็นฮูหยินผู้มั่งคั่ง งั้นข้าวต้มของถานเอ๋อร์ก็ยกให้ท่านกินเถอะ…ธุรกิจนี้ตกลงแล้ว!”

นางทำท่าทางเหมือนตกลงธุรกิจอย่างจริงจัง หนิงอี้กลับยิ้มพลางส่ายหัว “ไม่ง่ายหรอกนะ เมื่อครู่นี่เจ้าแทงใจข้าจัง ต้องต่อรองราคากันใหม่ ฮูหยินรวยๆ มีตั้งเยอะ ทำไมข้าต้องเลือกเจ้าด้วยล่ะ”

“แต่ข้า…ข้าเคยแต่งกับท่านแล้ว ข้าเป็น…” ซูถานเอ๋อร์ทำหน้าเคร่งเตรียมจะโอ้อวดอะไรสักอย่าง ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็หน้าแดงก้มหน้าลง “ท่านนะ…”

“ช่างเถอะ เรื่องนี้เล่นเกินไปละ” หนิงอี้ยิ้มแล้วโบกมือ “หลังจากคืนนี้ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม ข้าไม่ได้คิดจะทำอะไรต่อเลย มันยุ่งยาก”

“แต่ข้ารู้สึกผิดกับท่าน…”

“หืม?”

“ข้าไม่เคยคิดจะปฏิบัติต่อท่านเยี่ยงสามีที่แต่งเข้าตระกูลเลย เดิมทีก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องพรรค์นี้ เพียงแต่...เพียงแต่ข้าเป็นคนที่นิสัยแข็งกระด้าง พอมีสิ่งที่อยากทำ กลับกลายเป็นเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่แต่งเข้ามา...เอ่อ สรุปคือข้าไม่เคยหวังให้ท่านรู้สึกว่า...รู้สึกว่า...ข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรไปแล้ว…”

นางพยายามหาคำพูดอย่างลำบาก สุดท้ายก็เผยสีหน้าทั้งเขินอายทั้งจนใจออกมา หนิงอี้พยักหน้าเบาๆ “ข้ารู้อยู่แล้ว”

ซูถานเอ๋อร์มองเขาหนึ่งแวบ เมื่อแน่ใจว่าเขาไม่ได้พูดเพียงให้ผ่านๆ จึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งใจ “ข้าก็รู้ว่าตัวเองไม่ดี ไม่เหมือนหญิงสูงศักดิ์ทั่วไป ไม่เหมือนพวก...เอ่อ พวกฮูหยินผู้มั่งคั่ง แต่ถานเอ๋อร์ก็เป็นได้แค่นี้เอง…”

“นั่นแหละฮูหยินผู้มั่งคั่งที่แท้จริง…” หนิงอี้พึมพำขึ้นเบาๆ ซูถานเอ๋อร์ฟังไม่ถนัด เพราะในยุคนี้คำว่าฮูหยินผู้มั่งคั่งกับสตรีผู้เก่งกาจยังเป็นคนละเรื่องกัน แถมอย่างหลังก็แทบไม่มีอยู่ในความคิดของผู้คน นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ที่จริงเมื่อครู่ข้านั่งคิดอยู่ในนี้ แล้วก็นึกถึงเรื่องหนึ่ง อยากจะบอกท่าน”

“เรื่องอะไรหรือ?”

“ตอนที่ข้าต่งกับท่านสวามี ข้านีไป ที่ทำอย่างนั้นไม่ใช่เพราะจะข่มขู่หรือทำให้ท่านรู้สึกต่ำต้อยอะไรหรอกนะ แต่เพราะข้าไม่รู้จะทำอย่างไรดี ถานเอ๋อร์...ก็ยังเป็นสตรีคนหนึ่ง…” นางก้มหน้าน้อยๆ “ถานเอ๋อร์รู้ว่านั่นไม่ถูก แต่ก็ไม่คิดจะขอโทษท่านในตอนนั้น หากมีอีกครั้ง แม้รู้ว่ามันไม่ถูก บางทีข้าก็คงจะทำเช่นนั้นอีก…”

นางเงยหน้าขึ้นมองหนิงอี้ หนิงอี้พยักหน้า “เพราะตอนนั้นเรายังไม่รู้จักกัน?”

“อืม ตอนนั้นถานเอ๋อร์ยังไม่รู้จักท่าน ท่านเองก็ยังไม่รู้จักถานเอ๋อร์...แต่ตอนนี้ถานเอ๋อร์อยากบอกท่านว่า ถานเอ๋อร์จะไม่มีวันทำเช่นนั้นอีก”

คำพูดของนางเต็มไปด้วยความกล้าหาญ พอพูดจบก็ยังคงก้มหน้าลง หนิงอี้ผ่านไปครู่ใหญ่จึงหัวเราะเบาๆ “นี่มันก็เท่ากับขอโทษน่ะสิ…”

แม้เสียงพูดจะเบา แต่ซูถานเอ๋อร์ได้ยิน ก็หน้าแดงขึ้นมาทันที แม้จะเขินอายจนเหมือนจะโกรธ แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร

ทั้งสองนั่งอยู่ในศาลาสักพัก หนึ่งในสาวใช้ชื่อซิ่งเอ๋อร์อุ้มของบางอย่างเดินผ่านไปด้านบน เมื่อเห็นทั้งสองก็ไม่เข้ามารบกวน ต่างทำหน้าที่ของตนไป ครั้นเย็นย่ำลง เจวียนเอ๋อร์กับฉานเอ๋อร์ก็กลับมา หนิงอี้ลุกขึ้น แล้วถามว่า

“ถ้ารู้สึกประหม่า คืนนี้ไปงานด้วยกันไหม?”

ซูถานเอ๋อร์ยิ้มแล้วส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ดีกว่า ท่านยังอยากนอนกินข้าวต้มของถานเอ๋อร์ นานๆ ทีได้ลงมือทำอะไรเอง สองเดือนมานี้ก็เป็นท่านที่ดูแลทุกอย่าง วันนี้สำคัญที่สุด ก็ปล่อยให้ท่านเป็นคนจัดการเถอะ ข้าจะประหม่าอยู่ที่นี่ รอฟังข่าวดีจากท่านพี่ก็พอ”

“เฮอะ ไม่มีปัญหา ดูข้าลุยเอง เอาตำแหน่งคหบดีหลวงกลับมาด้วยความยิ่งใหญ่! แล้วก็วางมือแบบเท่ๆ”

หนิงอี้ยืดแขนออกกลางแสงอาทิตย์อัสดง เหยียดยืดร่างกายเต็มที่ ข้างๆ ซูถานเอ๋อร์กลอกตาใส่เขาอย่างแผ่วเบา คืนนี้ผลการตัดสินคหบดีหลวงจะเริ่มขึ้น เรือนเล็กๆ ยังคงเงียบสงบ ท่ามกลางแสงยามเย็นอบอุ่นนี้

---

เมื่อตกค่ำ ขบวนรถม้าขนาดย่อมก็ออกจากจวนตระกูลซู หนิงอี้ ซูจ้งข่าน ซูอวิ๋นฟาง พร้อมด้วยสมาชิกบางคนจากเรือนใหญ่ เรือนรอง และเรือนสาม รวมถึงหัวหน้าคนสำคัญทั้งหลาย รวมทั้งหมดราวยี่สิบคน ฉานเอ๋อร์นั่งรถม้ากับหนิงอี้อย่างประหม่า รถม้าเคลื่อนออกมาไม่ไกล ก็มีรถม้าไร้สัญลักษณ์อีกคันตามมาด้านหลัง ข้างในเป็นองครักษ์จากจวนของอ๋องคัง ส่วนพี่น้องตระกูลโจวที่แต่งกายเป็นข้ารับใช้ชายหญิง ก็ตามรถม้ามาด้วยวิ่งเหยาะๆ แล้วเข้าไปร่วมกับหนิงอี้บนรถ เตรียมไปดูผลลัพธ์สุดท้ายของเรื่องคหบดีหลวงที่เขาเป็นผู้จัดการทั้งหมด

ไม่นานนัก หอเหวยอี้ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฉินหวยก็ปรากฏขึ้นต่อสายตา รถม้าทยอยมาถึงทีละคัน บรรดาพ่อค้าจากโรงทอผ้า ตระกูลเสวี่ย ตระกูลอู๋ ตระกูลเฉิน ตระกูลลวี่...รวมถึงขุนนางจากกรมทอผ้าหลายคนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง เรื่องแบบนี้ในเจียงหนิงก็เกิดขึ้นบ่อย ผู้คนที่เดินผ่านก็เหลือบตามองแวบหนึ่งก่อนจะจากไปไม่สนใจ แต่เหล่าผู้ที่อยู่ในงานซึ่งกำลังกล่าวคำทักทายและประสานมือให้กัน กลับรู้สึกถึงความกดดันอย่างรุนแรงในใจ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้ สำหรับวงการทอผ้าในเจียงหนิงแล้ว นับเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างไม่ต้องสงสัย และศูนย์กลางของเรื่องก็คือการแย่งชิงตำแหน่งคหบดีหลวงระหว่างตระกูลซู ตระกูลเสวี่ยและตระกูลอู๋ นับตั้งแต่เกิดเหตุลอบสังหารเมื่อเดือนก่อน ผู้ที่ใส่ใจก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นดินปืนที่แอบซ่อนอยู่ในเบื้องหลัง ต่างเฝ้ารอคอยผลสรุปของศึกการค้าในค่ำคืนนี้

หนิงอี้ยกม่านรถขึ้น สูดลมหายใจ แล้วเดินยิ้มลงจากรถ

ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี แสงไฟยาวเป็นมังกรทอดยาวไปทั้งสองฟากถนนใหญ่

………………..

จบบทที่ ตอนที่ 124 เปิดม่าน

คัดลอกลิงก์แล้ว