- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 117 นักศึกษาที่อ่านไม่ออกจนโกรธ
ตอนที่ 117 นักศึกษาที่อ่านไม่ออกจนโกรธ
ตอนที่ 117 นักศึกษาที่อ่านไม่ออกจนโกรธ
ตอนที่ 117 นักศึกษาที่อ่านไม่ออกจนโกรธ
เมื่อนายท่านใหญ่แห่งสกุลซูและคุณหนูรองที่เตรียมจะรับช่วงกิจการของนายท่านใหญ่ต่างล้มป่วยลง เขยที่แต่งเข้ามาในตระกูล ก็เริ่มเข้ามาดูแลกิจการของสกุลซู
ช่วงนี้ถือเป็นข่าวใหญ่ในสกุลซู
การถูกลอบทำร้ายของซูป๋อหยง การล้มป่วยของซูถานเอ๋อร์ ถ้าจะบอกว่าในคนของอีกสองสายไม่มีใครรู้สึกสะใจอยู่บ้าง คงจะเป็นไปไม่ได้ ข่าวเรื่องที่ซูถานเอ๋อร์ล้มป่วยยังไม่ได้แพร่ออกไปภายนอก แต่คนในจวนส่วนใหญ่ก็ทราบกันหมดแล้ว กระแสข่าวในตอนนี้จึงวนเวียนอยู่กับการคาดเดาว่า สายใหญ่ที่อ่อนแออยู่ก่อนแล้วจะรับมือกับสถานการณ์ตอนนี้อย่างไร หรือไม่ก็มีคนพูดว่าซูถานเอ๋อร์ถึงแม้จะแสดงความสามารถมานักหนา แต่ก็เป็นแค่สตรี ไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่ใหญ่โตได้อยู่ดี กล่าวโดยสรุปคือ ขณะที่ทุกคนกำลังจับตามอง หนิงอี้ก็ถูกผลักดันออกมาให้เป็นผู้ดูแลชั่วคราว ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมากมาย
แม้เขาจะมีสถานะเป็นเขยที่แต่งเข้ามา หากเป็นตระกูลอื่น คงโดนเยาะเย้ยถากถางตั้งแต่แรกแล้ว ทว่าณเขยของตระกูลซูกลับมีความแตกต่าง ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในจวนก็มักจะทำลายความเข้าใจของคนทั่วไปเสมอ เดิมทีคิดว่าเป็นเพียงบัณฑิตธรรมดา แต่ใครจะรู้ว่าเขากลับเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นบทกวีหรือการสอนหนังสือ ตลอดปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของเขา คนในจวนพูดถึงเขาทีไรก็ได้แต่ยกย่องสายตาอันเฉียบแหลมของท่านผู้อาวุโส ต่างคิดว่าที่เรื่องนี้เกิดขึ้นก็เพราะท่านผลักดันอย่างเต็มที่ และท่านต้องรู้อยู่แล้วว่าบัณฑิตคนนี้ไม่ธรรมดา
จนกระทั่งมาถึงสถานการณ์ในตอนนี้ เขาก็ถูกผลักออกมาจากสายใหญ่จริง ๆ คนในบ้านต่างก็มีท่าทีรอดูสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นพวกเหวินซิง เหวินจี้จากสายที่สองและสาม หรือเหล่าญาติที่สนิทสนมกับสายใหญ่ ก็ล้วนเฝ้ามองเงียบ ๆ ว่าเขาจะสามารถแสดงความสามารถในด้านนี้ได้อย่างน่าประหลาดใจเช่นเดียวกับด้านอื่นหรือไม่ ท่านปู่เก่งจริงหรือมีอคติจริง ให้ซูถานเอ๋อร์มีสามีที่ทั้งเก่งเรื่องวรรณศิลป์และการค้าขาย แถมยังแต่งเข้ามาอีกต่างหาก
ความเงียบเช่นนี้ดำเนินอยู่ประมาณสามวัน แล้วก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะขบขัน
แม้จะมีพรสวรรค์ในบทกวี แต่นี่คือชายหนุ่มที่ไม่เข้าใจเรื่องการค้าโดยสิ้นเชิง และยังเป็นบัณฑิตที่เต็มไปด้วยอารมณ์นักปราชญ์
ดูเหมือนว่าเขาจะตั้งใจจริงในการทำงานให้ดี แต่แนวทางการทำงานกลับดูเงอะงะอย่างยิ่ง หลายวันติดต่อกัน เขาจะนั่งรถม้าตรวจตราร้านค้าและคลังสินค้าหลายแห่งในเมืองในช่วงเช้า เหมือนกับว่าเลียนแบบสิ่งที่ซูถานเอ๋อร์ทำเป็นประจำ
แท้จริงแล้วด้วยรากฐานของตระกูลซู แต่ละร้านต่างก็มีคนที่ไว้ใจได้ดูแลอยู่แล้ว นายใหญ่ไม่จำเป็นต้องไปทุกวัน ซูถานเอ๋อร์ทำเช่นนั้นก็เพื่อเตรียมตัวรับช่วงกิจการของสกุลซูในอนาคต จึงเข้มงวดกับตัวเองมาก ร้านค้ามีปัญหาอะไร ซูถานเอ๋อร์ก็สามารถตัดสินใจแทนได้ แต่เมื่อหนิงอี้ทำตัวแบบนี้ติดต่อกันหลายวัน แม้จะพยายามไม่พูดอะไรมาก แค่ดู ๆ เท่านั้น แต่คำถามแปลก ๆ ที่ถามอย่างไม่ตั้งใจไม่กี่คำก็ทำให้คนอื่นมองออกว่าเขากำลังแกล้งทำตัวเป็นคนรู้เรื่อง
คนที่เข้าใจจริงกับคนที่ไม่รู้เรื่องแตกต่างกันมาก เรื่องพวกนี้ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทาง แม้คำถามของหนิงอี้จะดูไม่ซับซ้อน แต่เมื่อคนที่เชี่ยวชาญฟังก็อดขำไม่ได้ อย่างเช่น เหวินซิง เหวินจี้แม้จะบริหารร้านไม่เก่งนัก แต่เรื่องธุรกิจผ้าเขาก็เชี่ยวชาญ ทั้งคู่หัวเราะไม่หยุดอยู่สองวันนี้ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านผ้า หนิงอี้ดันเข้าใจผิด คิดว่าสมุนไพรหอมที่ใช้เก็บผ้าเป็นวัตถุดิบสำหรับย้อมผ้า ขณะตรวจคลังสินค้า เขาพูดอย่างใจดีให้ลูกจ้างช่วยเก็บ “สีย้อม” ที่หกลงไปใส่ถุงเพราะไม่อยากให้เสียของ ลูกจ้างคนนั้นถึงกับกระอักกระอ่วน เรื่องนี้ไม่ถึงวันก็แพร่ไปทั่วทั้งจวนซู
ต่อมาคำพูดของหนิงอี้กับพวกผู้จัดการร้านในเช้าวันนั้นก็แพร่ออกมา เขาชี้เป้าไปที่การเจาะตลาดพระราชวัง ซึ่งน่าจะเป็นแนวคิดของซูถานเอ๋อร์ แม้จะไม่ผิด แต่คำพูดของหนิงอี้ฟังดูเหมือนคนมีอุดมการณ์เต็มเปี่ยม คล้ายกับกล่าวว่า “ของดีคือของดี” ฟังดูฮึกเหิม แต่ในสายตาคนฟังกลับเหมือนเป็นเพียงความฝันของบัณฑิตที่ไม่รู้เรื่องจริง แม้แต่ผู้จัดการร้านของสายใหญ่ เมื่อพูดซ้ำคำพูดของเขาก็มักจะส่ายหน้า บอกไม่ได้ว่าผิดทั้งหมด แต่การจะบอกว่าแค่มีของดีทุกอย่างก็เรียบร้อย นั่นมันก็เกินไปจริง ๆ สรุปได้แค่ว่าคำพูดของเขาช่างเป็น “กลิ่นอายของบัณฑิต” โดยแท้
ว่ากันว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องค้าขายก็ยืนยันได้แล้ว ที่จริงก็ไม่ค่อยมีใครคิดว่าเขาจะเข้าใจมาก่อนอยู่แล้ว เพียงแค่ในช่วงไม่กี่วัน ก็ได้คำตอบที่แน่ชัดขึ้น
อย่างไรก็ดี แม้ว่าหนิงอี้จะก่อเรื่องขำ ๆ ไว้ในช่วงที่เริ่มรับช่วงดูแลกิจการของสายใหญ่ ทำให้กลายเป็นหัวข้อพูดคุยในยามว่างของทุกคน แต่อย่างน้อยก็มีเรื่องหนึ่งที่เขาทำสำเร็จ ผู้จัดการร้านของสายใหญ่เริ่มเร่งเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการเตรียมการเพื่อรับตำแหน่งคหบดีหลวงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าหนิงอี้จะเป็นอย่างไร กลุ่มผู้จัดการร้านเหล่านี้ก็ยังเชี่ยวชาญและเก่งกาจ เพียงไม่กี่วัน เรื่องที่ตระกูลซูคิดค้นผ้าใหม่ เตรียมการรับตำแหน่งคหบดีหลวงมากว่าสามปี ก็แพร่กระจายไปทั่ววงการทอผ้าในเจียงหนิง ประกอบกับกระแสข่าวที่ส่งเสริมมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้คนในวงการผ้าต่างก็รู้แล้วว่า เนื่องจากเหตุการณ์ลอบทำร้ายซูป๋อหยง ตระกูลซูหรืออย่างน้อยก็ซูถานเอ๋อร์พร้อมจะเผยตัวตนอย่างเต็มที่และลงเดิมพันทั้งหมด
ถ้าชนะ ด้วยการเตรียมตัวหลายปีจะสามารถแก้ไขเรื่องคหบดีหลวงได้อย่างสมบูรณ์ ควบคุมสายใหญ่ของสกุลซูไว้ในมือ และด้วยสถานะสตรีก็จะสามารถตั้งตัวเป็นผู้นำรุ่นต่อไปได้อย่างเป็นทางการ แต่ถ้าแพ้ ก็เท่ากับแพ้อย่างหมดรูป เพราะซูป๋อหยงถูกลอบทำร้ายไปแล้ว ต่อให้สูญเสียอะไรไปก็ไม่มีอะไรจะเสียอีก
“แม้ยามป่วยยังมีความกล้าหาญเช่นนี้ สมแล้วที่หญิงเก่งไม่แพ้บุรุษ ต่อไปถ้าต้องต่อกรกับน้องหญิงถานเอ๋อร์ผู้นี้ คงกดดันไม่น้อยเลย” บนโรงน้ำชา เสวี่ยเหยียนวางถ้วยชาในมือลงแล้วส่ายหน้ายิ้ม “อาจิ้น ถ้ารู้ว่าเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่แรกให้เจ้าคือผู้ที่แต่งเข้าตระกูลซู คงเป็นคู่ครองที่ดี”
วันนี้เสวี่ยเหยียนมานั่งดื่มชากับเสวี่ยจิ้นและพี่น้องในตระกูลหลายคน ทุกคนทำธุรกิจผ้า จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงล่าสุดของสกุลซู เสวี่ยจิ้นได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจและหัวเราะกล่าวว่า “ข้าคิดแจ่มชัดแล้ว ข้าคงไม่อาจควบคุมนางได้ หากนางแต่งเข้าตระกูลเสวี่ยของพวกเรา ข้าย่อมดูแลอย่างดี แต่ถ้าให้ข้าแต่งเข้าไป นั่นก็เท่ากับไม่มีวันเงยหน้าขึ้นได้ไปชั่วชีวิต”
เสวี่ยจิ้นเคยเป็นคนหยิ่งทะนง แต่ไม่คาดคิดว่าตอนนี้จะถ่อมตนถึงเพียงนี้ พี่น้องในตระกูลพากันหัวเราะเย้าแหย่ และในที่สุดก็มาพูดถึงสามีของซูถานเอ๋อร์ในตอนนี้
“น่าเสียดาย ต่อให้บทกวีโดดเด่น ก็เป็นเพียงหมอนปักลวดลายที่ไม่มีประโยชน์ บ้านเจอเรื่องใหญ่แบบนี้ ต่อให้เขามีพรสวรรค์ด้านกวี แต่ไม่มีตำแหน่งขุนนาง จะมีประโยชน์อะไร”
“พูดถึงเรื่องค้าขาย ดูจากที่หนิงหลี่เหิงแสดงออกมาสองสามวันมานี้ ข้างหลังก็คงมีซูถานเอ๋อร์คอยหนุนให้คำแนะนำอยู่แล้ว”
“ข้าว่าที่ผ่านมาเขาทำตัวโดดเด่นได้นั้น หรือว่าจะเป็นเพราะมีซูถานเอ๋อร์วางแผนอยู่เบื้องหลัง คนที่มีแต่ความรู้ด้านวิชาการโดยไม่มีความสามารถจริงข้าก็เห็นมาเยอะแล้ว ข้าคิดว่าต้องมีฝีมือของซูถานเอ๋อร์อยู่แน่นอน นางเพียงอยากปั้นชื่อเสียงให้สามีนางเท่านั้น…”
เสวี่ยจิ้นได้ยินคำพูดเหล่านี้ ก็ทำท่าจะพูด แต่สุดท้ายก็แค่ส่ายหน้า “อย่ามาเดาเอาเองตรงนี้เลย หนิงหลี่เหิงไม่ธรรมดาแน่นอน เขาไม่ใช่คนโง่”
เมื่อตอนหนิงอี้เริ่มโด่งดัง เสวี่ยจิ้นเกือบเป็นเพียงบันไดให้เขาเหยียบขึ้น นี่อาจเป็นเหตุให้เขาเรียนรู้ที่จะถ่อมตน ถือเป็นการพัฒนาตัวเองอย่างหนึ่ง แต่เสวี่ยเหยียนพยักหน้าแล้วตบบ่าของเขาเบา ๆ “ความถ่อมตนเป็นเรื่องดี แต่เจ้าก็ระมัดระวังเกินไป หนิงหลี่เหิงแน่นอนว่าไม่ใช่คนโง่ แต่เขาเก่งก็แค่บทกวี พวกบัณฑิตที่มีพรสวรรค์มักจะมีนิสัยแปลกประหลาด เป็นเรื่องเข้าใจได้ ถ้าเขามีทั้งพรสวรรค์และฝีมือในการค้า แล้วเขาจะต้องแต่งเข้าตระกูลซูจริงหรือ คงเป็นเรื่องบังเอิญเหมือนในนิยายเสียกระมัง”
เขาหยุดเล็กน้อย “หนิงอี้นั้น ในเรื่องการค้าอาจถือว่ามีศักยภาพ หรืออาจมีพรสวรรค์มากกว่านี้ เขาเป็นคนฉลาด แต่ยังไงก็เป็นมือใหม่ เรื่องตลกย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา ทว่าแม้จะขำ ก็มีเรื่องหนึ่งที่ทุกคนควรเข้าใจ...ไม่ว่าหนิงอี้จะเป็นอย่างไร ข้างหลังเขาก็มีซูถานเอ๋อร์คอยหนุนอยู่ สตรีผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่ว่าหนิงอี้จะก่อเรื่องตลกแค่ไหน ตราบใดที่พวกเขาได้ตำแหน่งคหบดีหลวง ทุกอย่างก็จะถูกลืมเลือนไปหมด ซูถานเอ๋อร์ทำทุกอย่างเพื่อช่วงชิงตำแหน่งคหบดีหลวง และในขณะเดียวกันก็ปล่อยให้สามีของนางออกมาก่อเรื่องขำขัน อาจจะเป็นแผนที่คำนวณไว้แล้วก็ได้ คหบดีหลวงนั้นพวกเราก็อยากได้ส่วนหนึ่ง ทุกคนอย่าหัวเราะกันเพลินจนปล่อยให้คนอื่นกอบโกยผลประโยชน์ไปหมดล่ะ”
เมื่อเสวี่ยเหยียนพูดจบ สีหน้าของทุกคนก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้นมา เรื่องคหบดีหลวงนี้ ตระกูลเสวี่ย ตระกูลซู และตระกูลอู๋ต่างก็เผยความต้องการออกมาแล้ว แต่โดยรวมแล้ว การเตรียมการของตระกูลซูดูจะมากที่สุด เสวี่ยจิ้นส่ายหน้า มองพี่น้องเหล่านั้นแล้วพูดว่า “ข้าพูดไว้แล้ว…” ยังไม่ทันพูดจบก็ชะโงกหน้าไปมองด้านล่าง “หืม?”
เสวี่ยเหยียนก็ชะโงกหน้าไปดูด้วย ก็เห็นร่างของหนิงอี้กำลังถือกล่องใบหนึ่งเดินผ่านริมถนน เขาไม่ได้พาคนติดตามหรือสาวใช้ไปด้วย เป็นเพียงตัวคนเดียว ไม่รู้ว่าเดินเล่นมาถึงที่นี่ด้วยความสนใจหรือมีธุระเฉพาะ ก็เห็นเขาถามพ่อค้าแผงลอยข้างทางอยู่หลายคำ จากนั้นก็เดินไปทางประตูบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล
“ที่นั่นคือ…”
“จวนเหอ ขุุนนางใหญ่แห่งกรมทอผ้า…”
“ล้อกันเล่นหรือ เขากล้าไปคนเดียวเช่นนี้?”
คนตระกูลเสวี่ยต่างมองหน้ากันไปมา การแย่งชิงตำแหน่งคหบดีหลวงครั้งนี้ สุดท้ายแล้วก็ต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ตามที่ทราบกันในกลุ่มของเสวี่ยเหยียนและเสวี่ยจิ้น สกุลซูในตอนนี้สามารถติดต่อกับข้าราชการในกรมทอผ้าได้หลายคนทีเดียว แต่หากจะพูดถึงการจะให้ผ่านตำแหน่งคหบดีหลวงไปจริง ๆ ขุนนางใหญ่ที่มีสิทธิ์ตัดสินใจมากที่สุดในกรมทอผ้ามีอยู่สามคน ได้แก่ เหอฝาง หานเฉาาอิ้ง และหัวหน้ากรมต้งเต๋อเฉิง ในจำนวนนั้น ทางสกุลซูสามารถเปิดทางได้จริง ๆ แค่เพียงกับหานเชาอิ้งคนเดียว
ส่วนต้งเต๋อเฉิงซึ่งเป็นหัวหน้ากรม ท่าทีคลุมเครือมาโดยตลอด ไม่ยอมแสดงจุดยืนง่าย ๆ ปีนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป เหอฝางก็ยังไม่ได้แสดงจุดยืนใด ๆ คาดว่ายังเอนเอียงไปทางกลุ่มพ่อค้าเก่าขนาดกลางที่เคยรับตำแหน่งคหบดีหลวงมาก่อน ตามประเพณีเดิม ขณะนี้หลายตระกูลต่างพยายามเข้าหาเหอฝางเพราะหวังพึ่งพาทางนี้ สถานการณ์เริ่มละเอียดอ่อนขึ้นทุกที เหอฝางจึงตัดสินใจไม่รับแขกที่มาเรื่องนี้อีก เมื่อสองสามวันก่อนคนตระกูลเสวี่ยก็เคยถูกปฏิเสธมาแล้ว และยังคงพยายามหาทางอยู่ ไม่คาดคิดว่าหนิงอี้จะกล้าเดินดุ่ม ๆ ไปเช่นนี้
เขาไปตัวคนเดียว ดูแล้วเหมือนตัดสินใจอย่างกะทันหัน เพราะยืนลังเลอยู่หน้าประตูอยู่พักหนึ่งก่อนจะเคาะประตูแล้วหายเข้าไปในเงาใต้ชายคา คนตระกูลเสวี่ยที่อยู่บนชั้นสองก็เริ่มพูดคุยกันอีกครั้ง บางคนถึงกับหัวเราะเยาะ
“เป็นไปไม่ได้หรอก”
“เขาจะได้พบได้อย่างไรกัน...”
“เขาเป็นแค่เขยที่แต่งเข้ามา ดันกล้ามาติดต่อเรื่องใหญ่ให้ตระกูลซูแบบนี้ นึกว่าตัวเองได้รับคำสั่งฉุกเฉินเลยหรือไร...”
“คงอยากจะสร้างผลงานอะไรสักอย่างกระมัง”
ไม่มีใครคิดว่าหนิงอี้จะได้พบกับเหอฝาง แต่เมื่อผ่านไปครู่ใหญ่แล้วยังไม่เห็นเขาออกมา ทุกคนก็เริ่มสงสัย มีคนหนึ่งลงไปสืบข่าว แล้วกลับมาพร้อมรอยยิ้มขำขัน
“ยังคุยอยู่ที่หน้าประตูนั่นแหละ หนิงอี้นี่ก็ช่างอดทนจริง ๆ คนเฝ้าประตูแทบจะหมดความอดทนแล้ว...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนจึงรู้สึกเข้าใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ฮ่า ๆ ตำราเคลื่อนที่ เขาไม่คิดจะยืนคุยแบบนี้จนกระทั่งเปิดทางได้จริง ๆ หรอกนะ”
“ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีมาก่อน” เสวี่ยเหยียนขมวดคิ้วก่อนจะส่ายหน้ายิ้ม “แต่ก็ฟังดูเหมือนนิทานมากกว่า...”
เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง หนิงอี้ก็ยังไม่ออกมา มีคนไปดูอีกครั้ง กลับมาบอกว่าเขายังคงพูดจาเซ้าซี้กับคนเฝ้าประตูอยู่เช่นเดิม แม้จะไม่ได้ทำตัวน่ารำคาญนัก แต่ก็พูดไปเรื่อย ๆ จนคนเฝ้าประตูถึงกับหมดคำพูด ปล่อยให้พูดอยู่คนเดียว
มากินน้ำชาแล้วได้พบเจอเรื่องแปลกขนาดนี้ นับว่าน่าสนใจทีเดียว พูดคุย หัวเราะ วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่องราวหนึ่งชั่วยาม มีบางคนเริ่มคิดในใจว่าเขาจะสามารถโน้มน้าวได้จริง ๆ หรือเปล่า แต่แล้วหนิงอี้ก็เดินออกมาพร้อมกล่องในมือ หันกลับไปมองประตูเรือนก่อนจะส่ายหน้าแล้วจากไป มีคนไปสืบข่าวอีกครั้ง กลับมาพร้อมสีหน้าที่ทั้งอยากหัวเราะและรู้สึกนับถืออยู่บ้าง
“เขาคุยกับคนเฝ้าประตูอยู่กว่าชั่วยาม ทำเอาคนคนนั้นหมดแรงเลย... บอกว่าจะกลับมาเยี่ยมอีกพรุ่งนี้...”
เสวี่ยเหยียนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้าหนอนตำราคนนี้...”
เสวี่ยจิ้นเงียบไปพักหนึ่ง “ดูเหมือนว่าเขาอยากทำอะไรสักอย่างให้คนเห็นในเรื่องธุรกิจ...แต่วิธีโง่ ๆ แบบนี้...”
“ถ้ายังเซ้าซี้แบบนี้ต่อไป ท่านเหอก็ต้องออกมาพบเขาสักครั้งล่ะนะ...”
“แล้วมันจะมีความหมายอะไรล่ะ?”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในตอนนี้สีหน้าของทุกคนแทบไม่เหลือเค้าแห่งการเยาะเย้ยอีกแล้ว วิธีโง่ ๆ แบบนี้ ในวัยเด็กมักเป็นเรื่องเล่าที่ผู้ใหญ่ใช้สอนว่า การค้าขายไม่ใช่แค่กลโกง แต่ต้องพึ่งความตั้งใจและความอดทน แน่นอนว่าแม้มีคนทำแบบนี้จริง ๆ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครประสบความสำเร็จ ทว่าพอมาเห็นการกระทำของหนิงอี้ในวันนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มคิดไปต่าง ๆ นานา
ถ้าคนที่ต้องการพบไม่อยู่บ้าน การรอเพื่อธุรกิจก็ยังพอเข้าใจได้ แต่นี่เขารู้ทั้งรู้ว่าฝ่ายนั้นไม่รับแขก ก็ยังมาทรมานคนเฝ้าประตูถึงหนึ่งชั่วยาม ทั้งที่ดูเหมือนยังไม่ได้สอบถามรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนด้วยซ้ำ นิสัยดื้อรั้นของบัณฑิตช่างน่ากลัวเสียจริง...
ความหวังดูจะเลือนราง จะสำเร็จหรือไม่ก็คงต้องจับตามองต่อไป เวลานี้ก็ล่วงเข้าสู่ช่วงบ่ายแล้ว ขณะที่พวกเขานั่งซุบซิบกันอยู่บนชั้นสองของโรงน้ำชา หนิงอี้ได้เดินไปตามถนนใกล้เคียง ปล่อยเรื่องเมื่อครู่นี้ทิ้งไว้เบื้องหลัง เดินเลี้ยวไปอีกทาง ข้างหน้าก็คือร้านใหญ่ของจู้จี้ หนิงอี้เดินขึ้นไปชั้นสอง เมื่อครู่บันดาลใจไปทรมานคนเฝ้าประตู จนไม่ได้กินมื้อกลางวัน ตอนนี้จึงมาหาอะไรเติมพลัง หลังจากอาหารสองอย่างถูกนำมาขึ้นโต๊ะแล้ว คนที่นำซุปไข่มาให้สุดท้ายกลับเป็นหญิงสาวในชุดเขียวสด หนิงอี้พยักหน้าให้กับนาง
ก่อนที่ประตูเมืองจะปิดเขาเคยบอกว่าจะไปขอโทษอาจารย์ฉินกับเนี่ยอวิ๋นจูในอีกไม่กี่วัน แต่เพราะเรื่องของซูป๋อหยง ทั้งคู่จึงเพิ่งพบกันครั้งแรกวันนี้ หนิงอี้คิดแล้วก็เตรียมจะเอ่ยคำขอโทษ ทว่าเนี่ยอวิ๋นจูกลับไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเลย ตั้งแต่เดินเข้ามาก็เอาแต่มองเขาขึ้นลงด้วยแววตาเป็นห่วง แล้วเอ่ยขึ้นก่อนเบา ๆ ว่า “หลี่เหิง เจ้า... ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“หืม?”
……………………