เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 116 เปลี่ยนสี

ตอนที่ 116 เปลี่ยนสี

ตอนที่ 116 เปลี่ยนสี


ตอนที่ 116 เปลี่ยนสี

“เรื่องคราวนี้ผ่านไปแล้ว ร่างกายของถานเอ๋อร์ดีขึ้น... พวกเรา... พวกเรามาเข้าหอกันเถอะ…”

ในยามค่ำคืนที่ฝนพรำซูถานเอ๋อร์เอ่ยคำพูดนี้ออกมาด้วยเสียงสะอื้น ไม่นานหลังจากนั้น หนิงอี้ก็พยักหน้า

“เอ่อ... แค่ก ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้หรอกนะ แต่ว่า…” เขายิ้มบาง ๆ “อืม”

คำพูดจมหายไปในม่านฝนแห่งราตรี ลมเบา ๆ พัดเข้ามา ทำให้แสงเทียนสั่นไหว สำหรับซูถานเอ๋อร์แล้ว การพูดแบบนี้ออกมาต้องใช้ความกล้ามหาศาล นางนอนอยู่ที่นั่น เงียบไปด้วยความเขินอาย อันที่จริงแล้วโรคที่เป็นอยู่ของนาง ส่วนมากมาจากสภาพจิตใจ คำพูดนี้อาจช่วยให้นางปลดปล่อยความกดดันในใจลงได้ไม่น้อย ทว่าผ่านไปครู่หนึ่ง บางทีนางอาจนึกถึงอะไรขึ้นมา จึงเม้มริมฝีปากเบา ๆ

“หากว่า... หากว่าเรื่องคราวนี้ผ่านพ้นไปไม่ได้ ท่านพี่... ท่านพี่จะ…”

“จะอะไร?”

“จะ…” ซูถานเอ๋อร์ลังเลที่จะพูด ท้ายที่สุดก็ส่ายหน้าเบา ๆ “ช่างเถอะ ไม่พูดดีกว่า”

“เสียบรรยากาศเลยนะ…” หนิงอี้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วดูเหมือนจะเดาออกว่าคิดอะไรอยู่ เขาส่ายหน้า “ข้าไม่ได้พูดเพราะหวังให้ตระกูลซูรอดหรือไม่รอด เรื่องจะผ่านไปได้หรือไม่ เรื่องของเราก็ยังคงเหมือนเดิม... แล้วอีกอย่าง เรื่องคราวนี้ ถ้าจะให้ผ่านไปได้ ที่จริงก็ไม่ยาก”

ซูถานเอ๋อร์พยักหน้า สีหน้าเริ่มคลายลงบ้าง หลังจากนั้นไม่นาน นางกลับยิ้มอย่างลำบากใจเมื่อได้ยินประโยคหลังของหนิงอี้ “เรื่องคราวนี้... ท่านพี่ไม่เข้าใจหรอก…”

“เข้าใจสิ” หนิงอี้หันกลับไปมองนาง “ข้าลองตรวจสอบบัญชีตลอดสามปีที่ผ่านมาแล้ว พื้นฐานของตระกูลซูยังมั่นคง ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร พวกมันแทงคนแล้วยังหันมากล่าวหาเราก็จริงว่าร้าย แต่ผลกระทบไม่ได้อยู่ที่ลูกค้า ตระกูลซูกระจายธุรกิจไปทั่วแคว้น ไม่มีใครจะมานั่งวิจารณ์คุณธรรมของเจ้าของร้านที่อยู่ไกลถึงเจียงหนิงก่อนเข้าร้านหรอก สิ่งที่มีผลกระทบจริง ๆ คือพวกคู่ค้า ตระกูลซูจะสั่นคลอนในจุดนี้ ทว่าผลกระทบก็ไม่มาก หากเทียบกับกลวิธีพวกนี้ ถือว่าไม่มีความหมายมากนัก ด้วยพื้นฐานของตระกูลซูแล้ว ไม่มีทางล้มทั้งระบบเพียงเพราะจุดใดจุดหนึ่งได้รับผลกระทบ อย่างมากก็แค่เสียหายบางส่วน ถ้าจะส่งผลจริง ๆ จุดสำคัญยังคงอยู่ที่เจียงหนิง ในช่วงนี้ สิ่งที่ได้รับผลกระทบหนักสุดก็คือเรื่องการเป็นคหบดีหลวง”

“คหบดีหลวง…” ซูถานเอ๋อร์พึมพำซ้ำเบา ๆ

“เพราะงั้น... สิ่งสำคัญที่สุดคือการแก้ปัญหาเรื่องนี้”

“ท่านพี่ไม่เข้าใจหรอก…” นางเบือนสายตาไปยังด้านในของเตียง พูดเสียงเบา ไม่ให้หนิงอี้เห็นสีหน้าของนาง หนิงอี้ถอนหายใจ หยิบผ้าผืนเล็กที่อยู่บนตัวเขาออกมายื่นให้นาง

“ไม่เข้าใจเรื่องคหบดีหลวง หรือไม่เข้าใจเรื่องผืนผ้านี่?”

ซูถานเอ๋อร์หันกลับมามองผ้าในมือ แล้วมองหนิงอี้ “สามี.. ท่านรู้แล้วหรือ?”

“พูดตามตรง ข้าก็ไม่รู้แน่ชัดนัก” หนิงอี้ส่ายหน้า “ซิ่งเอ๋อร์ก็ลำบากใจจะพูด ข้าก็เลยไม่ฝืนใจ”

ซูถานเอ๋อร์ถือผ้าผืนนั้นไว้ในมือนานครู่ สายตามองออกไปข้าง ๆ คิดเรื่องต่าง ๆ จนกระทั่งหันมามองหนิงอี้อีกครั้ง ใบหน้ามีรอยยิ้มเล็กน้อย แต่แววตากลับแฝงความเศร้าลึกๆ เห็นได้ชัดว่าช่วงนี้นางมักจะนึกถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้าจะร้องไห้ หรือบางทีก็อาจแอบร้องไห้ไปแล้วหลายครั้ง

“สามี คหบดีหลวงคงเป็นไปไม่ได้แล้ว... สามปีก่อนข้าก็คิดถึงเรื่องพวกนี้แล้ว ข้าเตรียมตัวมาอย่างลับ ๆ สามปี สีที่งดงามขนาดนั้น ข้าเคยคิดว่าต้องทำสำเร็จแน่ ๆ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นแบบนี้... ราวกับโดนหลอก เราไม่ได้ใช้หินสีเหลือง แต่ใช้วิธีใหม่ในการผสมออกมา ชาด แก่นฝาง สารส้ม สีเหลืองของพืช... สูตรนี้ไม่มีใครเคยใช้มาก่อน สองเดือนก่อนไป ข้าคิดว่าสูตรนี้จะทำให้ทุกคนต้องตกใจแน่นอน สุดท้าย... สุดท้ายมันกลับ…”

นางสูดจมูก เม้มริมฝีปาก หนิงอี้ถามขึ้นว่า “เริ่มซีดตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“เกือบสองเดือนแล้ว ข้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร” ซูถานเอ๋อร์ส่ายหน้า “หลังจากทำสำเร็จ พวกเราก็ลองหลายวิธีแล้ว ทั้งตากแดด อบไฟ ซักน้ำซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีปัญหาอะไรเลย สียังคงสวยสด ตอนแรกไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น แต่สุดท้าย... มันก็ซีด ข้าไม่รู้จะแก้ยังไง บิดาก็ล้มลงไปแล้ว ทางนั้นก็ทนไม่ไหวมาแจ้งข่าว คงแก้ไม่ได้แล้ว ข้าให้พวกเขาลองต่อ แต่ข้าก็รู้ดี... มันหมดทางแล้ว…”

“สีนี้ผสมยากมาก วัตถุดิบที่เป็นสีเหลืองมีน้อยมาก แค่สูตรเปลี่ยนนิดเดียว สีก็จะต่างกันไปหมด เราไม่รู้จะปรับจากตรงไหน มันอยู่ในสูตรที่เราบังเอิญเจอเท่านั้น สีเหลืองสว่างนี้…” นางหยุดไปเล็กน้อย น้ำตาคลอในตา “ไม่มีทางแล้ว สามี...เราเอามาไม่ได้อีกแล้ว…”

อุตสาหกรรมสิ่งทอพัฒนามาหลายปี ที่จริงก็มีวิธีประเมินความคงทนของสี (หรือที่สมัยใหม่เรียกว่าสีทนทาน) แต่ในสูตรที่ซูถานเอ๋อร์พบนี้ วิธีเหล่านั้นกลับใช้ไม่ได้ อาจเป็นเพราะปฏิกิริยาทางเคมีในสัดส่วนบางอย่างก่อให้เกิดสีเหลืองสดแบบนั้น แน่นอนว่าด้วยความรู้ทางเคมีของเขาตอนนี้ คงไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้จากมุมเทคนิค

ซูถานเอ๋อร์ไม่ใช่คนที่ยอมแพ้ง่าย ๆ ทว่าหากความพยายามตลอดสามปีกลับกลายเป็นเรื่องไร้ความหมาย ความหวังที่จะได้เป็นคหบดีหลวงพังทลายลงกะทันหัน ประกอบกับความเหนื่อยล้า ความกดดัน การป่วย ทำให้นางล้มป่วยลงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก สภาพจิตใจของคนเราก็เช่นนี้ ขณะอยู่บนจุดสูงสุด แม้บิดาจะล้มลงยังรู้สึกว่าถ้าได้เป็นคหบดีหลวง ทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ แต่พอรู้ตัวว่าไม่เหลือไพ่ใดให้ใช้แล้ว ร่วงจากจุดสูงสุด สิ่งต่าง ๆ ก็จะถาโถมเข้ามารุนแรงยิ่งกว่าเดิม

ทว่าหนิงอี้ในยามนี้กลับมองผืนผ้าด้วยความสนใจ เขาหยิบมันจากมือซูถานเอ๋อร์ “ยังมีเรื่องปรับปรุงเครื่องทอผ้าอยู่ไม่ใช่หรือ? ข้าเห็นในบัญชีว่าเจ้าถอนเงินออกมา…”

“ปรับไม่ได้มากนัก เดิมทีทำไว้เพื่อเตรียมตัวสำหรับคหบดีหลวง แต่ว่าด้านนี้ต้องลงทุนเยอะ กำไรก็น้อย ถ้าได้แค่สัญญารับซื้อจากราชสำนัก ก็กลายเป็นภาระไปเลย สำนักทอก็แค่จะใช้แรงคนเราเท่านั้น…”

“แค่นี้ก็พอแล้ว จุดสำคัญคือการแก้เรื่องคหบดีหลวง…”

“แต่ก็แก้ไม่ได้แล้วนี่... สามี…” ซูถานเอ๋อร์พูดพลางหยุดไป มองหนิงอี้ที่สีหน้าไม่เปลี่ยน “อืม?”

“อาจจะยากจะได้มา... แต่ไม่ได้แปลว่าแก้ไม่ได้” หนิงอี้ยิ้มบาง ๆ “ไม่ซีดก็มีวิธีแก้ของไม่ซีด ซีดก็มีวิธีของซีด ส่วนจะใช้อย่างไร คงต้องคิดให้ดี…”

ซูถานเอ๋อร์ครุ่นคิด “ท่านพี่... หรือว่าจะใช้สีซีดเป็นจุดเด่น? แบบนั้นไม่ได้หรอก…”

นางก็ฉลาดพอจะรู้ว่า บางครั้งเรื่องต่าง ๆ ก็ใช้คำพูด ใช้การโฆษณาได้ หนิงอี้เองก็มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้มีปัญญา นางคิดว่าเขาจะโฆษณาว่าสีซีดเป็นเอกลักษณ์ของผืนผ้า เรื่องนี้ในบางกรณีอาจใช้ได้ แต่ถ้าใช้กับราชสำนัก ก็เหมือนล้อเลียนราชวงศ์เท่านั้น หนิงอี้จึงส่ายหน้า

“ไม่ใช่จะทำแบบนั้น ข้ายังมีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจ โดยเฉพาะเรื่อคนที่กรมทอผ้าที่เกี่ยวกับคหบดีหลวง ตระกูลต่าง ๆ ที่อยากได้ตำแหน่งคหบดีหลวง พวกเราได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง การปรับปรุงเครื่องทอไปถึงระดับไหนแล้ว... ถ้าเจ้าพอมีแรงก็บอกข้าไว้ ตอนหลังข้าจะบอกวิธีให้เจ้า แต่…”

เขาก้มมองผืนผ้าในมือ “คหบดีหลวงคือจุดสำคัญของเรื่องนี้ ไม่ว่าคู่แข่งเราคือใคร จะออกหน้าหรือไม่ก็ตาม พวกเราสามารถใช้เรื่องนี้ล่อให้พวกมันโผล่ออกมา จับให้หมดในคราวเดียว ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องคหบดีหลวง... พวกเราต้องสู้จนถึงที่สุด…”

“……ทำไมน่ะหรือ เพราะพวกเรามีศักยภาพอย่างไรล่ะ!”

ในช่วงสาย ฝนยังคงโปรยปรายอยู่ ภายในห้องที่ใช้หารือกันในลานข้าง ๆ หนิงอี้กำลังกล่าวถ้อยคำอย่างจริงจังต่อบรรดาผู้จัดการร้านและหัวหน้าคนงานอย่างเคร่งขรึม ต้องยอมรับว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขากล่าวถ้อยคำอย่างเปิดเผยในที่ประชุม “อย่างเป็นทางการ” นับตั้งแต่มาอยู่ที่ตระกูลซู ทว่าภายใต้เสื้อคลุมยาวและหมวกผ้าไหมสีฟ้าเขียวของเขา กลับดูมีลักษณะเหมือนผู้รับภารกิจในยามวิกฤตอย่างแท้จริง อย่างน้อย…ก็ดูเหมือนเขาพยายามอย่างเต็มที่

เขาใช้พัดเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ แล้วหันมองไปรอบทิศ

“…หากสามารถจัดการเรื่องคหบดีหลวงได้ บรรดาตัวตลกข้างนอกที่คิดจะเล่นแผนกับเรา และเสียงวิจารณ์ต่าง ๆ ภายในจวน ก็จะเงียบสงบไปในคราเดียว เป็นการถอนรากถอนโคน ส่วนว่าใครกันแน่ที่จับจ้องพวกเราทั้งภายนอกภายใน ไม่ต้องไปใส่ใจ จะมีคนจัดการเรื่องเหล่านี้ให้เราอยู่แล้ว ท่านปู่จะจัดการให้ ส่วนพวกเราก็แค่ทำหน้าที่ของเราให้ดี รักษาเสถียรภาพ และคว้าโอกาสของคหบดีหลวงมาให้ได้ ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”

“ดังนั้น ต่อจากนี้อีกกว่าหนึ่งเดือน ข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ แน่นอน ข้ารู้ดีว่าข้าไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้ เรื่องใหญ่ ๆ ข้าจะปรึกษากับถานเอ๋อร์ ส่วนพวกท่าน ผู้จัดการร้านทั้งหลาย ก็มีประสบการณ์มากกว่าข้า ข้าจะขอคำแนะนำจากทุกท่าน โดยเฉพาะท่านผู้อาวุโสหลิวและผุ้อาวุโสเนี่ย ขอฝากตัวด้วย…”

หนิงอี้ยกมือคารวะอย่างนอบน้อม ก่อนจะยิ้มออกมา

“แต่เรื่องคหบดีหลวงนี้ เราจะเริ่มเคลื่อนไหวอย่างจริงจังกันแล้ว ข้าเป็นเพียงหนอนตำรา ไม่มีประสบการณ์ในวงการการค้า แต่ก็มีบางสิ่งที่ไม่ว่าจะวงการใดก็ใช้ร่วมกันได้ กฎเกณฑ์ง่าย ๆ ข้าก็ยังพอเข้าใจ อย่างเช่นปีใหม่ปีก่อน ข้าเพียงเดาเรื่องหนึ่งถูก พูดขึ้นมาคำเดียว ก็ช่วยตระกูลเหอได้สำเร็จในเรื่องธุรกิจ ฮ่า ๆ…เพราะงั้น ข้ารู้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน”

“ของดี!” เขาเคาะพัดลงบนโต๊ะทีหนึ่ง เอ่ยทีละคำ “ก็ต้องเป็นของดี! วางไว้ที่ไหนก็ใช่!”

“ก็เหมือนกับพวกหนอนตำราอย่างพวกเรา มีความรู้ความสามารถ ย่อมส่องสว่างได้ทุกที่ คนอื่นย่อมมองเห็น ดังนั้น เมื่อต้องเสนอขายตนเอง ก็ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัว ผู้จัดการหลิว ผู้จัดการเนี่ย ตอนนี้กำลังดูแลการติดต่อกับขุนนางจากกรมทอผ้า ข้ารู้ว่าพวกเรากำลังเปิดเผยว่าเราจะขอชิงตำแหน่งคหบดีหลวง และทุกคนก็รู้กันแล้ว แต่ข้าว่าแค่นั้นยังไม่พอ…”

“เราพึ่งแสดงออกเพียงว่าเรามีเจตนาจะแย่งตำแหน่งชิงคหบดีหลวงตระกูลเถาแลพตระกูลอู๋ต่างก็รู้กัน แต่เรายังไม่ได้เปิดเผยไพ่ในมือ ข้าหวังว่าต่อไปนี้ ไม่ว่าพวกท่านจะเลี้ยงข้าวใคร หรือคุยธุรกิจขั้นต่อไป ขอให้พูดให้ชัดเจนว่า พวกเราวางแผนเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว! พวกเราไม่ทำศึกที่ไม่มั่นใจ! เรามีผ้าที่ดีที่สุด! นี่คือความสามารถที่ไม่มีใครเทียบได้!”

“ตอนนี้แคว้นอ่กับแคว้นเหลียวความสัมพันธ์ตึงเครียด เรื่องสัญญารับซื้อของราชสำนักต้องมีปัญหา มีความขัดแย้ง เมื่อไหร่ที่สถานการณ์เปลี่ยน เมื่อนั้นโอกาสทางการค้าก็จะมาถึง เมื่อก่อน…อย่างตระกูลค้าผ้าทั้งสอง พวกเขาเห็นคหบดีหลวงเป็นเรื่องที่เกินตัว แต่พอสถานการณ์เริ่มเปลี่ยน พอเห็นเราจะลงมือ พวกเขาก็คิดจะร่วมวง นั่นแค่เพราะความโลภเฉพาะกิจ พวกเขาเตรียมอะไรมาบ้าง? แต่พวกเราไม่เหมือนกัน เราเตรียมการมาหลายปีแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาบอกทุกคนแล้ว!”

“พูดกับพวกเขาแบบนี้ ตระกูลเถาเป็นยังไง ตระกูลอู๋เป็นยังไง เราเป็นยังไง ถึงตอนนี้เรายังเผยไพ่ทั้งหมดไม่ได้ แต่ก็สามารถป่าวประกาศได้ ให้ทุกคนรู้ว่าเรามีการเตรียมพร้อม ให้ขุนนางจากกรมทอผ้ารู้ว่า พวกเรานั่นแหละดีที่สุด เตรียมตัวได้รอบคอบที่สุด เรามีวิธีปรับปรุงเครื่องทอผ้า ทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมาก รับรองไม่กระทบกับธุรกิจของเรา และไม่กระทบกับคหบดีหลวง เรามีผ้าที่ดีที่สุด...เอาล่ะ ต่อไปจะเป็นเรื่องที่ทุกท่านต้องช่วยเก็บเป็นความลับ แต่ข้าคิดว่าควรเอาให้ทุกท่านได้ดูเสียที เจวียนเอ๋อร์ เอากล่องมานี่”

สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พยักหน้า แล้วหมุนตัวไปยกกล่องมาวางบนโต๊ะ หนิงอี้เอื้อมมือกดกล่องไว้

“ขอย้ำอีกที สิ่งที่เห็นต่อไปนี้ ขอให้ทุกท่านเก็บเป็นความลับ...แน่นอน ทุกท่านล้วนเป็นคนของตระกูลซู ย่อมเข้าใจดีกว่าข้าเสียอีก ฮะ ข้าพูดมากไปเสียแล้ว…”

เมื่อพูดจบ เขายิ้มแล้วค่อย ๆ เปิดกล่องทรงสี่เหลี่ยมนั้นออก ผ้าไหมสีเหลืองสดผืนหนึ่งปรากฏต่อสายตาทุกคน หลายคนขมวดคิ้วร้องอุทานอย่างตะลึง หนิงอี้ผลักมันไปข้างหน้าอย่างใจกว้าง แล้วหยิบมีดเล่มหนึ่งขึ้นมาตัดออกเล็กน้อยอย่างทุลักทุเล

ฝนยังคงตก ประตูห้องปิดสนิท เสียงของหนิงอี้ภายในห้องยังดังออกมาเป็นระยะ ๆ

“ทนไฟ...ทนน้ำ...ทนแดด...ไม่ซีด...พวกเราเพิ่งทำเสร็จเมื่อสองเดือนก่อน...เดิมทีอยากจะเก็บไว้เงียบ ๆ แต่พอสถานการณ์มาถึงขนาดนี้ ข้าก็คิดว่าเก็บไม่ได้แล้ว...หากสำเร็จ ทุกปัญหาก็จะหมดไป...บ้านไหนจะมีผ้าดีถึงเพียงนี้? สีแบบนี้...ทุกท่านไม่ต้องตื่นตระหนก พอมีสีแบบนี้ คหบดีหลวงจะตกเป็นของใครได้ถ้าไม่ใช่ของพวกเรา...ถึงข้าจะเป็นแค่หนอนตำรา แต่ข้ารู้ว่างานนี้สำเร็จแน่ ไม่ใช่พวกเราต้องไปขอร้องขุนนางเหล่านั้น แต่เป็นพวกเขาต้องมาขอร้องพวกเรา...โอ๊ะ ประโยคนี้อย่าเอาไปพูดนะ แต่สรุปคือ...เรามีประโยชน์ พวกเขาก็มีประโยชน์ ประโยชน์ของพวกเขายิ่งใหญ่กว่าของพวกเราเสียอีก เรื่องมันชัดอยู่แล้ว...เอาล่ะ เดือนต่อจากนี้ ข้าจะร่วมมือกับทุกท่านทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ…”

ฝนยังคงตกไม่หยุด ภายในห้องนอน ซูถานเอ๋อร์มองออกไปยังม่านฝน มองไปยังทิศทางของห้องประชุมที่เรือนข้าง ๆ ดูเหมือนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ทว่าที่ลอยมาแน่ชัดก็มีเพียงเสียงฝนเท่านั้น เสี่ยวฉานเดินเข้ามาในห้อง นั่งอยู่ข้างเตียงคุยเรื่องทั่วไปกับนาง ครู่หนึ่งผ่านไป ซูถานเอ๋อร์จึงกล่าวว่า

“ตอนนี้ท่านพี่...ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้างนะ…”

“เมื่อครู่พี่ซิ่งเอ๋อร์มาบอกว่า ท่านเขยกำลังพูดอยู่ เก่งมาก พวกผู้จัดการร้านน่ะ ถึงกับยอมรับในคำพูดของท่านเขยเลยนะเจ้าคะ อื้ม ท่านเขยพูดมีเหตุผลออกจะตาย…”

“งั้นหรือ…” ซูถานเอ๋อร์ยิ้มออกมา คิดจินตนาการว่า “คำพูดที่มีเหตุผล” นั้นจะเป็นอย่างไร ไม่นานนัก เสียงการประชุมทางนั้นก็จบลง เสียงฝีเท้าและความเคลื่อนไหวขณะจากไปของบรรดาผู้จัดการก็ค่อย ๆ ดังมาถึงด้านนี้ แน่นอนว่า เป็นเพียงเสียงก้าวเดินและขยับตัว หากตอนนี้นางสามารถออกไปข้างนอกได้ ก็คงได้ยินเสียงซุบซิบของบรรดาผู้จัดการท่ามกลางสายฝนบ้าง

“นี่มันความคิดของหนอนตำราจริง ๆ…”

“บางอย่างก็ฟังขึ้นอยู่นะ…”

“แต่จะให้สำเร็จง่ายขนาดนั้นเชียว?”

“แต่ผ้าผืนนั้นก็…”

“จะทำอย่างไรได้ นายท่านใหญ่กับคุณหนูรองก็ล้มป่วยแล้ว บางเรื่องก็ต้องให้ท่านเขยออกหน้าบ้าง ขอแค่อย่ามัวแต่สั่งซ้ายสั่งขวาไปทั่วก็แล้วกัน ไม่มีปัญหาอะไรหรอก…”

“ท่านเขยเป็นคนฉลาด หลายเรื่องเขาก็เข้าใจอยู่นะ…”

“แต่ถึงอย่างไร ก็แค่หนอนตำรา เรื่องในวงการค้า มันซับซ้อนเกินไป…”

เสียงถกเถียงค่อย ๆ จางหายไปในสายฝน หนิงอี้กลับขึ้นมาที่ชั้นบนของเรือน ตบมือตนเองเบา ๆ ก่อนจะมองจากริมหน้าต่างไปยังร่างคนที่จากไปในม่านฝน แล้วหมุนตัวลงบันไดไปเยี่ยมดูอาการซูถานเอ๋อร์ที่ยังล้มป่วย

อีกหนึ่งวันผ่านไป เมื่อไข้สูงของซูถานเอ๋อร์ค่อย ๆ ลดลง หนิงอี้ก็เริ่มเข้ารับตำแหน่งแทนนาง ขับรถม้าออกจากจวนทุกวัน เลียนแบบพฤติกรรมของซูถานเอ๋อร์ในแต่ละวัน ด้วยท่าทีของคนหนุ่มขยันใฝ่รู้ ถึงตอนนี้เขาก็เริ่ม “สั่งซ้ายสั่งขวา” กับธุรกิจของตระกูลซูแล้ว…

…………………..

จบบทที่ ตอนที่ 116 เปลี่ยนสี

คัดลอกลิงก์แล้ว