เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 112 สถานการณ์อันตราย

ตอนที่ 112 สถานการณ์อันตราย

ตอนที่ 112 สถานการณ์อันตราย


ตอนที่ 112 สถานการณ์อันตราย

ซูป๋อหยงล้มลงแล้ว แต่ความวุ่นวายที่ตามมา กลับไม่ได้เกิดแค่ในเรือนใหญ่ของตระกูลซู เมื่อข่าวจากศาลาว่าการส่งมาถึง ทุกคนก็เข้าใจในทันที มีคนต้องการลงมือกับตระกูลซู นับตั้งแต่ช่วงบ่าย แรงทั้งหมดของตระกูลซูในเมืองก็เริ่มขยับตัว ผู้จัดการ ผู้มีหน้าที่วางแผนต่าง ๆ เริ่มพากันมุ่งหน้ามายังจวนตระกูลซู ไม่เว้นแม้แต่สาขาสอง สาขาสาม ส่วนเรื่องในเรือนใหญ่ก็มากมายยิ่งกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ซูถานเอ๋อร์เป็นผู้ดูแลกิจการของเรือนใหญ่ แม้จะว่าดูแลไปครึ่งหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังยังมีซูป๋อหยงคอยควบคุม ทว่าเมื่อซูป๋อหยงล้มลง การควบคุมทั้งเรือนใหญ่ก็ถูกผลักมาไว้บนบ่าของซูถานเอ๋อร์โดยตรง ผู้อาวุโสซูอาจแบ่งเบาภาระในบางส่วน แต่ในฐานะผู้สูงวัย ย่อมไม่อาจออกมารับภาระทั้งตระกูลได้อีกต่อไป

หลังจากผู้อาวุโสซูจากไปในช่วงบ่าย ซูจ้งข่านและซูอวิ๋นฟางก็เร่งออกไปเช่นกัน ส่วนซูถานเอ๋อร์เริ่มเรียกทุกคนที่สามารถเรียกได้มารวมตัว แม้แต่ผู้จัดการที่แต่ก่อนอยู่ภายใต้การควบคุมของซูป๋อหยงก็ถูกเรียกมา จริงอยู่ที่ว่าหากเดินตามแนวทางเดิม ทุกคนก็ยังคงพยุงกิจการไว้ได้อีกนาน ทว่า หากเบื้องหลังมีมือที่มองไม่เห็นกำลังผลักไสอยู่ ธุรกิจทั้งหมดของตระกูลซูทั่วทั้งแผ่นดินก็จะตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะในเวลานี้ที่ประตูเมืองถูกปิด การส่งต่อข่าวสารช้ากว่าปกติไม่รู้กี่เท่า

หลังจากได้ยินว่าอาการบาดเจ็บของซูป๋อหยงสาหัส มารดาของซูถานเอ๋อร์ก็เป็นลมไป ต่อมาซูถานเอ๋อร์อยู่ดูแลอยู่ในห้อง หนิงอี้จัดให้ฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ และคนอื่น ๆ ออกไปจัดการเรื่องเล็กน้อยต่าง ๆ ตอนหัวค่ำเขาออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง พอกลับมา ห้องก็มีการจุดโคมแล้ว มารดาของซูถานเอ๋อร์ก็ฟื้นแล้วเช่นกัน พอเข้าใกล้ห้อง ได้ยินเสียงคนพูด เสียงสะอึกสะอื้นของมารดาและอี๋เหนียงทั้งสองกำลังพร่ำบ่น ซูถานเอ๋อร์นั่งนิ่งไม่พูดอะไร หนิงอี้ฟังอยู่สองสามประโยคก็เข้าใจทันที

ผู้หญิงสามคน ร้องไห้พลางตำหนิซูถานเอ๋อร์ โทษว่านางเข้มแข็งเกินไป โทษว่า…เรื่องการเป็นคหบดีหลวงเป็นต้นเหตุ

“บอกแล้วใช่ไหม…เป็นสตรีจะไปเข้มแข็งไปทำไม…”

“เรื่องนี้ใครจะรู้ว่าอาสองกับอาสามเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่…”

“พวกเขารู้ว่าถานเอ๋อร์จะเข้าเป็นคหบดีหลวงนะ…”

“เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ยังมีคนพูดถึง…”

“บางทีพวกเขาคงตกใจ…หากทำสำเร็จ พวกเขาก็เสียเปล่าสิ…”

“แม้แต่สตรีอย่างพวกเรายังเข้าใจเรื่องนี้เลย…”

ซูป๋อหยงเป็นคนที่บริหารงานในเรือนใหญ่ได้ดี แต่ฮูหยินของเขา มารดาของซูถานเอ๋อร์กลับอ่อนแอ เพราะมีทายาทแค่คนเดียวเป็นสตรี จึงไม่มีอำนาจมากนัก ต่อมาเลยช่วยให้ซูป๋อหยงมีอนุอีกสองคน แต่เรือนใหญ่ก็ยังไม่มีบุตรชาย คนทั่วไปจึงเริ่มเข้าใจว่าอาจเป็นปัญหาของซูป๋อหยงเอง ถึงกระนั้น ตำแหน่งและบุคลิกของแต่ละคนก็ปักหลักมั่นแล้ว

ในอดีต เพราะซูถานเอ๋อร์เป็นสตรี มารดาของนางจึงไม่ได้รักใคร่เป็นพิเศษ หวังจะมีบุตรชายมากกว่า เรื่องนี้เองก็ส่งผลต่อรูปแบบความสัมพันธ์แม่ลูก เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างนางกับบิดา นางเคยคัดค้านตอนซูถานเอ๋อร์อยากเรียนรู้ธุรกิจ แต่ภายหลังไม่ได้พูดอีก กระทั่งตอนนี้ แม้อยากจะฟื้นฟูความสัมพันธ์แม่ลูกให้เป็นปกติก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

อนุสองคนปกติไม่ค่อยมีสิทธิ์พูดต่อหน้าซูถานเอ๋อร์ ถึงตอนนี้ก็ยังได้แค่ร้องไห้และเปรยเป็นนัย ๆ

เรื่องซูถานเอ๋อร์มุ่งหวังจะเป็นคหบดีหลวง คนในบ้านรู้ไม่กี่คน และไม่กี่คนที่มองออก ทว่าเรื่องเช่นนี้ แม้จะปิดบังมานาน ก็ต้องเปิดเผยสักวัน เพราะท้ายที่สุด ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้คือขุนนาง เรื่องโรงทอในเจียงหนิงใกล้ได้ข้อยุติ ความสัมพันธ์ที่สะสมไว้แต่ก่อนก็ต้องนำออกมาใช้ หากปีนี้ได้เป็นคหบดีหลวงจริง ก็ภายในหนึ่งหรือสองเดือนนี้

เมื่อเรื่องถูกเปิดเผย ทุกคนก็จับตามอง โดยเฉพาะคนในตระกูลซู แต่เดิมหลายคนรอให้ซูถานเอ๋อร์ล้มเหลว หวังจะใช้อคติเรื่องเพศมากีดกันนางจากการเป็นผู้นำตระกูล แต่ใครจะคิดว่านางกลับมาเงียบ ๆ แล้วทุ่มหมัดเด็ด การเป็นคหบดีหลวง หากทำได้ดี มีกำไร อนาคตไม่ต้องแย่งชิงอะไรอีกแล้ว

หลังจากประตูเมืองปิด เรื่องนี้ก็ถูกพูดถึงปากต่อปาก พอไม่นานก็เกิดเหตุของซูป๋อหยงขึ้น แม่ของซูถานเอ๋อร์และอนุที่มักอยู่แต่ในบ้าน ย่อมรับรู้ทั้งความหวังดีและร้ายจากผู้คนในตระกูล จึงเริ่มสงสัยซูจ้งข่านกับซูอวิ๋นฟาง ว่าคนใดคนหนึ่งอาจลงมือ แม้ต้องขายบ้าน แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ซูถานเอ๋อร์ได้ไปทั้งหมด อย่างน้อยให้นางได้น้อยลงก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย…ความคิดของสตรีบางทีก็วกวนอยู่เช่นนั้น

ตอนนี้ มารดาของซูถานเอ๋อร์ร้องไห้สะอึกสะอื้น อนุองคนก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น พร่ำบ่นไร้สาระ แฝงด้วยความเหน็บแนม ในเงาบนหน้าต่าง ซูถานเอ๋อร์ยังคงนั่งก้มหน้าเงียบ ไม่พูด ไม่โต้เถียง หนิงอี้เคาะประตู เปิดเข้าไป เห็นซูถานเอ๋อร์ยังสวมชุดเปื้อนเลือดเดิม นั่งอยู่บนม้านั่งข้างเตียง มือทั้งสองกำเป็นหมัดวางบนตัก สายตาเฉยชาเย็นเยียบ มองไปที่พื้น

หนิงอี้คารวะอี่เหนียงทั้งสอง และแม่ยาย มารดาของซูถานเอ๋อร์ยังร้องไห้อยู่ ไม่สนใจเขา มองเขาด้วยสายตาเคืองปนเสียใจ โทษว่าซูถานเอ๋อร์เข้มแข็งเกินไป โทษหนิงอี้ผู้เป็นเขย โทษทุกคนในบ้าน โทษอารอง อาสาม เรื่องแย่งสมบัติเรื่องธรรมดาในบ้านคนมั่งมี

“…คนที่ร้านผ้ามาถึงหมดแล้ว ข้าเลยมาดู แล้วยังมีบัญชีจากผ้อาวุโสหลิวที่ต้องให้ถานเอ๋อร์ดู…”

หลังจากกล่าวทักทาย หนิงอี้ก็พูดเรื่องนี้ ถานเอ๋อร์พยักหน้า เช็ดมุมตาเบา ๆ กล่าวขอโทษและขอตัวจากมารดาและอนุบิดาทั้งสอง เสียงที่เปล่งออกมาฟังดูเหมือนพิธีการที่ไร้ใจ แต่ก็ไม่มีเวลาจะใส่ใจอีกแล้ว

พอพ้นประตู ออกมาจากเรือน นางเดินกับหนิงอี้ไปตามทาง สายตาเย็นชามองไปรอบ ๆ อย่างเงียบงัน พอเดินถึงหน้าเรือนที่พักของตน เสียงของเสี่ยวฉานก็ดังขึ้นขณะวิ่งเข้ามา

“คุณชาย น้ำอุ่นเตรียมไว้แล้วเจ้าค่ะ” นางเหลือบมองคุณหนูตนเอง

ซูถานเอ๋อร์ขมวดคิ้ว “ผู้อาวุโสหลิว…”

“ข้าพูดล้อเล่น เจ้าก็นั่งทั้งวันแล้ว หากคืนนี้ยังต้องทำงานต่อ อย่างน้อยไปอาบน้ำเสียก่อนเถอะ” หนิงอี้กล่าว

ซูถานเอ๋อร์อึ้งเล็กน้อย หันมามองเขา พักหนึ่งก็พยักหน้าเบา ๆ “ท่านพี่ ขอบคุณเจ้าค่ะ…” ว่าจบก็หมุนตัวเข้าไปในเรือน พอเดินเข้าไป มือก็ปาดมุมตาเบา ๆ แต่ก้าวเท้าไม่มีความลังเล หนิงอี้ส่งสัญญาณให้เสี่ยวฉานให้ตามไป

ใต้ฟ้ายามค่ำ ดาวประดับเต็มฟ้า แสงจันทร์แหว่งไปคล้ายถูกกัด แสงจันทร์ แสงดาว แสงตะเกียงรวมกันเป็นหนึ่งในจวนซู เสียงคน เสียงฝีเท้าอึกทึก หนิงอี้ยืนนิ่งคิดอะไรบางอย่าง แล้วถอนหายใจ คืนนี้…คงต้องอดนอนอีกคืน

ครึ่งคืนผ่านไป ลานเรือนข้าง ๆ ยังไม่ดับไฟ ซูถานเอ๋อร์ประชุมตลอดคืนกับผู้จัดการร้านประจำเรือนใหญ่ คาดการณ์สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น วางแผนรับมือ คาดเดาศัตรูเบื้องหลัง และหาช่องทางช่วยเหลือต่อไป แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นชัดเจน แต่สิ่งที่ควรเตรียม ก็ต้องรีบเตรียมไว้

ฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ ซิ่งเอ๋อร์ ต่างก็มีหน้าที่ของตน เรือนฝั่งนี้เลยค่อนข้างเงียบ หนิงอี้ค่อนข้างว่าง เพราะในสายตาของคนส่วนใหญ่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเขา และไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมีอำนาจเปลี่ยนแปลงได้ เขาหยิบถั่วลิสงครึ่งถ้วยมานั่งที่ศาลาในสวน ค่อย ๆ แกะเปลือกพลางรับรู้บรรยากาศตึงเครียดในจวน คิดหาเหตุผลและทิศทางของเหตุการณ์

แน่นอนว่าเบาะแสนั้นน้อยมาก ถ้าจะบอกว่ามีอะไรคืบหน้า…ก็ยังไม่มี เสี่ยวฉานวิ่งผ่านระเบียง เห็นว่าไม่มีใครจึงเดินมาลูบแขนเขาแวบหนึ่ง แล้วรีบปล่อย มือแนบริมฝีปากเบา ๆ

“คุณชาย เป็นห่วงอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ” นางพูดเบา ๆ คงจะปลอบใจ

หนิงอี้ยิ้ม หยิบถั่วสองสามเม็ดใส่มือให้

“ข้าไม่เป็นไร รีบไปเถอะ ดูแลถานเอ๋อร์ดี ๆ”

สาวใช้พยักหน้า รับถั่วเก็บใส่เสื้อไว้ คิดครู่หนึ่งแล้วหันหลังกลับ

“คุณชายพักผ่อนเร็ว ๆ นะเจ้าคะ…”

ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม เจวียนเอ๋อร์เดินผ่านชายคามองมาทางนี้ แล้วเดินเข้ามานั่งเงียบ ๆ หนิงอี้กำลังวางเปลือกถั่วเรียงบนโต๊ะ แทนตำแหน่งผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เจวียนเอ๋อร์มองถ้วยถั่วแล้วมองหนิงอี้ หนิงอี้เหลือบมองแล้วเลื่อนถ้วยให้

“มีอะไรหรือ”

เจวียนเอ๋อร์ยิ้ม

“ตอนเดินผ่านนั่น เสี่ยวฉานหยิบถั่วออกมากินเม็ดหนึ่ง แล้วก็วิ่งไปทำงานต่อ ข้าถาม นางก็บอกว่านายท่านให้ถั่วไว้หลายเม็ด กินแล้วจะได้อยู่ถึงเช้า…”

“โห ขนาดนั้นเลยรึ”

“ข้าเลยจะมาขอเม็ดหนึ่งบ้าง” ว่าพลางหยิบถั่วหนึ่งเม็ด แกะกิน แล้วลุกขึ้นเตรียมจะกลับ ก่อนเดินไปยังหันกลับมา

“คุณชายพักผ่อนเร็ว ๆ เถอะเจ้าค่ะ…”

หนิงอี้มองเงาหลังของนางไป ยิ้มน้อย ๆ ส่ายหน้า คืนนี้ ถ้าจะบอกว่าวุ่นวายแค่ไหนก็ว่าไม่ได้ เพราะคนที่วุ่นคือซูถานเอ๋อร์กับพ่อค้าทั้งหลาย ส่วนมากเป็นการพูดคุย ความตึงเครียด และวางแผน แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจน คนข้างล่างส่วนมากแค่แบกความเครียด รอคอย หากดูเหมือนไม่ทำอะไร ก็อาจถูกมองว่าไม่สำนึก

ในตอนนี้ หากจะหาทางทะลวง ต้องเริ่มจากเฉินเอ๋อร์ที่อยู่ในศาลาว่าการ หากยังไม่สามารถหาผู้บงการเบื้องหลังได้ เหตุการณ์ที่เหลือ ก็ต้องรอให้ฝั่งนั้นลงมืออีกครั้งจึงจะมีการเคลื่อนไหวใหม่เกิดขึ้น…

พอนึกเรื่องที่นึกออกหมดแล้ว หนิงอี้ก็เก็บถ้วยถั่วกลับเข้าห้องนอน หลังจากหลับไปได้ราวหนึ่งชั่วยามกว่า เขาก็ตื่นขึ้นอีกครั้ง เวลานั้นเป็นช่วงก่อนฟ้าสางที่มืดและเงียบสงบที่สุด แต่ความไม่สงบและวุ่นวายในเรือนใหญ่ของตระกูลซูก็ยังสัมผัสได้ชัดเจน เขายกชาถ้วยหนึ่งออกจากห้อง เดินไปดูที่เรือนข้าง ๆ พบว่าแสงไฟมืดลงแล้ว คาดว่าพวกพ่อค้าผู้จัดการที่มาประชุมได้แยกย้ายกันกลับไปแล้ว และฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ ซิ่งเอ๋อร์ก็น่าจะไปพักผ่อนแล้วเช่นกัน ห้องของซูถานเอ๋อร์ยังสว่างอยู่ หนิงอี้เดินไปใกล้ พบว่านางกำลังถือพู่กันในมือ จ้องแสงตะเกียงอย่างเหม่อลอย จดหมายฉบับหนึ่งถูกเขียนค้างไว้ วางแผ่อยู่นิ่ง ๆ บนโต๊ะ คงตั้งใจจะส่งออกนอกเมือง

หนิงอี้เดินไปที่หน้าต่าง วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ซูถานเอ๋อร์จึงได้สติ เงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนจะมีแววสงบในสายตา จ้องถ้วยชาที่เขาเลื่อนมาให้พลางเหม่อลอย จากนั้นจึงยื่นมือมาหยิบและก้มหน้าลง

“ใกล้เช้าแล้ว” หนิงอี้กล่าว

ซูถานเอ๋อร์พยักหน้าแต่ไม่ได้ตอบอะไร นิ่งอยู่พักใหญ่จึงเงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง ๆ ยิ้มนั้นทั้งโศกและเบิกบานปนกัน

“ท่านแม่…กับพวกอี๋เหนียง คิดว่าเรื่องมันเกิดเพราะเรื่องการเป็นคหบดีหลวงถูกเปิดเผย จึงมีคนตัดสินใจลงมือ พ่อค้าบางคน…ก็คิดเช่นกัน ว่าคนในสาขาสองสาขาสามอาจมีส่วน…”

“โลกนี้ไม่ขาดคนโง่” หนิงอี้พยักหน้า “แต่คนโง่ทำเรื่องใหญ่ไม่ได้”

“หึ…” ซูถานเอ๋อร์หัวเราะเบา ๆ “ต่อให้เกี่ยวจริง พวกเขาก็ไม่น่าจะเป็นตัวการสำคัญ ที่สำคัญคือสาขาสองสาขาสามเพิ่งรู้เรื่องนี้ได้ไม่กี่วัน ยังไม่มีเวลาตัดสินใจขายบ้านขายเรือนขนาดนั้น ต่อให้ตัดสินใจได้ พวกเขาก็ไม่มีความสามารถพอ คนเบื้องหลังน่าจะวางแผนมานานแล้ว…แต่ถึงอย่างนั้น…ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับข้าเลย”

ซูถานเอ๋อร์เป็นคนมีความคิดแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว แม้เจอเหตุร้ายเช่นนี้ก็ยังสามารถรับมือกับทุกอย่างได้อย่างสงบ และเดินหน้าจัดการสิ่งต่าง ๆ อย่างแข็งแกร่งกว่าบุรุษทั่วไป นี่แหละคือท่าทีของคนทำงานที่แท้จริง ขณะพูดนางก็มีน้ำตาเอ่อในดวงตา แล้วเงยหน้ากลืนมันกลับไป

“ไม่ว่าอย่างไร หากตัดสินใจจะทำสิ่งใดแล้ว ย่อมต้องเจอกับอุปสรรคเสมอ จะมีอะไรก็ไม่รู้ ถ้าคิดจะหลีกเลี่ยงทุกอย่าง ก็ไม่มีวันทำอะไรได้สำเร็จ ท่าพี่…ข้าจะเดินหน้าทำให้สำเร็จ…หลังจากนั้น ทุกอย่างจะกระจ่างเอง”

นางมองเขาแล้วยิ้ม สูดจมูกเบา ๆ คำพูดเหล่านี้แม้กล่าวกับหนิงอี้ แต่ก็เหมือนพูดให้ตัวเองฟัง หนิงอี้พยักหน้าแล้วหมุนตัวจะกลับ แต่ก็หันกลับมาบอกอีกคำ

“ชานี่เพิ่งชง เสร็จงานเร็วก็พักผ่อนเร็ว ๆ”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านพี่…”

ทั้งสองคนล้วนเป็นประเภทเดียวกัน หนิงอี้เข้าใจดีว่า แม้สถานการณ์จะวิกฤต และการโจมตีครั้งนี้อาจหนักหนาสาหัสเพียงใด แต่ซูถานเอ๋อร์ไม่ได้ต้องการความสงสารจากใคร สำหรับตระกูลซูแล้ว นี่เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการรับมือกับวิกฤต สิ่งที่ควรทำ นางก็รู้แจ้งชัด แค่ดูนางทำก็พอ

แต่ทว่า ในวันถัด ๆ ไป อาจเพราะเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่คาดคิด สถานการณ์ทั้งหมดกลับทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว…

ตลอดหลายวันที่ผ่านมานั้น หนิงอี้ไม่ได้ออกไปไหนเลย

สถานการณ์ในตระกูลซูสับสนวุ่นวาย หนิงอี้ทำได้เพียงเฝ้าดู ไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ แม้ผู้อาวุโสซูซูอวี้ ซูจ้งข่าน ซูอวิ๋นฟางจะออกไปเยี่ยมเยือนผู้คนอยู่บ่อยครั้ง แต่ทางศาลาว่าการกลับยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับเฉินเอ๋อร์ พ่อค้าในเรือนใหญ่บางส่วนก็ไปติดต่อขุนนางจากกรมทอผ้า และยังแสดงท่าทีแน่วแน่ว่าจะต้องคว้าตำแหน่งคหบดีหลวงให้ได้ ซึ่งนั่นก็คือกลยุทธ์ที่ซูถานเอ๋อร์เลือกใช้มาตลอด การเตรียมการเรื่องนี้กินเวลานานกว่าหนึ่งปี พอแสดงออกมาก็แสดงถึงความเด็ดขาดน่าทึ่ง

อาการของซูป๋อหยงยังอยู่ในขั้นวิกฤต ยังไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย ทุกคนได้แต่รอ ซูถานเอ๋อร์ไปดูทุกวัน แล้วก็กลับมาทำงานต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน

หนิงอี้บางครั้งจะมองจากหน้าต่างชั้นสอง เห็นพ่อค้าเดินเข้าออก บางครั้งก็รับฟังความคืบหน้า แต่ส่วนมากก็อ่านหนังสือ เขียนอักษร รวบรวมความคิดในใจคร่าว ๆ

ไม่รู้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อไร วันที่สี่หลังจากซูป๋อหยงล้มลง ราววันที่ยี่สิบสองเดือนเจ็ด ตอนเช้า หนิงอี้สังเกตเห็นซูถานเอ๋อร์ดูแปลกไปเล็กน้อย ราวกับเป็นหวัด แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่ทางร่างกาย แต่เป็นบรรยากาศรอบตัวที่ต่างจากก่อนหน้านี้ตอนพูดคุยกับเขา

หลังพลบค่ำวันนั้น นางเรียกพ่อค้าหลายคนมาประชุมอีกครั้ง ตอนที่ฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ ซิ่งเอ๋อร์กำลังยุ่งอยู่กับการต้อนรับแขก ซูถานเอ๋อร์ก็เผลอฟุบหลับอยู่ในห้อง กระดาษจดหมายไม่กี่แผ่นปลิวลงพื้น หนิงอี้เก็บขึ้นมา วางไว้ข้างนาง ใช้ทับกระดาษกดไว้ ซูถานเอ๋อร์สะดุ้งตื่นขึ้นมา พุ่งชนอกเขา ก่อนจะถอยหลังไปสองก้าว เห็นว่าเป็นหนิงอี้จึงยิ้มออกอย่างอ่อนแรง

“อา…ท่านพี่”

หนิงอี้มองนางไม่วางตา “เจ้ากำลังมีไข้หรือเปล่า”

“หืม?” ซูถานเอ๋อร์งุนงง ใช้มือลูบหน้าผาก พักหนึ่งจึงยิ้มออก ส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่หรอกเจ้าค่ะ แค่ช่วงนี้เหนื่อย ท่านก็รู้นี่…พอทำเสร็จก็ไม่มีอะไรแล้ว”

นางพูดพลางหันกลับไปเก็บจดหมายบนโต๊ะ ครู่หนึ่ง เจวียนเอ๋อร์เข้ามารายงานว่าพ่อค้ามาถึงแล้ว ซูถานเอ๋อร์ยิ้มขอโทษให้หนิงอี้ แล้วกล่าวสองสามคำก่อนจะเดินตามเจวียนเอ๋อร์ออกไป

ค่ำคืนนั้น หนิงอี้ยืนอยู่ที่หน้าต่างชั้นสอง มองเข้าไปในเรือนข้าง ๆ เห็นสาวใช้และบ่าวชายของเรือนใหญ่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก ข้างในกำลังประชุมกันอยู่ พูดจาสับสนวุ่นวาย แต่ดูเหมือนซูถานเอ๋อร์ยังดูมีเรี่ยวแรง และเขาก็เห็นนางพูดอยู่ด้วย เขามองอยู่พักหนึ่ง แล้วถอนหายใจ เดินลงไปที่เรือนนั้น

แม้จะกำลังประชุมกันอยู่ แต่บรรดาสาวใช้คนสนิทอย่างฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ ซิ่งเอ๋อร์ เมื่อเห็นสีหน้าหนักแน่นของหนิงอี้ก็ไม่กล้าห้าม มีเพียงซิ่งเอ๋อร์ตามเขามา

“คุณชาย เป็นอะไรหรือเจ้าคะ?”

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ คุณหนูป่วยมากี่วันแล้ว?”

“คุณหนู…” ซิ่งเอ๋อร์นิ่งไปพักหนึ่ง จากนั้นก็เหมือนจะร้องไห้ “พวกเรา…พวกเราก็เพิ่งรู้วันนี้เหมือนกัน แต่ว่า…แต่ว่า…”

หนิงอี้เดินเข้าไปในห้อง เห็นซูถานเอ๋อร์หันหลังให้ประตู มือซ้ายยันขอบโต๊ะไว้ มือขวากำลังชี้โต๊ะอยู่ พูดอะไรบางอย่าง พอเห็นหนิงอี้เข้ามา พ่อค้าทุกคนก็หันมามอง หนิงอี้เดินเข้าไป ตบไหล่ซูถานเอ๋อร์ นางสะบัดไหล่ออกโดยสัญชาตญาณ หนิงอี้ตบอีกครั้ง นางจึงหันมา สีหน้างงเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มบาง ๆ

“ท่านพี่ ท่าน…”

พอมือซ้ายละจากขอบโต๊ะ ร่างของนางก็โงนเงน หนิงอี้วางฝ่ามือแตะหน้าผากทันที พบว่าร้อนผิดปกติ ซูถานเอ๋อร์ก้มหน้า มือทั้งสองกุมมือเขาไว้

“ข้าไม่เป็นไร ไม่เป็นไร…”

คำพูดนี้นางพึมพำพลางร่างก็ทรุดฮวบลงมา ฝั่งที่นั่งประชุมที่มีสีจวิ้นอวี๋ก็กำลังจะเข้ามาประคอง แต่หนิงอี้รับร่างซูถานเอ๋อร์ไว้ได้ก่อน

“คุณหนู!” ฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ ซิ่งเอ๋อร์ วิ่งกรูเข้ามา บรรดาพ่อค้าต่างลุกขึ้นอย่างตื่นตระหนก เสียงพูดจาสับสนวุ่นวาย แต่ไม่นาน เสียงของหนิงอี้ก็ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ทุกคนได้ยินชัดเจน

“พวกท่านประชุมกันต่อ ผู้อาวุโสข้าคงต้องรบกวนท่านช่วยเป็นเจ้าภาพให้ด้วย เจวียนเอ๋อร์ ไปตามหมอซุนมาที ฉานเอ๋อร์มากับข้า ซิ่งเอ๋อร์ เจ้าคอยดูแลที่นี่ต่อ ทุกอย่างให้เป็นไปตามปกติ”

พูดจบ หนิงอี้ขมวดคิ้ว อุ้มซูถานเอ๋อร์ออกไปจากห้อง

ฟ้ายามค่ำมืดมน เมฆฝนก่อตัวหนาแน่นปกคลุมเมือง ลมกลางคืนพัดเย็น แต่ร่างของซูถานเอ๋อร์ที่อยู่ในอ้อมแขนของหนิงอี้กลับร้อนผ่าว พอวางนางลงบนเตียงในห้องนอน ใบหน้าของนางแดงจัดจากพิษไข้ ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย ยังคงส่ายหน้าเบา ๆ อย่างไม่รู้สึกตัว…

………………….

จบบทที่ ตอนที่ 112 สถานการณ์อันตราย

คัดลอกลิงก์แล้ว