- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 110 ล้อมเมือง
ตอนที่ 110 ล้อมเมือง
ตอนที่ 110 ล้อมเมือง
ตอนที่ 110 ล้อมเมือง
“เรื่องดีไม่ค่อยเป็นจริง แต่เรื่องร้ายกลับแม่นเสียจริง…”
เสียงโกลาหลที่ดังมาไม่นานก็สามารถยืนยันได้แล้วว่าเกิดปัญหาทางประตูตะวันออก ผู้คนบนถนนต่างพากันมองไปยังทิศนั้น ในบรรดานี้ก็มีผู้อพยพบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ จึงเริ่มแตกตื่น พากันคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้น ลู่อากุ้ยมองโดยรอบแล้วกล่าวว่า
“ท่านทั้งสองขึ้นรถเถอะ เตรียมตัวกลับจวน ประตูเมืองอาจจะถูกปิดแล้ว…ข้าจะไปดูทางโน้น คุณชายหลี่เหิง รถม้าจะผ่านจวนซู ท่านกลับไปพร้อมกันด้วยเถอะ ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นย่อมมีความโกลาหลตามมาแน่นอน”
หนิงอี้พยักหน้า ลู่อากุ้ยจึงเร่งมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง ส่วนเขากับโจวเพ่ยและโจวจวินอู่ก็ขึ้นรถม้ากลับ ระหว่างทางหนิงอี้นั่งข้างคนขับ ส่วนโจวเพ่ยกับโจวจวินอู่เปิดม่านรถม้าออกเพื่อดูสถานการณ์ภายนอก ช่วงหลายวันมานี้ภายในเมืองก็เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้บรรดาผู้อพยพเริ่มสับสนอลหม่าน เสียงทะเลาะ เสียงด่า เสียงเด็กร้องไห้ดังระงมไปทั่ว ถนนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เจ้าหน้าที่และทหารพยายามรักษาความสงบ แม้จะดูโกลาหลแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นลุกลามกลายเป็นจลาจลใหญ่
รถม้าพาหนิงอี้กลับถึงจวนซูได้โดยปลอดภัย ภายในจวนเริ่มระวังตัวมากขึ้น ประตูใหญ่ปิดสนิท ผู้คนในจวนบางส่วนปีนบันไดขึ้นกำแพงเพื่อดูสถานการณ์ด้านนอก ทุกคนยังอยู่ในอาการมึนงง เจวียนเอ๋อร์ยืนรอเขาอยู่แถวประตูใหญ่ ส่วนฉานเอ๋อร์นั้นอยู่ทางประตูข้าง ซูถานเอ๋อร์กับสาวใช้ทั้งสามคนกลับมาถึงจวนแล้ว เมื่อข้างนอกเริ่มมีความวุ่นวาย นางก็เรียกสาวใช้มารอดู หากหนิงอี้ยังไม่กลับมาอีกไม่นาน ก็อาจต้องให้คนในจวนออกไปตามหา
ไม่นานก็ได้ยินเสียงดังจากถนนด้านนอกว่า “ปิดประตูเมืองแล้ว” เสียงนั้นถูกส่งต่อกันไป กลายเป็นเสียงกระซิบกระซาบปนตื่นตระหนก แสงอาทิตย์กลางวันดูซีดเซียวลงถนัดตา...
กลางวันของวันที่สิบสามเดือนเจ็ด ท่ามกลางความวุ่นวาย ประตูเมืองทั้งสี่ของเจียงหนิงก็ถูกปิดลง
ต้นเหตุยังคงเป็นเพราะวันสารทกลางปีใกล้เข้ามา แม้วันที่สิบห้าจะเป็นวันสำคัญที่สุด แต่ตั้งแต่วันขึ้นหนึ่งเดือนเจ็ด ประตูผีก็เปิดแล้ว จึงมีพิธีเซ่นไหว้สารพัดทั่วเมือง ตามท้องถนนมีร้านขายเครื่องกระดาษของไหว้ ขณะที่นอกเมืองก็มีผู้อพยพไม่น้อยที่สูญเสียญาติพี่น้อง ดังนั้นทั้งซูถานเอ๋อร์และลู่อากุ้ยจึงคาดไว้ว่าก่อนถึงวันที่สิบห้าประตูเมืองต้องถูกปิดแน่นอน
ทว่าในกลุ่มผู้อพยพนอกเมืองก็มีคนบางส่วนที่เข้าใจความเป็นไป หากเข้ามาในเมืองได้ พวกเขาก็ยังมีโอกาสใช้ชีวิตต่อไป แต่หากไร้เอกสารหรือบัตรประจำตัวก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมือง และหากประตูถูกปิดลง ชะตากรรมของพวกเขาก็จะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม ดังนั้นในวันที่สิบสาม จึงมีคนไปปลุกระดมกลุ่มผู้อพยพให้บุกเข้าเมืองทางประตูตะวันออก เมื่อสถานการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้ เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่จึงตัดสินใจสั่งปิดประตูเสียเลย ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นคำสั่งที่เตรียมไว้แล้ว
พอประตูตะวันออกถูกปิด ประตูที่เหลืออีกสามบานก็ถูกปิดตามกันไป
ความสับสนโกลาหลภายในเมืองไม่ได้กินเวลานาน ความสงบก็กลับคืนมาได้ในระดับหนึ่ง แต่ในคืนวันนั้น เมืองเจียงหนิงกลับเงียบสงัด ผู้คนจุดธูปเผากระดาษอยู่ตามลานบ้านและริมถนน เวลามีรถม้าหรือคนเดินผ่าน ก็ให้ความรู้สึกวังเวงเหงาหงอย บ้านเรือนที่อยู่ใกล้กำแพงเมืองสามารถได้ยินเสียงของผู้คนจากนอกประตูดังแว่วมาตลอด
รุ่งเช้าวันถัดมา นอกจากการไม่มีคนเข้าออกจากประตูเมืองอีกแล้ว ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะกลับสู่สภาพปกติ ภายในจวนซูยังคงอบอุ่นสงบสุขเช่นเคย ตื่นนอน ล้างหน้า ทานข้าว อ่านหนังสือ ฝึกอักษร พูดคุยตามปกติ ตอนที่ฉานเอ๋อร์เข้ามาเก็บผ้านวมและทำความสะอาดห้องของหนิงอี้ ก็ถามถึงเนี่ยอวิ๋นจูอยู่บ้าง หนิงอี้ก็ตอบไปเพียงเล็กน้อย แต่ไม่ได้เล่าละเอียด เพราะเรื่องนี้เวลานี้ก็ไม่ได้สำคัญนัก
ภายในจวนซูมีคนอยู่มาก แต่คนที่ออกไปข้างนอกกลับน้อยลง บรรยากาศภายในจึงดูคึกคักขึ้น เด็ก ๆ วิ่งเล่นไปมา ทั้งคนคุ้นเคยและคนแปลกหน้าพากันมาทักทายพูดคุย วันที่สาม วันที่สี่ก็ยังเป็นเช่นนั้น ผู้คนเริ่มปรับตัวกับความจริงที่ว่าประตูเมืองถูกปิด พอเลยวันสารทไป หอคณิกาก็คึกคักยิ่งขึ้น ยามค่ำคืนมีชีวิตชีวา ผู้คนออกมาเที่ยวกันเป็นกลุ่ม ยิ่งจ่ายยิ่งสนุก มากกว่าตอนประตูเมืองยังเปิดเสียอีก
อีกด้านหนึ่ง ราคาข้าวสารภายในเมืองก็พุ่งขึ้นจนเกินเหตุ ทางการจำกัดการขายข้าวในแต่ละวัน ส่วนพ่อค้ารายใหญ่ก็กักตุนข้าวแล้วลักลอบขายในตลาดมืด เมืองเจียงหนิงมีพ่อค้ามั่งคั่งอยู่มาก ทางการไม่สามารถเข้มงวดได้มากนัก จึงใช้วิธีเบาแรงคุมกฎไปบ้าง เช่นกดดันให้เศรษฐีเหล่านั้นต้องยอมช่วยรักษาความสงบของเมือง
หลังจากปิดประตูเมืองได้สี่วัน ทุกอย่างยังไม่ทันได้ตกตะกอน หลายเรื่องยังไม่เป็นกิจจะลักษณะ หลายเรื่องยังไม่เริ่มต้น หนิงอี้เคยไปเยี่ยมเนี่ยอวิ๋นจูบ้าง แต่ฝั่งนั้นก็ไม่มีอะไรพิเศษ เพียงแต่ช่วงนี้ยังไม่สะดวกไปที่บ้านผู้อาวุโสฉินเพื่อปฏิเสธเรื่องลูกบุญธรรม ส่วนทางฝั่งคังเสียนก็คงยุ่งไม่น้อย หนิงอี้ออกจากบ้านแค่ครั้งเดียวก็เลยยังไม่ได้เจอกัน แม้หลู่อากุ้ยจะบอกว่านายท่านอยากมาถกกับเขาก็ตาม แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่จังหวะแล้ว
ในแผนของเขาก็มีเพียงเท่านี้ อาจจะรออีกสักพัก พวกเด็ก ๆ เบื่อจนพอแล้ว หนิงอี้ก็คงเรียกมาสอนในจวนบ้าง วันพรุ่งนี้จะออกไปทำความดีบ้าง ก็เป็นเรื่องง่าย ๆ สำหรับเขาและซูถานเอ๋อร์
เวลานั้นยังไม่มีใครรู้เลยว่า ในวันพรุ่งนี้ จะมีเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นเรื่องที่ไม่มีใครทันได้ตั้งตัว
เรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นแผนการซ่อนเร้นที่รอปะทุมาเนิ่นนาน…
ซึ่งในที่สุดก็ปรากฏตัวออกมาอย่างฉับพลัน…
หลังจากปิดเมืองมาได้สี่วัน ระดับความตึงเครียดภายในเมืองยังไม่เพิ่มมากนัก ผู้คนที่ขาดอาหารจนไม่มีอะไรจะกินอย่างสิ้นเชิงก็ยังมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตามเมื่อได้ยินว่าตระกูลซูจะเปิดโรงทานในวันนี้ เหล่าผู้อพยพและขอทานจำนวนไม่น้อยจึงหลั่งไหลกันมารวมตัวอยู่ที่ลานเล็กๆ ใกล้จวนซู
รูปแบบของการแจกจ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์ในเวลานี้ ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่หนิงอี้เคยเห็นในโทรทัศน์เท่าไหร่นัก ก็คือการตั้งแถวยาวทีละหลายแถว ตักข้าวต้มใส่ชามใหญ่ แล้วแจกหมั่นโถวลูกไม่โตนัก แม้จะเพิ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ผู้อพยพบางคนก็ดูซีดเซียว หน้าตาอิดโรย บ้างเงียบงัน บ้างก็กล่าวขอบคุณไม่หยุด บางคนก็ซุบซิบกันไปมาว่า “นั่นคือคุณหนูรองของตระกูลซู” “นั่นคือบตรเขยตระกูลซู” …การสร้างกุศลเช่นนี้ ย่อมทำให้พ่อค้าได้รับชื่อเสียงอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ
ซูถานเอ๋อร์เข้าใจดีว่าการสร้างชื่อเสียงก็เป็นเป้าหมายอย่างหนึ่ง แต่ด้วยนิสัยของนางที่มีจิตใจเมตตา นางเองก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือผู้คน ขณะที่สำหรับหนิงอี้ ความรู้สึกกลับซับซ้อนกว่า หากจะว่าด้านมืด เขาเคยพบกับความมืดมน ความอยุติธรรม และความวิปริตของมนุษย์อย่างถึงที่สุด แต่ถ้าจะพูดถึงด้านสว่าง เขาก็เคยเห็นโลกที่มีบรรยากาศของความยุติธรรมและเหตุผลมากกว่าเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ การจะรู้สึกยกย่องตัวเองจากการทำความดีเพียงเท่านี้ สำหรับเขาก็ไม่ได้มีความหมายอะไรอีกแล้ว สิ่งเหล่านี้เขาเพียงทำเพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำเท่านั้น
บนลานเล็กเต็มไปด้วยเสียงผู้คนจอแจ ขณะที่การแจกจ่ายอาหารดำเนินไปได้ครึ่งทาง ซูถานเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพ่อก็มาด้วยนะ”
“อืม?” หนิงอี้หันไปมอง เห็นรถม้าคันหนึ่งฝ่าฝูงชนทางด้านข้างลานมาถึง เป็นรถของซูป๋อหยงที่ออกไปแต่เช้า เวลานี้เขากลับมาที่จวน แล้วรถม้าก็มาหยุดอยู่ข้างโต๊ะที่กำลังแจกจ่ายข้าวต้ม ซูป๋อหยงลงมาแล้วทักทายหนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์
แม้ทั้งสองจะเป็นพ่อลูกกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างซูป๋อหยงกับซูถานเอ๋อร์ก็ไม่เหมือนกับความสัมพันธ์ของพ่อลูกทั่ว ๆ ไป ซูถานเอ๋อร์ไม่เคยออดอ้อนเอาใจแบบลูกสาวบ้านอื่น ส่วนซูป๋อหยงก็เหมือนยังไม่แน่ใจว่าควรแสดงออกอย่างไรดีกับนาง จะอ่อนโยนก็ไม่ใช่ จะเข้มงวดก็ไม่เชิง หรือจะวางตัวแบบพ่อค้ามืออาชีพก็ไม่แน่ใจนัก
หลังจากทักทายกันแล้ว พูดคุยกับหนิงอี้สั้น ๆ ซูป๋อหยงก็มองลูกสาวแล้วเตือนว่า “พักนี้เห็นเจ้าดูเหนื่อยนัก หากพอมีเวลาพัก ก็ควรพักเสียบ้าง อย่าหักโหมเกินไป” ซูถานเอ๋อร์พยักหน้า “ข้ารู้แล้ว”
จากนั้นซูป๋อหยงก็เดินไปยังโต๊ะยาวไม่ไกลเพื่อช่วยแจกหมั่นโถวด้วยตัวเอง ส่วนหนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์ก็ยังอยู่ตรงนี้ หนึ่งคนตักข้าวต้ม อีกคนแจกหมั่นโถว ทำงานร่วมกันไป เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างซูถานเอ๋อร์กับบิดาไม่ต้องเอ่ยถึงก็รู้ ทั้งสองคุยกันสัพเพเหระอยู่พักหนึ่ง แล้วในจังหวะหนึ่ง หนิงอี้ก็เหลือบตาไปเห็นบางสิ่งเกิดขึ้น
มันเป็นความวุ่นวายเล็ก ๆ ที่แถวหนึ่งซึ่งอยู่หน้าซูป๋อหยง มีใครบางคนดูเหมือนจะพยายามแทรกคิว เกิดความชุลมุนเล็กน้อยขึ้น ซึ่งก็นับเป็นเรื่องปกติ แต่คนดูแลความเรียบร้อยของตระกูลซูกลับยังไม่ทันได้ตอบสนอง คนผู้นั้นก็พุ่งเข้าไปใกล้แล้ว ซูป๋อหยงเงยหน้าขึ้น มือกำลังถือหมั่นโถว หนิงอี้เห็นภาพนั้นไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ ร่างสองร่างก็ปะทะกัน
ชายคนนั้นชักมีดแทงซูป๋อหยงทันที เลือดพุ่งกระจาย ซูป๋อหยงผงะถอยหลัง พอหันตัว คนร้ายก็ฟันซ้ำเข้ากลางหลังอีกครั้งก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป
“อ๊า” เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากฝูงชน ความวุ่นวายขยายวงกว้าง หนิงอี้พลิกโต๊ะวิ่งไปทางนั้นทันที ซูถานเอ๋อร์ก็ออกตัวตามมาเกือบจะในเวลาเดียวกัน ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีความตื่นตระหนก ใบหน้าและสายตาของนางเรียบเฉยไร้อารมณ์ หนิงอี้พุ่งไปยังด้านข้างป้องกันฝูงชนไม่ให้บังทาง ส่วนซูถานเอ๋อร์ก็ถลาล้มลงข้างบิดา มองไปยังทิศที่คนร้ายหนีไป แล้วสั่งคำสั้น ๆ กับบ่าวชายรอบข้างว่า “จับมันไว้” จากนั้นก็โน้มตัวลงกดแผลบาดเจ็บของบิดา ไม่สนใจสิ่งอื่นอีก ที่จริงแล้ว บ่าวของตระกูลซูก็เริ่มล้อมจับอยู่แล้ว
หนิงอี้ระมัดระวังมองรอบ ๆ ให้แน่ใจว่าไม่มีคนร้ายอีกคนจะโผล่มาซ้ำ จากนั้นจึงหันกลับมาช่วยซูถานเอ๋อร์กดแผล บัดนี้ในดวงตาของซูถานเอ๋อร์มีน้ำตาเอ่ออยู่ แต่ยังคงกัดฟันแน่นไม่พูดอะไร ดูท่าจะตกใจไม่น้อย หนิงอี้จึงสั่งการรอบตัวว่า “ไปตามหมอที่ใกล้ที่สุด! ผ้ามีไหม ผ้าที่สะอาด รีบ ๆ เลย ทำเท่าที่พวกเจ้าทำได้!”
บาดแผลทั้งสองลึกมาก แม้ชั่วขณะยังไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แต่ผลลัพธ์นั้นยากจะคาดเดาได้ ซูป๋อหยงยังมีสติ พยายามพูดบางอย่างกับลูกสาว หนิงอี้ขมวดคิ้วแล้วกวาดตามองรอบ ๆ หวังจะหาสัญญาณบางอย่าง
นี่อาจเป็นการวางแผนลอบทำร้าย หรืออาจไม่ใช่ แต่หากพูดถึงสามสายของตระกูลซูแล้ว สายใหญ่สุดกลับเป็นฝ่ายที่อ่อนแอที่สุด แม้จะมีคนพูดกันว่าซูถานเอ๋อร์คือทายาทรุ่นสามที่เก่งที่สุด และมีโอกาสสืบทอดกิจการตระกูลซู แต่ ณ ตอนนี้ ก็ยังอยู่ในช่วงทดสอบเท่านั้น สายใหญ่นี้ ยังต้องพึ่งซูป๋อหยงเป็นเสาหลัก
เมื่อแผลสองแผลนี้ฟันลงไป วันพรุ่งนี้...ตระกูลซูจะกลายเป็นเช่นไร
ผลที่ตามมา...ไม่อาจคาดเดาได้เลย…
………………….