- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 109 ฝากตัวเป็นศิษย์
ตอนที่ 109 ฝากตัวเป็นศิษย์
ตอนที่ 109 ฝากตัวเป็นศิษย์
ตอนที่ 109 ฝากตัวเป็นศิษย์
“ได้ยินมาว่าเมื่อคืนสามี กลายเป็นจุดสนใจใหญ่เลยนะ…”
เดิมทีคิดว่าที่ทำเมื่อคืนคงจะมิดชิดแล้ว ที่ไหนได้ พอวิ่งกลับมาก็พบว่าทุกคนในจวนรู้กันหมดแล้ว เพราะถึงเขาจะปิดบังคนอื่นได้ แต่ย่อมไม่อาจหลอกคนของตระกูลซูและหลี่ปินได้ จึงถูกล้อเป็นเรื่องตลกไปแล้ว เช้านี้ซูเหวินติ้งและคนอื่น ๆ ก็คงมาพูดถึงเรื่องนี้ นางซูถานเอ๋อร์จึงหยิบขึ้นมากล่าวบ้าง
“ให้ตั้งห้าร้อยตำลึงในครั้งเดียว คุณชายช่างใจกว้างเสียจริงนะ” ตอนที่กำลังตักข้าวต้มในถ้วย ฉานเอ๋อร์ก็พูดพร้อมรอยยิ้ม ส่วนเจวียนเอ๋อร์หันไปพูดเบา ๆ กับซิ่งเอ๋อร์ว่า “ฟุ่มเฟือยจริง ๆ” ที่จริงแล้วทุกคนเริ่มสนิทกับหนิงอี้มากขึ้น คำพูดนี้จึงเป็นเพียงการหยอกล้อ ทุกคนก็ได้ยิน หนิงอี้ยกช้อนขึ้นทำท่าจะฟาด พวกนางก็หัวเราะวิ่งหนีไป
“พอแล้ว ๆ ก่อนหน้านี้สามีก็ไม่ได้ไปบ่อยนัก อย่าเอาเรื่องนี้มาล้อกันอีกเลย”
แม้ห้าร้อยตำลึงจะเป็นเงินไม่น้อย แต่สำหรับเหตุการณ์เมื่อคืน ซูถานเอ๋อร์กลับเพียงรู้สึกว่าน่าสนุก มิได้มีท่าทีขุ่นเคืองเลย เมื่อทุกคนเข้าที่นั่งเรียบร้อยแล้ว นางก็ถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “สามีกับเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์รู้จักกันหรือเจ้าคะ?”
หนิงอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ก็ไม่ถึงกับสนิทหรอก แต่ข้ารู้จักอีกคนหนึ่ง”
ฉานเอ๋อร์ตาเป็นประกาย “สตรีชุดขาวที่ร้องเพลงสุ่ยเตี้ยวเกอโถวใช่ไหมเจ้าคะ? ตอนเช้าคุณชายเหวินติ้งมาบอกว่านางร้องได้ดีมากเลยล่ะ ใช้ทำนองใหม่ ตอนแรกนึกว่าเป็นทำนองที่คุณชายสอน แต่ข้าลองร้องดูแล้ว คุณชายเหวินติ้งก็บอกว่าไม่ใช่” นางพูดไปยิ้มไป แล้วก็ฮัมเพลงเบา ๆ อย่างพอใจ “สู้ที่คุณชายสอนไม่ได้เลยหรือเจ้าคะ?”
“นางเก่งกว่าข้าอีก”หนิงอี้คีบถั่วดองใส่จาน พลางส่ายหน้าหัวเราะ “เจ้าเป็นแค่มือสมัครเล่น สู้เขาไม่ได้หรอก”
“เจ้าค่ะ…” ฉานเอ๋อร์เบะปากเล็กน้อย แล้วก้มหน้ากินข้าวต้ม ส่วนซิ่งเอ๋อร์ก็ถามขึ้นว่า “แล้วนางเป็นใครกันล่ะเจ้าคะ?”
“น่าจะเป็นสาวงามที่หลงใหลในสติปัญญาของสามีสินะ” ซูถานเอ๋อร์หัวเราะแซว
“นางมีนามว่า เนี่ยอวิ๋นจู เก่งมาก ข้าเคยช่วยชีวิตนางไว้” หนิงอี้ตอบ แล้วก็เล่าเรื่องเช้าวันที่เนี่ยอวิ๋นจูไล่จับแม่ไก่จนตกน้ำให้ฟัง ตั้งแต่ความโก๊ะตอนวิ่งไล่แม่ไก่ จนกระทั่งเขาถูกลูกหลงโดนตบหน้า ทุกคนในห้องแสดงสีหน้าแปลกประหลาด
“คือ…หญิงขายไข่เยี่ยวม้า แล้วก็มีปัญหากับกู่เหยียนเจิ้นใช่ไหม?”
“กู่เหยียนเจิ้น…เฮอะ…” หนิงอี้ยักไหล่ ไม่ตอบตรง ๆ
เวลานี้อาหารเช้าก็จบลงแล้ว พวกเขายังคุยกันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเนี่ยอวิ๋นจู ซูถานเอ๋อร์มองหนิงอี้เป็นพัก ๆ แล้วก็หัวเราะเบา ๆ “สามีชมขนาดนี้ ถ้ามีโอกาส ก็อยากพบกับคุณหนูอวิ๋นจูบ้างแล้วล่ะเจ้าค่ะ…”
“เมื่อคืนไม่มีใครรู้จักนาง ยังไงก็อย่าเอาไปพูดต่อเลยนะ”
“ข้าทราบดี”
ที่จริงยังมีเรื่องให้พูดอีกมาก แต่สำหรับซูถานเอ๋อร์ เวลานี้ก็ถึงเวลาต้องออกไปจัดการธุระแล้ว จึงต้องเก็บความคิดไว้ก่อน มองดูหนิงอี้ที่ยังดูเหมือนปกติ ในช่วงนี้เรื่องราวที่ต้องจัดการมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนเช้านางพาฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ และซิ่งเอ๋อร์ออกไปด้วย ส่วนหนิงอี้ตั้งใจจะไปจัดระเบียบห้องทดลองเล็ก ๆ ที่เรือนข้างสำนักศึกษาหน่อย
เมื่อใกล้เที่ยง ขณะออกจากเรือนแล้วเดินอ้อมไปทางสำนักศึกษา ก็เห็นรถม้าสองคันจอดอยู่หน้าประตูที่ปิดอยู่ของสำนักศึกษา เป็นรถของจวนราชบุุตรเขย พี่น้องโจวเพ่ยกับโจวจวินอู่และองครักษ์อีกไม่กี่คนดูเหมือนเพิ่งเคาะประตูแล้วพบว่าไม่มีคน จึงเดินมาทางนี้ หนึ่งในองครักษ์คือลู่อากุ้ย เขาเห็นหนิงอี้ก็ทักทายอย่างดีใจ
“เมื่อครู่เรามาที่นี่ คิดไม่ถึงว่าสำนักศึกษาปิดแล้ว กำลังจะไปที่จวนซู คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอท่านที่นี่ ช่างบังเอิญจริง ๆ”
“ช่วงนี้สถานการณ์ตึงเครียด อาจมีการปิดประตูเมือง เมื่อวานนี้ที่สำนักศึกษาเลยประชุมกัน แล้วตัดสินใจปิดชั่วคราว”
พูดคุยกันสองสามประโยค หนิงอี้จึงมองไปทางโจวเพ่ยกับโจวจวินอู่ ก่อนจะยิ้มแล้วถามว่า “ท่านพี่ลู่มาที่นี่เพื่อเรื่องใดหรือ? …อย่าบอกว่าเป็นเรื่องท้าประลองอีก?” เขาหันไปมองพี่น้องคู่นั้นพร้อมหยอกเย้า
“ไม่กล้าๆ” ลู่อากุ้ยรีบส่ายหน้า “พวกเรามาเพื่อ…”
“ข้ากับพี่สาวมาฝากตัวเป็นศิษย์” ลู่อากุ้ยยังพูดไม่จบ โจวจวินอู่ก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างมุ่งมั่น โจวเพ่ยที่ยืนข้าง ๆ ชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าดูเขินอาย นางมองน้องชายแล้วก็หันไปมองหนิงอี้ “ข้า…ข้ายังมีคำถามอยากถามอยู่…”
หนิงอี้มองนาง แล้วยิ้มออกมา ลู่อากุ้ยที่ยืนข้าง ๆ ไอเบา ๆ อย่างกระอักกระอ่วน คงเพราะรู้จักนิสัยของหนิงอี้ดีจึงพยายามจะกลบเกลื่อน หนิงอี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปที่โจวเพ่ย “ได้ยินมาว่าเจ้าคำนวณเก่งมาก?”
โจวเพ่ยมองเขา กระพริบตาสองสามครั้ง คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าตอบเบา ๆ ว่า “อืม”
“จะถามเจ้าสักไม่กี่คำถาม ถ้าตอบได้ ก็ถามข้าได้บ้าง ตกลงไหม?”
“…ตกลง” โจวเพ่ยลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า จากนั้นก็หันหลังกลับไป “ข้าจะไปหยิบกระดาษ”
“ไม่ต้องหรอก ง่ายที่สุดจริง ๆ” หนิงอี้ยิ้ม เมื่อโจวเพ่ยหันกลับมาอย่างสงสัย เขาก็ยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “บอกข้าสิว่า นี่คือเลขอะไร?”
เด็กหญิงมองนิ้วนั้น แล้วก็มองหนิงอี้ สลับไปมาสองครั้ง คิ้วขมวด มองดูแล้วเหมือนกำลังคิดว่าเขาจะใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือเปล่า เวลาผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดนางก็เอ่ยเสียงจริงจังช้า ๆ ว่า “อาจารย์เฉินเคยพูดไว้ว่า หนึ่งก็คือหนึ่ง สองก็คือสอง ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด หากใครพยายามบิดเบือนความจริงขั้นพื้นฐานนี้ ล้วนเป็นเล่ห์เพทุบาย…”
คำพูดของนางช้า แต่เปี่ยมด้วยความมั่นคง และจับตาดูปฏิกิริยาของหนิงอี้ หนิงอี้ยกนิ้วขยับเบา ๆ “เอ๋ มีคนพูดแบบนี้ด้วยหรือ? อาจารย์เฉินคือใคร?”
“อาจารย์เฉินชิวหลาน เป็นแขกของจวนอ๋อง ปราชญ์แห่งยุค มักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายของข้าด้วย” ลู่อากุ้ยกล่าวขึ้นข้าง ๆ
“อ้อ” หนิงอี้พยักหน้า แต่นิ้วยังชูอยู่ “พูดได้ดีนะ แต่พูดมาตั้งเยอะ สรุปแล้วนี่คือเลขอะไร?”
“…หนึ่ง” หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบอย่างหนักแน่น
“อ้อ” หนิงอี้ยิ้ม พอชูสองนิ้วขึ้น “แล้วนี่ล่ะ?”
“สอง” คราวนี้ไม่มีลังเล เด็กหญิงเชิดหน้าตอบราวกับจะบอกว่า ‘ดูซิ เจ้าจะหลอกอะไรอีก’
จากนั้นก็ยกสามนิ้วขึ้น “หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับเท่าไหร่?”
“สาม!” เสียงตอบยังคงชัดเจนและมั่นใจ
หนิงอี้ลดมือลงแล้วยิ้มออกมา ด้านหน้าโจวเพ่ย ข้างกายโจวจวินอู่กับลู่อากุ้ยต่างยังเผลอรอคำถามที่สี่ของเขาอยู่ ครั้นเห็นสีหน้าของหนิงอี้ โจวจวินอู่ก็ร้อง “อ้า” ออกมาอย่างรู้ตัว โจวเพ่ยกะพริบตาปริบ ๆ “อะไรน่ะ เจ้ายังไม่ถามต่ออีกเหรอ…อะ…หา?”
โจวจวินอู่กับลู่อากุ้ยหัวเราะออกมาข้าง ๆ กัน เด็กหญิงจึงเพิ่งรู้ตัว ใบหน้าแดงปลั่งขึ้นทันที “เจ้ามัน…เจ้าโกง…แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ…”
“เฮอะ เจ้าคิดมากไปเอง…เป็นคนต้องรู้จักมีมารยาทนะ ไม่อย่างนั้น…เจ้าคิดจะเบี้ยวหรือ?”
“ข้า…ข้าไม่เบี้ยวหรอก แล้วเจ้าจะเอายังไง!”
“จะอะไรล่ะ? ก็แค่ล้อเล่นเท่านั้น แต่แบบนี้ข้าก็ไม่ต้องตอบคำถามของเจ้าแล้วใช่ไหมล่ะ” หนิงอี้ยักไหล่ใส่ลู่อากุ้ย “ต้องยากแน่ ๆ ไม่ต้องตอบก็ดีเหมือนกัน” ลู่อากุ้ยหัวเราะออกมาเช่นกัน โจวจวินอู่ยกมือขึ้น ดวงตาเป็นประกายราวกับจะพุ่งแสงออกมา “ข้า ๆ ๆ ข้าไม่อยากถามคำถามแล้ว ท่านอาจารย์หนิง ข้าขอฝากตัวเป็นศิษย์ได้ไหม!”
“สำนักศึกษาก็อยู่ตรงนั้น ใครอยากเข้าเรียนก็เข้าได้ เพียงแต่ตอนนี้ปิดอยู่ ถ้าเจ้าสนใจ ไว้เปิดแล้วก็มาจ่ายค่าเรียนแล้วเข้าเรียนเถอะ”
หนิงอี้ตอบอย่างลวก ๆ ด้านลู่อากุ้ยพูดเบา ๆ ขึ้นว่า “ความจริงหากเป็นไปได้ ท่านท่านอ๋องอยากเชิญคุณชายหลี่เหิงไปสอนที่จวน แล้วยังอยากให้ดำรงตำแหน่งแขกรับเชิญด้วย ข้ารู้ว่าคุณชายหลี่เหิงไม่ชอบเป็นขุนนาง แต่ตำแหน่งแขกรับเชิญนี้ไม่มีข้อผูกมัดอะไร แค่รับเงินเดือนรายเดือนเท่านั้น ไม่ทราบว่าคุณชายหลี่เหิงคิดเห็นอย่างไร?”
“ท่านอ๋องรู้จักข้าจากไหนกัน?”
“พูดไปก็ยาว ความจริงท่านอ๋องก็แค่เคยได้ยินชื่อเสียงของคุณชายหลี่เหิงเท่านั้น ครั้งนี้เป็นเพราะนายท่านของข้าขอร้อง หากได้ช่วยสอนสองท่านชายท่านหญิงสักหน่อยก็จะดีมาก ส่วนตำแหน่งแขกรับเชิญหรือไม่ก็แล้วแต่คุณชายหลี่เหิงจะตัดสินใจ”
หนิงอี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง “อย่างนั้น…ก็ขอบคุณในน้ำใจเถอะ ข้าเองก็ไม่ได้รู้มากมายอะไร มีศิษย์เพิ่มอีกสองคนก็ไม่เป็นไร มานั่งฟังในชั้นเรียนก็ได้ ถ้าสอนอะไรได้ ข้าก็จะสอนแน่นอน แต่ไปที่จวนก็คงไม่ไหว ข้านิสัยประหลาด เวลาคนเยอะ ๆ เล่าเรื่องก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าให้สอนตัวต่อตัว ข้ากลับไม่รู้จะสอนอะไรเลย”
โจวจวินอู่ที่อยู่ข้าง ๆ ดึงชายเสื้อหลู่อากุ้ยแล้วก็รีบแสดงความเห็นด้วยอย่างยินดี “ข้าก็คิดว่าสำนักศึกษาดี อ้อ แล้วพี่สาวล่ะ…พี่สาว?”
เขาหันไปมองพี่สาว เห็นโจวเพ่ยที่เพิ่งเสียรู้ไปยังคงก้มหน้าบึ้งอยู่ ไม่พูดอะไร แต่โจวจวินอู่ก็ยังคงดีใจอย่างยิ่ง แล้วจึงหันกลับมา “คราวหน้า ข้ากับพี่สาวจะมาที่สำนักศึกษาเอง แบบนั้นสนุกกว่า” ดูท่าปกติแล้วเขาคงเบื่อกับการเรียนในจวนหรือการไปยังสำนักใหญ่ คราวนี้จึงอยากมาลองสถานที่ใหม่ดูบ้าง ลู่อากุ้ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “คุรชายหลี่เหิงว่าเช่นนี้ ข้าก็จะไปกราบทูลเช่นนั้น คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่ วันหน้าคงมีคนติดตามมาด้วยสักหนึ่งสองคน แต่ไม่ต้องห่วง จะไม่รบกวนการสอนของคุณชายหลี่เหิงแน่นอน”
“เรื่องนี้ข้าเข้าใจ” หนิงอี้พยักหน้า ทุกคนเดินไปตามรถม้าต่อ โดยมีองครักษ์ตามหลังมาด้วย ไม่นานนัก หนิงอี้จึงถามว่า “ว่าแต่ที่ท่านพี่ลู่บอกว่าเรื่องมันยาว ถึงว่าหมายถึงเรื่องอะไรหรือ?”
ลู่อากุ้ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดเสียงเบาว่า “ความจริง…ไม่กี่วันก่อน ตอนที่คุุณชายหลี่เหิงพูดคุยกับคุณชายหลี่ปินในชั้นเรียน ท่านชายกับท่านหญิงบังเอิญได้ยินเข้า ข้าไม่รู้ว่าคุณชายหลี่เหิงพูดอะไรบ้าง แต่…”
เขากล่าวเรื่องราวทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา หนิงอี้จึงเพิ่งรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“นายท่านของข้าในช่วงสองสามวันนี้ ครุ่นคิดเรื่องที่คุณชายหลี่เหิงพูดอยู่ตลอด ดูออกว่าเขาให้ความสำคัญกับคำพูดเหล่านั้นอย่างมาก บางครั้งก็บอกว่าคุณชายหลี่เหิงหลงผิด เหลวไหลสิ้นดี แต่โดยรวมแล้ว คงโดนพูดแทงใจดำเข้า วันนี้จริง ๆ นายท่านของข้ากะว่าจะมาด้วย แต่ติดธุระ จึงให้สองท่านนี้มาล่วงหน้า ฮ่าๆ ข้ารู้นิสัยนายท่านของข้าดี หากมาเองคงได้ถกเถียงกับคุณชายหลี่เหิงแน่นอน การให้สองท่านมาขอฝากตัวเป็นศิษย์ก็เป็นคำสั่งจากปากท่านเอง วันนี้แค่มาสอบถามความเห็นก่อน พอถึงเวลาฝากตัวเป็นศิษย์จริง ๆ ก็ต้องจัดพิธีให้ถูกต้อง ท่านอ๋องก็ต้องมาด้วยตามธรรมเนียม คุณชายหลี่เหิงเองก็ควรเตรียมตัวไว้บ้าง…”
ลู่อากุ้ยพูดพลางยิ้มไปด้วย จากนั้นก็เอ่ยถึงอีกเรื่องกับหนิงอี้
“โอ้ ที่คุณชายหลี่เหิงพูดเมื่อครู่ เรื่องปิดประตูเมือง คงจะเกิดขึ้นในหนึ่งสองวันนี้ วันนี้วันที่สิบสาม พรุ่งนี้สิบสี่ พอถึงวันที่สิบห้า วันสารทจีน ครอบครัวทั่วเมืองจะเซ่นไหว้บรรพชน คนที่สูญเสียคนในครอบครัวนอกเมืองมีไม่น้อย เกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้น…”
คำพูดยังไม่ทันจบ เสียงระฆังและกลองเร่งด่วนก็ดังขึ้นจากทางทิศตะวันออกของเมืองเจียงหนิง รถม้าหยุดลงชั่วขณะ ทุกคนหันไปมองทิศนั้น แม้จะมีตึกมากมายบดบังมุมมองจนมองไม่เห็นภาพตรงหน้า แต่ชั่วขณะนั้นเอง ทั้งเมืองกลับดูเงียบลงไปถนัดตา ความกดดันถาโถมมาจากทางตะวันออก จากนั้น เสียงอึกทึกและความวุ่นวายก็ค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ
“เกิดเรื่องแล้ว…”
เวลาใกล้เที่ยง บนถนน หนิงอี้ได้ยินเสียงลู่อากุ้ยพึมพำอยู่ข้างหู…
…………………..