- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 103 การพบกันโดยบังเอิญที่หอเหยียนชุ่ย
ตอนที่ 103 การพบกันโดยบังเอิญที่หอเหยียนชุ่ย
ตอนที่ 103 การพบกันโดยบังเอิญที่หอเหยียนชุ่ย
ตอนที่ 103 การพบกันโดยบังเอิญที่หอเหยียนชุ่ย
ฟ้ามืดลงแล้ว เมืองเจียงหนิงก็กลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง เรือสำราญลำแล้วลำเล่าลอยไปมา โคมไฟของหอคณิกาทุกแห่งส่องแสงสว่างไสว แม้ชีวิตกลางคืนที่นี่จะไม่ใช่มีแค่การเที่ยวหอคณิกาเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเที่ยวหอคณิกาคือกิจกรรมยอดนิยมที่สุดของบรรดาผู้คน
จะไปชมวิวกลางคืนที่ฉินหวย ลองชิมขนมของว่างตามข้างทาง หรือไปนั่งฟังเรื่องเล่าที่โรงน้ำชา ล้วนแล้วแต่เป็นทางเลือกทั้งสิ้น ทว่าในสถานที่มั่งคั่งอย่างเจียงหนิง หยางโจว เมืองหลวงเช่นนี้ ทางการยังคงควบคุมได้มั่นคง แม้สถานการณ์ในเมืองและนอกเมืองจะตึงเครียด รวมถึงน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทุกสองสามปี ก็ไม่อาจสั่นคลอนความฟุ้งเฟ้อครึกครื้นนี้ลงได้
ถึงแม้ว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าประตูเมืองจะถูกปิดลง หอคณิกาและแหล่งซ่องสุมอบายมุขต่าง ๆ ก็ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แถมด้วยราคาสินค้าที่พุ่งสูงและค่าบริการที่แพงขึ้นเพราะไม่มีที่อื่นให้ไป ทำให้เหล่าคนร่ำรวยยิ่งแห่กันมาเที่ยวมากขึ้น จนกลายเป็นช่วงเวลาทองของสถานที่บันเทิงเหล่านี้
เมื่อหนิงอี้มากับหลี่ปิน ซูเหวินกุย ซูเหวินซิงมาถึงหน้าหอเหยียนชุ่ย กลุ่มคนอื่นที่นัดไว้ก็พากันมาถึงพร้อมกัน พวกเขาส่วนใหญ่เป็นสหายของตระกูลซู ในจำนวนนั้นมีนักปราชญ์ที่ไม่มีชื่อเสียงสองคน คาดว่าอยากมาพบหนิงอี้กับหลี่ปินโดยเฉพาะ วันนี้นอกจากซูเหวินซิง ซูเหวินกุย ซูเหวินเทียนจากบ้านรองแล้ว ยังมีซูเหวินลั่วกับซูเหวินจี้จากบ้านสาม และซูเหวินติ้งที่มักสนิทกับซูถานเอ๋อร์ก็มาเช่นกัน กล่าวโดยรวมแล้วเป็นเพราะซูจ้งข่านเรียกใครเจอก็เชิญมาให้หมด วันนี้เขาเป็นคนออกค่าใช้จ่าย ให้พวกหลาน ๆ ได้มาร่วมสนุกกัน
ดั่งที่ซูถานเอ๋อร์เคยพูดไว้ ซูจ้งข่านนั้นหาใช่คนจริงใจไม่ เขาย่อมมีความสนใจในตำแหน่งเจ้าบ้านแน่นอน แต่ก็ต้องแยกแยะให้ดี แม้จะเป็นเช่นนั้น เขาเองก็ไม่จำเป็นต้องมาเล่นตุกติกกับหนิงอี้ การจัดเลี้ยงคืนนี้ก็เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งที่อ้างในนามตระกูลซูเพื่อส่งหลี่ปินกลับเมืองหลวง อีกทั้งก็จริงใจอยากให้พวกหนุ่ม ๆ ในตระกูลได้ใกล้ชิดกับหนิงอี้และหลี่ปิน เพราะซูจ้งข่านรู้ดีว่าหลาน ๆ พวกนี้ล้วนไม่เอาไหน ถ้าคิดจะดูหมิ่นหนิงอี้ ก็เท่ากับตบหน้าตัวเองเข้าเต็ม ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีหลี่ปินที่มีมารยาทและย่อมยืนอยู่ข้างหนิงอี้อยู่แล้ว
หอเหยียนชุ่ยนั้นไม่ใช่หอคณิกาชั้นแนวหน้าที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ แบบที่มีสาวงามล่มเมืองหรือคณิกาผู้โด่งดังประจำหอเหมือนหอจินเฟิง หรือหอหนิงอวี่ที่ฉีหลานประจำอยู่ แต่ก็ถือว่าดีที่สุดในบรรดาหอคณิการะดับรอง จัดว่าอยู่ในสิบอันดับต้น ๆ ของเจียงหนิง การบริการและบรรยากาศก็ถือว่าดีมาก เพียงแต่ขาดความหรูหราและชื่อเสียง จึงไม่ใช่ตัวเลือกแรกสำหรับคนมีระดับ
เช่น ถ้าเจ้าเมืองเจียงหนิงหรือคังเสียนจะเลี้ยงแขก แล้วเลือกมาที่นี่ก็จะดูไม่มีหน้าตาเท่าไรนัก แต่พ่อค้าวาณิชผู้มั่งคั่งมักชอบมาที่นี่อยู่แล้ว นักปราชญ์ก็มา เพียงแต่น้อยครั้งกว่า เพราะไม่ใช่ตัวเลือกหลัก
ระหว่างที่ทุกคนเดินทางมาถึง ไม่มีใครเอ่ยถึงบทกวีหรือวิชาความรู้เลย เช่นซูเหวินซิง ซูเหวินติ้งเองก็ชอบอวดฉลาดในยามปกติ แต่ตอนนี้ต่างก็รู้ตัวดี หนิงอี้กับหลี่ปินอยู่ตรงหน้า แม้แต่บรรดานักปราชญ์มีชื่อในเมืองเจียงหนิงยังไม่กล้าขีดเขียนต่อหน้าทั้งสอง ดังนั้นจึงไม่มีใครโง่พอจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบให้ขายหน้า ทุกคนต่างมาจากบ้านใหญ่ บ้านรอง หรือบ้านสาม แม้จะมีปากเสียงกันในเวลาปกติ แต่ตอนนี้ก็รวมใจเป็นหนึ่ง พูดแต่เรื่องค้าขาย ไม่เอ่ยถึงวรรณกรรมเลย
ใช้สิ่งที่ตนถนัด โจมตีจุดอ่อนของผู้อื่น นับว่าเข้ากับตำราอุบายรบไม่น้อย ซูเหวินซิง ซูเหวินกุย และซูเหวินจี้ ต่างก็เคยลองดูแลร้านค้าภายในตระกูลมาแล้ว ระหว่างทาง ซูเหวินจี้ก็พูดคุยกับหนิงอี้ได้เข้ากันดี เจ้าหนุ่มคนนี้ขนานนามตัวเองว่า “เสี่ยวเมิ่งฉาง” แห่งตระกูลซู แม้จะไม่เก่งนัก แต่รู้จักใช้คน วางตัวถ่อมตน คำพูดนอบน้อม หนิงอี้มองว่าเป็นคนมีความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งก็นับว่าใช้ได้ แต่หากจะเป็นผู้บริหารจริง ๆ ย่อมต้องมีความสามารถคุมคนให้ได้ นั่นกลับดูจะเป็นจุดอ่อนของเขา
ความสามารถเหล่านี้ต้องฝึกฝนระยะยาว และเกี่ยวข้องกับพื้นฐานและการศึกษาภายหลัง หากจะใช้บุคลากรที่มีความสามารถเต็มสิบส่วน ผู้ว่าจ้างเองอย่างน้อยก็ต้องมีหกส่วนจึงจะรับมือได้ แม้จะฝึกฝนได้ แต่เรื่องเช่นนี้หนิงอี้ย่อมไม่พูดอะไร เขาฟังซูเหวินจี้เล่าประสบการณ์ค้าขายกับเรื่องราวสนุกสนานในวงการค้า พลางยิ้มพยักหน้าตอบรับอย่างสุภาพ ซูเหวินจี้ก็ยิ่งดีใจ รู้สึกว่าตนสามารถแสดงความสามารถต่อหน้าหนิงอี้ได้จึงยิ่งพูดลึกมากขึ้น
บางครั้งซูเหวินซิงหรือซูเหวินกุยก็จะพูดแทรกขึ้น
“หลี่เหิง เรื่องค้าขายน่ะเจ้าก็ไม่รู้ อย่าไปฟังเจ้าหมอนี่เพ้อเลย มันหลอกเจ้าทั้งนั้น ธุรกิจที่ไท่หูน่ะ เจ้าจี้มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปัญหาอยู่ตรงไหน”
“ใครบอกเจ้า!?”
“ก็เจ้าฟังแต่พวกผู้จัดการร้านนั่นล่ะ เขาว่าอย่างไรเจ้าก็เชื่อตามนั้น…”
“อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าอะไรฟังขึ้นอะไรฟังไม่ขึ้น!”
ว่ากันไปมาก็เริ่มเถียงกันขึ้นมา หนิงอี้กับหลี่ปินที่นั่งอยู่บนรถม้าได้แต่ยิ้มดูอย่างสนุกสนาน ผ่านไปสักพัก พวกนั้นก็หันมาหาหนิงอี้อีก
“ไม่เชื่อลองถามท่านพี่รอง (ซูถานเอ๋อร์) ดูคืนนี้เลยก็ได้ ฮึ!”
แม้ว่าซูถานเอ๋อร์จะเป็นสตรี และทุกคนกำลังแย่งชิงทรัพย์สินในเงามืด แต่ก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธความสามารถด้านการค้าของนาง ส่วนหนิงอี้ แม้จะเป็นยอดปราชญ์ แต่เรื่องการค้าก็ไม่เข้าใจสักนิด พวกซูจ้งข่านกับซูอวิ๋นฟางเคยบอกกับเหล่าลูกหลานแล้วว่าทำไมจึงยอมให้หนิงอี้แต่งเข้าตระกูล ตรงกันข้ามกับสีจวิ้นอวี๋ที่แม้จะมีพรสวรรค์ด้านการค้าเกินไปกลับไม่ได้รับเลือก จุดนี้ไม่ต้องสงสัยเลย
ดังนั้น ระหว่างที่ทุกคนพยายามอวดความสามารถด้านธุรกิจต่อหนิงอี้กับหลี่ปิน พวกเขาก็ลงจากรถม้าแล้วไปรวมตัวกับสหายที่เชิญมาหน้าประตูหอเหยียนชุ่ย ซูเหวินซิงเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปในหอคณิกา ไม่ช้าก็เจอคนคุ้นหน้าเข้าเสียแล้ว
ขณะที่กลุ่มใหญ่เดินเข้าไป พวกเขาก็เห็นซูเหวินซิงกับเสวี่ยจิ้นจากตระกูเสวี่ยกำลังเถียงกันอยู่ด้วยถ้อยคำเหน็บแนม เสวี่ยจิ้นมีพี่ชายชื่อเสวี่ยเหยียน ซึ่งเป็นผู้สืบทอดของตระกูลเสวี่ย และยังมีเพื่อนฝูงและแขกอีกหลายคน เมื่อเห็นกลุ่มคนของตระกูลซูเข้ามากว่าหนึ่งโหลก็เข้ามามุงดูด้วยเช่นกัน มามาของหอกับสาวงามที่ทำหน้า่ที่รับแขกก็รีบวิ่งเข้ามาไกล่เกลี่ย
หอคณิกามักมีเรื่องกินแหนงแคลงใจกันอยู่แล้ว แต่คราวนี้แค่ถากถางกันเล็กน้อย ทุกคนล้วนมีหน้าตาในสังคม คงไม่ทะเลาะกันจริงจังนัก พวกเขาจึงยืนดูอย่างสนุกสนาน เสวี่ยจิ้นพอเห็นหนิงอี้ก็น้ำเสียงเปลี่ยนไป เพราะหลังจากเรื่อง “นักพรตแต่งกลอนไว้สองบท” เขาก็ไม่กล้าแต่งบทกวีอีกเลย รู้สึกเหมือนโดนดูถูกอยู่ตลอด
บรรยากาศพลุกพล่านขึ้นเล็กน้อย เสวี่ยเหยียนยิ้มทักทายซูเหวินกุ้ย มามาพยายามประสานรอยร้าว เสวี่ยจิ้นยังคงเหน็บแนมซูเหวินซิงพลางคิดจะจิกกัดหนิงอี้ แต่ตอนนั้นเอง หลี่ปินก็ทักทายใครบางคนจากฝั่งตรงข้าม “สหายชิงตี้ ท่านก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ”
“โอ้เต๋อซิน ยินดีที่ได้พบ”
ฝ่ายตรงข้ามเป็นนักปราชญ์ชื่อหลิวชิงตี้ มีชื่อเสียงพอ ๆ กับหลี่ปินและเฉากวน เมื่อทักทายกันแล้ว เสวี่ยจิ้นก็รีบแนะนำขึ้น
“"ท่านผู้นี้เป็นสหายของพี่ข้า หลิวเหยียน หรือหลิวชิงตี้” แล้วทั้งสองฝ่ายก็ทักทายกันไป เสวี่ยจิ้นจ้องหนิงอี้ ส่วนหนิงอี้กลับเอาแต่หันไปดูการตกแต่งของหอคณิกา
แต่เดิมมีเพียงเสวี่ยจิ้นกับซูเหวินซิงเท่านั้นจึงมีแต่คำเหน็บแนมกับความไม่พอใจ พอมีคนมากขึ้น บรรยากาศก็ดูจะกลายเป็นกลมเกลียวขึ้น ต่างฝ่ายต่างทักทาย ถ้อยคำอ่อนหวานแต่แฝงหนาม เสวี่ยเหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เอกลักษณ์ของหอเหยียนชุ่ยนั้น คงไม่มีที่ใดเทียบเท่าได้นอกจากโถงใหญ่ ข้าคิดจะนั่งชมการแสดงที่โถงใหญ่ในคืนนี้ พวกท่านล่ะ เห็นว่าอย่างไร?”
ซูเหวินกุยจึงกล่าวพร้อมยิ้ม “คุณชายสวี่ยสายตาแหลมคม ทั้งเมืองเจียงหนิงใครก็รู้ คืนนี้ท่านอยู่ที่นี่ พวกเราก็ควรมานั่งที่โถงใหญ่เหมือนกัน...เราขอขึ้นไปชั้นสองก็แล้วกัน”
โดยทั่วไปแล้ว หอคณิกาชั้นล่างและชั้นสองของภายนอกล้วนมีโครงสร้างคล้ายคลึงกัน เป็นลักษณะล้อมรอบเวทีด้านหน้าเหมือนโรงละคร ที่นี่ก็มีห้องส่วนตัวไว้สำหรับดื่มกินหรือเกี้ยวพาราสีหญิงงาม หากแต่การแสดงบนเวทีก็ออกจะเป็นแนวมวลชนหน่อย และในสถานที่ที่มีผู้คนมากมายเช่นนี้ ย่อมไม่อาจทำอะไรเกินเลยกับสาวงามที่มาร่วมวงได้ ใครมาที่นี่ก็ใช่จะเพื่อดูการแสดงจริงจังนัก หากต้องการเกี้ยวพาราสีให้ถึงขั้นลึกซึ้ง ก็ต้องเปลี่ยนไปยังห้องอื่นแทน หนิงอี้เดินขึ้นบันไดไปพลางหันไปถามหลี่ปินว่า
“เจ้าพวกนั้นคิดจะแย่งกันยังไงอีกเล่า?”
หลี่ปินหัวเราะ
“การแสดงในโถงนอกของหอเหยียนชุ่ยก็ใส่ใจกับรายละเอียดไม่น้อยนะ เช่นหญิงงามชื่อดังอย่างลวี่เสี่ยบางครั้งไม่รับการนัดหมายล่วงหน้า นางจะขึ้นแสดงในโถงนอก หากนางถูกใจใคร ก็จะลงจากเวทีมายกสุราถวายคนผู้นั้น แล้วจึงพาเข้าไปยังห้องด้านในร่วมวงดื่มกิน การที่ได้สุราจอกหนึ่งท่ามกลางผู้คนมากมายแบบนั้น นับว่าเป็นเรื่องหน้าตามากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า หรือนักปราชญ์ ต่างก็ชอบบรรยากาศการช่วงชิงหญิงงามเช่นนี้”
หนิงอี้พยักหน้า “ว่ากันอย่างนี้ หากจะให้หญิงงามสนใจก็ต้องควักเงินสินะ”
“แน่นอน” หลี่ปินยิ้ม
“แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้นหรอก เช่นถ้าเจ้าเป็นขาประจำ หรือเจ้าประพันธ์บทกวีให้ดีจนถูกใจนาง นางก็จะมายกจอกให้เช่นกัน เอาเป็นว่าทางเลือกก็มีหลายแบบ จะโชว์ฝีมือก็ต้องลงทุนลงแรงหน่อย”
“อ้อ แล้วหลี่พี่คืนนี้ตั้งใจจะแต่งกวีคว้าหัวใจหญิงงามหรือไม่ล่ะ?”
“ข้อนั้นยากอยู่ เพราะเจ้าหลิวชิงตี้นั่นก็ใช่ย่อย เรื่องกลอนไม่แพ้ข้าเลย อีกอย่างดูสีหน้าพวกเสวี่ยเหยียนนั่นเถอะ ชัดเจนว่าเป็นขาประจำ อย่างไรก็คงชนะอยู่แล้ว พวกน้องชายของเจ้าเองก็คงเข้าใจสถานการณ์ พอเห็นเราสองคนมา ก็หวังจะอาศัยชื่อเสียงของเรา หากมีแต่ข้าแต่งบทกวี แม้จะแพ้ แต่ลวี่เสี่ยก็ยังต้องมาทักทายบ้าง แต่หากเจ้าแต่งด้วย ด้วยชื่อเสียง ‘ยอดอัจฉริยะ’ กับ ‘ปีศาจแห่งบทกลอน’ บวกกับกระสุนเงินของพวกเขา ผลลัพธ์คืนนี้ก็ยังไม่แน่นอนหรอกนะ”
“อืม…ว่าไปแล้วเรื่องพวกนี้ก็เพื่อหน้าเลยสินะ”
“ฮ่า ๆ ใช่แล้วล่ะ ก็เพื่อหน้านี่แหละ…”
ระหว่างเดินไปยังห้องส่วนตัวชั้นสองที่สามารถชมการแสดงได้ ทั้งสองก็คุยกันพลางหัวเราะ จริง ๆ แล้วหลี่ปินเองก็สนใจเรื่องพวกนี้ไม่น้อย ต่อให้หนิงอี้ไม่ลงมือ เขาเองก็คงจะประพันธ์บทกวีสักบท เพื่อตอบโต้หลิวชิงตี้นั่น หนิงอี้หันกลับไปมองด้านล่าง เห็นเจ้าหนุ่มหลิวชิงตี้ที่ว่าก็กำลังมองมายังพวกเขา แล้วโบกมือให้ด้วยท่าทางเป็นมิตร หนิงอี้ก็กำลังจะตอบกลับอยู่แล้ว แต่สายตาก็พอดีเหลือบไปเห็นภาพในหน้าต่างห้องหนึ่งที่ด้านข้างเวที ซึ่งดึงดูดความสนใจเขาเข้าอย่างจัง
หน้าต่างห้องนั้นดูธรรมดาและไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเด่น เพราะอยู่ด้านข้างเวที คาดว่าไม่ใช่ห้องที่ใช้รับแขก หนิงอี้สนใจตรงนี้ เพราะมามาที่เพิ่งเข้าไปไกล่เกลี่ยเมื่อครู่ กำลังเดินเข้าไปยังห้องนั้น แล้ว...เขาก็เห็นใบหน้าหนึ่งเผยออกมาจากในห้องนั้น
เป็นเนี่ยอวิ๋นจู!
นางอยู่ในห้องนั้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ทันทีที่สายตาของหนิงอี้มองไป นางก็ยิ้มออกมา แล้วยกมือโบกมาเบา ๆ หนิงอี้ก็หัวเราะพลางโบกมือตอบกลับ แต่แล้ว อีกเงาหนึ่งก็โผล่หน้าออกมาจากด้านข้างของหน้าต่าง เป็นหญิงสาวอีกคนหนึ่ง นางดูเหมือนสงสัยในสีหน้าของเนี่ยอวิ๋นจู จากนั้นก็หันมองหาคนคุ้นหน้าในโถงใหญ่ พอเห็นหนิงอี้ก็กะพริบตา ก่อนจะทำหน้าบึ้งขึ้นมา
หญิงสาวผู้นั้นคือ...เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์
ให้ตาย...สองคนนั่นเล่นมาเร่ขายไข่เยี่ยวม้ารึไงกัน...
ขณะที่คิดในใจ เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ก็พูดอะไรบางอย่าง เนี่ยอวิ๋นจูจึงยิ้มพลางกลอกตาใส่ แล้วพูดตอบเหมือนเถียงกัน หนิงอี้เห็นสองคนนั้นหยอกเย้ากัน ก่อนที่เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์จะผลักเนี่ยอวิ๋นจูออกจากหน้าต่างไป สักครู่ นางก็โผล่หน้ากลับมาอีกครั้ง แล้วย่นจมูกแลบลิ้นใส่หนิงอี้ ทำหน้าตลกใส่ราวกับว่าตนแย่งเนี่ยอวิ๋นจู ไปได้แล้ว จากนั้นกปิดหน้าต่างทันที
หนิงอี้ยิ้มออกมาด้วยความขบขัน...
……………….