เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 96 สถานการณ์บ้านเมือง (ตอนกลาง)

ตอนที่ 96 สถานการณ์บ้านเมือง (ตอนกลาง)

ตอนที่ 96 สถานการณ์บ้านเมือง (ตอนกลาง)


ตอนที่ 96 สถานการณ์บ้านเมือง (ตอนกลาง)

แม้ว่าเวลาจะค่อยๆ ล่วงเลยจากช่วงฤดูร้อนไปแล้ว ทว่าอากาศกลับยังไม่คลายความร้อนอบอ้าว ในห้องหนังสือของสำนักศึกษาหยูซานแห่งนี้ หลี่ปินเทน้ำชาใส่ถ้วยสองถ้วย แล้วยื่นถ้วยหนึ่งให้หนิงอี้

“เรื่องบ้านเมือง เรื่องของโลก บางครั้งเห็นผู้คนพูดจาโอ้อวดเกินจริง แล้วยังมั่นใจในตนเองเหลือเกิน ก็น่าขันอยู่ไม่น้อย ทว่าแนวคิดมากมายก็มักเกิดจากการพูดจาโอ้อวดนั้น หากมัวแต่ก้มหน้าทำงานไม่เคยถกเถียงกับผู้คนเลย ก็เกรงว่าจะเอนเอียงได้ ในปีจิ่งหานที่สาม ข้าเดินทางไปเมืองหลวงเข้าสอบขุนนาง ได้อันดับสิบเอ็ดของบัญชีประกาศสอบ น่าเสียดาย... ตอนนั้นเพราะข้อเขียนทางการเมืองข้าแรงเกินไปจึงทำให้ข้าไปล่วงเกินฟู่อิง รองเสนาบดีกรมขุนนาง แม้สอบได้อันดับสูงแต่ก็ยากจะได้ตำแหน่งจริง อีกไม่กี่เดือนข้าก็หมดกำลังใจ ละทิ้งเมืองหลวงเดินทางวกกลับมายังเจียงหนิง”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หลี่ปินยกถ้วยชาขึ้นมา ส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ

“ผู้อื่นแสวงหาตำแหน่ง ได้เป็นจิ้นซื่อแล้วก็อยู่เมืองหลวงอีกหลายปีเพื่อแสวงหาเส้นทาง ข้าอยู่ได้ไม่กี่เดือนก็จากมา บางคราข้ายังไม่กล้าเอ่ยถึง กลัวจะถูกหัวเราะเย้ยหยัน แต่ตอนอยู่เมืองหลวง ข้าได้เห็นเครือข่ายผลประโยชน์ระหว่างขุนนางแต่ละคนแล้วรู้สึกซับซ้อนในใจ ทิวทัศน์ของเมืองหลวงต่างจากเจียงหนิงเล็กน้อย หากใครได้ไปจะสัมผัสได้ว่า ที่ซึ่งพระราชวังตั้งอยู่นั้น คล้ายว่าจะครอบคลุมทุกพื้นที่ แม้แต่ถนนหลวง ท่านก็สามารถเห็นกำแพงวังอันโอฬารได้ทุกวัน แม้จะไม่เห็นพระราชวังโดยตรง แต่เมื่อมองไปทางนั้น ก็คล้ายกับพระราชวังยังตั้งตระหง่านต่อหน้าท่าน”

“ผู้ที่แสวงหาตำแหน่ง แสวงหาเส้นทาง ถกเถียงเรื่องบ้านเมือง กล่าวอ้างว่าต้องสืบทอดภูมิปัญญาของบรรพชน สร้างความสงบสุขชั่วกาลนาน... ไม่ว่าจะเป็นโรงน้ำชา เหลาสุรา หรือแม้แต่สถานเริงรมย์ ล้วนแล้วแต่พูดเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะไปที่ใด ก็เห็นเงาของขุนนางทั้งนั้น ด้านหนึ่งก็เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา อีกด้านกลับเหี่ยวเฉาไร้พลัง สรุปแล้ว ทุกคนต่างกระวนกระวายแต่ไร้หนทาง แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ข้าเองก็ลองหาทางหลายทาง คิดหาวิธีต่างๆ บางทีก็อยากหาแนวร่วมที่เป็นศัตรูกับฟู่อิง อาจช่วยดันขึ้นได้ แต่สุดท้ายก็ไร้ผล อาจเพราะข้าเลือกทางผิด เดิมคิดว่าอันดับสิบเอ็ดก็น่าจะมีค่าอยู่บ้าง ทว่าผู้อื่นกลับไม่ปฏิเสธ เพียงแต่บ่ายเบี่ยง จัดตำแหน่งให้ก็จริง แต่ไม่มีตำแหน่งที่แท้จริง การจัดสรรของพวกเขารัดกุมเสียจนไร้ที่ติ ผ่านไปไม่กี่เดือน ข้าก็เข้าใจว่าทางนี้คงเดินไม่ได้แล้ว”

“ไยต้องพยายามแทรกตัวเข้าไปในสถานที่ของผู้อื่นด้วยเล่า แทรกเข้าไปไม่ได้ดอก บ้านข้าพอมีฐานะ หากจะอยู่เมืองหลวงคอยโอกาสก็ยังพอมีเงินใช้ แต่ข้ากลับเห็นว่าไม่จำเป็นนัก ฉวยโอกาสนี้ตั้งสติคิดพินิจให้ดีจะดีกว่า ข้าจึงออกจากเมืองหลวง วนเวียนผ่านเมืองสวี่ ถัง เซิน และอาน กลับสู่เจียงหนิง ตอนนั้นก็ประสบภัยน้ำท่วม พบเห็นเรื่องมากมาย หลายปีมานี้ที่กลับมา ข้าก็ครุ่นคิดว่าทำไมโลกจึงเป็นเช่นนี้…”

เขาดื่มชาหนึ่งอึก “ร้อยปีก่อน ราชวงศ์อู่ก็มีการปฏิรูปหลายครั้ง แต่ล้มเหลวทั้งสิ้น ทว่าหากกล่าวถึงหลักการ ก็ไม่พ้นสามสิ่งคือ ทำให้ประชาร่ำรวย กองทัพเข้มแข็ง และเลือกใช้คนมีความสามารถ หากจะทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเริ่มจากสามสิ่งนี้ก็เป็นหลักที่มีเหตุผล แต่หากมองให้ลึกซึ้งลงไป เหตุผลที่ทำให้ทหารและราษฎรอ่อนแอ ระบบการคัดเลือกขุนนางไม่ถูกต้องนั้น ที่มาที่แท้จริงคือสิ่งใดกันแน่ ระยะนี้ข้ามักสนทนากับผู้คนถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ”

หนิงอี้ดื่มชาหนึ่งจอก แล้วไหล่ตกลงเล็กน้อย “เหตุผลนี้...ไม่ง่ายไปหน่อยหรือ”

เดิมทีหลี่ปินรอจะฟังความเห็นของเขา ได้ยินดังนั้นก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา “ก็จริง...สิ่งที่หลี่เหิงกล่าวไว้แต่แรกว่า ทุกเรื่องล้วนมีหลักพื้นฐาน มีต้นตอ หากมองเห็นได้ชัดเจน ก็อาจควบคุมทิศทางในอนาคตได้ชัดขึ้น ข้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง... ที่จริงทุกวันนี้เมื่อมองแคว้นอู่ ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นอย่างไร หากใครใส่ใจสักนิดก็ย่อมมองออก…”

เขาหยุดเล็กน้อย แล้วยกชอล์กขึ้นวาดสามเหลี่ยมบนกระดานดำด้านข้าง “แคว้นอูุ่เราตั้งรากฐานด้วยกำลังทหาร แต่แรกเริ่มอาศัยกำลังเข้มแข็ง ต่อมาเกิดกบฏหลายครั้ง ทำให้ฮ่องเต้เห็นโทษภัยของเรื่องนี้ จึงเริ่มกดทหาร ยกย่องขุนนางผู้รู้ ปกครองด้วยวิธี 'ลำต้นแข็งแรง กิ่งอ่อนแอ' วิธีนี้ช่วยสยบเหตุจลาจล ทำให้ประชาร่ำรวย ราชวงศ์ยืนยาว แต่จนถึงทุกวันนี้ กลับทำให้เกิดปัญหามากมาย ทำให้แคว้นอู่อ่อนแอจนต้านศัตรูภายนอกมิได้ ภายใต้แรงกดดันมากมาย เพื่อรักษาความแข็งแรงของลำต้น ก็ยิ่งทำให้กิ่งอ่อนลงอีก ทรัพย์สินก็ยังไหลสู่ส่วนบน กำลังทหารซึ่งถูกกดไว้อยู่ก่อนก็อ่อนแอลงอีก เมื่อทหารอ่อนแอ ความกดดันภายนอกยิ่งเพิ่ม ความกดดันมาก ทหารยิ่งอ่อนแอลงอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่อาจหลุดพ้น…”

หลี่ปินถอนหายใจ มองกระดานดำ “หากแก้ปัญหาในทางพาณิชย์ได้ ประเมินสภาพของกิ่งอ่อนเล็กน้อย แคว้นอู่ของเราก็จะมีแรงเหลือดูแลกองทัพได้ นี่คือปัญหาที่ต้องแก้ในทุกนโยบายเพื่อให้ประชาร่ำรวย... หากกองทัพแข็งแกร่ง ศัตรูภายนอกไม่กล้ารุกราน แคว้นอู่ก็จะได้พักหายใจ นี่คือนโยบายเสริมกองทัพที่ต้องทำให้ได้ การเลือกใช้คนก็เพื่อทำให้ประชาร่ำรวย เสริมกองทัพ ราชวงศ์ยืนยาว... เสียดายที่ทุกอย่างยังเป็นเพียงคำพูด”

เขาวางชอล์กลง "หากพูดถึงนโยบายเดียว ดูเหมือนใครก็มีวิธี แม้ทำหลายวิธีพร้อมกันก็ไม่มีปัญหาอะไร ทว่าโครงสร้างแบบ 'ลำต้นแข็ง กิ่งอ่อน' ของแคว้นอู่นั้นฝังรากลึกดั่งต้นไม้ใหญ่ ลำต้นยังดูดสารอาหารอย่างเต็มที่ กิ่งอ่อนก็ถูกลำต้นดูดจนหมด จะชี้นำให้ลำต้นยอมถ่ายเทสารอาหารไปยังกิ่งอ่อนได้อย่างไร นี่ต่างหากคือปัญหา หลี่เหิงคิดอย่างไร"

หนิงอี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มพลางพยักหน้า “อืม มีเหตุผลมาก แล้วเจ้ากำลังจะบอกว่า...ให้พวกเจ้าของลำต้นที่เข้มแข็งไปแล้ว พวกเจ้าที่ดินใหญ่ พ่อค้าใหญ่ อย่างเช่นตระกูลซูของพวกเรา รวมถึงเชื้อพระวงศ์ พวกเศรษฐีที่ไม่มีภาระหน้าที่ เอาเงินที่พวกเขาหามาได้ ออกมาอย่างเต็มใจ คืนกลับสู่ประชาชน…”

หลี่ปินยิ้ม ไม่ปฏิเสธ “ก็มีความคิดแบบบัณฑิตหน่อย แต่หากไม่ทำแบบนี้ก็ไม่มีทางอื่นอีกแล้วแน่นอน โลกนี้ไม่อาจถอยหลัง คนในยุคนี้ต่างบอกว่ารัชศกเหิงและฮุ่ยจงทำให้แคว้นอู่รุ่งเรือง รัฐมั่งคั่ง ประชาร่ำรวย แต่จะให้ถอยหลังกลับไปนั้นเป็นไปไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะชี้นำไปสู่ก้าวต่อไปอย่างไร ให้คนเหล่านี้ยินดีควักเงินออกมา ไม่ให้กลายเป็นวังวน หากไม่ใช่ความจริงก็ไร้ประโยชน์ ทุกเรื่องต้องคำนึงถึงการผลักดันและไหลเวียนในแต่ละขั้นตอน ดังนั้นต้องหาวิธี ให้คนเหล่านี้ยอมควักเงินออกมาลงทุนในพื้นที่ยากจน และต้องรับรองให้ทั้งสองฝ่ายมีกำไรต่อไป ทำให้ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด มิให้ความมั่งคั่งของลำต้นลดลง แต่ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ของกิ่งอ่อน... หรืออาจจะให้ราชสำนักเข้ามาเกี่ยวข้องก่อนก็ได้”

“หวังอันซื่อเคยปฏิรูปแล้ว…” หนิงอี้ขมวดคิ้วพึมพำเบาๆ หลี่ปินหันมามอง “หืม?”

แคว้นอู่ไม่มีหวังอันซื่อ แต่เมื่อหลายสิบปีก่อนมีมหาเสนาบดีชื่อถันซี ถานจื่อหยง เคยปฏิรูปเช่นกัน พยายามให้ ราชสำนักเข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจมากมายเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ หนิงอี้ยิ้ม “คำพูดของเต๋อซินนี้ ไม่ใช่คล้ายกับความคิดของมหาเสนาบดีถานในตอนนั้นหรือ?”

หลี่ปินพยักหน้า “ข้าเคยคิดถึงการปฏิรูปของมหาเสนาบดีถานอยู่หลายครั้ง ได้รับแรงบันดาลใจมาก ตอนนั้นเขาก็อาจคิดเช่นนี้ เพียงแต่ไม่ได้คาดว่าจะมีแรงต่อต้านมากเพียงนั้น นโยบายไม่อาจบังคับใช้ ขุนนางระดับล่างๆ แสร้งเชื่อฟังแต่แอบขัดขืน ดังนั้นหัวใจของบ้านเมืองอยู่ที่การกวาดล้างขุนนางเสียก่อน..”

“ประโยคนี้ไม่ผิดเลย” หนิงอี้พยักหน้า “แต่วิธีผิด เรื่องเศรษฐกิจเล่นแบบนั้นไม่ได้หรอก”

“หืม? เศรษฐกิจ?”

“อา ก็คือระบบธุรกิจ การไหลเวียนของสินค้า การไหลเวียนของเงินตรา ระบบทั้งหมด…” หนิงอี้ยิ้มอธิบาย “ธุรกิจที่ปล่อยให้ผู้มีอภิสิทธิ์เข้าไปแทรกแซงได้ ไม่ใช่ระบบที่ปกติ ผู้มีอภิสิทธิ์นี่แหละคือพิษ โดยเฉพาะราชสำนักกับขุนนาง”

“หลี่เหิงก็คิดว่าไม่ควรแย่งผลประโยชน์จากประชาชนด้วยหรือ?”

“ไม่ใช่เหตุผลแบบนั้น” หนิงอี้ส่ายหน้า “เจ้าไม่ต้องการกฎพื้นฐานหรือ? กฎพื้นฐานของเศรษฐกิจคือความโลภ พ่อค้าแสวงหากำไร เป้าหมายมีเพียงกำไร สิ่งอื่นพอทนได้ ความโลภในหลายกรณีเป็นเรื่องดี ข้าทำงานในร้าน อยากได้เสื้อสักตัว ก็ต้องทำงานให้ดี คิดหาวิธีหาเงิน หรือให้เจ้าของร้านพอใจจนได้รางวัล นี่คือความโลภที่ดี เขาอาจมีวิธีอื่นเช่น ขโมย ปล้น แต่ถ้าทำก็ต้องติดคุก ไม่คุ้ม จึงต้องเล่นตามกติกา ข้าทำงานเท่านี้ ก็ได้ค่าตอบแทนเท่านั้น พอซื้อเสื้อตัวนั้นได้ ความโลภที่ทำให้คนยังอยู่ในกติกา คือความโลภที่ดี…”

“แต่ราชสำนักไม่ได้อยู่ในกติกา พวกเขาเป็นกรรมการอยู่ เจ้ายังจะให้พวกเขาลงเล่นด้วย แบบนี้คนอื่นก็เล่นไม่ไหวแล้ว... ข้าบอกแล้ว พ่อค้าแสวงหากำไร เป้าหมายคือกำไร ถ้าเจ้าสอนคนให้รู้จักโลภ แล้วเขาหันไปมอง เห็นในมือตัวเองมีตรายกเว้นโทษ มีดาบหนึ่งเล่ม หากข้าแย่งผลประโยชน์กลับมาได้อย่างง่ายดาย แล้วเจ้าจะเอาอะไรไปห้ามไม่ให้ข้าทำล่ะ? ถ้ามันทำได้จริงๆ ง่ายดายขนาดนั้น ก็คงไม่ต่างอะไรจากการไปขอให้พวกเจ้าที่ดินใหญ่ พ่อค้าใหญ่ ยอมควักเงินคืนให้ประชาชนแล้วกระมัง?”

เขาหยุดเล็กน้อย “การปฏิรูปของท่านเสนาบดีถานไม่ได้ล้มเหลวเพราะกฎหมายไม่แข็งพอหรอก ผู้คนย่อมหาทางเล็ดลอดได้เสมอ ความโลภนั้นทรงพลังนัก เมื่อลงไปในใจแล้ว สายตาก็จะเห็นเพียงผลประโยชน์สิ่งเดียว ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้คนกระตือรือร้น มันมีแรงขับเคลื่อนมหาศาล แต่จุดสำคัญมีเพียงหนึ่งเดียว: อย่าให้ผู้มีอภิสิทธิ์เกิดความรู้สึกเช่นนี้ เพราะหากควบคุมอภิสิทธิ์ไม่ได้ ท้ายที่สุดก็จะไม่มีใครเล่นเกมนี้ต่อไปได้อีก”

“ตราบใดที่ยังมีช่องโหว่ให้เล็ดลอดได้อยู่ กฎหมายก็จะไม่มีวันเพียงพอ ผู้มีอภิสิทธิ์ลงมาค้าขาย ก็เหมือนปล่อยหมาป่าเข้าไปในฝูงแกะ แทนที่จะคิดเพิ่มอภิสิทธิ์ให้เข้ามาแทรกแซงมากขึ้น สู้รื้อถอนอภิสิทธิ์ที่แทรกอยู่แล้วออกไปเสีย อาจกลับกลายเป็นส่งเสริมเสียอีก... พูดง่ายๆ ก็คือประโยคเดียว หากให้กรรมการลงไปเล่นเกมนี้ด้วย แล้วเกมนี้จะเล่นกันอย่างไร? หากจะพูดถึงการกำกับดูแล ก็แค่ทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นยุ่งยากเสียมากกว่า ความเสียหายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้”

ที่ระเบียงนอกหน้าต่าง พี่น้องคู่หนึ่งนั่งยองๆ แอบฟังอยู่ตรงมุมทางเดิน เด็กชายแตะไหล่พี่สาวเบาๆ แล้วกระซิบว่า “พี่ใหญ่ เขาหมายถึงว่าอยากรื้อกิจการของพวกเราหรือเปล่า?”

“เจ้าบ้านั่น…” โจวเพ่ยกะพริบตาถี่อย่างขัดเคือง ก่อนจะหันไปมองน้องชาย “แต่เขาก็พูดมีเหตุผลอยู่บ้าง เจ้าต้องจำให้ขึ้นใจ คิดพินิจอย่างถ่องแท้ อย่าเชื่อโดยง่าย แต่ก็อย่าปฏิเสธเพียงเพราะไม่ชอบตัวคนพูด เช่นนี้จึงจะสำเร็จสิ่งใหญ่ในอนาคตได้”

“อ้อ”โจวจวินอู่พยักหน้า จากนั้นก็แกะถุงผ้าที่เอว หยิบขนมหนึบข้าวเหนียวออกมาเคี้ยวช้าๆ อยู่ข้างๆ โจวเพ่ยมองด้วยสายตาผิดหวังอย่างแรงกล้า

“ให้กรรมการลงมาเล่นเอง…”ในห้อง หลี่ปินเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหัวเราะออกมา สีหน้าเขาซับซ้อนอยู่บ้าง “หลี่เหิงพูดได้ตรงถึงหลักสำคัญ หากข้าเป็นกรรมการ แล้วลงไปเล่นเองจริงๆ นั่นก็คือ…”

เขาเป็นคนช่างคิด แม้อาจจะยังไม่ละทิ้งความคิดที่จะชี้นำเศรษฐกิจ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของหนิงอี้ เขาก็พอจะมองเห็นผลลัพธ์ที่ตามมาได้บ้าง “ไม่คาดคิดเลยว่าข้าครุ่นคิดมาหลายปี หลี่เหิงกลับมองเห็นจุดที่ยากที่สุดได้ในพริบตา บางที นี่อาจเป็นเพราะวิธีมองโลกของหลี่เหิงที่แตกต่างออกไปก็เป็นได้?”

"เรื่องนี้นับว่าน่าสนใจไม่น้อย แคว้นอู่เราส่งเครื่องบรรณาการให้แคว้นเหลียวปีละหลายแสนตำลึง แต่รายได้จากการค้ากลับมีเป็นล้าน สุดท้ายแล้ว กลายเป็นเราที่ได้เปรียบ ความสำคัญของพ่อค้า ผลประโยชน์ของการค้า บัดนี้ไม่เพียงแต่เต๋อซินเจ้าที่เข้าใจ ผู้คนมากมายก็ต่างเข้าใจแล้ว ราชวงศ์ของเราไม่เหมือนกับราชวงศ์ก่อนหน้า เราไม่ได้กดขี่พ่อค้า การปฏิรูปของท่านเสนาบดีถาน แม้จะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าราชสำนักให้ความสำคัญกับการค้าเช่นกัน ทว่า…“หนิงอี้นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อทันใด”โอ้ จริงสิ เมื่อครู่ข้านึกขึ้นได้ ฟู่อิงคนนั้น ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง?”

หนิงอี้พูดเรื่องพาณิชย์อยู่ดีๆ ก็วกมาถึงเรื่องนี้ หลี่ปินพลันชะงักไปชั่วขณะ แล้วระเบิดหัวเราะออกมา “หลี่เหิงช่างเก่งจริงๆ เรื่องใดก็ปิดบังเจ้าไม่ได้ รองเสนาบดีกรมขุนนางฟู่อิง เมื่อเดือนสามปีนี้ถูกสอบสวนเพราะทุจริต เมื่อเดือนก่อนถูกต้าหลี่ซื่อพิพากษาให้เนรเทศ รอให้เรื่องภัยน้ำท่วมรอบนี้คลี่คลาย ข้าคง…” เขาดูจะมีความรู้สึกหลากหลายอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็อดยิ้มยินดีไม่ได้ “ข้าคงจะเดินทางไปเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่ง เตรียมการให้ดี หวังจะได้ตำแหน่งแท้จริงเสียที ครั้งนี้ก็รอมานานถึงห้าปี หลี่เหิงอย่าหาว่าข้าหิวตำแหน่งนักเลย”

หนิงอี้ก็หัวเราะตาม “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับเต๋อซินแล้วกัน”

“ยังเร็วไป ยังเร็วไป...ว่าแต่หลี่เหิงเจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีเรื่องเช่นนี้?”

“ความลับทางการค้า” หนิงอี้เพียงแค่สังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย แล้วเดาเอา จึงหยอกกลับไปเช่นนี้ หลี่ปินส่ายหน้า หัวเราะอยู่พักหนึ่ง แล้วจิบชา “กลับเข้าเรื่อง กลับเข้าเรื่อง หลี่เหิงมองเห็นผลดีผลเสียเหล่านี้ ไม่ทราบเคยนึกบ้างหรือไม่ หากให้ราชสำนักชี้นำบ้าง จะมีวิธีประนีประนอมใดหรือไม่?”

“อืม...พูดเล่นน่ะ”

“เป็นคำพูดเล่นไปเสียได้”

“ก็เอาเถิด ไหนๆ เจ้าก็จะไปเป็นขุนนาง คุยกันไว้บ้างก็ดี” หนิงอี้ยิ้มพลางพยักหน้า “ข้าเห็นว่า มี ก็เหมือนไม่มี”

“ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น?”

“ง่ายมาก หากราชสำนักหรือกลุ่มขงจื๊อพยายามยกระดับสถานะของพ่อค้าให้สูงขึ้น วิถีแห่งการค้าก็จะรุ่งเรืองขึ้น หากต้องการชี้นำโดยไม่เข้าไปแทรกแซงหรือทำลาย นี่แหละคือหนทางเดียว…”

คำพูดนี้ทำให้หลี่ปินขมวดคิ้ว “สถานะของพ่อค้า...เรื่องนี้...ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะพ่อค้าหวังผลกำไร…”

“ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่พ่อค้าหวังผลกำไร” หนิงอี้ยกถ้วยชาขึ้นจิบ “บ้านเมืองก็หวังผลกำไรเหมือนกัน ตลอดหลายปีมานี้ การค้าก้าวหน้า สถานะของพ่อค้าก็ได้รับการปรับปรุงเมื่อเทียบกับราชวงศ์ก่อนหน้า หากเปิดกว้างมากกว่านี้ การค้าจะเจริญขึ้นแน่นอน แต่ตรงนี้เองก็คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้... พวกเขาไม่กล้า”

“ใคร?”

“ผู้มีอำนาจข้างบน ราชสำนัก องค์จักรพรรดิ ขุนนาง... ข้า เจ้า หรือแม้แต่ทุกคน ล้วนไม่กล้าเปิดกว้าง…”

ตรงทางเดินนอกหน้าต่าง โจวจวินอู่ที่นั่งอยู่ข้างกำแพงชะงักเล็กน้อย “พี่ เขาเพ้อเจ้ออีกแล้ว ข้าน่ะไม่กลัวเลย พวกเราที่บ้านก็ทำการค้าอยู่แล้ว ท่านปู่เขยของเราทำใหญ่กว่านี้อีก…”

“เงียบไป” โจวเพ่ยรีบห้ามน้องชายเบาๆ จากนั้นก็ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “ข้าเองก็ไม่ได้กลัว...เขานี่ใช้วิธีท้าทายชัดๆ”

จากนั้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงของหนิงอี้ในห้องดังลอดออกมา ซึ่งแฝงไว้ด้วยความเย้าแหย่เล็กน้อย

“หากเปิดกว้างจริงๆ ปัง! แคว้นอู่... แห่งนี้...ก็คงไม่เหลืออะไรแล้ว”

………………..

จบบทที่ ตอนที่ 96 สถานการณ์บ้านเมือง (ตอนกลาง)

คัดลอกลิงก์แล้ว