- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 94 ประวัติศาสตร์และบุรุษเจ้าชู้
ตอนที่ 94 ประวัติศาสตร์และบุรุษเจ้าชู้
ตอนที่ 94 ประวัติศาสตร์และบุรุษเจ้าชู้
ตอนที่ 94 ประวัติศาสตร์และบุรุษเจ้าชู้
ฝนยังคงตกอยู่ เมื่อรถม้าจากไปจากถนนใกล้เคียงนั้น เขาเปิดผ้าม่านหันกลับไปมองจวนตระกูลซูที่อยู่ท่ามกลางค่ำคืนฝนพรำ สิ่งที่พอจะเห็นได้ก็มีเพียงโคมไฟสองดวงที่ยังคงส่องสว่างอยู่ใต้ชายคาด้านข้างเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็เป็นเพียงแนวกำแพงของลานเรือนที่จมอยู่ในความมืด บางครั้งบางคราวก็มีแสงเล็ก ๆ ส่องขึ้นมา สีจวิ้นอวี๋ถอนหายใจเบา ๆ
“รู้อยู่แล้วว่าเจ้าคงไม่ฟัง แต่ก็เถอะ...” เขาพึมพำออกมาเบา ๆ พลางยิ้มเล็กน้อย “ถ้าเช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนแล้วกัน…”
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับพ่อค้าหลวง หลังจากที่หนิงอี้ปรากฏตัว เขาก็ยังคงพูดพาดพิงอยู่บ้าง แน่นอนว่าเพราะไม่แน่ใจว่าหนิงอี้รู้เรื่องทั้งหมดหรือไม่ คำพูดสุดท้ายจึงเป็นการกล่าวอ้อม ๆ ไม่ชัดเจนอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ความหมายควรจะสื่อไปถึงแล้ว สิ่งที่เขาสามารถทำได้ต่อหน้าซูถานเอ๋อร์ก็มีเพียงเท่านี้
เมื่อรถม้าแล่นจากไป ที่ลานเรือนทางฝั่งโน้น หนิงอี้ก็กำลังไปยังเรือนเล็กสำหรับรับประทานอาหารพร้อมกับซูถานเอ๋อร์และเจวียนเอ๋อร์ หนิงอี้เริ่มเอะใจเรื่องนี้มานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้รายละเอียดนัก เวลานี้เขาไม่ได้ยินบทสนทนาในช่วงต้น ระหว่างนั้นซูถานเอ๋อร์เอ่ยถึงสถานการณ์บ้านเมืองขึ้นมา หนิงอี้จึงกล่าวหยอกล้อกลับไปบ้าง ครานั้นซูถานเอ๋อร์ยิ้มพร้อมกล่าวตำหนิว่า “สิ่งที่ข้าพูดเมื่อครู่นั้น ครึ่งค่อนล้วนเป็นสิ่งที่ท่านเคยกล่าวอย่างลวก ๆ มาก่อนทั้งสิ้น แต่ตอนนี้กลับมากล่าวหาว่าข้าไม่รักชาติ…ท่านก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีนักหรอกนะเจ้าคะ”
“บริบทมันต่างกัน เจ้าเอามาเทียบกันหมดไม่ได้หรอก” หนิงอี้ยิ้มพลางพูดเรื่อยเปื่อยขณะเดินลุยฝน เจวียนเอ๋อร์ก็เดินตามอยู่ด้านหลัง
แม้จะออกนอกจวนหลายวัน แต่เมื่อกลับมาก็ไม่ได้รู้สึกว่าอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แม้ว่าความรู้สึกที่มีกับเสี่ยวฉานจะดูต่างออกไปบ้าง แต่ในตอนเย็นทุกคนก็ยังคงกินข้าวและพูดคุยกันเหมือนเดิม พูดถึงเรื่องที่ไปหมู่บ้านหนานถิงมาหลายวันก่อน หลังจากที่องครักษ์เกิ่งและตงจู้จากไป หนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ก็เดินถือร่มกลับเรือนเล็กของตน เสี่ยวฉานและเจวียนเอ๋อร์กำลังยุ่งอยู่กับการต้มน้ำร้อนสำหรับล้างหน้า ส่วนซิงเอ๋อร์ก็กำลังทำความสะอาด ซูถานเอ๋อร์กลับไปที่ห้องเพื่อจัดการบัญชีที่ยังค้างไว้ก่อนหน้าที่สีจวิ้นอวี๋จะมา
ฝนตกหนักจนน้ำเกือบไหลเจิ่งทั่วลาน หนิงอี้ยืนอยู่ใต้ชายคามองอยู่นาน พอเงยหน้าขึ้นมองอีกฝั่ง หน้าต่างห้องของซูถานเอ๋อร์ก็ยังเปิดอยู่ เงาร่างของนางนั่งอยู่ที่โต๊ะตรงหน้าต่าง กำลังเขียนคำนวณอะไรบางอย่าง ดูแล้วไม่ต่างจากวันปกติ เมื่อกำลังจะกลับห้อง ก็เห็นเจวียนเอ๋อร์ยืนอยู่ข้างหลัง ถือกะละมังน้ำร้อนใบเล็กไว้
เจวียนเอ๋อร์โดยปกติเป็นคนเงียบ ๆ แต่ความสัมพันธ์กับหนิงอี้ก็ถือว่าไม่เลว ครานั้นนางยิ้มพร้อมกล่าวว่า “คุณชาย นอนพักแต่หัวค่ำเถิดเจ้าค่ะ”
หนิงอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย “หืม?”
“ตอนที่ท่านไม่อยู่ คุณหนูเข้านอนดึกตลอดเจ้าค่ะ ที่ทำก็แค่ตรวจบัญชีเท่านั้น แต่ข้ากับพี่ซิงเอ๋อร์ก็ห้ามไม่ได้เลย”
นางพูดจบก็ก้มหน้าเบา ๆ แล้วเดินออกไป
“อืม” หนิงอี้หันไปมองเงาร่างของซูถานเอ๋อร์ในหน้าต่างไกล ๆ ยักไหล่ “ข้าก็ห้ามไม่ได้เหมือนกัน”
คืนนั้นเขายังนั่งอ่านหนังสือในห้องพักอีกพักใหญ่ พอคำนวณเวลาก็รู้ว่าใกล้เที่ยงคืนแล้ว แต่ไฟในห้องฝั่งตรงข้ามก็ยังสว่างอยู่ หนิงอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางหนังสือ ดับตะเกียง และขึ้นเตียงนอน ส่วนทางฝั่งซูถานเอ๋อร์ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางพลิกหน้าบัญชีต่ออีกหนึ่งหน้า ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือขึ้น ปิดบัญชีทั้งเล่มลง
คิดว่าพอแล้ว ดับไฟเข้านอนได้แล้ว นางคิดเช่นนั้น
ในห้องของสาวใช้ด้านข้าง เจวียนเอ๋อร์ในชุดบางยื่นศีรษะออกมาทางหน้าต่าง มองไปยังหน้าต่างของหนิงอี้ ก่อนจะหันไปมองหน้าต่างของซูถานเอ๋อร์ จากนั้นก็นอนคว่ำบนขอบหน้าต่างพร้อมถอนหายใจเบา ๆ “คุณชายช่างเก่งจริง ๆ เลย…”
เสียงกุกกักสุดท้ายจางหายไป บรรยากาศในเรือนก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝนกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย…
ในค่ำคืนเดียวกันนั้น ณ เมืองหลวงของแคว้นอู่ซึ่งอยู่ห่างออกไปพันลี้ ฟ้ายามค่ำไร้แม้แต่เมฆดำสักเสี้ยว แสงจันทร์เสี้ยวที่เหมือนหยกส่องแสงสว่างยามค่ำคืนที่ดูสดใส เหล่าดวงดาวเปล่งประกายกลายเป็นทางช้างเผือกที่กว้างไกล ประหนึ่งแถบหยก บรรยากาศในเมืองยังคงคึกคัก ตลาด โคมเขียว และคฤหาสน์น้อยใหญ่ล้วนยังสว่างไสว ถนนหลวงที่พลุกพล่านที่สุดในเมืองหลวงทอดยาวไปจนถึงประตูเสวียนเต๋อหน้าวังหลวง เมื่อมองจากที่นี่ ถนนที่กว้างขวางและแสงไฟทั่วเมือง รวมทั้งวังหลวงที่สูงตระหง่าน ล้วนสว่างไสวไปด้วยแสงตะเกียง
แม้ว่าประตูวังหลวงจะปิดแล้ว ทว่าโฉมหน้าของที่แห่งนี้ยามค่ำคืนก็ยังเหมือนเช่นทุกคืน ไม่ค่อยมีใครล่วงรู้เลยว่า ในคืนนี้เอง เหตุการณ์ลับสำคัญกำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบงันภายในวังหลวง
ณ สำนักจงซู ขุนนางคนสำคัญที่กำลังรุ่งเรืองในราชสำนักหลายคนได้มารวมตัวกัน อาทิ หลี่กัง ถงกว้าน อู๋หมิ่น ถังเข่อ เกิ่งหนานจ้ง จางผางชาง ฉินไค เกาโหยว โจวจื้อ… แน่นอนว่า ตำแหน่งของแต่ละคนก็มีทั้งใหญ่และเล็ก ต่างก็มีพรรคพวกของตนเอง เวลานี้เป็นช่วงพักของการประชุมลับที่สำคัญอย่างยิ่ง คนสองคนยืนจับกลุ่มกัน พูดคุยเสียงเบา ๆ ระหว่างดื่มน้ำชา แม้เสียงจะเบา แต่ความตื่นเต้นในใจก็ปิดไม่มิด
“คนเผ่าเหลียวส่งสาส์นมาขอเจรจาเรื่องเครื่องราชบรรณาการอีกครั้ง ถึงกับยอมสละเครื่องราชบรรณาการ เพื่อวิงวอนให้เราช่วยส่งทัพร่วมโจมตีแคว้นจิน เจ้าคงโดนพวกมันมาทาบทามด้วยแล้วใช่ไหม?”
“เรื่องนี้จริง พวกทูตเหลียววิงวอนให้ข้าเอ่ยปากช่วยในที่ประชุม ยังให้ของขวัญมากมาย หนึ่งในนั้นคือกระถางธูปชิ้นหนึ่งล้ำค่ามาก ที่เหลือก็แค่ของเล็กน้อย…”
“คนเหลียวร้อนรนขนาดนี้แล้ว หายากนัก…”
“ปากไร้ฟัน ข้าคิดว่าไม่ควรยกทัพไปเลย สมัยนี้จินได้เปรียบ หากพวกเขาทำลายเหลียวได้ คนถัดไปจะเป็นแคว้นอู่ของเราหรือไม่ ใครจะรู้?”
“พูดเช่นนี้มันเกินไปแล้ว พวกจินมีคนน้อยนัก ถึงแม้จะทำลายเหลียวได้ ก็มีทหารเพียงแค่แสนเดียว ต้องคุมสถานการณ์ด้วย แล้วจะเหลือทหารมาบุกเราหรือ?”
“จงซื่อเต้าก็เห็นด้วยกับข้า เขาบอกว่าควรจับมือกับเหลียว โจมตีจิน เพราะเรากับเหลียวมีความสัมพันธ์ฉันพี่น้องมากว่าร้อยปี แต่จินคือพวกหมาป่าเสือร้าย อีกทั้งเติ้งซุนอู่…”
“ไร้สาระ ต้องผูกมิตรกับคนไกล โจมตีศัตรูใกล้ ตั้งแต่อดีตก็เป็นเช่นนี้ จะมีเหตุผลอันใดต้องผูกมิตรกับศัตรูใกล้บ้าน? การกู้คืนแคว้นเยี่ยนอวิ๋นอยู่ไม่ไกล หากทำสำเร็จ เราทุกคนจะได้จารึกชื่อในประวัติศาสตร์…”
“จงซื่อเต้านั่นแหละโง่เง่าของแท้…”
“แคว้นเหลียวหมดบุญแล้ว เราควรเดินตามโชคชะตา…แคว้นอู่ของเรากำลังจะรุ่งเรือง!”
“น่าเสียดายที่ท่านถงกำลังจะออกจากเมืองไปจัดการเรื่องฟางล่า…”
“แค่ขันทีคนหนึ่ง…”
“เงียบ! เบาเสียงหน่อย!”
เสียงฮือฮาเบา ๆ ดังก้องไปทั่ว แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ข้อเสนอให้ร่วมมือกับจินโจมตีเหลียวที่ถูกผลักดันโดยถงกว้าน ตอนนี้ก็ผ่านขั้นเริ่มต้นไปแล้ว เข้าสู่ขั้นตอนเจรจารายละเอียดแล้ว
เบื้องหลังของเรื่องนี้อาจถูกวางไว้ตั้งแต่พันธมิตรเฮยสุ่ยเมื่อเจ็ดปีก่อน โดยเฉพาะเมื่อสี่ปีก่อน ฮ่องเต้เทียนจั๋วแห่งเหลียวนำทัพเจ็ดแสนบุกจิน แต่ถูกว่านเหยียนอากู่ต้าใช้ทหารสองหมื่นตีแตกที่หูปู้ต้ากัง กระแสเรียกร้องให้ร่วมมือกับจินโจมตีเหลียวก็เริ่มดังขึ้น แม้จะมีคนบางส่วนไม่เห็นด้วย เช่นแม่ทัพชื่อดังแห่งภาคตะวันตกเฉียงเหนือจงซื่อเต้า
หรือแม้แต่เติ้งซุนอู่แห่งสำนักซูมี่ก็เคยทูลเช่นกัน สาระคือ “ไหนว่าผู้แข็งรังแกผู้อ่อน ข้าคิดว่าเราควรช่วยผู้ที่อ่อนแอ และกดดันผู้ที่แข็งแกร่ง ปัจจุบันกองทัพอ่อนแอ การคลังขาดแคลน ประชาชนทุกข์ยาก ทุกคนรู้ดี แต่ไม่มีใครกล้าพูด ข้าไม่เข้าใจเลยว่าอยู่กับเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่งมันดีกว่าอยู่กับเพื่อนบ้านที่อ่อนแอหรือ?”
กษัตริย์โครยอเองก็ลอบส่งสารมาเช่นกันว่า “เหลียวเป็นพี่น้อง เก็บไว้ก็รักษาพรมแดนได้ แต่จินคือหมาป่า ไม่ควรคบค้า!”
แน่นอนว่าปัจจุบัน คนที่ยังมีแนวคิดเช่นนี้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น นับแต่สือจิ้งถังเสียแคว้นเยี่ยนอวิ่นสิบหกแคว้นไปก็ล่วงเลยมากว่าสองร้อยปีแล้ว ความล่อใจในการกู้คืนเยี่ยนอวิ๋นนี้ ไม่ว่าเป็นฮ่องเต้องค์ไหนก็คงไม่อาจต้านทานได้
แม้ว่าพวกเหลียวจะเริ่มเห็นภัยและขอความช่วยเหลือจากแคว้นอู่ ยอมแม้แต่จะสละเครื่องราชบรรณาการเพื่อขอร่วมต้านจิน แต่แคว้นอู่ก็เริ่มส่งคนติดต่อกับพวกจินทางทะเลมาตั้งแต่หลายปีก่อน หลังจากเดินทางไปมาหลายครั้ง ครั้งนี้พวกจินก็ส่งทูตมาหลายคน และมีการตอบรับอย่างชัดเจนบ้างแล้ว ต่อไปก็เหลือแต่เจรจาเงื่อนไขให้เรียบร้อย แล้วค่อยส่งคนไปเจรจากับว่านเยียนอากู่ต้าโดยตรง
ทูตที่แคว้นจินส่งมาครั้งนี้ เพียงแค่แสดงความยินยอมอย่างเป็นทางการเท่านั้น ยังไม่มีอำนาจเจรจาตกลงเรื่องเงื่อนไขต่าง ๆ ตอนนี้ฝ่ายแคว้นอู่ต้องตกลงกันเองก่อน แล้วจึงส่งคนไปเจรจาอีกครั้งกับอากู่ต้า ขณะเดียวกัน ที่หอสุราแห่งหนึ่งใกล้ถนนหลวง มีสองคนจากคณะทูตจินกำลังนั่งดื่มอยู่ คนหนึ่งอายุราวสี่สิบ อีกคนอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ ทั้งสองมีบรรยากาศองอาจดุดันแบบชาวจิน เพียงแต่สายตาของชายวัยกลางคนที่มองถนนอันวุ่นวายนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกสลับซับซ้อน คนทั้งสองดูเหมือนจะเป็นเพียงผู้ติดตามในคณะทูต ไม่มีตำแหน่งสำคัญ ไม่ได้เข้าไปในวังด้วย แต่บทสนทนาของพวกเขาในตอนนี้กลับดูมีนัยลึกซึ้งนัก…
“ท่านทูตกู่เสินอุตส่าห์มาถึงนี่ เหตุใดจึงไม่เผยตัวออกมาแล้วลงนามข้อตกลงเสียแต่เนิ่น ๆ เช่นนั้นแคว้นอู่ก็จะได้ยกทัพขึ้นเหนือ พวกสุนัขเผ่าเค่อตานย่อมจนตรอกซ้ายขวา ส่วนพวกเราฝั่งนี้ ก็จะได้ลดภาระลงบ้าง”
หากผู้ที่รู้ความเป็นไปของแคว้นจินได้ยินคำเรียกขานนี้เข้า คงจะตกใจไม่น้อย เพราะคำว่า “กู่เสิน” นี้เป็นชื่อเรียกบุตรชายของฮวานตู นามว่า “กู่เสิน” หรืออีกชื่อคือ “ว่านเหยียนซีอิ่น” ซึ่งเป็นกุนซือคนสำคัญที่สุดข้างกายว่านเหยียนอากู่ต้า นับแต่วันที่อากู่ต้าก่อกบฏต่อต้าเหลียว เขาคนนี้ก็มีส่วนร่วมในเรื่องใหญ่ทั้งหลาย นอกจากจะเชี่ยวชาญกลยุทธ์การทหาร ยังเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่ชาวเนี่ยเจิน หลายปีก่อนเมื่ออากู่ต้าสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ เห็นว่าชาวเนี่ยเจินไม่มีอักษรเป็นของตน จึงสั่งให้เขาสร้างขึ้นหนึ่งชุดโดยจำลองจากอักษรบรรทัดของชาวฮั่น เมื่อปีที่แล้วเขาก็สร้างเสร็จและกำลังเริ่มใช้ในแคว้นจินอยู่ขณะนี้ เวลานี้เขากำลังมองไปยังแสงไฟภายนอก พลางส่ายหน้า
“แม้เราจะคิดเรื่องขอความช่วยเหลือจากแคว้นอู่ไว้ตั้งแต่ต้น แต่ในเมื่อเรื่องนี้เป็นฝ่ายแคว้นอู่เสนอมาก่อน ก็ย่อมไม่ควรให้เราทำท่าร้อนรนเกินไป ข้ามายังแผ่นดินจงหยวนครานี้ ก็เพียงเพื่อชมความรุ่งเรืองของแคว้นอู่ ชมทัศนียภาพของเมืองหลวง…สิ่งที่ได้เห็นในยามนี้ก็มิได้เสียเที่ยวเลย ดูทิวทัศน์ของเมืองหลวงเถิด แม้ห้าราชธานีของต้าเหลียวก็ยังไม่อาจเปรียบเทียบได้”
“แต่เม่ยหลี่เย่กลับเห็นว่าฟุ้งเฟ้อมากเกินไป นิ่มนวลไร้ซึ่งความห้าวหาญ ท่านกู่เสิน ที่จริงในคณะเดินทางคราวนี้ก็มีคนกล่าวว่า แคว้นอู่นั้นนอกจากความฟุ้งเฟ้อแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดน่าชื่นชม พวกเขาถูกเหลียวกดขี่มากว่าร้อยปี กลับไม่สามารถทำอะไรได้ หากเราจะร่วมมือกับพวกเขาก็คงไม่ได้ประโยชน์อันใดนัก แม้จะดึงดูดสายตาไปได้บ้าง แต่ก็ไม่มีความจำเป็น ต่อให้ไม่มีพวกเขา เหล่านักรบของเนี่ยเจินเราก็สามารถพิชิตแคว้นเหลียวได้อยู่ดี ตอนนี้กลับต้องแบ่งผลประโยชน์ให้พวกเขาโดยใช่เหตุ…”
“อย่าหยิ่งผยองนัก” ว่านเหยียนซีอิ่นขมวดคิ้ว “แคว้นอู่อยู่ใจกลางจงหยวน พื้นที่กว้างใหญ่ ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ พวกเราเหล่าเนี่ยเจินยังมิได้ถือกำเนิด พวกชาวฮั่นก็พำนักอยู่ที่นี่มานับพันปี แม้ช่วงหลายปีมานี้จะดูเหมือนถูกแคว้นเหลียวกดขี่ แต่หากพวกเขาอ่อนแอถึงเพียงนั้น เหลียวก็คงกลืนกินพวกเขาไปนานแล้ว ไหนเลยจะให้พวกเขาพัฒนาจนถึงระดับนี้ได้?”
เขาส่ายหน้าเล็กน้อย ที่จริงแล้วในสายตาก็มีแววไม่แน่ใจอยู่บ้าง “หลายปีที่ข้าสร้างอักษรใหม่ ศึกษาวัฒนธรรมชาวฮั่น ยิ่งศึกษาก็ยิ่งรู้สึกเคารพในรากฐานอันลึกซึ้ง เม่ยหลี่เย่ แม้แต่ฝ่าบาทและแม่ทัพสูงสุดของเรา เมื่อต้องกล่าวถึงแคว้นอู่ ก็ยังมีความยำเกรงอยู่บ้าง แคว้นในจงหยวน ไม่อาจมองข้าม หากเราร่วมมือกันพิชิตเหลียว แล้วมีพรมแดนติดกัน ต่อไปก็อาจกลายเป็นศัตรูกันก็เป็นได้ แล้วเช่นนี้จะประมาทศัตรูของตนได้อย่างไร?”
เมื่อพูดจบ สายตาของเขาก็หันกลับไปมองแสงไฟในค่ำคืนอันรุ่งเรืองอีกครั้ง ชายหนุ่มนามเม่ยหลี่เหย่ก้มหน้าครุ่นคิด หากเป็นคนอื่นเกรงว่าคงไม่อาจเปลี่ยนความคิดของเขาได้ง่าย ๆ ทว่ากู่เสินผู้อยู่เบื้องหน้านั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงมีความกล้าหาญเก่งกล้า แต่กลยุทธ์และปัญญาก็ล้ำเลิศ คำพูดของเขาย่อมต้องมีเหตุผลแน่นอน
เมื่อคิดดังนี้ เม่ยหลี่เย่ก็หันไปมองแสงไฟภายนอกเช่นกัน พลางครุ่นคิดว่าชาวฮั่นนั้นแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่
บางที... วันหนึ่งอาจได้ประลองกันในสนามรบ
เขาคิดในใจเช่นนั้น
ค่ำคืนนี้ของไคเฟิง อาจจะเป็นคืนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในภายภาคหน้า ได้รับการจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ แน่นอนว่า มันก็เป็นเพียงตอนเล็กตอนหนึ่งในเรื่องราวมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า ผู้คนในเวลานี้ต่างก็กำลังทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ฟางล่ารวมถึงกองกำลังชาวบ้านบางส่วนที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นอู่เริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ขุนพลเอกถงกว้านกำลังวางแผนที่จะใช้มาตรการเด็ดขาดปราบพวกชาวบ้านเหล่านี้ให้ราบคาบเสียก่อน แล้วค่อยยกทัพขึ้นเหนือ ฮ่องเต้ก็กำลังเฝ้ารอที่จะกอบกู้แคว้นเยี่ยนอวิ๋น คืนแผ่นดินมา แล้วค่อยค่อยฟื้นฟูปฏิรูปแผ่นดิน ในเวลาเดียวกัน ว่านเหยียนซีอิ่นที่อยู่ในเปี้ยนเหลียง และว่านเหยียนอากู่ต้าที่อยู่แนวหน้าในการต่อต้านเหลียว ก็กำลังพิจารณาว่าการบุกเหนือของแคว้นอู่จะส่งผลช่วยเหลือเพียงใด และจะส่งผลต่อสถานการณ์ในอนาคตอย่างไร ประชากรและทัพของชาวเนี่ยเจินมีน้อยมาก หากสามารถพิชิตแคว้นเหลียวได้แล้ว พวกเขาจะรักษาความสมดุลกับแคว้นอู่ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ถูกแคว้นอู่กลืนกินในเวลาต่อมา…
แน่นอนว่า เรื่องเหล่านี้หนิงอี้ไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย
เขากำลังนอนหลับอยู่ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าเห็นฝนหยุดตกแล้วก็ออกไปวิ่งตามปกติ ระหว่างวิ่งก็ฝึกปราณภายในตามวิธีหายใจที่ลู่หงถีสอนเอาไว้ แล้ววิ่งตรงไปยังเรือนเล็กของเนี่ยอวิ๋นจูดื่มน้ำชาพูดคุยกันเล็กน้อย เพราะไม่ได้เจอกันมาหลายวัน ทั้งสองจึงนั่งนิ่ง ๆ อยู่นาน เนี่ยอวิ๋นจูกำลังคิดว่าจะพูดกับเขาอย่างไรดีว่าได้พบกับผูุ้อาวุโสฉิน บุคคลที่อาจกลายเป็นบิดาบุญธรรมของนางแล้ว ในตอนที่หนิงอี้ยกกาน้ำชาขึ้นจะรินให้ตนเอง จู่ ๆ ก็มีมือเล็กขาวนวลยื่นถ้วยน้ำชามาทางด้านหลัง
“นี่ ข้าขอด้วยสิ”
เป็นมือของสตรี หนิงอี้นิ่งเล็กน้อยก่อนรินน้ำชาให้ แล้วหันไปมอง พบว่ามีสตรีนางหนึ่งซึ่งสวมชุดคล้ายของเนี่ยอวิ๋นจู กำลังนั่งอยู่บนขั้นบันไดสองขั้นด้านหลัง นางยกถ้วยชาขึ้นเป่าฮือ ๆ แล้วค่อย ๆ ดื่มลงไป
ดูแล้วทั้งสองน่าจะรู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว เนี่ยอวิ๋นจูหันกลับมาเล็กน้อยและพูดอย่างแปลกใจ ทว่าก็ยังลังเลว่าจะต้องแนะนำหรือไม่ ครู่หนึ่ง เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์วางถ้วยชาลง ทำท่าขมุบขมิบปาก เห็นหนิงอี้ยังมองตนอยู่ ก็เบะปาก แววตากลอกไปมา เอียงตัวไปด้านหลังเล็กน้อย “มองข้าอยู่นั่นแหละ มองไปทำไมกัน?”
“อ้อ” หนิงอี้กะพริบตา พยักหน้าแล้วหันไปดื่มชาต่อ ไม่มองนางอีก ผ่านไปครู่หนึ่งจึงยักไหล่ “เมื่อวานเห็นคนคนหนึ่งปีนขึ้นจากแม่น้ำ พอดีฝนตกหนัก ตัวเปียกชุ่มไปหมด เอ่อ เปียกมาก ๆ เลย...น่าจะไม่ใช่เจ้าหรอก”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบเหมือนไม่มีอะไร เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์เบิกตากว้างขึ้นทันที เนี่ยอวิ๋นจูส่งเสียง “หืม?” แล้วหันไปมองนาง นางยังจำเหตุการณ์ตอนเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์เข้ามาได้ หลังจากพาไปอาบน้ำก็พบว่านางหลับไปแล้ว เพื่อไม่ให้นางเป็นหวัดจึงเป็นนางเองที่ช่วยถอดเสื้อผ้าและเช็ดตัวให้
เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์กระพริบตาปริบ ๆ มองเนี่ยอวิ๋นจูพลางพูดว่า “แน่นอนว่าไม่ใช่ข้าอยู่แล้ว!” จากนั้นก็กระตุกชายกระโปรงลุกขึ้นวิ่งออกไป เนี่ยอวิ๋นจูสูงกว่านางเล็กน้อย กระโปรงก็ยาวกว่า พอวิ่งเข้าไปข้างในก็ร้องอุทานออกมาเบา ๆ เกือบล้ม
เนี่ยอวิ๋นจูหัวเราะอย่างจนใจ หันกลับมามองหนิงอี้อีกครั้ง หนิงอี้ยังคงนั่งจิบชาอย่างเฉยเมย จากนั้นเหลือบมองนาง…แล้วก็เหลือบมองอีกครั้ง…
“เจ้ามองข้าอย่างนั้นทำไมกัน? นางก็บอกแล้วว่าไม่ใช่นาง!”
“...เจ้าชู้นัก”
เนี่ยอวิ๋นจูหยิบถ้วยชาขึ้น หันหน้าหนีไปอีกทาง…
……………….