เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 90 ตงจู้ (ไม่มี 88-89)

ตอนที่ 90 ตงจู้ (ไม่มี 88-89)

ตอนที่ 90 ตงจู้ (ไม่มี 88-89)


ตอนที่ 90 ตงจู้

เมื่อยามราตรีมาเยือน แสงไฟจากหมู่บ้านกลางหุบเขาก็เริ่มปรากฏทีละจุดอย่างเบาบาง ที่ลานตากข้าวริมสระน้ำ เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่นไล่จับกันไปมา ชาวนาเฒ่าที่นั่งอยู่ริมเรือนสูบยาสูบด้วยไม้ไผ่แห้ง เอาปลายไม้เคาะเบา ๆ กับขั้นหินอยู่เป็นพัก ๆ ตงจู้กับพี่เกิ่งก็นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมสระน้ำ สนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง

“...ตอนแรกข้าก็คิดว่าเขยผู้นี้คงเป็นเหมือนที่เขาลือกัน ว่าอ่อนแออ่อนไหว แต่ดูไปดูมา กลับรู้สึกว่าไม่ใช่เช่นนั้นเสียแล้ว ถึงจะเป็นบัณฑิต แต่ก็น่าจะเป็นแบบนี้แหละ ตอนนี้ในเมืองเจียงหนิง ถ้าพูดถึงเขยของสกุลซูที่ชื่อหนิงหลี่เหิง มีหรือใครไม่รู้จัก ลูกชายข้าตอนนี้ก็เรียนอยู่ในสำนักศึกษา ปีที่แล้วยังถูกท่านผู้ว่าซ่งเหมาชมอีกแน่ะ...เฮอะ...ตระกูลเกิ่งของข้าไม่เคยแม้แต่จะอ่านหนังสือได้ ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลซู เจ้าลูกชายของข้าจะมีโอกาสได้เรียนรู้เขียนอ่านหรือ ถ้าไม่ใช่เพราะเขยผู้นั้น เจ้าลูกชายของข้าจะได้รับคำชมจากท่านผู้ว่าซ่งหรือ...”

ฝั่งศาลามีเสียงคนมากมาย องครักษ์เกิ่งตบต้นขาตนเอง แล้วกล่าวกับชายหนุ่มคนขับรถม้าที่ชื่อว่าตงจู้ถึงเรื่องเหล่านี้

“เจ้าไม่รู้หรอก เขยผู้นั้นมีนิสัยสุภาพอ่อนโยนจริง ๆ เขาไม่ชอบออกหน้า ไม่เคยไปเที่ยวซ่องหรือดื่มสุรากับพวกนักปราชญ์จอมอวดชื่อเสียงพวกนั้นเลย กับคุณหนูรองก็ยังดีมาก เจ้าดูสิ คนที่เขาคบหาคือใครบ้าง หลี่ปิน หลี่เต๋อซิน ล้วนแต่เป็นนักปราชญ์ชั้นแนวหน้า...ตอนที่เขาสอนหนังสือในห้องเรียน เขาไม่เคยโมโห ไม่เคยพูดคำรุนแรง แม้พวกเด็ก ๆ จะเอาแต่เล่น ไม่ค่อยมีระเบียบ แต่พวกนั้นก็เรียนได้ดีจริง ๆ แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่พวกเขาก็เรียนได้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะ...”

“ข้าเกิ่งเลี่ยไม่รู้หนังสือ เดิมทีเข้าใจว่าอาจารย์ต้องเคร่งครัดดุดัน ปีที่แล้วลูกชายข้าได้รับคำชมจากนายท่านซ่ง ข้าดีใจมาก วันหนึ่งเจ้าลูกชายนั่นกลับมาบ้าน เล่าเรื่องในห้องเรียนให้ฟัง ข้าถึงเริ่มรู้สึกแปลก ๆ อาจารย์ไม่ถือสาพวกเจ้า เจ้าพวกเด็ก ๆ ก็ไม่ควรเอาแต่ใจ ข้าก็เลยฟาดมันสักทีสองที หลังจากนั้นท่านเขยยังมาพูดกับข้าโดยเฉพาะ ว่าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น นี่แหละคือบุคลิกของผู้ยิ่งใหญ่ ใช้คุณธรรมชนะใจผู้อื่น ใช้ปัญญาชนะใจผู้อื่น...”

“เมื่อก่อนอาจารย์เคร่งครัด พวกเด็ก ๆ อ่านหนังสืออย่างเบื่อหน่าย ไม่มีประโยชน์อะไร เดี๋ยวนี้พวกนั้นแม้จะซุกซน แต่ก็ยอมรับนับถือท่านเขยจริง ๆ เวลาพูดกับใครก็จะอ้างว่า ‘อาจารยืของพวกเราเคยกล่าวไว้...’ ฮ่า ๆ หลายครั้งเจ้าลูกชายข้ายังวิ่งมาบอกเรื่องพวกนี้กับข้า คิด ๆ แล้วก็มีเหตุผลดี เจ้าดูสิ ครั้งนี้มาหมู่บ้านชนบทเขาไปเยี่ยมบ้านนั้นบ้านนี้ พูดจา กิริยา มารยาท แทบไม่ต่างอะไรจากเจ้านายใหญ่ แรก ๆ อาจจะดูไม่ออก แต่พอนานไปก็จะรู้สึกเลยว่านี่แหละคือผลลัพธ์จากการมีวิชา ไม่มีใครในบ้านที่เทียบกับท่านเขยได้หรอก...”

เกิ่งเลี่ยเป็นคนที่ดูภายนอกดุดันแข็งกร้าว แต่กับคนของตัวเองกลับสุภาพอ่อนโยน เวลาพูดก็ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ตงจู้นั่งข้าง ๆ ดูเหมือนเป็นหลานชายหรือบุตรหลานของเขา เวลานี้เงียบไปเล็กน้อย แล้วจึงพูดว่า “ข้าเคยได้ยินมาว่า ตอนท่านเขยเข้าจวนใหม่ ๆ เคยถูกคนทำร้ายใช่หรือไม่”

“อืม ตระกูลเสวี่ยนั่นแหละ เสวี่ยจิ้น เจ้านั่นแอบทุบก้อนอิฐใส่เขาในช่วงที่ไม่มีใครเห็น...บัดซบ ถ้าตอนนั้นข้าอยู่ตรงนั้น ต่อให้หลังเขาจะมีตระกูลเสวี่ยหนุนหลังอยู่ ข้าก็จะซัดให้มันตายคามือแล้วค่อยไปแจ้งความทีหลัง...แต่หลังจากนั้นท่านเขยก็ตอบโต้เจ้าหมอนั่นคืนอย่างสาสม ฮ่าๆ...เอ้อ ตอนนั้นเจ้าก็เข้าจวนแล้วสินะ...”

“ขอรับ” ตงจู้พยักหน้า “เพิ่งเข้าจวนได้ไม่นาน เคยได้ยินคนเล่าให้ฟัง แต่ก็ไม่ชัดเจนเท่าไร...แต่ว่า...ท่านอาเกิ่ง ถ้าท่านเขยเก่งกาจถึงขนาดนี้ ทำไมถึงต้องแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงด้วยเล่า”

เกิ่งเลี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “เรื่องนี้ก็ซับซ้อนอยู่หน่อย อย่างแรกก็เพราะท่านประมุขกับท่านปู่ขอท่านงเขยเคยมีสัญญากันมาก่อน อย่างที่สอง ฐานะของตระกูลซูตอนนี้ก็มั่นคง คุณหนูรองเองก็เก่ง เป็นคนที่แข็งแกร่ง ใจเด็ด ไม่รู้ตอนนั้นตกลงกันอย่างไร พวกเราก็แค่เดา เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ...ฮ่าๆ ก่อนแต่ง คุณหนูรองเคยแอบไปดูเขยมาก่อน รูปโฉมกับกิริยาของคุณหนูรองนั้นดีเยี่ยม...ไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา สรุปแล้ว ท่านเขยก็ตอบตกลง...เอาแค่ไม่ต้องพูดถึงคุณหนูรองก็ได้ แค่บรรดาสาวใช้ข้างกายนาง เสี่ยวฉานก็แสนจะเอาใจเก่ง เจวียนเอ๋อร์ก็ดี ส่วนซิ่งเอ๋อร์นั่น...หน้าตาก็งดงามอยู่นะ เพียงแต่ซุกซนไปหน่อย...”

ในบรรดาสามสาวใช้ เสี่ยวฉานอ่อนโยน เจวียนเอ๋อร์ร่าเริง ซิ่งเอ๋อร์เป็นพี่สาวที่โตกว่าหนึ่งปี บางครั้งก็มีปากเสียงกับคนอื่นบ้าง เคยทะเลาะกับเกิ่งเลี่ยเพราะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กันมาสองสามครั้ง ต่างฝ่ายก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่พูดถึงแล้วก็ทั้งขบขันทั้งหงุดหงิด เวลานี้พูดคุยกันสักพัก เกิ่งเลี่ยก็ลูบไหล่ตงจู้เบา ๆ

“คุณหนูรองกับท่านเขยผู้นั้น นับเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีแท้ อนาคตของตระกูลซู คงเป็นคุณหนูรองที่จะสืบทอดต่อไป เจ้าก็ยังหนุ่มแน่น ตั้งใจทำงานให้ดี อนาคตอาจได้เป็นพ่อบ้านก็ได้นะ...”

ด้วยคำกล่าวให้กำลังใจเช่นนี้ ตงจู้ก็พยักหน้าตอบรับ ไม่นานนัก ความมืดของค่ำคืนก็ปกคลุม ทุกข์สุขของงานศพที่ศาลายังมีผู้คนพลุกพล่าน ชาวบ้านที่ไม่มีธุระตอนกลางคืนต่างก็มารวมตัวกัน ยิ่งดึกก็ยิ่งคึกคัก แต่เวลาผ่านไป คนก็เริ่มซาลง ตงจู้ก็เดินไปดูเป็นบางครั้ง เห็นเสี่ยวฉานอยู่ที่นั่น ส่วนท่านเขยบางทีก็อยู่ บางทีก็ไม่อยู่

ตงจู้เพิ่งเข้าจวนตระกูลซูเมื่อปีที่แล้ว สำหรับคนที่เดิมอยู่ชนบทอย่างเขาแล้ว การได้เข้ามาในเมือง ทำงานอยู่ในจวนใหญ่ที่สูงส่งเช่นนี้ สิ่งที่ได้เห็นทั้งหมดนั้นช่าง “ยิ่งใหญ่และแปลกใหม่” ไปเสียหมด

เรือนแต่ละหลัง กฎระเบียบแต่ละข้อ ผู้ดูแลแต่ละคนดูเหมือนรู้ไปหมดทุกอย่าง คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างก็ดูเก่งไปเสียทุกคน บางทีก็ได้ยินพวกเขาพูดว่า คนนั้นคนนี้คือใคร มีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใด หรือเล่าขานตำนานเกี่ยวกับนักปราชญ์ในเมือง สรุปก็คือ ทุกอย่างดูห่างไกลจากเขาเหลือเกิน

ในจวนมักได้ยินคนพูดกันว่า คุณหนูรองคือคนที่เก่งที่สุดในจวนแน่นอน ยกเว้นพวกเจ้านายเขาไม่ค่อยได้มีโอกาสพบคุณหนูรองสักเท่าไร แต่สาวใช้สามคนข้างกายคุณหนูรอง เขากลับเห็นอยู่หลายครั้ง

เด็กสาวที่ยิ้มอยู่เสมอ แม้ตอนที่ต่อว่าใครก็ดูน่ามองคือเสี่ยวฉาน แม้ดูอ่อนวัยกว่าเขา แต่เวลาพบก็ต้องเรียก “พี่สาวเสี่ยวฉาน” อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนางเก่งขนาดนั้น ส่วนเจวียนเอ๋อร์ เวลาสั่งงานจะดูนิ่งเงียบและจริงจัง ไม่ค่อยยิ้ม แต่พอโกรธขึ้นมา หน้าก็น่ากลัว ส่วนพี่สาวซิ่งเอ๋อ ร์เวลาออกคำสั่งมักนุ่มนวล แต่บางครั้งก็ทะเลาะกับคนอื่นรุนแรง เขาเคยเห็นนางทะเลาะกับหัวหน้าพ่อบ้านเรือนสาม โต้เถียงทีละประโยคอย่างไม่ยอมแพ้...ทั้งที่นางก็เป็นแค่สาวใช้ แต่กลับกล้าทะเลาะกับพ่อบ้านคนนั้น แถมยังเอาชนะได้ เรื่องนี้ทำให้ตงจู้รู้สึกว่านางเก่งมาก

แต่คนที่ดึงดูดความสนใจของตงจู้มากที่สุดกลับเป็นเสี่ยวฉาน ที่จริงก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก มีอยู่ไม่กี่ครั้งที่นางมาสั่งงานแล้วก็จากไป แต่ตอนอยู่ในจวน มักจะเห็นนางอยู่เสมอ บางทีก็เห็นนางเดินไปบิดขี้เกียจไป พึมพำอะไรคนเดียวบ้าง บางทีก็เห็นนางวิ่งไปตามทาง บางครั้งก็เห็นนางกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างกายท่านเขย เขาก็รู้สึกว่า...เวลาที่เสี่ยวฉานยิ้มแล้วดูดีเหลือเกิน แน่นอน นอกจากนั้นก็ไม่มีความคิดอะไรมากไปกว่านี้

คืนวันไหว้พระจันทร์ เขาเป็นคนขับรถม้าพานางออกไป แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แค่บอกชื่อนางไปทีหลังนางยังจำได้เสียอีก เวลาพบกันในจวน นางเคยทักเขา และเรียกเขาว่า “พี่ตงจู้” หลายครั้งเขาก็ตอบไม่ถูก พอกลับมาก็รู้สึกเสียดาย

ในจวนก็มีพวกบ่าวชายที่แอบชอบสาวใช้คนโน้นคนนี้ แต่สำหรับเขาแล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดเลย สาวใช้ทั้งสามของคุณหนูรอง ฐานะในจวนนั้นก็ไม่ต่างจากพ่อบ้าน เขายังไม่อาจปรับตัวกับคำว่า “แอบชอบ” และไม่คิดว่าตัวเองจะมีสิทธิ์แบบนั้น แน่นอน ตอนที่เสี่ยวฉานจะกลับบ้านครั้งนี้ หน้าที่ขับรถม้าก็ตกเป็นของเขา ตอนเช้าวันออกเดินทาง เขาอยากจะพูดอะไรปลอบใจอยู่เหมือนกัน แต่พูดไม่คล่อง สุดท้ายพอออกเดินทางก็ไม่ได้พูดอะไรเลย

ช่วงที่อยู่หมู่บ้านหนานถิงไม่กี่วันนี้ เขารู้สึกว่างเปล่าในใจ งานที่ต้องทำก็ไม่มากเท่าไร แค่ให้อาหารม้า ดูแลรถม้าเท่านั้น บางทีก็ไปกับองครักษ์เกิ่งเพื่อเยี่ยมบ้านต่าง ๆ กับท่านเขย ท่านเขยช่างเก่งกาจเหลือเกิน ถ้าเป็นเขา คงไม่กล้าพูดแบบนั้น คำพูดที่ได้ยินดูเรียบง่าย แต่กลับเหมาะสมเป็นธรรมดา อย่างที่องครักษ์เกิ่งพูดไว้ ผู้มีวิชาความรู้ เป็นที่เคารพนับถือก็ย่อมสมควร

เสี่ยวฉานดูเหมือนจะชอบท่านเขย เรื่องนี้ก็นับว่าสมควรแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่ความรู้สึกว่างเปล่าในใจก็ยากจะระงับได้ ยามดึกผ่านไป พอเขาไปดูอีกที ท่านเขยกับเสี่ยวฉานก็ไม่ได้อยู่ในศาลาแล้ว เขาจึงเดินกลับที่พัก ผ่านเรือนที่เขยพัก เห็นแสงไฟส่องออกมา เขายืนดูอยู่สักพัก เห็นเงาขอท่านงเขยนั่งอยู่ริมหน้าต่าง น่าจะกำลังเขียนหนังสือ แต่เงาของเสี่ยวฉานกลับไม่เห็นอยู่ในห้อง

พอเดินเลี้ยวไปยังลานเล็กที่จัดไว้ให้เขากับองครักษ์เกิ่งพัก ก็พบว่ารถม้ามีเสียงขยับ เขาเดินเข้าไปด้วยความสงสัย ก็เห็นเสี่ยวฉานในชุดไว้ทุกข์สีขาวคลานออกมาจากรถม้า มือถือของบางอย่างไว้ พอเห็นเขาก็พยักหน้าให้

“พี่ตงจู้”

“เอ่อ พี่สาวเสี่ยวฉาน... ข้าก็นึกว่าใคร”

“ท่านเขยกินอะไรไม่ค่อยลง ข้าตอนมาก่อนก็เตรียมของมาบ้าง จะเอาไปให้เขาทานหน่อย” เสี่ยวฉานพยักหน้ายิ้ม มือถือนั้นคือแผ่นแป้งและผลไม้แห้งที่เก็บไว้ได้นาน แล้วส่งแผ่นหนึ่งมาให้

“พี่ตงจู้หิวไหม เอาไปกินสักอันนะ”

“เอ่อ ข้า...ข้า...”

“รับไว้เถอะ” เสี่ยวฉานยิ้มแย้มพลางยัดแผ่นแป้งลงในมือของตงจู้ จากนั้นโบกมือเบา ๆ “งั้นข้ากลับห้องก่อนนะ พี่ตงจู้ ลาก่อน พรุ่งนี้ยังต้องรบกวนเจ้าต่ออีก”

“มะ...ไม่...ไม่ลำบากเลย…” ตงจู้ถือแผ่นแป้งนั้นไว้ ในใจอยากจะพูดอะไรหลายอย่าง แต่ก็พูดไม่ออก ได้แค่ยืนมองเงาร่างนั้นเดินไปยังลานฝั่งโน้น

ที่จริงนางดูไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนในวันปกติ เงาร่างนั้นดูหม่นหมองเล็กน้อย แต่พอเดินมาถึงหน้าประตูเรือน ก็ยังเห็นว่านางหยุดยืนเล็กน้อย ยกมุมปากขึ้นเล็ก ๆ เป็นรอยยิ้ม ก่อนจะผลักประตูเข้าไป

เงาร่างของทั้งสองขยับอยู่ภายในเรือน ตงจู้ถือแผ่นแป้งในมือ มองนิ่งอยู่เนิ่นนาน จากนั้นค่อย ๆ กัดคำเล็ก ๆ แผ่นแป้งที่ปกติอาจจะอร่อยสำหรับเขา เวลานี้กลับรู้สึกไม่อร่อยสักเท่าไร เขาเพียงมองไปยังเงาร่างในแสงสว่างเบื้องหน้า ซึมซับความรู้สึกบางอย่างที่ไม่รุนแรงนักแต่กลับไม่อาจสลัดทิ้งได้ ความรู้สึกคลุมเครือของความรักแรกแย้มที่หลงทางอยู่ในค่ำคืนแห่งฤดูร้อนนี้…

“นี่มันพฤติกรรมของเจ้าของที่ดินร่ำรวยชัด ๆ…”

ภายในห้อง หนิงอี้กล่าวพลางถอนใจ แล้วแบ่งแผ่นแป้งกับผลไม้แห้งบนโต๊ะออกเป็นสองส่วน ดันครึ่งหนึ่งไปทางเสี่ยวฉาน “ไม่ชินกับอาหารที่คนมีน้ำใจจัดให้ กลางดึกสาวใช้แอบเอาของกินมาให้ ถ้าเรื่องนี้มีคนรู้เข้าจะเกิดอะไรขึ้นกันล่ะ”

“รู้ก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ที่จริงคุณชายเก่งมากเลยนะ ไม่ชอบกินก็ยังนั่งกินไปเรื่อย ๆ…”

“เอ่อ ข้าแสดงออกว่าไม่ชอบชัดเจนขนาดนั้นเลยหรือ”

“เสี่ยวฉานดูออกเจ้าค่ะ คนอื่นดูไม่ออกหรอก” เสี่ยวฉานยิ้ม “ข้ากินอิ่มแล้วนะเจ้าคะ คุณชายไม่ต้องแบ่งให้ข้าก็ได้”

ในเมืองใหญ่ที่ชินกับรสชาติแล้ว อาหารของเจียงหนิงก็ยังไม่ค่อยถูกปาก กลับมาอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขา ถึงจะบอกว่าคนที่ทำอาหารเป็นพ่อครัวที่เก่งที่สุดในภูเขา แต่หนิงอี้ก็ยังไม่ชิน เสี่ยวฉานเลยเอาของกินอย่างอื่นมาให้เขาทุกวัน

“ไม่ว่าจะอร่อยหรือไม่ ข้าก็กินจนอิ่มแล้ว ไหน ๆ เจ้าก็เอามาแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบกินกันคนละครึ่ง อย่าให้เหลือ”

“เช่นนั้นข้าขอแค่ส่วนน้อยก็พอแล้ว”

เสี่ยวฉานหยิบแผ่นแป้งกับผลไม้แห้งวางลงฝั่งของหนิงอี้ หนิงอี้ส่ายหน้าค้านว่า “ไม่ได้ ๆ เจ้าเอามาเยอะเกิน ข้าจะเสียเปรียบ เรามาแบ่งตามสัดส่วน แบ่งห้าส่วน เสี่ยวฉานอย่างน้อยก็ต้องกินสองส่วน ถึงจะยุติธรรม...อันนี้ลูกใหญ่มาก เอาอันเล็กมาแลก!”

การเจรจาต่อรองเหมือนการต่อสู้เริ่มขึ้นบนโต๊ะ เสี่ยวฉานหยิบผลไม้แห้งลูกใหญ่กับสองลูกเล็กมาวางรวมกันค้านว่า “แบ่งแบบนี้ไม่ได้ ลูกใหญ่นี่เท่ากับสองลูกเล็กเลย…”

“งั้นเจ้าต้องเสนอวิธีแบ่งที่สมเหตุสมผลกว่านี้นะ ข้าว่าพวกแผ่นแป้งนี่ก็ไม่เท่ากัน เจ้านั่นดูเล็กกว่าเห็น ๆ ใช่ไหมล่ะ...แบบนี้ไม่ยุติธรรม เจ้าตั้งใจจะเอาเปรียบข้า”

“ถ้าคุณชายจะเอาลูกใหญ่ไป ก็ต้องแลกกับลูกเล็กสองลูกสิ!”

“ข้ามีอีกวิธีหนึ่งนะ”

“หืม? อะไร...อื้อ…”

ปากของเสี่ยวฉานเพิ่งจะอ้า หนิงอี้ก็โยนผลไม้แห้งลูกใหญ่นั้นเข้าปากนาง “เรียบร้อย ลูกใหญ่นั้นไม่มีแล้ว แบ่งง่ายขึ้นเยอะ เราไม่นับลูกนั้นแล้ว”

“อื้อ จู่ ๆ ก็ไม่คิด นี่ข้ากินไปแล้วนะเจ้าคะ…” เสี่ยวฉานเคี้ยวอย่างลำบากพลางค้านไปด้วย

“เจ้ากินไปแล้วจะเอามาคิดยังไงได้ เป็นเจ้ากินเอง แถมพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ยังกล้าเจรจาอีก เจ้าต้องการจะพูดอะไรเนี่ย...เฮอะ ยังไงก็ฟังไม่รู้เรื่อง เอาล่ะ ต่อจากนี้ข้าจะจัดการแบ่งต่อไป เจ้าสามารถเสนอความเห็นได้ และความเห็นของเจ้าทั้งหมด ข้าจะนำมาพิจารณา…”

เมื่อไม่มีอะไรจะทำ ก็ได้แต่หาความบันเทิงเล็กน้อย ทั้งสองจึงเล่นสงครามการแบ่งของกินกันในห้อง หลังจากแบ่งเสร็จคำนวณดู เสี่ยวฉานถึงพบว่านางกินไปเกินครึ่ง นางที่ปกติเป็นสาวใช้มือทองเก่งรอบด้าน เวลามาอยู่ต่อหน้าหนิงอี้กลับหมดทางสู้ ได้แต่พึมพำว่า “คุณชายรังแกคน” ไม่นานก็จำใจออกจากห้อง กลับไปห้องของตนเข้านอน

เวลานี้เป็นวันที่ห้าแล้วที่พวกเขากลับมาหมู่บ้าน คนที่ควรไปเยี่ยมก็ไปหมดแล้ว ต่อจากนี้ก็แค่รออีกสองวัน พอถึงยามเฉินในอีกสองวันจึงจะฝังโลงศพ และในช่วงบ่ายของวันที่หก ที่ริมโค้งแม่น้ำซึ่งต้นหลิวเขียวขจีในเมืองเจียงหนิง เนี่ยอวิ๋นจูที่เพิ่งกลับมาจากร้าน มองเห็นชายชราที่เปิดกระเานหมากอยู่ไม่ไกล ก็หยุดยืนอยู่ชั่วครู่ เดิมทีก็เคยทักทายกันมาหลายครั้ง ถือว่าคุ้นเคยกันอยู่ คราวนี้ชายชราก็เงยหน้าขึ้นยิ้ม แล้วโบกมือเรียกนางจากตรงนั้น

นางโค้งกายให้อย่างนอบน้อม แล้วลูบเส้นผมที่อาจจะกระเซิงเล็กน้อย ก่อนจะวิ่งเหยาะ ๆ ไปที่แผงหมาก ยิ้มทักทายชายชรา

ชายชราก็ยิ้มลุกขึ้น พูดคุยกันสองสามประโยค แล้วผายมือเชื้อเชิญให้นั่งฝั่งตรงข้าม ก่อนจะสั่งชาอีกหนึ่งกา จากแผงน้ำชาใกล้ ๆ ทั้งสองนั่งลงใต้ร่มหลิว สนทนาเรื่องของชายหนุ่มชื่อหนิงลี่เหิงซึ่งกำลังอยู่ในหมู่บ้านห่างไกล เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ดี บางทีอาจทำให้คนแก่คนหนึ่งกับหญิงสาวคนหนึ่ง ได้รู้จักกันอย่างแท้จริงเหมือนบิดากับบุตรี

หมาก...วางเม็ดแรกลง...

ในหมู่บ้านเล็ก ๆ บนภูเขา คืนนั้นก็ผ่านไปอย่างเงียบสงบ วันที่สองในยามเฉิน มีพิธีฝังศพ เดิมทีกลางวันและเย็นในหมู่บ้านยังมีงานเลี้ยงอยู่บ้าง แต่เพราะเหตุจากอุทกภัยในช่วงนี้ ผู้ประสบภัยก็ทยอยเดินทางไปยังเจียงหนิง หากกลับถึงเมืองได้เร็ววัน ก็จะดีกว่า หลังเสร็จพิธีฝังศพ หนิงอี้กับคนอื่น ๆ ก็กล่าวอำลาผู้คน เตรียมออกเดินทาง

ยามซื่อ แดดยามสายเริ่มแผดเผาเล็กน้อย รถม้าจากหมู่บ้านหนานถิงก็เคลื่อนตัวขึ้นทางภูเขาที่มุ่งกลับเจียงหนิง อากาศในภูเขาอบอ้าว ไม่นานนัก เมฆดำก็เริ่มก่อตัวขึ้นที่ปลายฟ้า...

………………….

จบบทที่ ตอนที่ 90 ตงจู้ (ไม่มี 88-89)

คัดลอกลิงก์แล้ว