- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 86 ลำดับญาติและคำเรียก
ตอนที่ 86 ลำดับญาติและคำเรียก
ตอนที่ 86 ลำดับญาติและคำเรียก
ตอนที่ 86 ลำดับญาติและคำเรียก
ตอนที่หนีออกจากบ้านในยามรุ่งสาง เสี่ยวฉานก็กลับเข้าห้องมาเก็บของแล้ว เจวียนเอ๋อร์กับซิ่งเอ๋อร์ก็ตื่นขึ้นมาช่วยนางจนเรียบร้อย
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เส้นทางที่ใช้ฝึกออกกำลังสิ้นสุดที่หน้าเรือนของเนี่ยอวิ๋นจูเป็นประจำ เขาใช้วิธีฝึกตามจังหวะการหายใจที่ลู่หงถีสอน ซึ่งไม่ได้ทำให้เหงื่อออกมาก เมื่อเดินมาถึงบริเวณนั้น เนี่ยอวิ๋นจูก็ยืนรออยู่แล้ว แสงสีเหลืองอ่อนจากหน้าต่างด้านหลังกระทบออกมา
“…บิดาของเสี่ยวฉานเพิ่งเสีย ข้าคงจะกลับไปบ้านเกิดกับนางสักสองสามวัน รอให้ทำพิธีครบเจ็ดวันและฝังศพเสร็จ ค่อยกลับมา ช่วงนี้คงไม่ได้มาหาเจ้าแล้ว”
“ขะ...ข้าไม่ได้รอเจ้าอยู่ตรงนี้หรอกนะ…” เนี่ยอวิ๋นจูเผลอพูดออกมา แล้วก็หน้าแดงเล็กน้อย ก้มหน้าลง “เอ่อ...ก็มีรอบ้าง อยากคุยกับหลี่เหิงบ้าง แต่จริง ๆ ก็นั่งดื่มชา รอดูพระอาทิตย์ขึ้น มันก็สนุกดี ข้าชินไปแล้ว”
นางยิ้มน้อย ๆ แล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แต่พวกเจ้าจะออกนอกเมืองตอนนี้ หากในอีกไม่กี่วันผู้ประสบภัยหลั่งไหลเข้ามา แล้วปิดประตูเมือง จะทำอย่างไรเล่า?”
“ไม่น่าจะเร็วขนาดนั้น ที่เมืองรอบ ๆ น้ำท่วมยังไม่หนักนัก หากไกลออกไปแถวเจียงโจว ถึงจะเดินทางมานี่ก็ต้องใช้เวลา หากจะปิดประตูเมือง คงต้องรออีกสักครึ่งเดือน หรือปลายเดือนเจ็ด ข้ากับเสี่ยวฉานใช้เวลาวันนี้รวมแล้วก็น่าจะห้าวันพอดี ต่อให้สถานการณ์แย่ที่สุด ทุกวันก็ยังมีทหารคอยพาผู้คนออกไปแจกจ่ายข้าวต้ม ขึ้นกับความสัมพันธ์ของตระกูลซู พวกเราตามไปกับกองนั้นได้ ไม่เป็นปัญหา”
“อืม” เนี่ยอวิ๋นจูพยักหน้า “แต่อย่างไรพวกเขาก็เป็นผู้ประสบภัย เกรงว่าจะมีพวกก่อเรื่อง หรือจี้ปล้นเอาเงินกลางทาง เจ้าก็ระวังตัวด้วยแล้วกัน”
หนิงอี้หัวเราะ “ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ข้าคือจอมยุทธ์แห่งยุทธภพ สมญานาม 'เพชฌฆาตมือโลหิต' เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง อีกอย่างยังมีผู้คุ้มกันติดตามไปด้วย ไม่มีปัญหาแน่นอน”
เขาโบกมือซ้ายที่พันผ้าอย่างเท่ ๆ อยู่กลางอากาศ เศษผ้าชิ้นหนึ่งลอยมาในอากาศ เนี่ยอวิ๋นจูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ยื่นมือมารับไว้โดยไม่รู้ตัว นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกะพริบตา แล้วค่อย ๆ ดึงมือของหนิงอี้มาพันผ้าให้ใหม่จนเรียบร้อย จากนั้นจึงนั่งถอยห่างออกไปเล็กน้อย แม้จะดูเหมือนทำอย่างเป็นธรรมชาติ แต่สีหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นรัว โชคดีที่แสงยามเช้าไม่มาก หนิงอี้คงมองไม่ออก ได้ยินแค่เสียงพึมพำเบา ๆ ว่า “ยังจะพูดเหลวไหลอีก…” แสดงว่านางยังมีความรู้สึกตำหนิเขาเรื่องบาดแผลที่มือ
“ฮ่าๆ” หนิงอี้ยิ้มหัวเราะ หยิบถ้วยชาขึ้นจิบ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงถามขึ้นว่า “อวิ๋นจู…เมื่อก่อนในครอบครัวเจ้ามีฐานะอย่างไรหรือ?”
“หืม?” เนี่ยอวิ๋นจูเบิกตากว้างมองมา
“ข้ารู้ว่ามันอาจเสียมารยาท แต่…ข้าอยากรู้ไว้หน่อย”
ใบหน้าของเนี่ยอวิ๋นจูขึ้นสีแดงอีกครั้ง หากเป็นแต่ก่อน นางไม่มีทางพูดเรื่องเหล่านี้กับใครแน่ แต่พอเป็นหนิงหลี่เหิงถาม สถานการณ์กลับซับซ้อนขึ้น นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“บ้านข้าเดิมอยู่ที่เซวียนโจว เป็นตระกูลขุนนาง บิดารักข้ามาก ตอนเด็กให้คนมาสอนกลอนบทกวี…เมื่อก่อนเคยถูกเรียกว่าหญิงมีพรสวรรค์นะ แต่ตอนข้าอายุสิบขวบ บิดาทำผิดบางอย่าง…ข้าจึงต้องเข้าไปอยู่ในกองการแสดง จากนั้น…เจ้าหลี่เหิงอยากรู้เรื่องไหนล่ะ…”
แม้จะเต็มใจเปิดเผยความหลังให้เขารับรู้ แต่พอเอ่ยถึงจริง ๆ กลับพูดได้เพียงไม่กี่ประโยคง่าย ๆ เมื่อถามว่าหนิงอี้อยากรู้รายละเอียดใด หนิงอี้คิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบา
“ตอนนี้…เจ้ามีญาติที่ยังตามหาได้อยู่หรือเปล่า?”
เนี่ยอวิ๋นจูส่ายหน้า “หาไม่เจอแล้ว…บิดากับมารดา ข้าได้ยินมาว่าเสียชีวิตระหว่างทางที่ถูกเนรเทศ มีแม่นมคนหนึ่งได้ยินมาว่าแต่งงานใหม่ไปแล้ว อาจจะมีญาติคนอื่นอีก…จริง ๆ หลายปีมานี้ ข้าก็พอจะกลับไปหาในเซวียนโจวได้บ้าง แต่…แต่อย่างไรบิดามารดาก็จากไปแล้ว…”
เมื่อนางพูดถึงตอนท้าย น้ำเสียงก็สั่นเครือจนแทบกลั้นน้ำตาไม่ไหว หนิงอี้รอให้นางสงบลงเล็กน้อยจึงเอ่ยว่า “เมื่อก่อนเคยเข็นรถผ่านไปทุกวัน ชายชราที่เปิดกระดานหมาก เจ้าคงจำได้ใช่ไหม อีกคนคือสวามีขององค์หญิง คือคังเสียน เจ้าเคยเอาไข่เยี่ยวม้าไปส่ง เขาก็ช่วยเป็นคนรับของในวันตวนอู่ด้วย”
เนี่ยอวิ๋นจูสูดจมูก ปลายจมูกแดงจัด แต่ก็ยิ้มบาง ๆ พยักหน้า “อืม เดี๋ยวนี้เจอก็ยังเข้าไปคารวะผู้อาวุโสอยู่เลย ผู้อาวุโสฉินเป็นคนอัธยาศัยดี สวามีขององค์หญิงก็เคยมาทานโจ๊กที่ร้านสองสามครั้ง”
“ผู้อาวุโสฉินเป็นผู้มีการศึกษาสูง เป็นคนดี มีคุณธรรม ข้ากำลังคิดว่า หากเขายอมรับเจ้าเป็นบุตรีบุญธรรม เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“ข้า…ข้า?” เนี่ยอวิ๋นจูนิ่งอึ้งไป ดวงตาเบิกกว้าง แล้วเริ่มสับสนอย่างมาก “เรื่องนี้…จะเป็นไปได้อย่างไร…”
“ข้าบอกว่าได้ก็ต้องได้สิ”
“แต่…หลี่เหิงเจ้าก็พูดแบบนี้ได้สิ!” เนี่ยอวิ๋นจูดูร้อนรน ขมวดคิ้ว “ข้า…ข้าเคยอยู่หอจินเฟิงนะ…หลี่เหิงพูดอย่างนี้ ไม่ทำให้คนลำบากใจหรือ…”
หนิงอี้ยิ้ม “ท่านผู้อาวุโสเองก็มีความคิดนี้อยู่แล้วนะ”
“จะ…จะเป็นไปได้อย่างไร…”
“ฮ่าๆ ช่วงก่อนเรานั่งคุยกัน ข้าก็เล่าเรื่องเจ้าให้พวกเขาฟัง เช่น เจ้าเรียนฆ่าไก่ เรียนทำเจี้ยนปิ่ง แล้วก็เลยพูดถึงเรื่องนี้ คังเสียนก็บอกว่าอยากรับเจ้าเป็นบุตรีบุญธรรมด้วย แต่พูดตามตรง ถ้าจะให้มีตำแหน่งเป็นท่านหญิงน้อยหรือท่านหญิงก็คงยุ่งยากไปหน่อย ส่วนผู้อาวุุโสฉินก็ง่ายกว่า ท่านเป็นคนใจดี มีบุตรชายสองคน คนหนึ่งเเก่งบุ๋น อีกคนเก่งบู๊ ทั้งคู่เป็นขุนนางในต่างเมือง ถ้ามีพี่ชายสองคนแบบนี้ ต่อไปไม่มีใครกล้าแตะต้องเจ้าแน่”
เนี่ยอวิ๋นจูนั่งฟังเขาเงียบ ๆ จนเขาพูดจบ ก้มหน้าลงจนมองไม่เห็นสีหน้า “หลี่เหิง…หลี่เหิงทำถึงขนาดนี้…ทำไมกัน…”
“เฮ้อ ก็พูดคุยไปเรื่อย ๆ แล้วพวกเขาก็เสนอขึ้นมาเอง ข้าเกี่ยวอะไรล่ะ” หนิงอี้ยักไหล่ แล้วยิ้ม “แต่ที่จริง พวกเขาชื่นชมในความมุ่งมั่นและจิตใจของเจ้าจริง ๆ ส่วนข้าน่ะ คิดเรื่องผลประโยชน์เสียมากกว่า ผู้อาวุโสฉินน่ะ แต่ก่อนเป็นขุนนางใหญ่ แม้จะถูกถอดตำแหน่งไปแล้ว แต่ก็คุ้นเคยกับวงการขุนนาง รู้จักคนมาก แม้ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครรู้จักชื่อเขาในเจียงหนิง แต่ความสามารถไม่ธรรมดา เจ้ามีพี่ชายเพิ่มอีกสองคน ต่อไปทำธุรกิจ ขายไข่เยี่ยวม้าก็ไม่มีใครกล้ามีปัญหากับเจ้าได้ เราเป็นสหายกัน ข้าก็ได้อานิสงส์ตามไปด้วย บอกตามตรง...ข้าเองก็อยากให้พวกเขารับข้าเป็นบุตรบุญธรรมเหมือนกันนะ บนโลกนี้ จะทำอะไรก็ไม่สู้มีบิดาเก่ง ๆ สักคน แต่พอเล่นหมากรุกด้วยกันนานไป เรื่องนี้ก็ไม่ค่อยจะดูน่าเชื่อถือเท่าไร โอกาสคงหมดแล้วล่ะ…”
เนี่ยอวิ๋นจูหัวเราะพรืดออกมา ดูเหมือนว่าเมื่อหัวเราะแล้วก็หยุดไม่อยู่ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วก็ก้มลงอีก พูดตามตรง ท่าทางที่นางหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้นั้นงดงามยิ่งนัก เมื่อนางก้มหน้าลงก็เอามือทั้งสองข้างรองเข่า หน้าผากแนบกับท่อนแขน นั่งหัวเราะอยู่เช่นนั้น แต่พอหัวเราะไปหัวเราะมา กลับเริ่มดูแปลกไป หนิงอี้รออยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่านางนั่งอยู่อย่างนั้นแล้วยกมือเช็ดน้ำตา เริ่มร้องไห้เบา ๆ แสงตะเกียงด้านหลังส่องให้เห็นใบหน้าด้านข้างซึ่งมีหยาดน้ำตาเกาะอยู่เลือนลาง
หนิงอี้ถอนหายใจ พอให้นางร้องไห้ไปพักหนึ่งจึงกล่าวขึ้นว่า
“แบบนี้ไม่ดีเลยนะ”
“ข้า…ข้า…ฐานะของข้าแบบนี้…จะไม่ทำให้ท่านผู้อาวุโสลำบากหรือ…”
“ไม่ลำบากหรอก ถ้าเป็นคนที่วิ่งเต้นอยู่ในราชสำนักอาจจะลำบาก แต่สำหรับเขา สำหรับเจ้า ไม่เลย ข้าบอกว่าไม่ลำบากก็ไม่ลำบาก!” ต่อให้มีคนซุบซิบจริง หนิงอี้ก็สามารถแต่งเรื่องได้ ใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนกระแสให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ
“ข้าจะออกนอกเมืองช่วงสองสามวันนี้ เจ้าก็ลองคิดดูเถอะ อย่าคิดว่าเป็นการเกาะบารมีใคร หากยอมรับเขาเป็นบิดาบุญธรรมแล้ว ก็คือคนในครอบครัวเดียวกัน ต่อไปเขาจะดูแลเจ้าในฐานะบุตรี เจ้าก็ต้องดูแลเขาเหมือนบิดา เขาแก่แล้วเจ็บป่วย เจ้าก็ต้องหมั่นดูแลให้ดี ผู้อาวุโสฉินเป็นคนดี ข้าถึงเลือกให้เป็นบิดาบุญธรรมของเจ้า ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องสนใจเลย ไม่ใช่เพราะจะมีบิดาบุญธรรมที่เก่ง ๆ เอาไว้อวดใคร แต่เพราะ…นับจากนี้เจ้าจะมีบ้านสักหลังให้ความอบอุ่นยามหนาวก็เท่านั้นเอง”
เนี่ยอวิ๋นจูนั่งสะอื้นอยู่ตรงนั้น หนิงอี้ยกมือขึ้นอยากจะตบหลังปลอบเบา ๆ แต่แล้วก็นิ่งคิดก่อนจะลดมือลง นั่งรอให้นางระบายความรู้สึกจนหมด ไม่ช้า แสงรุ่งอรุณเริ่มส่องมา เนี่ยอวิ๋นจูจึงเช็ดตาเงยหน้าขึ้น แล้วยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นเป็นธรรมชาติ เพราะน้ำตาที่ไหลก่อนหน้าไม่ใช่เพราะความเศร้า เพียงแต่ขอบตาแดงเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่นาน หนิงอี้ก็เตรียมจะกลับบ้าน ทั้งสองกล่าวลา เดินจากกันไปสองก้าว เนี่ยอวิ๋นจูจึงร้องเรียกไว้
“คือว่า…ข้านึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง…”
“หืม?” หนิงอี้หันกลับไป หญิงสาวยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตายังแดง ๆ ยิ้มอย่างเขินอาย
“เอ่อ…หลี่เหิงกับผู้อาวุโสฉิน กับท่านสวามีขององค์หญิง คุยกันแบบคนรุ่นเดียวกันใช่ไหม…”
“อืม ปกติก็เล่นหมาก คุยกัน ไม่มีแบ่งลำดับอาวุโสอะไรนัก”
“งั้น…ถ้าข้ารับผู้อาวุโสฉินเป็นบิดาบุญธรรม ข้าก็ต้องเรียกหลี่เหิงว่า 'ท่านอา' ใช่ไหมล่ะ?” นางเอียงหัวอย่างทะเล้น คิดไปยิ้มไป “หากวันหนึ่งทั้งสามคนนั่งคุยกัน ข้าเดินเข้าไปคารวะ ก็ต้องพูดว่า ‘คารวะท่านบิดา คารวะท่านอาคัง คารวะท่านอาหนิง’ แล้วเจ้าก็ต้องตอบว่า ‘อวิ๋นจูหลานรักดีมาก’ สิ ข้าอายุน่ะมากกว่าเจ้านะ…”
นางกลั้นหัวเราะ สีหน้าราวกับทุกข์ใจ หนิงอี้อ้าปากค้างนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนมุมปากกระตุกเล็กน้อย แล้วชี้หน้านางอย่างจนใจ “หาเรื่องนักนะเจ้า” พลางหันหลังเดินไป
เสียงหัวเราะพรืดดังมาจากข้างหลัง รอยยิ้มที่สดใสราวกระดิ่งเงินก้องในยามรุ่งอรุณ ถึงแม้เขาไม่ได้หันไปมอง แต่ภาพในหัวกลับเห็นชัดเจนว่าเนี่ยอวิ๋นจูกำลังยกมือปิดปาก หัวเราะด้วยความสุข หนิงอี้ยิ้มบาง ๆ แล้วเดินตรงไป
“สองสามวันนี้ระวังตัวหน่อยนะ อย่าให้เจ็บตัวอีกล่ะ”
เสียงตะโกนไล่หลังมา หนิงอี้ยกมือขวาขึ้นโบกไปด้านหลัง
“รู้แล้ว!”
…
การจะให้สองตระกูลกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องเล็ก เสร็จธุระกับเนี่ยอวิ๋นจูแล้ว ก็ให้เวลาอีกสองสามวันให้นางตัดสินใจ ส่วนต่อไปก็คือการออกนอกเมืองไปจัดงานศพกับเสี่ยวฉาน
เมื่อกลับถึงจวนซู ของทุกอย่างก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว บนรถม้าคันหนึ่งบรรทุกสัมภาระอยู่มาก ผู้ร่วมเดินทางมีผู้คุ้มกันแซ่เกิ่งที่พกดาบใหญ่เคยท่องยุทธภพมานาน กับคนขับรถม้านามว่าตงจู้ เป็นหนุ่มน้อยที่เพิ่งเข้ามาทำงานในจวนเมื่อปีที่แล้ว เสี่ยวฉานสวมชุดขาวเรียบง่าย เตรียมผ้าริ้วดำไว้เรียบร้อย ท่าทางสาวใช้ผู้น่าสงสาร น่ารักน่าเอ็นดู แต่ดูเหมือนจะร้องไห้ไปหมดแล้วเมื่อคืน อีกทั้งน่าจะไม่ได้หลับไม่นอน ดวงตาจึงมีรอยคล้ำจาง ๆ หนิงอี้ลูบศีรษะนางเบา ๆ นางก็สูดจมูกแล้วยิ้มให้เขา
“คุณชาย ข้าสบายดีเจ้าค่ะ”
เมื่อทั้งสี่คนพร้อมแล้ว จึงมากล่าวลาซูถานเอ๋อร์อีกครั้ง ได้รับคำสั่งกำชับเรื่องหากประตูเมืองปิดจะทำอย่างไร และขอให้หนิงอี้ดูแลเสี่ยวฉานให้ดี จากนั้นรถม้าก็ออกจากจวนซู ออกจากเมืองเจียงหนิง มุ่งหน้าไปยังบ้านเกิดของเสี่ยวฉาน หมู่บ้านบนภูเขาชื่อหนานถิง…
………………..