เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 84 ของสองสิ่ง

ตอนที่ 84 ของสองสิ่ง

ตอนที่ 84 ของสองสิ่ง


ตอนที่ 84 ของสองสิ่ง

ทั้งเล่มว่าด้วยระเบียบการบรรเทาทุกข์และป้องกันโรคระบาด แท้จริงแล้วทุกข้อล้วนกระชับชัดเจน หนิงอี้อ่านออกเสียงทีละข้อ ชี้ให้เห็นว่าอะไรคือประเด็นหลัก อะไรคือประเด็นรอง ผู้อาวุโสทั้งสองเพียงแค่ฟัง บ้างก็แสดงความเห็นเบา ๆ เป็นบางครั้ง แล้วพยักหน้า ในบรรดาผู้ติดตามทั้งสี่คนที่มากับคังเสียน อย่างเช่นลู่อากุ้ยและอีกสองคนที่เป็นบ่าวชายล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์ พวกเขาฟังอยู่ด้านหลัง คราใดที่ได้ยิน ก็แอบมองหนิงอี้เป็นบางครา

ครั้นพูดจบลงแล้ว ผู้อาวุโสทั้งสองจึงสอบถามจุดที่ยังไม่เข้าใจ ซึ่งแท้จริงแล้วก็ยังคงเป็นเรื่องของสุขอนามัย ในยุคนี้ไม่มีธรรมเนียมการรักษาความสะอาดมากนัก ในขอบเขตของแพทย์แผนจีนก็ไม่อาจบอกให้ผู้คนใส่ใจสุขอนามัยอะไรนัก แม้ว่าจะมีคำกล่าวถึง “พลังชั่วร้ายจากภายนอกเข้ารุกราน” แต่แพทย์แผนจีนโดยมากเน้นเรื่องปัญหาห้าธาตุ การบำรุงลมหายใจเป็นหลัก เรื่องเหล่านี้จึงไม่สามารถหาเหตุผลยืนยันได้มากนัก ถึงแม้ผู้คนพอจะมีสำนึกว่าอยู่ในที่สกปรกจะทำให้ป่วยง่าย แต่ในสถานการณ์การบรรเทาทุกข์ก็มิใช่เรื่องที่ผู้คนใส่ใจเท่าใดนัก

เมื่อลำพังไม่อาจใช้ทฤษฎีเรื่องเชื้อโรคมาอธิบายได้ จึงได้แต่กล่าวอย่างคร่าว ๆ ถึงทฤษฎีเรื่องพลังร้ายจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย ว่าสิ่งของที่ตายแล้วทั้งหลายอาจมีสารก่อโรค เช่น หนูสกปรกทำให้เกิดกาฬโรค เป็นต้น

“…อีกด้านหนึ่ง เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น พื้นที่ทั้งหมดจะสูญเสียระเบียบแบบแผน หากไร้ระเบียบก็ยิ่งยากแก่การจัดการ การคัดเลือกผู้ดูแลจากหมู่ผู้ประสบภัยเอง จัดสรรที่อยู่อย่างเป็นระเบียบ จัดการอาหารการกิน ใช้ส้วมในที่เดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้คนรู้สึกถึงการถูกควบคุมและมีความเป็นหนึ่งเดียว รู้สึกว่ามีคนกำลังวางแผนเพื่อพวกเขา จิตใจก็จะสงบลง แต่แท้จริงแล้วการจัดการในระดับรากฐานนั้นก็มาจากพวกเขาเอง พลังที่ต้องใช้ย่อมไม่มากเท่ากับเมื่อเกิดความวุ่นวาย และตราบใดที่มีอาหารกิน คนก็จะสงบลง กระท่อมตั้งเรียงราย ทางเดินสะอาดสะอ้าน รอบข้างสะอาดเรียบร้อย ยิ่งสามารถสร้างความรู้สึกแบบนี้ให้เกิดขึ้น”

“การควบคุมไม่จำเป็นต้องใช้แต่ความเข้มงวด การอาศัยจังหวะโอกาสเพื่อโน้มน้าวใจคือสิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งพวกเขาว่างมากก็ยิ่งอยากก่อเรื่อง ยิ่งไม่รู้จะทำอะไรก็ยิ่งกระวนกระวาย จึงควรจัดสรรงานให้เป็นชั้นเป็นขั้น เกลี่ยพื้นรอบ ๆ ตั้งกระท่อมให้เป็นระเบียบ สร้างส้วมแบบเดียวกัน ทุกอย่างต้องมีรูปแบบเดียวกันจึงจะป้องกันไม่ให้เกิดการแย่งชิง มิฉะนั้นแม้จะได้กินโจ๊กวันละสองชาม หากอิ่มไม่พอก็อาจคิดไปแย่งของคนอื่น พวกที่ก่อเรื่อง ทำลายระเบียบ ก็ต้องฆ่าเสีย อย่าได้ลังเล”

“สุขอนามัยที่ย่ำแย่อาจทำให้เกิดโรค เหล่าหมอก็พอรู้เรื่องบ้าง แม้เราไม่พูดให้มากถึงว่าเกิดจากอะไรบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุ เราจะขนปูนขาวมา ให้พวกเขาโปรยไว้โดยรอบ นี่ก็เป็นการให้พวกเขาได้ทำอะไรบ้าง ย้ำซ้ำ ๆ ว่าหากสุขอนามัยแย่ จะทำให้พวกเจ้าล้มป่วย...แม้เรื่องยาอาจยังจัดหาได้ไม่หมดในทันที แต่เรื่องสุขอนามัยนั้นสามารถจัดการได้ในเวลานี้ ท่าทีต้องแสดงออกให้ชัดเจน ราวกับบอกตรง ๆ ว่า 'พวกเจ้าทำอย่างนี้แล้วจะไม่ป่วย' การประชาสัมพันธ์ยิ่งเข้มแข็ง พวกเขายิ่งมั่นใจ พอทำตามได้ ใจก็สบาย ไม่กังวล โอกาสเกิดโรคก็จะลดลงเช่นกัน”

“เช่น หากมีหนูตายอยู่ตรงหน้า หากการประชาสัมพันธ์ไม่เข้มแข็ง คนเห็นก็อาจไม่สนใจอะไรเลย ไม่รู้สึกอะไร แต่หากเราประชาสัมพันธ์เข้มแข็ง คนผู้นั้นเห็นแล้วจะรีบรายงานให้เบื้องบน หมอมาทำความสะอาด เผาหรือฝังทิ้ง แสดงท่าทีอย่างจริงจัง ก็จะสร้างความมั่นใจให้ผู้คน อย่างน้อยเราก็รู้ว่า หนู งู แมลงเหล่านี้ เมื่อตายและเน่าเปื่อยแล้ว เหมือนกับคนที่ตายแล้วเน่า ย่อมเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรค อีกด้านหนึ่ง ต้องมีการแยกผู้ป่วยเพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกอย่างกว้างขวาง หมอก็ต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่ ให้ผู้คนได้เห็น จะได้วางใจ แม้จะมีบางคนกังวลเรื่องญาติพี่น้องที่ถูกแยกตัวออกไป แต่หากโรคระบาดแพร่กระจาย นั่นต่างหากที่น่ากลัวยิ่งนัก ต่อให้ป้องกันก็ไม่ทัน ดังนั้น การแยกตัวผู้ป่วยต้องทำอย่างเด็ดขาด…”

ว่าด้วยเรื่องของสุขอนามัยเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องพึ่งเหตุผลด้านอื่นมาสนับสนุน อันที่จริงพยายามได้เท่านี้ก็นับว่าทำเต็มที่แล้ว หากมีเวลาระยะยาว ด้วยนิสัยของหนิงอี้ ก็คงจะทำรายการอ้างอิงและข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียดได้จนอาจทำให้คนโบราณตกใจตาย แม้จะมีปลอมแปลงอยู่บ้าง ก็คงไม่มีใครจับได้ แต่ในขณะนี้ สถานการณ์ภัยพิบัติจากอุทกภัยใกล้จะมาถึงแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาลีลาให้มากความ

ทางนั้นเมื่อฟังจบ ผู้อาวุโสคังก็ถอนหายใจ แล้วโยนระเบียบราชสำนักแห่งแคว้นอู่ที่อยู่ในมือให้ลู่อากุ้ย “มีเล่มของหลี่เหิงเล่มนี้ ที่เหลือโยนทิ้งไปเถิด หนึ่งบทหนึ่งกฎเกี่ยวข้องกันทุกด้าน แค่เรื่องของส้วมยังครอบคลุมทั้งจิตใจคน การจัดการ สุขอนามัย การควบคุม...ดูจากลายมือแล้ว หลี่เหิงเจ้าคงเพิ่งเขียนเสร็จเมื่อคืนนี้?”

“ช่วงนี้ท่านทั้งสองก็พูดถึงเรื่องนี้กันบ่อย ข้าเองในสำนักศึกษาก็เคยพูดถึงกับเด็ก ๆ บ้าง เคยถกกับคนอื่นบ้าง เมื่อคืนก็เลยสรุปไว้ เห็นว่าน่าจะพอใช้ได้”

“ไม่ใช่แค่ใช้ได้” คังเสียนส่ายหน้า “ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่เรื่องสถิติด้านท้ายไว้สำหรับตรวจสอบ หากสามารถผลักดันได้จริง การสูญเปล่าในการบรรเทาทุกข์จะลดลงกว่าสามในสิบส่วน เล่มของหลี่เหิงนี้คือแผนการที่ให้คุณแก่ราษฎรทั่วหล้า หากแผนนี้ออกไป หลี่เหิงเจ้าคงโด่งดังไปทั่วแผ่นดินแล้ว”

“นั่นแหละที่ข้ากังวลจริง ๆ” หนิงอี้ยิ้ม “หากว่าใช้ได้จริง ผู้อาวุโสฉินก็ส่งให้พี่เส้าเหอ หรือนำไปแจกจ่ายให้คนที่ใช้ได้ตามแต่จะเห็นสมควร ข้ามีข้อเดียวเท่านั้น อย่าบอกใครว่าเป็นข้าเขียน ไม่ใช่ว่าปฏิเสธชื่อเสียงหรอกนะ แต่ขอให้ท่านทั้งสองเข้าใจ เรื่องนี้ข้าพูดจริงจังมาก”

ครั้งก่อนที่หนิงอี้พูดเช่นนี้ ก็เพื่อแสดงความตั้งใจว่าไม่อยากเข้ารับราชการ แต่ครั้งนี้กลับมีลักษณะแตกต่างโดยสิ้นเชิง เมื่อฟังจบ ผููู้อาวุโสทั้งสองก็ตั้งใจขึ้นมาจริง ๆ ผู้อาวุโสฉินครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เรื่องใหญ่เช่นนี้ หลี่เหิงยังจะอยู่นอกวงการอีกหรือ?”

ผู้อาวุโสคังครุ่นคิดครู่หนึ่ง มองไปยังหนิงอี้กล่าวเสียงต่ำ “หลี่เหิงหรือว่าเจ้าหมดศรัทธากับบ้านเมือง กับราชสำนักแล้วจริง ๆหรือ? ยังมีความไม่พอใจอยู่บ้างหรือ?”

ประโยคนี้พูดออกมาอาจเล็กน้อยหรือรุนแรงก็ได้ แต่เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสตรงหน้าก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแค่คาดการณ์ไปตามสถานการณ์ หนิงอี้ส่ายหน้า “แท้จริงแล้ว ข้าแค่ไม่ชอบการแก่งแย่งชิงดีกันเท่านั้นเอง ข้า...ชอบความสบาย ไม่อยากโค้งคำนับประจบผู้ใหญ่ ไม่อยากเล่นกลอุบายกับเพื่อนร่วมงาน...” เขาชี้ไปที่สมุดเล่มนั้น “สิ่งเหล่านี้ข้านำออกมาแล้ว สองท่านยังไม่อาจรับปากตามข้อเรียกร้องเพียงเท่านี้ของข้าได้หรือ?”

เดิมทีผู้อาวุโสทั้งสองอาจยังมีคำพูดมากมายจะกล่าว แต่คำพูดนี้ของหนิงอี้กลับตัดทางไปหมด ผู้อาวุโสฉินถอนใจ “หลี่เหิงเอ๋ย หลี่เหิง เจ้าคนนี้...ทำให้คนรู้สึกหลากหลายจริง ๆ ก่อนหน้านี้ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอเอาเล่มนี้ออกมา เจ้ากลับไม่อยากออกมาทำงานจริง ๆ ข้าช่างไม่รู้ว่าควรดีใจหรือควรรู้สึกเสียดายกันแน่…”

“ก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง บางครั้งก็มีความคิดแหวกแนวบ้าง อะไรที่ใช้ได้ก็เอาออกมาใช่ ทั้งสองท่านถือว่า ข้าเป็นจ้าวกั๋วที่เก่งแต่พูดอยู่ในตำราเป็นอย่างไร? มือไม่ถึงคิดแต่จะชี้แนะ หากลงมือเองอาจทำได้ไม่ดีเสียด้วยซ้ำ ครั้งนี้เก็บฝีมือไว้ ไม่ใช่อื่นใด แต่เพราะรู้ตนเอง...โอ้ แท้จริงแล้วก็ใช่ว่าไม่มีความต้องการส่วนตัว ข้าพูดเมื่อวานแล้ว หากมีประโยชน์ ก็ถือว่าข้ามอบของสองอย่างให้ผู้อาวุโสฉิน อันนี้คืออย่างแรก”

ผู้อาวุโสฉินกับผู้อาวุโสคังมองหน้ากัน “อย่างที่สองคือสิ่งใด?”

หนิงอี้นิ่งไปครู่หนึ่ง “สตรีนางหนึ่ง”

“หืม?”

“แท้จริงแล้ว...ตอนนี้ยังเป็นแค่ความคิดของข้าเอง ยังไม่ได้บอกทางนั้นเลย หากท่านปฏิเสธ ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ สตรีผู้นี้ท่านทั้งสองก็เคยพบมาแล้ว นางคือเนี่ยอวิ๋นจูที่ขายไข่เยี่ยวม้านั่นเอง อาจจะมีเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง แต่นางเคยอยู่ที่หอจินเฟิงและขายศิลปะการแสดง ข้ารู้จักนางเพราะวันหนึ่งตื่นเช้าออกกำลังแล้วพบว่านางกำลังฆ่าไก่อยู่ เรื่องนี้ผู้อาวุโสฉินก็รู้…”

ฉินซื่อหยวนคือมหาปราชญ์ในยุคนี้ เคยดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพิธีการ ให้เขารับหญิงผู้เคยเป็นคณิกามาเป็นบุตรบุญธรรม อาจจะเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างยิ่ง หนิงอี้เองก็หาใช่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ทว่าเวลานี้ก็ยังคงกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเนี่ยอวิ๋นจู

“…หลังจากนางออกจากหอโคมเขียวแล้ว ก็ไม่ข้องเกี่ยวกับคนที่รู้จักกันในอดีตอีกเลย ใช้ชีวิตไม่เป็นก็ไปเรียน ไม่เป็นแม้แต่ฆ่าไก่ก็ยังกัดฟันไปเรียนรู้เอาเองในตลาด ต่อมาต้องการพิสูจน์ว่าสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างคนธรรมดา จึงถึงกับคิดจะไปขายเจี้ยนปิ่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้ข้ารู้สึกชื่นชมอย่างมาก ข้าจึงสอนวิธีทำไข่เยี่ยวม้าให้นาง ต่อมาก็ให้คำปรึกษาบ้าง จนตอนนี้กิจการของนางก็มั่นคงแล้วในระดับหนึ่ง สิ่งที่นางต้องเผชิญต่อไปก็เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม สิ่งที่ข้าช่วยได้โดยตรง อาจไม่มากนัก..”

“ผู้อาวุุโสทั้งสองน่าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ดี หากในวันหน้ามีผู้ใหญ่หรือขุนนางคนใดจงใจกลั่นแกล้ง นางก็จะมีพื้นฐานบ้างให้พอพึ่งพิงได้ แน่นอนว่าเพียงแค่ทำการค้า ข้ารับรองว่านางจะไม่มีวันเอาชื่อของท่านไปแอบอ้างหรือใช้อำนาจรังแกผู้อื่น และไม่อาจให้ท่านไปรับนางเป็นบุตรบุญธรรมด้วยตนเอง ข้ากำลังคิดว่า...อาจให้ฮูหยินอวิ๋นออกหน้าแทน เห็นว่านางเป็นคนรักษาตัวดี จึงรับเป็นบุตรบุญธรรม นางเองก็เป็นบุตรีตระกูลขุนนาง เรื่องมารยาทและพิธีก็…”

ถ้อยคำตอนหลังนี้ หนิงอี้กล่าวด้วยความระมัดระวังนัก ยังพูดไม่จบดี ผู้อาวุโสฉินก็ยิ้มพลางโบกมือว่า "“หลี่เหิง เจ้าระวังตัวเกินไปแล้ว เจ้ากับข้ารู้จักกันมากว่าหนึ่งปีแล้ว เจ้าคิดว่าข้าฉินซื่อหยวนเป็นคที่เห็นแก่หน้าตาและอำนาจงั้นหรือ?”

“ฐานะสักศักดิ์นั้น บางครั้งไม่อาจเลือกเองได้ แต่สายตาของชาวโลก หลายครั้งก็จำต้องใส่ใจอยู่บ้าง”

ฉินซื่อหยวนส่ายหน้า “เรื่องของเนี่ยอวิ๋นจู ข้าเคยได้ยินหลี่เหิงพูดถึงมาหลายครั้ง ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกว่านางไม่ธรรมดา ตอนนี้รู้ว่านางรักษาตัวดี มีนิสัยสูงส่ง เป็นหญิงงามที่หายากในยุคนี้ ไม่เห็นมีสิ่งใดน่าดูแคลน หากหลี่เหิงสามารถออกหน้าเพื่อสหายสักคน ขอให้แม่นางอวิ๋นรับเป็นบุตรบุญธรรม เช่นนี้ก็ถือว่าหยามกันเกินไป ข้าขอรับนางเป็นบุตรบุญธรรมด้วยตนเอง จะดูแลนางเหมือนบุตรีที่แท้จริง เจ้าหาได้ต้องเป็นห่วงว่านางจะถูกข้าดูแคลน พี่ชายของนางทั้งสองคนก็คงดีใจที่มีน้องสาวเช่นนี้”

คังเสียนที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวขึ้นว่า “ได้ยินหลี่เหิงพูดเช่นนี้ ข้าก็รู้สึกประทับใจจริง ๆ หญิงที่มีใจสูงส่งและพากเพียรเช่นนี้ ควรมีฐานะที่ดี หากให้ข้ารับนางเป็นบุตรบุญธรรมจะเป็นอย่างไร? ข้ารับรองว่าจะไม่ทำให้นางผิดหวัง ที่หลี่เหิงเพิ่งพูดถึงเรื่องการค้า หากนางยอมรับข้าเป็นบิดาบุญธรรม ข้ารับรองว่าจะไม่มีผู้ใดในเมืองเจียงหนิงกล้าแตะต้องนาง เช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือ?”

หนิงอี้ยิ้มพลางคำนับเขา “ขอบรับน้ำใจของท่านไว้ เพียงแต่ว่าหากท่านรับนางเป็นบุตรี นางจะไม่กลายเป็นท่านหญิงไปแล้วหรือ? ตำแหน่งนี้ เกรงว่าจะสร้างภาระให้ท่านเสียแล้ว…”

ฟ้าคล้อยสู่ยามโพล้เพล้ ผู้อาวุโสคังก็นั่งเกี้ยวจากไปจากโค้งแม่น้ำฉินหวย ตอนบ่ายพวกเขาพูดคุยกันอยู่พักหนึ่งเรื่องรับเนี่ยอวิ๋นจูเป็นบุตรบุญธรรม จากนั้นให้ลู่อากุ้ยนำพู่กันหมึกมาคัดลอกระเบียบการบรรเทาทุกข์อีกชุด แล้วก็ถกเถียงกันอีกพักหนึ่ง ครานี้จึงแยกย้ายกันไป

เรื่องมีผู้สนับสนุนและรับเป็นบุตรบุญธรรม อาจดูเป็นเรื่องอ่อนไหว แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นเรื่องใหญ่โตนัก สิ่งที่ถ่วงอยู่ในใจของคังเสียนในยามนี้ ล้วนเกี่ยวกับหนังสือระเบียบนั้น เขานั่งอยู่ในเกี้ยวอ่านอีกคราหนึ่ง แล้วเรียกลู่อากุ้ยเข้ามา

“อากุ้ย เจ้าเห็นว่า หนังสือเล่มนี้...กับตัวหนิงหลี่เหิงนั้น เป็นอย่างไร?”

ทางนั้นครุ่นคิดอยู่นาน จึงค่อยเปิดปากพูด

…………………

จบบทที่ ตอนที่ 84 ของสองสิ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว