- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 82 สัญญาณภัยพิบัติ
ตอนที่ 82 สัญญาณภัยพิบัติ
ตอนที่ 82 สัญญาณภัยพิบัติ
ตอนที่ 82 สัญญาณภัยพิบัติ
“ช่างเป็นคนที่โหดเหี้ยมจริงๆ…”
ฟ้าเริ่มมืดลง สองหัวหน้ามือปราบยืนอยู่บริเวณริมป่าไผ่ ผ่านไปครู่หนึ่ง หัวหน้ามือปราบเฉินก็พึมพำออกมาเช่นนั้น
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“คนผู้นั้น… เคยนั่งอยู่ตรงนี้…”
เหมือนเขากำลังอินเข้าไปในสถานการณ์นั้น หัวหน้ามือปราบเฉินสูดลมหายใจลึกอย่างไม่สบายใจ เขาย่อตัวลงแล้วหยิบกิ่งไม้จากข้างๆ บริเวณนี้มีแต่ต้นไผ่ กิ่งไม้นี้คงเด็ดมาจากที่อื่น ใบไม้เริ่มเหี่ยวแล้วเล็กน้อย
“น่าจะนั่งรอใครบางคนอยู่ตรงนี้… นั่งอยู่ตรงนี้… เก้าอี้หรือม้านั่งคงถูกไฟไหม้ไปแล้ว… รออยู่นานพอควร ร่างกายบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ยังไม่คิดจะจากไป ยังคงรออยู่ที่นี่… เวลานั้น มือสังหารผู้นี้อาจฆ่าสองพี่น้องหยางอี้กับหยางเหิงไปแล้วก็ได้…”
เขาพูดพลางมองไปยังเศษซากริมตลิ่ง ถอนใบไม้หนึ่งใบใส่ปากเคี้ยว จากนั้นขมวดคิ้วทันที
“มันไม่ใช่... ไม่เหมือนฝีมือของมือสังหารหญิง ถ้าเป็นผู้ฝึกยุทธจริงๆ คงไม่บาดเจ็บสาหัสเช่นนี้…”
รองหัวหน้ามือปราบสวี่ขมวดคิ้วตาม “เจ้าหมายความว่า คดีของกู่เหยียนเจิ้นเป็นฝีมือของอีกคน?”
“มีความเป็นไปได้มาก มีความเป็นไปได้สูงมาก… คนผู้นั้น…ฆ่ายกครัว สังหารหยางอี้กับหยางเหิง เขา...บาดเจ็บสาหัส… แต่ยังคงรออยู่ที่นี่ จากนั้นเมื่อกู่เหยียนเจิ้นกับข้ารับใช้มาถึง…ก็ฆ่าพวกเขาด้วย ดูใต้พื้นนี่…”
หัวหน้ามือปราบเฉินชี้ไปยังพื้นป่าแถบนั้น ที่นี่ปกคลุมด้วยใบไผ่ร่วงหล่น สิ่งเล็กๆ บางอย่างถูกซ่อนอยู่ในนั้น แสงยามโพล้เพล้ทำให้มองเห็นไม่ชัดนัก
“เขาเคี้ยวใบไม้พวกนี้ รสชาติขมมาก เคี้ยวอยู่เรื่อยๆ ทำไมถึงต้องทำเช่นนั้น? ก็เพราะตรงนี้…ตรงนี้…เขาอาเจียนสองครั้ง แม้จะไม่มาก แต่ก็ไม่ปิดร่องรอยไว้ก่อนจากไป…ทำไมต้องอยู่ตรงนี้ตลอด? ทำไมถึงอาเจียน? ทำไมถึงเคี้ยวใบไม้? จะบอกว่าเป็นรสนิยมส่วนตัวก็คงไม่ใช่… คนผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ใบไม้พวกนี้น่าจะใช้กระตุ้นให้ตื่นตัว อาการบาดเจ็บหนักถึงขั้นทำให้อาเจียนสองครั้ง เขานั่งรออยู่ที่นี่ อาจไม่ใช่เพราะมั่นใจว่าจะฆ่าใครได้ แต่เป็นเพราะ…จำเป็นต้องเห็นว่าคนที่มาคือใคร…”
รองหัวหน้ามือปราบสวี่มองเศษใบไม้เคี้ยวกับคราบอาเจียน “แบบนี้มันกลายเป็นเรื่องยุ่งแล้วสิ”
“ข้าก็รู้ว่าเป็นเรื่องยุ่ง…” หัวหน้ามือปราบเฉินคายใบไม้ออก แล้วขว้างกิ่งไม้ทิ้ง “ไม่อยากเคี้ยวใบที่สองเลย… สองพี่น้องหยางอี้กับหยางเหิงทำธุรกิจลักพาตัวตลอดหลายปีที่ผ่านมา บางรายลักพาตัวตามคำสั่งของคนใหญ่คนโตที่หมายปองสตรีบางคน กู่เหยียนเจิ้นมาที่นี่ตอนกลางคืน แสดงว่าเขาเองก็ไม่ใช่คนดีนัก เกรงว่าเขาอาจเป็นผู้ว่าจ้างลักพาตัว… คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าเป็นญาติของผู้ถูกลักพาตัวหรือเป็นคนที่ถูกลักพาตัวเองมาก่อน จึงต้องรออยู่ที่นี่ เพื่อจะได้พบกับตัวการเบื้องหลัง…”
“คนที่ฆ่าทั้งครอบครัวของหยางอี้กับหยางเหิงได้ คงไม่ใช่คนธรรมดา อย่างน้อยไม่น่าจะเป็นคนที่เคยโดนลักพาตัวเอง”
“โหดเหี้ยมจริงๆ…” หัวหน้ามือปราบเฉินถอนหายใจ “หลังจากฆ่าคนแล้วบาดเจ็บหนัก ยังสามารถนั่งอยู่ตรงนี้เงียบๆ จนกระทั่งตัวการเบื้องหลังมาถึง แล้วฆ่ากู่เหยียนเจิ้นกับข้ารับใช้อีก… พวกเราเป็นมือปราบมาหลายปีแล้ว คนที่กล้าทำขนาดนี้มีสักกี่คนเชียว?”
“อาจเป็นมือสังหารหญิงก็ได้ สมมติว่ามีคนที่สำคัญกับนางโดนลักพาตัว แล้วสองพี่น้องหยางขู่บีบให้นางต้องยอม จนบาดเจ็บสาหัส แต่สุดท้ายก็ฆ่าทั้งครอบครัวของหยาง จากนั้นยังมีความกล้ารออยู่ที่นี่เพื่อฆ่ากู่เหยียนเจิ้นกับข้ารับใช้อีก…”
“ก็เป็นข้อสันนิษฐานหนึ่งได้ แต่วันต่อมานางยังดูสดใสร่าเริงอยู่เลยตอนฆ่าข้ารับใช้สองคนของตระกูลกู่…” หัวหน้ามือปราบเฉินส่ายหน้า “คนผู้นี้อาจไม่มีวรยุทธ์ แต่กลับโหดเหี้ยมยิ่งนัก ทั้งกับผู้อื่นและกับตัวเอง ถึงขั้นเสี่ยงตายเพียงเพื่อจะเห็นหน้าคนบงการเบื้องหลัง เพราะเขาไม่ยอมให้ใครแอบจ้องตนเองจากที่ลับโดยไม่รู้…คนแบบนี้น่ากลัวยิ่งนัก…”
“แล้ว…เมื่อคดีเปลี่ยนไปแบบนี้ จะรายงานต่อไปอย่างไร?” รองหัวหน้ามือปราบสวี่ถามอย่างระมัดระวัง
“แล้วจะให้รายงานอย่างไร? ท่านผู้ว่าการพูดไว้ขนาดนั้น จะให้ไปบอกว่าอาจเป็นอีกคดีหนึ่งหรือ? อีกอย่าง เบาะแสแค่นี้ จะใช้เป็นหลักฐานอะไรได้? ฝนตกลงมาก็ลบหมดแล้ว…” หัวหน้ามือปราบเฉินตบต้นไผ่ข้างตัว ส่ายหน้า “รวมคดี รายงานว่าเป็นฝีมือของมือสังหารหญิง แล้วออกหมายจับทั่วหล้า พวกหยางอี้กับหยางเหิงก็เคยฆ่าคนมานับสิบ ส่วนกู่เหยียนเจิ้นที่ว่าจ้างให้ลักพาตัวก็ไม่ใช่คนดี ถ้าคนในบ้านข้าถูกลักพาตัว ข้าก็จะฆ่าทั้งบ้านเช่นกัน! ก่อนจะรู้ความจริง เจ้ากับข้าแอบสืบเบื้องหลังกันไปก่อนก็แล้วกัน”
ในเรื่องเล่าของชาวบ้านมักบรรยายว่าผู้ใดผู้หนึ่งซื่อตรงยุติธรรม จนได้รับคำสรรเสริญจากผู้คน แต่ความซื่อตรงก็ต้องมีขอบเขต หากเรื่องเล็กๆ ยังดื้อด้านก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทุกครั้งเอาแต่ชนหัวชนฝา ก็ไม่มีทางขึ้นมาถึงตำแหน่งนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่อาจทำให้ผู้บังคับบัญชาถูกตำหนิหรือคะแนนประเมินลดลง หากกล้าทะเลาะขึ้นมา วันรุ่งขึ้นก็อย่าแปลกใจหากถูกกลั่นแกล้ง เรื่องแบบนี้ ต้องรอจนแน่ชัดก่อนค่อยรายงานขึ้นไปถึงจะดีที่สุด
เมื่อหัวหน้ามือปราบเฉินพูดจบ รองหัวหน้ามือปราบสวี่ก็พยักหน้าเห็นด้วย “ก็ควรเป็นเช่นนั้น”
ไม่นานหลังจากนั้น ฝนก็เริ่มตกลงมาอย่างหนัก
…
เมื่อเวลาผ่านเข้าสู่ช่วงกลางเดือนหก ผลกระทบจากอุทกภัยทางต้นน้ำของแม่น้ำแยงซีเริ่มแสดงให้เห็น หนิงอี้กลับมาถึงเมืองเจียงหนิงแล้ว ขณะนั้นผู้อพยพจากภัยพิบัติก็เริ่มหลั่งไหลมาจากทางทิศตะวันตก แม้ยังเพิ่งเริ่มต้น บรรยากาศในเมืองเริ่มตึงเครียดเล็กน้อย แม้ยังไม่ชัดเจน แต่หากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ย่อมรู้ว่าเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น
หนิงอี้ไปพบกับท่านผู้อาวุโสฉินกับผู้อาวุโสคังอีกครั้ง รวมทั้งได้พบกับหลี่ปินและคนอื่นๆ อีกครั้งเช่นกัน ทุกคนต่างแสดงความห่วงใยต่อแผลไฟไหม้ที่มือซ้ายของเขา พอถามถึงเรื่องราว หนิงอี้ก็เล่าด้วยเหตุผลเดียวกับที่เล่าให้คนในสกุลซูฟังแบบกำปั้นทุบดิน ซูจ้งฮั่วเดิมทีอยากให้เขาพักผ่อนอีกนานหน่อย แต่การจะพักถึงครึ่งปีก็คงไม่เหมาะ หลังจากนั้นไม่กี่วัน หนิงอี้ก็กลับไปสอนหนังสือที่สถาบันศึกษาหยูซานอีกครั้ง
การทดลองกลั่นสุราแรงสูงได้ข้อสรุปแล้ว และเมื่อไม่มีลู่หงถีพักอยู่ในเรือนเล็ก หนิงอี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปทดลองทุกวันอีก ช่วงบ่ายของแต่ละวันเขามักไปนั่งริมแม่น้ำฉินหวย พูดคุยและเล่นหมากล้อมกับผูู้อาวุโสฉิน
ในช่วงที่เขาไม่อยู่ที่เจียงหนิง หลี่ปินรับหน้าที่สอนเด็กๆ แทนเขา เมื่อกลับมา หนิงอี้จึงเชิญหลี่ปินไปเลี้ยงข้าวตอบแทน หลี่ปินเป็นคนคล้ายกับู้อาวุโสทั้งสอง ช่วงนี้สิ่งที่เขาให้ความสนใจก็คือปัญหาผู้ประสบภัยเช่นกัน
“…จนถึงตอนนี้ ตอนต้นน้ำมีสี่พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม อีกทั้งแม่น้ำหวงเหอก็พังทลายตลิ่ง พอเข้ากรกฎาคม เหล่าผู้ประสบภัยจะหลั่งไหลเข้ามาราวกับคลื่น คงต้องปิดประตูเมืองทั้งสี่อีกครั้ง วันนี้ราคาข้าวก็พุ่งสูงขึ้นแล้ว เฮ้อ ฤดูใบไม้ร่วงนี้ไม่รู้จะมีคนตายอีกเท่าไร…”
ว่ากันว่า ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้คงต้องมีผู้คนล้มตายจำนวนมาก นั่นก็ถือเป็นฉันทามติของผู้คนอยู่แล้ว แม้ในเมืองเจียงหนิงจะยังไม่เห็นร่องรอยความวุ่นวายเท่าไร ชีวิตผู้คนยังดำเนินไปตามปกติ ธุรกิจหอนางโลมและเรือชมภาพเขียนยังคงรุ่งเรือง ขุนนางและนักปราชญ์ก็ยังร่ำสุรายามค่ำคืน ‘คร่ำครวญถึงบ้านเมือง’ ทั้งยังแต่งโคลงกลอนแสดงความห่วงใยต่อชาติออกมาได้ไม่เลวเลย
ช่วงไม่กี่วันนี้เริ่มเห็นมีรถขนเสบียงเข้าออกหน้าจวนสกุลซู จากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละคราวเมื่อเกิดภัยพิบัติ เหล่าคนร่ำรวยจำนวนมากเริ่มกักตุนเสบียงแล้ว ซูถานเอ๋อร์เองก็มีเรื่องให้กังวลเช่นกัน แน่นอนว่าสิ่งที่นางกังวลนั้นก็แตกต่างจากคนอื่น
“ธุรกิจจากหลากหลายพื้นที่เริ่มตกลงแล้ว ถึงกลางหรือปลายเดือนกรกฎาคม พอประตูเมืองปิด ร้านค้าในเมืองก็คงต้องปิดตามไปด้วย… ต้องออกไปแจกจ่ายข้าวต้มทั้งในเมืองและนอกเมือง แล้วยังต้องบริจาคให้ทางการอีกก้อนใหญ่ นกพิราบสื่อสารของบ้านเราก็มีไม่มาก หากปล่อยไปแล้วถูกคนยิงตกไปกินอีกก็จะยิ่งยุ่งเข้าไปใหญ่ ช่วงเวลานี้หากจะจ้างคนส่งสารหรือม้าเร็ว ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้นไปอีก ตลอดไม่กี่เดือนนี้ คงต้องชะงักไปหมด…”
ช่วงค่ำ นางพูดคุยเรื่องนี้กับหนิงอี้ที่ระเบียงชั้นสอง ทั้งกินอะไรไปพลางพูดไปพลาง พักนี้นางก็ยุ่งไม่น้อย แม้จะเอาแต่บ่น แต่น้ำเสียงกลับดูสดใส มีความเป็นไปได้ว่าการเจรจาเรื่องร้านค้าหลวงคงเริ่มมีความคืบหน้าแล้ว
ช่วงปลายเดือนหก หนิงอี้ไปกินข้าวที่ร้านใหญ่จู้จี้ แล้วเจอกับเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ นางคงว่างไม่มีอะไรทำเลยมาหา ‘พี่สาวอวิ๋นจู’ พอเห็นหนิงอี้เข้ามา ก็เสนอตัวนำโจ๊กไข่เยี่ยวม้าใส่หมูสับออกมา ตุ้บ! กระแทกลงกับโต๊ะตรงหน้าหนิงอี้ ทำเอาเขาตกใจ พอเห็นว่าเป็นคนที่คุ้นหน้าอยู่บ้างก็หัวเราะออกมา
“เสี่ยวเอ้อไร้มารยาแบบนี้ ไม่เป็นมืออาชีพเลย ระวังจะโดนร้องเรียนเอานะ”
“ร้องเรียนก็ร้องไปสิ!” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์เท้าเอวแลบลิ้นทำหน้าล้อเลียน จากนั้นก็หันหลังเดินกลับเข้าไปข้างใน ไม่นานนัก เนี่ยอวิ๋นจูก็ยิ้มออกมาเดินตามออกมา แล้วนางก็เดินตามหลังออกมานั่งข้างเนี่ยอวิ๋นจูที่โต๊ะ ทำหน้าบึ้งอยู่นาน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ท่านนักปราชญ์หนิง เขียนบทกวีให้ข้าสักบทสิ”
หนิงอี้กำลังกินโจ๊กอยู่ ก็พยักหน้า “ได้สิ”
“หา?”
คำตอบรวดเร็วของหนิงอี้ทำเอานางตกใจ พออึ้งไปครู่หนึ่งก็ตอบว่า “จริงนะ จะเขียนให้ข้าจริงๆ เหรอ?”
“ครั้งก่อนข้าเองก็ช่วยขายไข่เยี่ยวม้าไปแล้ว ไหนๆ เจ้าก็เอ่ยปาก จะให้ปฏิเสธได้อย่างไรล่ะ?”
“หึ! คราวนั้นข้าทำเพื่อพี่สาวอวิ๋นจูต่างหาก” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์วางคางไว้บนมือ ใช้นิ้วเคาะแก้มตัวเองเบาๆ “แต่ตอนนั้นท่านนักพรตเขาเขียนแค่สองบทไม่ใช่เหรอ?”
“คราวนี้ก็บอกไปว่าเป็นพระภิกษุเขียนก็แล้วกัน”
เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์พยายามกลั้นหัวเราะ “แต่ข้าจะเอาไปร้องเพลงนะ จะบอกว่า ‘หนิงหลี่เหิง’ เขียนให้ข้า จะบอกว่า ‘หนิงหลี่เหิง’ เขียนให้ข้าโดยเฉพาะเลยล่ะ!”
หนิงอี้ยักไหล่
เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์จ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองเนี่ยอวิ๋นจู “เจ้าคนนี้ก็ดูไม่เลวหรอก…แต่ข้าก็ยังไม่ชอบเขาอยู่ดี! พี่สาวอวิ๋นจู เราไปกันเถอะ! ไม่เอาบทกวีของเขาแล้ว! ไม่พูดกับเขาด้วย!”
นางคว้ามือเนี่ยอวิ๋นจูแล้วลากไป เนี่ยอวิ๋นจูร้องเรียก “จิ่นเอ๋อร์ จิ่นเอ๋อร์” อยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็โดนนางลากออกไปจนได้
ความไม่พอใจของเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ต่อเขา หนิงอี้ได้ยินเนี่ยอวิ๋นจูเล่าให้ฟังมานานแล้ว คงเป็นเพราะตอนงานประกวดสาวงาม เขาไปสนับสนุนฉีหลาน เรื่องแบบนี้มันไม่อาจอธิบายได้ และก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย
ปลายเดือนหก แม้ยังไม่เข้าสู่สามช่วงร้อนที่สุดของฤดู แต่สภาพอากาศก็ร้อนระอุแล้ว แต่เพราะสถานการณ์น้ำหลากและภัยพิบัติทางต้นน้ำ บรรยากาศในเมืองเจียงหนิงจึงเริ่มอึมครึมและหดหู่ตามไปด้วย
สถานการณ์น้ำ ผู้ประสบภัย เด็กนักเรียนในสำนักศึกษาและการถกเถียงกับหลี่ปินในบางครั้ง เขาเองก็คอยสังเกตความเคลื่อนไหวของทางการอยู่บ้าง หลังจากกู่เหยียนเจิ้นตาย เหมือนว่าทางการจะไปสอบถามหลี่ปินและเนี่ยอวิ๋นจูมาบ้าง ธุรกิจของร้านจู้จี้ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี ทางสกุลซูก็เริ่มเตรียมการรับมือภัยพิบัติ ซูถานเอ๋อร์เดินหน้าตามแผนของตนเอง มีอยู่วันหนึ่ง นางนำผ้าไหมผืนเล็ก สีสันสดใสขนาดเท่าฝ่ามือแผ่นหนึ่งกลับมาบ้าน ตอนค่ำแอบเอามาให้หนิงอี้ดู
“งดงามหรือไม่?”
ตอนเที่ยงวันนั้น หลังจากกินโจ๊กเสร็จ ตอนบ่ายเขาก็ไปที่ริมแม่น้ำฉินหวย พบผู้อาวุโสฉินและผู้อาวุโสคังก็อยู่ที่นั่นด้วย แม้ช่วงน้ำหลากใกล้จะจบลงแล้ว แต่ก็อาจยังมีคลื่นลูกใหญ่ครั้งสุดท้ายอยู่ ทั้งสองท่านพักนี้คุยกันเรื่องการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมและวิธีจัดการ
“อาเหอทำงานอยู่ทางเจียงโจว น่าจะวุ่นวายหนักแน่ การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติไม่เหมือนงานอย่างอื่น เป็นเรื่องเร่งด่วน ท่านควรให้คำแนะนำแก่เขามากหน่อย” คำพูดของคังเสียนนั้นพูดถึงบุตรชายคนโตของฉินซื่อหยวน คือ ฉินเส้าเหอ ซึ่งตอนนี้รับราชการอยู่ทางเจียงโจว ฉินซื่อหยวนเองก็พยักหน้ารับ
“เมื่อสองเดือนก่อน ข้าก็ส่งจดหมายถึงเขาหลายฉบับแล้ว สิ่งที่ควรพูดก็พูดหมดแล้ว สถานการณ์ทางนั้น ข้าก็พอจะทราบได้จากจดหมายตอบกลับของเขา”
เวลานั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโสฉินกับผู้อาวุโสคังคุยกัน หนิงอี้มีเรื่องบางอย่างครุ่นคิดอยู่ในใจ ผ่านไปครู่หนึ่ง ผุ้อาวุโสฉินหันมาถาม เขาจึงยิ้มแล้วตอบว่า
“แค่มีความคิดบางอย่าง…คืนนี้ข้าจะจัดเรียงดู แล้วพรุ่งนี้จะเอามาให้ดู หากมีประโยชน์…ข้าจะยกทั้งสองอย่างให้ผู้อาวุโสฉิน”
………………….