- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 81 การรอคอย
ตอนที่ 81 การรอคอย
ตอนที่ 81 การรอคอย
ตอนที่ 81 การรอคอย
ยามรุ่งสาง ริมฝั่งแม่น้ำฉินหวย ขณะท้องฟ้ายังไม่สว่าง เสี้ยวหนึ่งของราตรีอันมืดครึ้มปกคลุมเมืองและเทือกเขาไกลลิบจนแลไม่เห็นแน่ชัดว่าเบื้องหน้านั้นมีสิ่งใดอยู่ เนี่ยอวิ๋นจูลุกขึ้นจากเตียง ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้วชงน้ำชาหนึ่งกา เดินออกจากประตูหน้าของอาคารหลังน้อย
นางนั่งลงที่ขั้นบันไดหน้าตึก ครุ่นคิดเงียบๆ ความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวในช่วงหลายวันมานี้มีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือเสียงฝีเท้าอันคุ้นเคย ที่เงียบหายไปยี่สิบวันแล้ว
เมื่อนึกย้อนไป ยามเช้าลักษณะนี้ได้กลายเป็นกิจวัตรของนางเกือบครบปี นับตั้งแต่รู้จักเขาครั้งแรกเพราะเรื่องไก่ตัวหนึ่ง จากนั้นก็เห็นเขาวิ่งผ่านหน้าเรือนแพทุกเช้าทุกวัน เริ่มต้นพูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราว จนกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญของนางในแต่ละวัน เว้นเพียงวันที่ฝนตกหนักเท่านั้น แม้ในวันที่หิมะโปรยปราย เขาก็ยังมาไม่เคยขาด นางแทบจะเชื่อแล้วว่าทุกอย่างจะเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
กระทั่งช่วงเวลายี่สิบวันนี้ ทำให้นางตระหนักว่า ความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง มีเพียงการพบหน้ากันในยามเช้าอย่างเรียบง่าย เขาไม่มา นางก็ไม่มีโอกาสจะไปพบเขา และเขา... ท้ายที่สุดก็เป็นสามีของคุณหนูสกุลซู
ความคิดนี้ทำให้นางรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย
สองสามวันแรกยังคิดว่าเขาคงติดธุระด่วน หรืออาจจะเดินทางออกนอกเมือง หรือแค่พลาดเวลาออกกำลังกายตอนเช้า ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป นางก็อดไม่ได้ที่จะกังวลว่าเขาอาจเกิดเรื่องอะไรขึ้น นางเคยเดินผ่านบริเวณใกล้จวนตระกูลซูอย่างไม่ให้เป็นที่สังเกต เดินวนรอบกำแพงใหญ่ หวังจะมองหาเบาะแส แต่สุดท้ายก็ไม่พบอะไรเลย ทั้งเป็นห่วง ทั้งรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรลับๆ ล่อๆ จนนางเองก็ไม่แน่ใจว่านางกำลังทำอะไรอยู่
ความกังวลถึงจุดสูงสุดก็ตอนที่มีพวกมือปราบสองคนมาหานาง ขณะนั้นนางกำลังเหม่ออยู่ในสวนหลังของร้านจู้จี้ เด็กรับใช้ในร้านเข้ามาแจ้งว่ามีมือปราบมาตามหา ทำให้นางตกใจจนเกือบสะดุดธรณีประตู วิ่งออกไปอย่างเลื่อนลอย จนเมื่อฟังคำถามของมือปราบถึงเรื่องของนางกับกู่เหยียนเจิ้น จึงได้สติกลับมา
กู่เหยียนเจิ้น กู่เหยียนเจิ้น แล้วมันจะยังไงกันเล่า...
พวกมือปราบสองคนนั้นถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับกู่เหยียนเจิ้น
นางแทบจะพรั่งพรูความขุ่นเคืองออกมา ทว่าสุดท้ายก็พูดถึงความสัมพันธ์ก่อนหน้าอย่างขอไปที แล้วจึงได้รู้จากพวกเขาว่ากู่เหยียนเจิ้นถูกสังหารหลังออกจากเมือง นางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง
หากเป็นเมื่อก่อน นางอาจจะเศร้าโศกเสียใจอยู่บ้าง แต่ในเวลานั้นนางเองก็มีเรื่องคิดอยู่ก่อนแล้ว หลังจากตกตะลึงชั่วครู่ก็ค่อยกลับมาเป็นปกติ สถานการณ์ในโลกก็ใช่ว่าจะสงบสุข หวังว่าหลี่เหิงจะไม่เจอเรื่องอะไรเลวร้าย...
จนกระทั่งไม่นานหลังจากนั้น นางไปใกล้จวนสกุลซู เห็นภรรยาของหลี่เหิง ซูถานเอ๋อร์ พร้อมสาวใช้ขึ้นรถม้า แม้สีหน้าจะดูรีบร้อน ทว่าก็เหมือนแค่ไปจัดการธุรกิจ นางจึงค่อยวางใจลงบ้าง แต่พอรุ่งขึ้นนางก็คิดอีกว่า หากหลี่เหิงไม่ได้เป็นอะไร วันก่อนหน้าก็ยังพูดคุยกันดี เขาก็ไม่ได้บอกว่าจะออกเดินทางไกล แล้วทำไมถึงไม่มาเสียนาน อาจจะเป็นว่า... เขาไม่คิดจะมาที่นี่อีก?
แล้วก็รู้สึกว่าความคิดนี้ช่างโง่เง่านัก
ช่วงนี้นางจมอยู่กับความรู้สึกหดหู่ซับซ้อน ทว่าในทุกเช้า นางยังคงชงน้ำชา แล้วมานั่งรอที่ขั้นบันไดจนกระทั่งฟ้าสาง ช่วงเวลานั้นนางจะพยายามควบคุมอารมณ์ของตน
“หึ ถ้าเจ้าไม่มา ข้าก็จะรออยู่ตรงนี้ทุกวันเลยก็แล้วกัน!”
นางคิดเช่นนั้นด้วยท่าทีขี้เล่น พลางจิบชาเบาๆ แล้วสายลมยามเช้าก็พัดผ่านมา... พาเสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง...
…
หลังจากห่างหายไปยี่สิบวัน หนิงอี้ก็กลับมาวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าอีกครั้ง แม้ว่าเมื่อตื่นนอนแล้วเสี่ยวฉานจะคอยเปลี่ยนยาที่มือให้พร้อมกับพร่ำบ่นทั้งน้ำตา เมื่อวานพอแกะผ้าพันแผลออก เห็นแผลไฟไหม้ที่มือซ้ายทำเอาเสี่ยวฉานร้องไห้เสียหนึ่งรอบ ทว่าการออกกำลังกายก็ยังจำเป็นอยู่ดี
แผลที่มือซ้ายโดยรวมแล้วก็ใกล้หายแล้ว หมายถึงสามารถขยับได้ ไม่เจ็บมาก การใช้ชีวิตประจำวันก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่เมื่อแกะผ้าออกแล้วดูไม่น่ามองนัก มือทั้งข้างกลายเป็นสีแดงเรื่อ วันก่อนยังคุยโวกับลู่หงถีว่าตนคือ ‘ยอดยุทธ์มือโลหิต’ ไม่คิดว่าเรื่องเล่นๆ กลับกลายเป็นจริง ทั้งในแง่ลักษณะภายนอกและความจริงของเหตุการณ์ ทำเอาน่าขันไม่น้อย
การฟื้นตัวเต็มที่คงต้องใช้เวลาครึ่งปี และเพราะยาของลู่หงถีนั้นได้ผลดี เขาเองก็เตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะต้องเสียมือข้างนี้ไป ในสถานการณ์ตอนนั้นไม่มีทางเลือกมากนัก แม้จะรู้สึกเสียดาย แต่หากยังมีชีวิตอยู่ก็ถือว่าคุ้มแล้ว
ตัวยาบางชนิดมีราคาสูง แต่สกุลซูก็มีเงิน เรื่องนี้จึงไม่เป็นปัญหา เมื่อคืนหนิงอี้ได้แจ้งกับผุ้อาวุโสในจวนอย่างคร่าวๆ ว่า ‘ช่วยเหลือสหายจนเกิดแผลไฟไหม้ที่แขน’ เล่าผ่านๆ พอให้เข้าใจ เช้านี้ที่เสี่ยวฉานไม่อยากให้เขาออกมาวิ่ง ก็เพราะกลัวเหงื่อจะกระทบกับแผลผิวหนังที่บอบบาง แต่ด้วยวิชาภายในที่ลู่หงถีสอนให้ ตอนนี้หนิงอี้ก็ไม่มีเหตุผลต้องหยุดวิ่ง เพียงแต่ลดความหนักของการออกกำลังกายเท่านั้น
เช้านี้เขาวิ่งไปถึงหน้าเรือนแพของเนี่ยอวิ๋นจู ก็เตรียมจะหยุด
“...ช่วงก่อนออกนอกเมืองไปช่วยสหาย แล้วเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย มือก็เลยโดนไฟลวก โชคดีที่หาหมอฝีมือดีเจอ ยาดีมาก อีกสักครึ่งปีก็คงหายดีแล้ว” หนิงอี้จิบชา ยกมือซ้ายที่พันผ้าเต็มขึ้นมาโบกให้ดู “เป็นไง? คิดว่าแบบนี้ดูดีไหม?” เขาเองก็รู้สึกว่าท่าทางนี้ดูดีไม่น้อย
เนี่ยอวิ๋นจูยิ้มบางๆ ก้มตาลง “เจ็บล่ะสิ?”
“เอ่อ ตอนนี้ไม่ค่อยรู้สึกอะไรแล้ว แต่ตอนนั้นมันเจ็บมากเลยล่ะ” หนิงอี้ยิ้ม “ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“อืม ก็พอใช้ได้ ช่วงก่อนเกิดเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง มีคนเอาป้ายไม้ที่ตัวเองแกะมาให้ร้านดู…”
ริมฝั่งแม่น้ำยามเช้า บรรยากาศเหมือนกลับคืนมาอีกครั้ง การพูดคุยเรื่องทั่วไป เรื่องเล็กน้อยในชีวิต เห็นหนิงอี้อีกครั้ง เนี่ยอวิ๋นจูก็รู้สึกโล่งใจขึ้น แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา กลับรู้สึกว่างเปล่าอยู่บางจุด
เมื่อแสงแรกของอรุณเริ่มสาดส่อง หนิงอี้ก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับ เนี่ยอวิ๋นจูลังเล “เจ้า…”
“หืม?”
“มือเจ้าบาดเจ็บ ต้องทายาทุกวัน ออกเหงื่อคงไม่ดีนัก เพื่อสุขภาพ…ช่วงนี้อย่าวิ่งเลยจะดีกว่า”
นางพูดอย่างลำบากใจ หนิงอี้พยักหน้า “อืม ข้าเข้าใจ แต่ไม่เป็นไรหรอก ออกกำลังเบาๆ คงไม่เป็นไร ไม่ทำให้เหงื่อออกหรอก ช่วงนี้ข้าได้วิชาใหม่มา ฝึกเมื่อไรก็ได้ กำลังแค่นี้ไม่ทำให้เหงื่อออกแน่ ฮ่าๆ ไม่แน่นะ อีกหน่อยข้าอาจกลายเป็นยอดฝีมือแห่งยุทธภพก็ได้”
หนิงอี้เคยพูดคุยกับนางเรื่องยุทธภพบ่อยๆ คราวนี้ก็ยังมีอารมณ์ขัน เนี่ยอวิ๋นจูยืนมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ เดินห่างไป น้ำตาเย็นหนึ่งหยดไหลลงจากแก้ม หล่นลงบนหลังมือ นางชะงักเล็กน้อย รีบยกมือเช็ด แล้วพุ่งวิ่งออกไปข้างหน้า ทว่าเพียงแค่ก้าวได้สองก้าว รองเท้าปักลายของนางก็หยุดลง เพราะหนิงอี้หันกลับมา
“อ้อ เรื่องสุรานั่นใกล้เสร็จแล้ว เดี๋ยวข้าจะเอาแบบส่วนประกอบทั้งหมดมาให้ คงต้องหาช่างตีเหล็กที่เชื่อใจได้หลายคน แยกกันทำเพื่อความลับ ข้าจะพยายามดูให้แน่ใจว่าตรงกัน จากนี้ไปโรงกลั่นสุราก็ต้องเก็บเป็นความลับแล้วล่ะ…ติดต่อปรมาจารย์หมักสุราได้หรือยัง?”
เนี่ยอวิ๋นจูกำผ้าเช็ดหน้าแน่นอยู่ที่อก นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าแรง “อืม ติดต่อไว้ก่อนหน้านี้แล้ว”
“อ้อ งั้นก็ดี” หนิงอี้ยิ้ม แล้วโบกมือ “ไปก่อนล่ะ อีกสองวันถึงจะเริ่มเปิดสอน วันนี้กับพรุ่งนี้ถือโอกาสขี้เกียจนิดหน่อย ตอนเที่ยงอาจจะแวะไปที่ร้านจู้จี้หน่อย คิดถึงโจ๊กไข่เยี่ยวม้าใส่หมูสับขึ้นมาแล้วสิ”
เนี่ยอวิ๋นจูยิ้มพยักหน้า “ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นั่นนะ”
ความรู้สึกว่างเปล่าในใจ ค่อยๆ เลือนหายไป
เขาบอกว่าจะมาที่นี่ตอนเที่ยง...
อารมณ์ของนางแจ่มใสขึ้นมา สิ่งอื่นใดก็สามารถโยนทิ้งไปได้ทั้งสิ้น ในยามเช้าอันเต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและความหวัง นางเตรียมจะไปยังร้านใหญ่เพื่อนั่งรอ ตอนนั้นเองจึงนึกขึ้นได้ถึงข่าวการตายของกู่เหยียนเจิ้นจากสองมือปราบ พวกเขามาหานางเพราะเรื่องอะไรนะ เนี่ยอวิ๋นจูคิดอยู่ในใจ นางเองก็ไม่ได้รู้สึกเกลียดกู่เหยียนเจิ้นอะไรนัก เขาเป็นคนมีความสามารถอยู่บ้าง การตายของเขาทำให้นางรู้สึกเสียดายและเศร้าเล็กน้อย ทว่าอีกด้านหนึ่ง แม้เขาตายแล้ว นางก็ยังรู้สึกเหมือนมีเรื่องมาเกี่ยวข้องกับตนเอง นี่ทำให้นางรู้สึกขยะแขยงอยู่หน่อยๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย ความรู้สึกทั้งสองนี้ไม่ขัดแย้งกัน มันผสมกันอยู่ในใจ ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ถอนหายใจ แล้วค่อยๆ วางใจลง
ไม่กี่วันต่อมา ผู้อพยพจากภัยพิบัตินอกเมืองเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น เช้าวันหนึ่งเนี่ยอวิ๋นจูพูดเรื่องนี้กับหนิงอี้ เล่าว่าคนรู้จักคนหนึ่งประสบเหตุตายนอกเมืองในช่วงไม่กี่วันนี้ เดิมทีเขาเตรียมตัวจะเดินทางไปรับตำแหน่งเจ้าเมือง เป็นคนมีความสามารถ มีอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า จึงเตือนหนิงอี้ว่าเวลานี้สถานการณ์ไม่สงบ ควรระวังตัวให้มาก ตอนนั้นหนิงอี้มีสีหน้าซับซ้อน
“คนรู้จักหรือ?”
“ไม่ใช่คนสนิทหรอก”
“อ้อ” หนิงอี้ยักไหล่ “สวรรค์ริษยาคนมีพรสวรรค์ ช่างน่าเสียดายนัก”
เรื่องนี้เป็นเรื่องภายหลัง ขอเว้นไว้ก่อ
ย้อนไปในช่วงเย็นของวันที่หกเดือนหก เวลานั้นห่างจากคืนที่เกิดคดีนองเลือดมาเกือบสองวันแล้ว เหล่ามือปราบกลุ่มหนึ่งกำลังสืบสวนอยู่ที่ริมแม่น้ำอันห่างไกล ณ ตำแหน่งของเรือนพักริมน้ำที่ถูกไฟไหม้จนหมดสิ้น สายลมพัดกระหน่ำ ฟ้าก็เริ่มมืดครึ้ม คืนนี้คงจะมีพายุฝนกระหน่ำลงมา
“ถ้าฝนตกหนักล่ะก็ คงสืบอะไรไม่ได้อีกแล้ว!” เสียงของมือปราบคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางสายลม แถบตื้นของแม่น้ำตรงจุดที่เรือนพักตั้งอยู่ ตอนนี้ถูกเผาจนหมดสิ้น แน่นอนว่ายังมีเศษซากบางส่วนพังถล่มอยู่ ซากศพไหม้ดำที่อยู่ในนั้นก็ไม่รู้ว่าถูกน้ำพัดไปไกลเท่าไรแล้ว
“ถ้ามีศพของขุนนางแซ่กู่ในนี้จริงๆ เรื่องนี้จะนับว่าอย่างไรกัน?”
“ข้าคิดว่าเจ้าเมืองกู่น่าจะทำข้อตกลงอะไรกับสองพี่น้องสกุลหยาง แล้วโดนมือสังหารเก็บหมดทีเดียวเลยกระมัง”
มือปราบทั้งหมดมีห้าคน สามคนเป็นมือปราบธรรมดา อีกสองคนเป็นหัวหน้ากับรองหัวหน้ามือปราบ เป็นหัวหน้ามือปราบอย่างเป็นทางการจากเมืองเจียงหนิง ทั้งห้าคนเดินล้อมบริเวณซากเรือนเพื่อค้นหาเพิ่มเติม ความจริงแล้วเช้าวันนี้ก็พอจะพบเบาะแสอยู่บ้างแล้ว น่าจะยืนยันได้ว่าหนึ่งในศพที่พบคือกู่เหยียนเจิ้น พวกเขาเร่งเดินทางมารอบสองเพราะเกรงว่าฝนจะตก หัวหน้ามือปราบที่อายุราวสามสิบกว่าเดินขึ้นฝั่งไปค้นหาเบาะแสเพิ่มเติม สักพักรองหัวหน้ามือปราบที่มีรูปร่างผอมสูงและอายุมากกว่าก็เดินตามมา
“หัวหน้าฉิน เรื่องการตายของข้ารับใช้สองคนของตระกูลกู่ คนอื่นล้วนบอกว่าเป็นฝีมือของมือสังหารหญิง ตอนนี้เจ้าเมืองกู่กับครอบครัวของหยางอี้ หยางเหิงก็ตายอยู่ที่นี่ ปิดคดีแบบนี้ ก็นับว่าเรียบร้อยแล้วล่ะ”
รองหัวหน้ามือปราบร่างสูงผอมผู้นี้แซ่สวี่ กล่าวเช่นนั้น ขณะที่หัวหน้ามือปราบแซ่เฉินเพียงยิ้ม “ท่านผู้ว่าก็คงต้องการให้เป็นเช่นนี้เหมือนกันกระมัง”
พวกเขามาวันนี้ ก็เพราะเหตุฆาตกรรมที่เกิดนอกเมืองเมื่อเช้าวาน สองคนรับใช้ของตระกูลกู่ถูกลักพาตัวและถูกส่งศพคืนมา ในที่เกิดเหตุวันนั้น ปรากฏตัวมือสังหารหญิงที่เคยลอบสังหารซ่งเซียนในวันเทศกาลตวนอู่ ขณะนั้นบ่าวรับใช้คนอื่นๆ ของตระกูลกู่เห็นเหตุการณ์การสังหารอย่างชัดเจน หลังจากนั้นเจ้าเมืองกู่ก็หายตัวไป ทุกคนจึงคิดว่าน่าจะเกิดเรื่องแล้ว จึงขยายวงสืบสวนมาจนถึงที่นี่
สองพี่น้องหยางอี้ หยางเหิง ที่อาศัยอยู่ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นอันธพาล ดำรงชีวิตอยู่ในที่ห่างไกล และแม้พวกเขาจะตาย ราชการก็คงไม่ใส่ใจนัก บางทีอาจจะรู้สึกสะใจเสียด้วยซ้ำ แต่คดีของกู่เหยียนเจิ้นที่เกิดขึ้นช่วงเวลาเดียวกัน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสืบให้กระจ่าง เจ้าเมืองคนหนึ่งตายในเขตเมืองเจียงหนิง อย่างไรก็ต้องมีคำอธิบายส่งขึ้นไป
สองพี่น้องหยางอี้ หยางเหิง ขึ้นชื่อเรื่องหยิ่งยโสและโหดเหี้ยม ไม่มีใครกล้ายุ่งกับพวกเขาง่ายๆ แต่เมื่อสืบสวนแล้วพบว่าทั้งครอบครัวตายหมด คงมีเพียงยอดฝีมืออย่างมือสังหารหญิงผู้นั้นเท่านั้นที่ทำได้ ส่วนเหตุผลที่กู่เหยียนเจิ้นและคนรับใช้มาอยู่ที่นี่ ก็ขึ้นกับว่าเบื้องบนจะเลือกให้เรื่องนี้เป็นการทำลายชื่อเสียงหรือยกย่องเขา เรื่องนี้ไม่สำคัญ
หากพูดกันตามตรง เจ้าเมืองคนหนึ่งมาตายที่เขตเจียงหนิง คดีนี้หากไม่สามารถไขได้ ท่านผู้ว่าก็ต้องรับแรงกดดันมาก ทว่ามือสังหารหญิงคนนี้ฝีมือร้ายกาจ ใช้ฝีมือฝืนกฎหมาย ฆ่าคนแล้วก็หนีออกนอกเมืองไปแล้ว อีกทั้งยังมีคดีซ่งเซียนอยู่ก่อน หากดันขึ้นไปรายงานรวมกันเป็นคดีเดียว จะกลายเป็นเรื่องที่จัดการง่ายกว่า ตอนเที่ยงที่วิเคราะห์คดีกัน ท่านผู้ว่าก็มีท่าทีว่าอยากรวมคดีแล้ว เพราะไม่อยากต้องรับผิดชอบคดีใหญ่ถึงสองคดี ถ้ารวมกันแล้วกล่าวว่า กู่เหยียนเจิ้นจ้างมือสังหารทำเรื่องเลวร้าย แล้วเจอมือสังหารหญิงเข้า จึงตายพร้อมสองพี่น้องสกุลหยาง จากนั้นมือสังหารหญิงก็ไปฆ่าคนรับใช้ของเขาด้วยความแค้น แบบนี้เรื่องราวก็เชื่อมโยงกันได้
“ก็ปิดคดีแบบนี้นั่นแหละ”
หัวหน้ามือปราบเฉินกล่าวพลางยิ้ม ทั้งสองเดินตรวจไปตามริมตลิ่ง รองหัวหน้ามือปราบเดินไปดูคราบเลือดที่ชายฝั่งซึ่งอาจเป็นจุดที่ลงมือฆ่าครั้งแรก ผ่านไปสักพักเมื่อหันกลับมา กลับไม่เห็นหัวหน้ามือปราบอยู่ตรงจุดเดิม จึงเดินกลับเข้ามาในป่าไผ่ใกล้ๆ จึงเห็นว่าหัวหน้ามือปราบเฉินกำลัง “นั่ง” อยู่ตรงนั้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เขาไม่ได้ “นั่ง” จริงๆ เพราะข้างหลังไม่มีเก้าอี้ ขณะนั้นบุรุษผู้นี้ผู้มีท่าทางมั่นคงนั่งในท่าหมัดมวย มือตั้งอยู่บนหัวเข่า ทำท่าเหมือนนั่งมั่นคงอยู่จริง เขาเอียงหน้าเล็กน้อย มองไปยังเศษซากเรือนที่ล่มอยู่ริมตลิ่ง สีหน้าฉายแววสงสัย
รองหัวหน้ามือปราบสวี่กำลังจะเดินเข้าไป ทว่าเขายกมือขึ้นทันที “อย่าเข้ามา!”
“เกิดอะไรขึ้น?”
สายลมพัดผ่านริมฝั่งแม่น้ำ หัวหน้ามือปราบเฉินมองอยู่ครู่ใหญ่ แล้วจึงพึมพำออกมาเบาๆ
“คนผู้นี้… ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก…”
…………………..