เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 74 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนหนึ่ง)

ตอนที่ 74 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนหนึ่ง)

ตอนที่ 74 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนหนึ่ง)


ตอนที่ 74 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนหนึ่ง)

สองยามเศษ ดวงดาวยามเช้ากระพริบในท้องฟ้า ริมตลิ่งรกร้างนอกเมืองเจียงหนิง สายลมยามค่ำคืนครวญหวนพัดผ่านผิวน้ำข้างกระท่อมลอยน้ำ แสงไฟลอดออกมาจากในห้อง

เขาค่อยๆ ฟื้นจากอาการสลึมสลือ จิตสำนึกยังไม่แจ่มชัดนัก แสงไฟไม่มากนัก เสียงจากภายนอกที่ส่งเข้าสู่หูบ้างเบาบ้างดังบ้างยังไม่สามารถแยกแยะความหมายของประโยคเหล่านั้นก่อนที่สมองจะเริ่มทำงานจริงจังได้

“ดื่มให้น้อยหน่อย...”

“บัณฑิตเหล่านี้ไม่มีแรงแม้จะจับไก่...”

“หมูอ้วนตัวนี้...”

“ยามแรกของวัน พี่ใหญ่ถือคบไฟขึ้นเขาไปคอยคน...คงรู้อยู่แล้ว...”

“สัญญาณ...เข้าใจ...”

“หมุนซ้ายสามรอบ ขวาสาม...”

“ท่านพ่อ หมูอ้วนนั่น...รองเท้าสวย...”

“ห้ามทำอะไรบ้าๆ เชียว!”

“แต่...”

“หมูอ้วนแบบนี้...อย่างน้อยก็สามสิบถ้าไม่ใช่ห้าสิบ...”

“ก่อนยามแรกเขาคงไม่ฟื้นหรอก ปล่อยเขาไปเถอะ...”

“ท่านพ่อ หมูอ้วนแบบนี้...ให้เขาใช้มือข้างเดียวก็พอ...”

“เชื่อฟังเถอะ...”

ศีรษะด้านหลังปวดหนึบ ความคิดรวมตัวกันได้หลังจากเวลาผ่านไปนาน ความรู้สึกนั้นซับซ้อนอย่างอธิบายไม่ถูก

เขาไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นศัตรูที่เปิดเผยชัดเจนแบบนี้มานานมากแล้ว แม้แต่ครั้งที่ถังหมิงหยวนก็ไม่ใช่ความรู้สึกแบบนี้

พยายามนึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แววตานั้น ไม้กระบองที่ฟาด...เป็นใครที่ทำเรื่องพวกนี้?

คนสกุลซู คนสกุลเสวี่ย คนสกุลอู๋...ไม่น่าใช่ ทั้งหมดดูไร้เหตุผล คนสกุลซูตอนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องทำกับเขาเช่นนี้ เว้นแต่จะมีใครต้องการฆ่าท่านปูแล้วกำจัดซูป๋อหยงกับบุตรีเสียเอง ส่วนคนของสกุลเสวี่ยกับสกุลอู๋ก็ไม่มีเหตุให้ลงมือเช่นกัน สิ่งที่เขามีเพียงชื่อเสียงด้านวรรณกรรมบ้างเล็กน้อย สำหรับพ่อค้าในระดับเดียวกัน การลงมือเช่นนี้ถือเป็นมาตรการสุดท้าย เมื่อเริ่มลงมือแล้ว ทุกอย่างจะควบคุมไม่ได้อีก ไม่มีทางถอยกลับ จึงไม่น่าจะเป็นฝ่ายเริ่ม

หรือจะเป็นกองทัพอู๋เลี่ย? ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นพวกนั้นจริง จะไม่ใช่แบบนี้แน่นอน...

ตกลงเป็นใครกัน? เขาเคยล่วงเกินใครไว้?

เขาไวต่อความปรารถนาดีหรือมุ่งร้าย หากมีเค้าลางมาก่อน เขาน่าจะจับสังเกตได้ เรื่องนี้...ช่างเหมือนกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ในหัวค่อยๆ กรองความเป็นไปได้แต่ละคน เสวี่ยจิ้นคนหนึ่ง แต่คนนั้นไม่มีทั้งความเด็ดขาดหรือความกล้า แม้สมองจะเพี้ยนก็ไม่น่าจะทำได้ นอกจากนั้นก็นึกไม่ออก หรือว่านี่คือการลักพาตัวแบบสุ่ม?

พูดถึงหมูอ้วน พูดถึงยามแรก...ก็ไม่น่าใช่อีก

ไม่ว่าอย่างไรก็ยังหาที่มาของความเป็นศัตรูนี้ไม่เจอ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาขบคิดเรื่องพวกนี้ มือเท้าถูกมัดอยู่ ห้องนี้มืดมิด ห้องข้างๆ มีคนกำลังกินดื่ม แสงจากตะเกียงน้ำมันลอดออกมาทางรอยแยกของผนัง ห้องมีการสั่นไหวเบาๆ มีเสียงน้ำไหลอยู่เบื้องล่าง แสดงว่ากระท่อมลอยอยู่บนน้ำ...

ในหัวนึกถึงภาพคนร้ายก่อนหมดสติ ร่างใหญ่สูงเกินสองจ้าง ราวกับนักมวย เหมือนยังมีพวกอีก รับมือยากแน่...เขาหลับตา ร่างกายตึงเครียดเล็กน้อยแล้วผ่อนคลาย ปลายนิ้วที่อยู่ด้านหลังคอยลูบคลำหาสิ่งที่นูนออกมาซึ่งอาจใช้ประโยชน์ได้ ทางเดินด้านนอกดูเหมือนมีคนเดินผ่านเป็นครั้งคราว...

เขางุนงง เรื่องนี้ไม่มีเหตุผล น่าหงุดหงิดนัก คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก เป็นใครกัน...ความกังวลและใจร้อนปั่นป่วนขึ้นมาในใจ การจับต้นชนปลายไม่ได้นั้นเป็นเรื่องที่เขารำคาญที่สุด แต่ก็ถูกความเยือกเย็นและการควบคุมตนเองกดทับลงอีกครั้ง ปลายนิ้วไม่หยุดคลำต่ออย่างเงียบเชียบ ช้าๆ ทีละนิ้ว ทีละนิ้ว ไม่ให้มีเสียงแม้แต่น้อย

หนึ่งปีของการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ ประกอบกับลางสังหรณ์เมื่อเห็นแววตานั้น ตอนถูกฟาดด้วยไม้ เขาเคลื่อนไหวหลบเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามกะจังหวะพลาดไป นี่อาจเป็นโอกาสเดียว ไม่ควรคิดมาก ไม่ควรพร่ำบ่น ต้องจัดการสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเสียก่อน จึงจะมีเวลาคิดอย่างอื่น โอกาสหาไม่ได้ง่ายๆ ต้องนิ่ง ต้องไม่รีบ...อย่าร้อนรน

เวลาผ่านไปเหมือนสายน้ำเบื้องล่าง ค่อยๆ ไหลไปทีละน้อย เมื่อความแสบร้อนด้านหลังศีรษะค่อยๆ จางลง ในความมืดอันอึดอัด สิ่งแวดล้อมรอบกายก็ชัดเจนขึ้น เสียงพูดคุย กินดื่ม ในห้องข้างๆ มีผู้ใหญ่สองคน เด็กสองคน แต่ดูแล้วเด็กทั้งสองคงโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อีกคนเป็นหญิง...น่าจะเป็นครอบครัวหนึ่ง

หมูอ้วน...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกมันทำเรื่องแบบนี้ น่าจะเคยมีคนตาย ชายร่างใหญ่นั่นรับมือยากเกินไป ไม่ใช่แค่ตัวใหญ่ธรรมดา หากบัณฑิตทั่วไปเห็นคงหวาดกลัวเป็นแน่ หนิงอี้ควบคุมลมหายใจในใจวิเคราะห์เรื่องราว เหม่อไปไม่นาน หน้าประตูก็มีเสียงเบาๆ ดังขึ้น เขาลืมตาเล็กน้อย มีคนกำลังแอบไขกุญแจ

ขณะไขไปได้ครึ่ง เสียงหยุดลง “น้องชาย ทำอะไรน่ะ?”

“พี่ใหญ่...รองเท้าของหมูอ้่วนนั่น...ยังไงเขาก็ไม่ได้ใช้แล้ว”

“ท่านพ่อบอกห้ามทำอะไรบ้าๆ เอากุญแจมาให้พี่ใหญ่เสีย!”

“อ้อ”

เสียงพี่น้องทั้งสองกดต่ำ ไม่ช้าก็จากไป หนิงอี้ที่สูดลมหายใจลึกก่อนหน้านั้นก็ค่อยๆ ผ่อนออก มือถูเบาๆ กับผนังด้านหลังอย่างเร่งร้อน

อีกไม่นานนัก เสียงเบาๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้งหน้าประตู

ประตูเปิดออกเล็กน้อย เด็กหนุ่มร่างกำยำเบียดตัวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ จากนั้นก็แค่นเสียงออกมาเบาๆ ด้วยความภูมิใจ ในมือมีไม้กระบอง พร้อมทั้งเก็บลวดเส้นหนึ่งไว้ในอกเสื้อ

เด็กหนุ่มเดินไปทางมุมห้อง มองเห็นบัณฑิตที่ถูกมัดมือมัดเท้าแล้วโยนไว้กับพื้น บัณฑิตคนนี้ดูอ่อนแอ แม้แต่ตัวเขายังดูแข็งแรงกว่าหลายเท่า ดูเหมือนบอบบางเหลือเกิน

พวกคนรวยในเมืองก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น

“หมูอ้วน ถ้าเจ้าตื่นมาแล้วกล้าทำอะไรขยับเขยื้อน ข้าจะฟาดกะโหลกเจ้าให้แหลก...” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมเบาๆ รออยู่สักพัก จากนั้นก็วางไม้กระบองลงข้างตัว นั่งยองๆ ถอดรองเท้าของบัณฑิตออก อาศัยแสงสลัวๆ เขาดูรองเท้าอย่างพอใจ จากนั้นก็หันหลังให้บัณฑิตหนุุ่มนั่งลง ถอดรองเท้าตนเอง หันหลังสวมรองเท้า เป็นปฏิกิริยาโดยไม่รู้ตัว

รองเท้าข้างหนึ่ง...ข้างที่สอง ทั้งสวยทั้งพอดีเท้า...ทันใดนั้น เมื่อเขากำลังจะลุกขึ้น เงาร่างด้านหลังลุกขึ้นมาอย่างไร้เสียง มือทั้งสองเหยียดออกในความมืด เชือกค่อยๆ หลุดจากข้อมือ มือคู่นั้นประกบเข้าด้วยกันอย่างฉับพลัน

แครก

ศีรษะเบี่ยงไปอีกทิศทางหนึ่ง

เขาไม่ได้สวมรองเท้า เพียงแค่ค่อยๆ ผลักประตูออกไปอย่างเงียบเชียบ ด้านนอกคือระเบียงของกระท่อมลอยน้ำ โครงสร้างเป็นรูปตัว “王” มีหกห้อง เขาถูกขังอยู่ในห้องระหว่างห้องรับแขกกับห้องครัว ไม่มีประตู อีกด้านหนึ่งของสามห้องก็มีเพียงหน้าต่างเท่านั้น บนระเบียงไม่มีคน เขาเดินเบาๆ ไปทางนั้น แอบชำเลืองมองห้องรับแขกแวบหนึ่งแล้วรีบหันกลับมา

สามคน โต๊ะหนึ่งตัว ตะเกียงน้ำมันหนึ่งดวง คนหนึ่งคือตัวล่ำที่เคยพูดกับเขา อีกคนก็สูงใหญ่ราวกับหอคอย ส่วนคนที่สาม...น่าจะเป็นบุตรชายคนโตของเจ้าตัวล่ำนั่น ความสูงก็เกินหนึ่งร้อยแปดสิบแน่ๆ

สามใบบัวลอยสระมรกต...

ในห้อง ชายร่างใหญ่ราวกับหอคอยกำลังพูดคุยกับบุตรชายคนโ

“...ต้าหลาง ลุงบอกเจ้าไว้ บนยุทธภพนี้ จะยืนหยัดได้ต้องกล้าหาญเด็ดขาด ใจกล้าและรอบคอบ แต่ก็อย่าคิดว่ากล้าหาญหมายถึงการหาเรื่องสู้ไปเรื่อยๆ ความโหดเหี้ยมที่แท้จริง ต้องเก็บไว้ใช้ในเวลาที่เหมาะสม แค่ครั้งเดียว ทุกคนก็จะกลัวเจ้า จำได้ไหม สมัยก่อนเจ้าคนแซ่เล่ยนั่น...”

ถ้อยคำนั้นไม่ได้เข้าหัวหนิงอี้เลย เสียงเจื้อยแจ้วไร้สาระ เหมือนนักปราชญ์เพ้อเจ้อ...เขากวาดตามองไปรอบๆ ประตูอยู่ฝั่งห้องรับแขก หากจะออกไปล่ะก็ เขาว่ายน้ำไม่เก่ง แม้น้ำด้านนอกจะไหลช้าแต่เสียงกลับดัง หากถูกได้ยินก็คงหนีไปไม่ไกล

เขาทำหน้าเครียด เดินไปอีกด้านหนึ่งตามทางเดิม ในห้องครัว หญิงอ้วนคนหนึ่งกำลังทำอาหาร หนิงอี้มองดูรอบๆ สำรวจปล่องควันและสิ่งอื่น สองลมหายใจต่อมา เขาเดินเข้าไป คว้ามีดบนเขียงขึ้นมา

หญิงนั้นหันกลับมา ชั่วขณะถัดมา ฉัวะ! เลือดพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ พุ่งใส่หม้อเดือด ส่งเสียงซู่ซ่า เงาดำฉายอยู่บนผนัง มีดทำครัวฟันลงซ้ำๆ ไม่หยุด

เลือดไหลซึมทะลุพื้น อาจจะหยดลงไปยังแม่น้ำข้างล่าง เงาดำยืนอยู่หน้าเตา ใบหน้าไร้อารมณ์ หยิบหมู น้ำมันก๊าด น้ำมันต่างๆ เทลงในหม้อที่กำลังเดือด สายตากวาดดูของในครัว เปิดห่อกระดาษบางอย่างแล้วก็โยนทิ้งไป หลังจากหม้อน้ำมันเดือดพล่าน เขาก็เทน้ำมันร้อนลงในไหดินที่ผูกเชือกฟางไว้

แล้วก็มีเสียงดังมาจากห้องรับแขก “ต้าหลาง ไปดูหน่อยว่าท่านแม่เจ้าทำกับข้าวเสร็จหรือยัง...”

หนิงอี้ปิดประตูห้องครัว มือหนึ่งถือตุ้มน้ำหนัก อีกมือหนึ่งถือมีดปลายแหลมสำหรับแล่เนื้อ แอบอยู่ข้างประตู เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ ประตูถูกผลักเปิดออก ชั่วขณะที่คนเดินเข้ามา หนิงอี้ดับตะเกียงในทันที ราวกับโดนลมพัดดับ แสงจากเตายังส่องสลัวๆ ชายหนุ่มคนนั้นชะงักเล็กน้อย “ท่านแม่...”

มือของหนิงอี้ยกตุ้มน้ำหนักขึ้น ฟาดโป้งเข้าไปที่ท้ายทอยของอีกฝ่าย ร่างนั้นล้มตึงไปด้านข้าง หนิงอี้จึงรีบเข้าไปประคองไว้

“ว่าแต่เจ้าคนแซ่กู้คนนั้น ครั้งนี้ได้ยินว่าได้เป็นขุนนาง ไปเป็นผู้ว่ากรม...”

“ถ้าพอจะให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางตามไปเป็นผุ้ติดตามอะไรสักอย่าง ก็คงดีอยู่ ในเมื่อเรามีจุดอ่อนของเขาอยู่...”

“พวกบัณฑิตอ่อนแอแบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องบีบให้หนักเกินไป...”

ในห้อง หยางอี้กับหยางเหิงกำลังพูดคุยกัน บางครั้งก็ยกถ้วยสุราขึ้นดื่ม เคี้ยวถั่วลิสงไปด้วย แล้วก็ตระหนักว่าต้าหลางหายไปนานเกินไป หยางเหิงขมวดคิ้ว

“ต้าหลางยังไม่...”

“ท่านแม่” เสียงนั้นดังแผ่วเครือจากทางห้องครัว สองคนสะดุ้ง หยางอี้คว้าหน้าไม้ พุ่งเข้าไปในทางเดินด้านใน ขณะที่หยางเหิงชักดาบเหล็กออกตรงไปยังประตู

“เจ้าไปดูหมูอ้วนตัวนั้น!”

หยางเหิงพุ่งออกจากห้อง มองดูในแม่น้ำว่ามีใครหนีไปหรือไม่ ไม่กี่วินาทีต่อมา ในห้องข้างหลังมีเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดของหยางอี้ดังลั่น “ปล่อยเขา!”

หยางอี้พุ่งเข้ามายังทางเดินตรงกลาง บรรยากาศมืดสลัว มีเพียงแสงไฟสลัวจากทางห้องครัว เขายังไม่ทันเปิดประตูบานที่สองดูหมูอ้วนนั่น ก็เห็นบุตรชายคนโตของเขาถูกใครคนหนึ่งผลักพาเดินออกมา ศีรษะเต็มไปด้วยเลือด เดินโซเซอย่างเห็นได้ชัด ชัดเจนว่าเพิ่งจะได้สตินิดๆ แล้วก็โดนเล่นซ้ำ

มีดปลายแหลมเปื้อนเลือดวางพาดอยู่ที่ลำคอของเขา ถูกอีกฝ่ายถือด้วยมือเดียว แค่ขยับเพียงเล็กน้อยก็อาจเชือดขาดคอได้ คนที่ยืนอยู่หลังลูกชายของเขา ผลักให้เดินออกมา คือหมูอ้วนที่เขาจับมา เดิมทีดูอ่อนโยนไร้พิษภัย แต่ตอนนี้ร่างนั้นกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด

“ปล่อยเขา!”

หยางอี้กัดฟันจนเกือบแตก ชูหน้าไม้ขึ้นร้องตะโกนเสียงเข้ม

ร่างกายของหนิงอี้ตอนนี้แม้จะไม่สูงนัก แต่หยางอี้กลับตัวใหญ่เกินไป ยืนขวางอยู่ราวกับกำแพง ทั้งสองฝ่ายหยุดลงเล็กน้อย แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ไม่ใช่เสียงตะโกนแหลมสูงของหยางอี้ แต่เต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างลึกซึ้ง กล่าวสั้นๆ ง่ายๆ

“ยิงสิ”

…………………

จบบทที่ ตอนที่ 74 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนหนึ่ง)

คัดลอกลิงก์แล้ว