- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 75 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนสอง)
ตอนที่ 75 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนสอง)
ตอนที่ 75 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนสอง)
ตอนที่ 75 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนสอง)
คุ้งแม่น้ำนอกเมืองเจียงหนิง กระท่อมลอยน้ำ
“ยิงสิ”
“ปล่อยเขา!”
“ยิงเลย!”
“เจ้าจะต้องตายอย่างอนาถ!”
“พวกเจ้าเป็นใคร ทำไมถึงจับตัวข้ามา!”
“เอ้อร์หลาง! ท่านแม่”
“……”
“เจ้าทำอะไรลงไป!”
“ถอยไป”
ระเบียงในกระท่อมลอยน้ำอันมืดสลัว ไม่มีแสงไฟ มีเพียงแสงจางๆ จากเตาครัวและตะเกียงน้ำมันในห้องรับแขกสาดส่องออกมาจากสองด้าน บรรยากาศเคร่งเครียดจนน่าหายใจไม่ออก นักรบตัวใหญ่ หน้าไม้ มีดปลายแหลม เลือดสด และตัวประกันที่ดูร่อแร่ สายน้ำไหลเอื่อยผ่านใต้เท้า นักรบตัวใหญ่นั้นถือหน้าไม้ ตะโกนด้วยความโกรธ ความดุดันในตัวปะทุออกมาจนควบคุมแทบไม่อยู่ เมื่อเทียบกันแล้ว เงาร่างอีกฝ่ายที่อยู่ห่างไปไม่กี่จั้งดูเล็กนัก มือข้างหนึ่งแค่ถือมีดปลายแหลมจ่อคอหอยอีกฝ่ายไว้
เมื่อเสียงตะโกนและคำขู่โกรธเกรี้ยวของนักเลงใหญ่ส่งผ่านมา เสียงตอบกลับก็ดังขึ้นทันที เสียงนั้นไม่ได้ดุดัน แต่ก็ไม่หยอกเย้า เป็นเพียงคำพูดสั้นๆ เงียบสงบมั่นคง ราวกับเสาหลักที่ตอกฝังอยู่กลางสายน้ำเชี่ยว ถึงแม้น้ำจะซัดกระหน่ำ มันก็ยังมั่นคงอยู่ที่เดิม ราวกับไม่หวั่นไหวต่อพายุ สองฝ่ายผลัดกันพูดราวกับไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เสียงของอีกฝ่ายกลับสามารถกดทับอารมณ์เดือดดาลของนักเลงใหญ่เอาไว้ได้
เงาร่างนั้นสูดหายใจลึก กัดฟันพูดทีละคำอย่างอาฆาตแค้น “เจ้าทำอะไรกับพวกเขา...”
“เจ้าลองเดาดูสิ”
“ทำอะไร”
เสียงคำรามกึกก้องสะเทือนหู แต่คำตอบก็ยังตอบกลับมาอย่างชัดเจน “ถ้าชอบก็ลองเดาอีกครั้ง”
ฟันของนักเลงใหญ่สั่นระริก จ้องมองร่างนั้นราวกับจะกลืนกินทั้งเป็น แล้วค่อยๆ สูดหายใจลึกก่อนถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ข้าดุุคนผิด...”
“ก็ดีแล้ว” ทางออกเดียวคือต้องผ่านห้องรับแขก หนิงอี้จ้องมองย่างก้าวนั้น ตอบกลับด้วยเสียงเย็นชา ก่อนจะดันตัวประกันที่โซเซไปข้างหน้าอีกก้าว และอีกฝ่ายก็ค่อยๆ ถอยอีกก้าว...
“ถ้าพวกเขายังไม่เป็นอะไร เรายังคุยกันได้”
“ดี”
“แค่ไม่ตายก็พอ”
“ดี”
“...ไม่อย่างนั้น ข้าสาบานว่าจะฆ่าล้างตระกูลเจ้า!”
“ดี”
“ข้าจะถลกหนังเจ้าให้ตายอย่างทรมานที่สุด!”
“ดี”
“หนิงอี้! หนิงหลี่เหิง!”
ระยะเพียงไม่กี่ก้าว คำพูดเพียงไม่กี่ประโยค กับคำตอบสั้นๆ ลอยๆ กลับยิ่งทำให้นักเลงใหญ่ยิ่งเดือดดาล ยามนี้เขาเดินมาถึงประตูห้องรับแขกแล้ว แสงตะเกียงส่องให้เห็นเค้าโครงใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยโทสะ คำตอบพวกนั้นยิ่งทำให้เขาโกรธจัด หากเป็นแต่ก่อนบัณฑิตอย่างหนิงอี้เพียงเดินผ่านบนถนนก็อาจต้องตัวสั่น
ด้านหลังตัวประกัน เดิมทีบัณฑิตผู้นั้นมองออกไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังเพียงข้างเดียว บัดนี้เขาหันศีรษะมาช้าๆ ดวงตาทั้งสองจ้องเย็นเยียบ แต่แล้วเขาก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงปฏิกิริยาเพราะถูกเรียกชื่อออกมา เขามองอย่างเย้ยหยัน จากนั้นกล่าวเสียงต่ำทีละคำ “...ถอยต่อไป พูดต่อไป อย่า...หยุด...”
หยางอี้ค่อยๆ หันกลับ ถอยพ้นธรณีประตูที่กั้นระหว่างห้องรับแขกกับทางเดิน
เปลวไฟดวงเล็กๆ ส่องสว่างไหวอยู่ในห้องรับแขก ทอดเงาดำขนาดใหญ่ของเขาพาดผ่านประตู ตรงข้างประตู หยางเหิงถือดาบเหล็กซ่อนตัวอยู่ที่นั่น แลกสายตากับเขาขณะถอยเข้ามา ตั้งแต่ได้ยินคำพูดประโยคแรก เขาก็ยังไม่พุ่งเข้าไปในทางเดิน กลับยืนซุ่มตรงข้างประตูเตรียมพร้อม ทางเดินด้านใน หนิงอี้เห็นเงาดำนั้นขยับ ก็ดันตัวประกันเดินต่อ ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่เห็นกันชัดนัก
“ใครส่งพวกเจ้ามา?”
“พวกเราก็มี...กฎ!”
หยางอี้ถอยไปพลาง ถือหน้าไม้ไปด้วย เตะเก้าอี้ข้างตัวล้มลง
“เจ้าหนีไม่รอดแน่!”
“อืม”
“ที่นี่อยู่นอกเมือง ไม่มีใครมาช่วยเจ้าได้!”
“อ้อ”
“ต่อให้พ้นจากเรือนนี้ เจ้าก็ต้องตาย!”
“ดี”
“ข้ายอมรับว่าดูคนผิด แต่เจ้าเป็นแค่บัณฑิตอ่อนแอ เจ้าต้องกลัวแน่! แค่ก้าวพลาด...เจ้าก็ตายแล้ว!”
ร่างของหนิงอี้ปรากฏที่หน้าประตู มองเย็นชากลับไป ก่อนจะหมุนตัวประกันให้หันหน้าไปอีกด้าน หยางอี้ส่ายหน้าเบาๆ
“ข้าหยางอี้ยอมรับความพ่ายแพ้! ขอแค่เจ้าปล่อยให้ตระกูลหยางมีผู้สืบสกุล ทุกอย่างเราตกลงกันได้!”
แสงไฟมืดสลัว ห้องทั้งห้องดูเหมือนจะมืดมิดลงยิ่งขึ้นเพราะแรงกดดันแห่งการเผชิญหน้า หยางเหิงพิงผนังอยู่ข้างประตู กำดาบเหล็กแน่น ดวงตาจับจ้อง ข้างๆ หนิงอี้กำลังจะดันตัวประกันเข้าไป มีดปลายแหลมยังคงจ่ออยู่ เขาจ้องมองมือลึกลับที่ถือมีดไว้
ที่โต๊ะด้านใน สีหน้าของหยางอี้ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ข้าหยางอี้พูดแล้วไม่คืนคำ”
ขณะที่ฝีเท้าเพิ่งก้าวเข้า ท่าทีของน้ำเสียงก็ดูจะเปลี่ยนเล็กน้อย ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนก็ดังขึ้น
“ระวัง”
บรรยากาศที่เพิ่งลดลงในชั่วพริบตาก็พุ่งถึงขีดสุด นี่คือครั้งแรกที่หนิงอี้เปล่งเสียงออกมา เงาไฟไหววูบ เงาร่างเคลื่อนไหว เสียงลมแหวก ฟู่! เงาดำฟาดเข้าใส่หยางเหิง หยางเหิงยกดาบปัดขึ้น เศษเชือกฟางขาดกระจายในอากาศ
ไหดินหมุนตัวลอยกลางอากาศ เข้าประชิดตัวหยางเหิง เขายกข้อศอกขึ้นตามสัญชาตญาณ
โครม
“อ๊ากกกกก”
“บัดซบ”
“ยิงเลย”
“ข้าจะฆ่าเจ้า”
“เจ้าตายแน่! ตายแน่!”
“เหนี่ยวไกๆๆ”
แสงสลัวในห้อง เศษไหแตกกระจายในความมืด น้ำมันร้อนสาดกระจายราดใส่ช่วงบนของร่างหยางเหิง ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องปะปนกับเสียงน้ำมันเดือดดังซู่ซ่า หยางอี้รีบยกหน้าไม้ขึ้นทันที สีหน้าเกรี้ยวกราดไม่เหลือร่องรอยความลังเล หนิงอี้ดันตัวประกันไม่กี่ก้าวก็พุ่งเข้าห้อง แล้วลากอีกฝ่ายหลบไปยังมุมหนึ่ง
ทั้งห้องเสียงสับสนดังระงม หยางเหิงยกข้อศอกกับท่อนบนป้องกันน้ำมันร้อนส่วนใหญ่ไว้ได้ ไม่ถึงกับสาดตรงศีรษะ แต่อีกตายังคงถูกสะเก็ดร้อนลวกไป เขาใส่เพียงเสื้อตัวเดียวเพราะเป็นฤดูร้อน ร่างกายครึ่งหนึ่งเปียกชุ่มด้วยน้ำมันร้อน เขากรีดร้องพลางฟันเก้าอี้ข้างตัวขาดครึ่ง คำด่าทอไม่หยุดหย่อน ใบหน้าเต็มไปด้วยแผลพุพอง ร่างกายดูเหมือนปีศาจที่คลั่ง พร้อมจะกระโจนเข้ามาทุกเมื่อ ขณะนั้นหยางอี้ก็ส่ายหน้าสุดแรง
“ตอนนี้ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะปล่อยเขา”
“เขาไม่กล้าฆ่าต้าหลาง! เขาไม่กล้าหรอก!”
“เข้ามาสิ ลองดูสิ! ทำไมไม่เหนี่ยวไกล่ะ!”
“ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าหนีออกไปได้”
“ฆ่ามันเลย!”
“เข้ามาเลย ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ขอแค่มีปัญหา มีดเล่มนี้จะกรีดคอบุตรชายเจ้าทันที…”
“วันนี้เจ้าจะไม่มีทางออกจากประตูนี้ได้!”
“ปิดประตูซะ!”
“หลอดลมของเขาจะถูกเฉือน เลือดจะทะลักออกมาจากลำคอ ส่วนมากจะเป็นฟองเลือด บุตรชายของเจ้าจะต้องเจ็บแน่นอน จากนั้นเขาจะพบว่า...หายใจไม่ออก…”
“ถ้าเขาตาย เจ้าก็ตายด้วย…”
“ข้าจะฟันมือเจ้าให้ขาด”
“รู้ไหมว่าความรู้สึกหายใจไม่ออกมันเป็นอย่างไร? ลองนึกดูสิ ลองนึกดู...เหมือนปลาที่ถูกยกขึ้นมาจากน้ำ ทั้งร่างเขาจะกระตุก ดิ้นพราดๆ คอถูกกรีด เขาอาจจะยังพยายามใช้มือข่วนตัวเอง แล้วเลือดจะยิ่งไหลออกมากขึ้น ยิ่งมากขึ้น จนเขาไม่รู้สึกอะไรอีกเลย ช่วงเวลานั้น เจ้าอาจจะมีเวลาพอจะจิบชาไปด้วยก็ได้! มาเลย!” หนิงอี้กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“เจ้าจะต้องตายอย่างทรมานยิ่งกว่าเขา!”
“แต่เขาเป็นบุตรชายของจ้า!”
สามคนในห้องเผชิญหน้ากันราวกับสามจุดสุดขั้วของสมการ บางครั้งขยับเล็กน้อย แต่ยังรักษาระยะห่างไว้ ความเร็วในการพูดของแต่ละคนเร็วมาก หยางอี้ถือหน้าไม้ขวางหน้าประตู สีหน้าแน่วแน่ หน้าไม้สั่นเล็กน้อยพยายามเล็งไปยังจุดสำคัญของหนิงอี้ ส่วนหยางเหิงที่หน้าเหี้ยมเกรียมนั้นเต็มไปด้วยความป่าเถื่อนรุนแรง หนิงอี้พูดอย่างรวดเร็วแต่ยังคงสงบนิ่ง สายตาจ้องเขม็งไปยังสองร่างในห้อง ระหว่างเสียงตะโกนของหยางเหิงที่แสดงท่าจะโจมตี หนิงอี้เพียงปรับตำแหน่งนิดเดียว อีกฝ่ายก็ต้องถอยกลับ
“ข้าจะไม่ต่อรองอะไรกับเจ้าอีก เจ้าจะไม่มีวันปล่อยบุตรชายข้า!”
“เขาไม่มีวันกล้าลงมือ!”
“เจ้าขยับ ข้าก็ขยับ!”
“วันนี้จะไม่มีใครได้ออกไปไหนทั้งนั้น”
“ลองดูสิว่าใครจะทนได้นานกว่ากัน ระหว่างข้ากับลูกเจ้า…”
“อ๊าก”
หยางเหิงคำรามเสียงดังทันที แกว่งดาบทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้ามา หนิงอี้ยกมือซ้ายที่ซ่อนไว้ข้างหลังขึ้นทันที มีประกายไฟสาดกระจาย “มาเลย!” สิ่งนั้นคือไม้ขีดไฟที่เขานำออกมาจากห้องครัว หยางเหิงหน้ายับเยิน หยุดฝีเท้าแล้วตะโกน “ขว้างมันมา!”
“ข้าย่อมขว้างแน่”
“งั้นก็ขว้างมาสิ!”
“แน่จริงก็เข้ามา…”
หยางเหิงพุ่งไปหนึ่งก้าว หนิงอี้ยกมือขึ้น เขาก็ถอยทันที แต่ไม้ขีดนั้นก็ไม่ได้ถูกขว้างออกไปจริง ทั้งสองฝ่ายเล่นท่าแบบนี้ซ้ำกันอยู่หลายครั้ง นักเลงร่างยักษ์ราวหอคอยดูเหมือนตัดใจแล้ว พยายามขยับเข้าใกล้หนิงอี้อย่างต่อเนื่อง เขามั่นใจว่าหนิงอี้ไม่มีวันฆ่าตัวประกัน พยายามสร้างความโกลาหลและช่องโหว่ หนิงอี้ที่มีดในมือขวายังจ่อคอตัวประกันอยู่ก็ค่อยๆ ขยับตำแหน่งไปด้วย หยางอี้ที่อยู่ไม่ไกลถือหน้าไม้จ้องตาไม่กะพริบ จนเมื่อถึงจังหวะหนึ่ง หยางเหิงกับหยางอี้สบตากัน แล้วหยางเหิงก็พุ่งเข้ามา
ห้องที่ตึงเครียดจนถึงขีดสุดอยู่แล้ว ยิ่งตึงเครียดขึ้นอีก ทั้งสามคนต่างเครียดขึงเต็มที่ หนิงอี้สะบัดมือ หยางเหิงก็เปลี่ยนทิศอีกครั้ง จากนั้นเสียงตะโกนดังขึ้นอีก หยางเหิงกับหยางอี้สลับตำแหน่งกันในพริบตา หนิงอี้ขว้างไม้ขีดไฟออกไปตรงไปยังหยางเหิง
แต่หยางอี้เคลื่อนไหวได้เร็วกว่าคนอื่น เตะเก้าอี้ข้างตัวไม้ขีดกระเด็นไป หยางเหิงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป พุ่งเข้าใส่เต็มกำลัง หนิงอี้หันหลังคว้าไปยังตะเกียงที่ติดอยู่บนเสา! แต่แล้ว…ตะเกียงนั้นกลับไม่ขยับ มันถูกตรึงติดกับเสาไว้แล้ว หยางเหิงเข้ามาใกล้แล้ว! ยื่นมือคว้าไปยังมีดปลายแหลมที่จ่อคอหลานอยู่ ขณะเดียวกัน หยางอี้เตะเก้าอี้ที่ขวางออก พุ่งเข้ามาอีกทาง!
หนิงอี้ยัดมือซ้ายเข้าไปในตะเกียง น้ำมันก๊าดสาดออกมา!
ห้องมืดลงวูบหนึ่ง หยางเหิงคว้ามีดได้แล้ว ดึงออกเต็มแรง แต่ทันใดนั้นเอง เปลวไฟก็ลุกขึ้นระหว่างหนิงอี้กับหยางเหิง
โครม
เปลวเพลิงลุกพรึ่บ! พุ่งออกไปสองทาง!
ในชั่วขณะนั้น หนิงอี้ใช้ไส้ตะเกียงและน้ำมันก๊าดจุดไฟเผาร่างของอีกฝ่าย พร้อมกันนั้น ก็เผาตัวเองด้วย
กลางเปลวไฟที่ลุกโชน เสียงกรีดร้องของหยางเหิงดังลั่น มือยังพยายามดึงมีดออกจากคอหลาน หนิงอี้กระชากมีด เลือดสาดทะลักกลางเปลวไฟ ด้านอีกฟาก หยางอี้พุ่งเข้ามา เล็งหน้าไม้ทันที หนิงอี้ปล่อยตัวประกัน กระโจนไปด้านข้าง ฟันดาบลงตรงศีรษะของหยางเหิง
“อ๊ากกกกกก”
“อ๊าาาา”
“อ๊า”
ลูกธนูจากหน้าไม้เฉียดหลังของหนิงอี้ พุ่งผ่านไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องของหยางเหิงที่ถูกเผา หยางอี้ตะโกนโกรธจัด หนิงอี้ฟันใส่หัวหยางเหิงด้วยสุดแรง เงาร่างประสานกันในพริบตา เปลวไฟโหมกระหน่ำ หยางอี้รีบคว้าบุตรชายไว้ ผลักออกไปด้านข้าง แล้วพุ่งตามไปจะคว้าตัวหนิงอี้ แต่คว้าไม่ทัน หนิงอี้ที่เดิมทีวิ่งไปฟันใส่หยางเหิง กลับเปลี่ยนทิศทาง พุ่งตามบุตรชายของเขาออกไป เมื่อเขามองไป ก็พบว่าระหว่างทั้งสองคนถูกมัดด้วยเชือกเส้นหนึ่ง
บัณฑิตร่างผอมบางผู้เปื้อนเลือดผลักลูกชายของเขาไปยังอีกฝั่งของห้อง แล้วหมุนตัว ดึงเหล็กแหลมออกจากด้านหลังมาจ่อที่ลำคอของลูกชายอีกครั้ง สายตาหันกลับมาจ้องมาทางนี้
หยางเหิงถอยไปไม่กี่ก้าว ล้มลงกลางเปลวเพลิง เปลวไฟไม่ถึงตาย หากกระโจนออกไปกระโดดลงแม่น้ำยังอาจรอด แต่หนิงอี้อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายแตกตื่น ฟันลงไปที่ศีรษะอย่างไม่ลังเล นั่นต่างหากคือดาบสังหาร
ทุกคนต่างมีการวางแผน ก่อนหน้านี้ หยางเหิงกับหยางอี้เผยช่องว่างเล็กน้อยเพื่อให้หนิงอี้ขว้างไม้ขีดออกไป หากตอนนั้นหนิงอี้ไม่เดินไปยังตะเกียง คงไม่กล้าขว้างง่ายๆ กระท่อมนี้เป็นถิ่นของพี่น้องหยาง ตะเกียงที่ถูกยึดไว้ พวกเขารู้ดี แต่บัณฑิตผู้นี้ย่อมไม่รู้ หยางเหิงใช้ร่างโผเข้าหา เพื่อคว้าโอกาสสุดท้ายในพริบตา ใครจะคาดคิดว่าหนิงอี้จะโหดเหี้ยมขนาดนั้น จุดไฟเผาตัวเองเพื่อเผาคู่อริ
ขณะนี้ ในอีกด้านของห้อง เขายังคงใช้ตัวประกันเป็นโล่ มือซ้ายเดิมจับอกของอีกฝ่ายไว้ ตอนนี้เปลวไฟยังลุกท่วม เมื่อหยางอี้หันมาอย่างโศกเศร้าและเดือดดาล หนิงอี้ก็จ้องกลับเย็นชา มือที่ลุกไหม้ตบลงบนตัวประกันสองสามครั้ง แล้วตบที่ตัวเอง น้ำมันก๊าดเกาะแขนและข้อมือ เขาจึงดับไม่ลงง่ายๆ หยางอี้มองดูมือเขากวัดแกว่งในอากาศ แล้วกำมือแน่น หันหลังใช้แรงฟาดไป
โครมเสียงดังสนั่น
ข้างหลังมีโอ่งสุราใบใหญ่ เป็นโอ่งดินเผาดำ ขอบโอ่งหนามาก ใครจะรู้ว่าเขาออกแรงมากขนาดไหน ถึงกับทุบโอ่งแตกได้ หมัดนั้นคงกระดูกแตกร้าวไปแล้ว น้ำสุราทะลักออกมา เขาจุ่มแขนซ้ายลงไปดับไฟ เสียงซู่ซ่าดังลั่น มือทั้งมือสั่นเทา ดูเหมือนแขนข้างนี้จะหมดสภาพแล้ว
ทว่าแววตาเย็นเยียบที่จ้องกลับมา และมือขวาที่จ่อเหล็กแหลมที่ลำคอลูกชายเขา...กลับไม่ได้สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย คิ้วขมวดแน่น สั่นระริกอยู่ครู่หนึ่ง...
………………….