เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 66 ข้อห้าม

ตอนที่ 66 ข้อห้าม

ตอนที่ 66 ข้อห้าม


ตอนที่ 66 ข้อห้าม

ในห้องของเรือสำราญมีเสียงหยอกล้อเบา ๆ ดังขึ้น สักพักศีรษะคนสองคนก็ชนกันอีกครั้ง ขณะชะโงกหน้าออกไปดูนอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องไปยังฝูงชนด้านโน้น ก็ปรากฏเงาร่างของหนิงอี้อยู่ในนั้น แม้จะเห็นได้เลือนราง แต่ก็แน่ชัด เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ตาดี ผ่านไปครู่หนึ่งก็ถอนหายใจอย่างเสียดาย “แต่เหมือนกับว่าฮูหยินเฒ่าของเขาก็มาด้วยนะ... พี่อวิ๋นจู พี่เคยเห็นมาก่อนไหม”

ในฝูงชนนั้น ผู้ที่เดินคู่มากับหนิงอี้ก็คือซูถานเอ๋อร์ ข้างหลังยังมีสาวใช้ตามอีกสามคน มองจากระยะไกลแล้ว ถึงแม้เนี่ยอวิ๋นจูจะมองไม่ชัดว่าหญิงสาวคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ในหัวก็อดนึกถึงภาพที่เคยเห็นในช่วงออกเที่ยวฤดูใบไม้ผลิไม่ได้ ตอนที่ซูถานเอ๋อร์กับหนิงอี้นั่งอยู่ด้วยกันจึงยิ้มพลางพยักหน้า “เคยเห็นแล้ว ไม่ใช่ฮูหยินเฒ่าหรอกนะ นางกับหลี่เหิงเหมาะสมกันมากเลยล่ะ…”

“ก็ได้ อาจจะไม่แก่เท่าไหร่ แต่พี่อวิ๋นจูพูดแบบนี้แสดงว่าเข้าข้างกันนะ... อ๊า…” คนปากไวโดนลงโทษอีกครั้ง เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ยกหน้าผากที่ถูกเคาะไปพิงไหล่อวิ๋นจู พลางดิ้นไปมาเหมือนหนอนและพึมพำ “จิ่นเอ๋อร์รู้แล้วว่าผิด พี่อวิ๋นจู อย่าลงแรงนักสิ…”

เนี่ยอวิ๋นจูดันนางออกอย่างไม่สบอารมณ์ สีหน้าก็เริ่มจริงจังขึ้นหลังจากนั้น “ข้ากับคุณชายหนิงไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนั้นนะ จิ่นเอ๋อร์ เจ้าอย่าพูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย ถ้ามีคนได้ยินจะไม่ดี”

“รู้แล้ว…” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์พยักหน้า แล้วมองดูภาพเหตุการณ์ด้านนั้นต่อ รอจนคนกลุ่มนั้นเดินเข้าใกล้ จึงพูดว่า “จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ดูแก่เลยแฮะ…” ที่จริงซูถานเอ๋อร์ก็เป็นหญิงงามคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเทียบกับนางหรือกับเนี่ยอวิ๋นจู ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ความต่างอยู่ที่อุปนิสัยล้วน ๆ ด้วยความที่นางเป็นผู้ควบคุมการค้าการขายมาตลอด จึงมีความมั่นใจในตัวเองเฉพาะตัวโดดเด่นกว่าคนทั่วไป เมื่อเดินเข้ามาใกล้ กลุ่มคนหนึ่งก็ออกมาต้อนรับ เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ก็อดถอนหายใจไม่ได้อีกครั้ง “วงสังคมกว้างขวางจริง ๆ”

ผู้ที่เข้ามาต้อนรับนั้นล้วนคหบดี และคำว่า “วงสังคมกว้างขวาง” นั้นก็หมายถึงซูถานเอ๋อร์ คนกลุ่มนั้น เช่น อู๋ฉีหาว อู๋ฉีหลง ปู้หยางอี้ ต่างก็เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ในการแข่งขันสาวงามในครั้งนี้ แน่นอนว่าปู้หยางอี้ในฐานะเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเจียงหนิง ย่อมสนับสนุนฉีหลานซึ่งอยู่ฝ่ายตนเอง แต่คนอื่น ๆ ก็ยังมีช่องทางให้ชักจูง จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของเหล่าหอนางโลมทั้งหลาย ช่วงเวลานั้นคนพวกนี้รวมกลุ่มกัน ก็น่าหมั่นไส้ไม่น้อย

“แต่ว่านางก็เก่งจริง ๆ นั่นแหละ” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์มองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พิงไหล่อวิ๋นจูถอนหายใจ “พี่อวิ๋นจูดูสิ บรรดานายทุนพวกนั้น แม้ว่าจะดูเหมือนพูดคุยกับซูถานเอ๋อร์ แต่ความสนใจกลับอยู่ที่หนิงหลี่เหิงนะ ปู้หยางอี้ยังพยายามจะตีสนิทกับเขาด้วย บุรุษที่แต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงโดยปกติไม่มีใครให้เกียรติเช่นนี้เลยนะ…”

ในเมื่อคลุกคลีในแวดวงนี้ เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ย่อมมองออก ซูถานเอ๋อร์กับคนพวกนั้นล้วนเป็นคหบดีเหมือนกัน พูดคุยทักทายกันเป็นเรื่องธรรมดา หากเป็นสามีที่แต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง ปกติก็จะไม่มีสถานะใด ๆ ต่อให้มีคนให้เกียรติบ้าง ก็มักจะมองที่ภรรยาเป็นหลัก หมายถึงภรรยาเป็นฝ่ายประคับประคองภาพลักษณ์ให้สามี แต่สิ่งที่เห็นในตอนนี้กลับไม่ใช่แบบนั้น หนิงอี้ยืนอยู่ตรงนั้น แม้ไม่พูดอะไรมาก แต่ท่าทางสง่างามเป็นธรรมชาติ และไม่มีใครที่แสดงท่าทีดูแคลนผู้นั้น ปู้หยางอี้ถึงกับหยิบยกหัวข้อพูดคุยขึ้นหลายครั้ง นี่ไม่ใช่แค่ให้หน้าซูถานเอ๋อร์เท่านั้นแน่

“หนิงหลี่เหิง ผู้มีปัญญาอันดับหนึ่งแห่งเจียงหนิง... พี่อวิ๋นจู ถ้าเขานั่งฝั่งเราในวันนี้ ข้าจะได้เป็นยอดพธูไหมนะ?”

เนี่ยอวิ๋นจูยิ้มแล้วมองนาง “จะนั่งฝั่งไหนเป็นเรื่องที่เขากับภรรยาต้องคุยกัน ข้าไม่มีสิทธิ์ไปยุ่ง... อีกอย่าง เจ้าไม่ใช่ไม่อยากเป็นยอดพธูอยู่แล้วไม่ใช่หรือ คิดฟุ้งซ่านอะไรอีกล่ะ…”

“อยากไม่อยากก็อีกเรื่องหนึ่ง เขาเป็น... เอ่อ... เป็นสหายของพี่อวิ๋นจู ก็ต้องนั่งฝั่งเราสิ ถ้าเขานั่งทางนี้ ข้าก็จะได้หน้าไง ถ้าได้ทะเลาะแย่งกับเจ้าเฉากวน นั่นก็ยิ่งดีเลย…”

“ทะนงตัวนัก”

“อิอิ…” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์หัวเราะคิกคักแล้วชะโงกดูอีกครั้ง ทันใดนั้นก็กระโดดลุกขึ้น “อ๊า! อ๊า!! พี่อวิ๋นจูดูสิ ฉีหลานออกมาแล้ว! ต่ำช้ามาก! กล้าเข้าหาเพื่อนสหายพี่... เอ่อ สหายสนิทของพี่อวิ๋นจูได้อย่างไร! แย่มากเลย! ไม่ได้แล้ว พี่อวิ๋นจู เราต้องออกไปขัดขวาง อย่าปล่อยให้หนิงหลี่เหิงนั่งฝั่งนางเชียวนะ!”

ด้านล่างฉีหลานในชุดขาวได้เดินเข้ามาแล้ว ภายใต้การแนะนำของปู้หยางอี้ ก็ได้คารวะทักทายซูถานเอ๋อร์กับหนิงอี้ จากนั้นก็คุยกันอยู่ตรงนั้น เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ไม่พอใจอย่างมาก เดินไปเดินมาอย่างกระฟัดกระเฟียด พอเห็นเนี่ยอวิ๋นจูไม่ยอมออกไปแย่งคนด้วย ก็เดินกลับมาใหม่ “ดูสิ พวกเขายังหัวเราะพูดคุยกันอีก สตรีสองนาง หึ เสแสร้งที่สุด...ทรยศ!”

เนี่ยอวิ๋นจูหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “ไยถึงกลายเป็นทรยศเล่า?”

“ก็เขาเป็นสหายของพี่อวิ๋นจู ข้าก็ต้องถือว่าเขาเป็นพวกเราไงล่ะ แต่เขายังกล้าคุยกับศัตรูอีก ก็ต้องถือเป็นทรยศสิ!”

นางระบายอารมณ์อยู่ข้าง ๆ สักพัก แล้วหันไปมองเนี่ยอวิ๋นจูที่กำลังจ้องไปยังทิศนั้น สีหน้ายิ้มละไม แต่แววตากลับซับซ้อนอย่างมาก จึงเม้มปากแล้วพูดเบา ๆ “พี่อวิ๋นจู อย่าเป็นแบบนั้นเลยนะ จิ่นเอ๋อร์จะชอบพี่อวิ๋นจูตลอดไปเลยนะ…”

เนี่ยอวิ๋นจูยิ้มแล้วมองนางแวบหนึ่ง ยกมือขึ้นเกี่ยวปลายคางนางเบา ๆ “ดีเลย ถ้าจิ่นเอ๋อร์ชนะตำแหน่งยอดพธูในครั้งนี้ได้ ข้าจะไถ่ตัวเจ้าออกมา ให้เป็นเรื่องเล่าขาน…”

“อื้ม ๆ ขอพี่อวิ๋นจูเมตตาจิ่นเอ๋อร์ด้วย…”

ระหว่างคำพูด เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ส่งสายตายั่วยวนระริก ร่างของทั้งสองค่อย ๆ ขยับใกล้กัน หยุดอยู่ชั่วครู่แล้วก็ใกล้เข้ามาอีก แล้ว... ริมฝีปากของทั้งสองก็สัมผัสกัน ต่างฝ่ายต่างรับรู้ถึงความนุ่มละมุน

ดวงตาทั้งสองเบิกโพลง กลอกไปมา แล้วก็รีบผละออกทันที เนี่ยอวิ๋นจูขมวดคิ้วพลางปิดปาก เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์อยู่ด้านข้างก็ “พุ่ย พุ่ย” ออกมาหลายครั้ง ริมฝีปากแดงสดน่ามอง แววตาสับสน “พี่อวิ๋นจู ทำไมไม่หลบล่ะ…”

“ข้าไม่นึกว่าเจาจะเข้ามาจริง ๆ นี่นา…”

“ข้านึกว่าพี่จะหลบเสียอีก…”

ทั้งสองคนแตกตื่นอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็พากันหัวเราะ เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ไปนั่งข้างกระจกทองเหลืองเติมสีปากใหม่ ส่วนเนี่ยอวิ๋นจูที่แต่งเป็นบุรุษก็ใช้ชาทำความสะอาดริมฝีปากที่โดนสีตกใส่ จากนั้นก็จ้องนางอย่างไม่พอใจ เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ยิ้มหน้าบานแล้วพูดเบา ๆ “พี่อวิ๋นจู พี่เคยลองกับคนอื่นมาก่อนไหม?”

“ไม่เคย”

“จะบอกให้นะ สองปีก่อน ข้าเคยเจอคุณชายคนหนึ่งจากหยางโจว รูปร่างหน้าตาเหมือนสตรีเปี๊ยบเลย แต่ไม่ใช่แน่ ๆ เขาท่าทางเหนียมอายน่ารักนัก ตอนนั้นใจข้าตุ้บตั้บอยากจะ ‘หืออา’ เข้าไปจูบเขาเลย... เสียดายที่เขามาครั้งเดียวก็หายไป เขาบอกว่าจะไปเมืองหลวงเพื่อสอบขุนนาง ต่อมาก็ไม่เจออีกเลย…”

“เจ้าชอบเขาหรือ?”

“เปล่านะ แทบไม่ได้คุยกันเลยสักสองคำ ข้าว่ามันสนุกดีนะ พี่อวิ๋นจู เราลองใหม่อีกรอบดีไหม คราวก่อนไม่รู้สึกอะไรเลยนี่นา…”

“ไปไกล ๆ!”

ในห้องมีเสียงหยอกล้อแผ่วเบา แสงอาทิตย์ด้านนอกกำลังลาลับไปพร้อมกับท้องฟ้ายามเย็นอันงดงาม ผู้คนจากทั่วสารทิศในเมืองต่างหลั่งไหลมาทางนี้ เมื่อรัตติกาลมาเยือน การแข่งขันเฟ้นหายอดพธูในคืนสุดท้าย... ก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว.

ในบรรดาสี่หัวหน้าหอนางโลมแห่งเจียงหนิง เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ร่าเริงสดใส เฝิงเสี่ยวจิ่งสง่างาม ลั่วเมี่ยวเมี่ยวผู้มาใหม่มักจะสร้างความรู้สึกหลากหลาย ส่วนลู่ไฉไฉซึ่งพลาดตำแหน่งไปก่อนหน้านั้น มักถูกคนกล่าวว่าเปรียบดั่งกล้วยไม้ลึกลับ นางเล่นพิณผีผาได้ไพเราะนัก สำหรับฉีหลานนั้น ผู้คนมักมองว่านางมีบรรยากาศของบัณฑิต เจนจัดด้านอักษรศาสตร์ มีความรู้ในเชิงศิลป์ดีไม่น้อย ว่ากันว่าบางครั้งในหอนางโลมยังแต่งกายเป็นนักปราชญ์ถือพัดขนนกเพื่อรับแขก จึงได้รับคำชมจากผู้คน

ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ข่าวลือว่า “ฉีหลานสนใจหนิงอี้” มักเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ ซูถานเอ๋อร์เองก็เคยหยอกล้อหนิงอี้เรื่องนี้อยู่บ้าง อย่างไรก็ดี ในสายตาพ่อค้า ความจริงของเรื่องนี้ยังต้องพิจารณากันอีก ในกลุ่มพ่อค้าที่มั่งคั่งเหล่านี้ ตระกูลที่สนิทกับตระกูลซูมากที่สุดย่อมเป็นตระกูลเสวี่ยกับตระกูลอู๋ แม้ว่าเสวี่ยจิ้นเคยตั้งใจลบหลู่หนิงอี้จนโดนเหยียดกลับไปครั้งหนึ่ง แต่ก็หาได้เพิ่มความสนใจในตัวเขาขึ้นมาไม่ ปัจจุบัน คนที่ดูจะสนใจหนิงอี้มากที่สุดเห็นจะเป็นตระกูลปู้ ซึ่งฉีหลานก็เป็นดาวเด่นของหอนางโลมในเครือตระกูลปู้ ข่าวลือที่แพร่ออกมานี้ ไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่าเป็นกลยุทธ์ของตระกูลปู้ในการตีสนิทหนิงอี้ หรือเป็นความตั้งใจของฉีหลานเองกันแน่

เวลานั้นด้วยการมีซูถานเอ๋อร์อยู่ด้วย ปู้หยางอี้จึงให้ฉีหลานออกมากล่าวคารวะ ถือเป็นการทำความรู้จักกับหนิงอี้อย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าคงไม่ได้พูดคุยเรื่องบทกวีแต่อย่างใด ฉีหลานซึ่งมีบุคลิกเรียบร้อยกล้าแสดงออก แสดงความเลื่อมใสในความสามารถด้านอักษรของหนิงอี้ ขณะเดียวกันก็มอบเกียรติให้ซูถานเอ๋อร์อย่างเต็มที่ ทุกคนต่างเป็นยอดฝีมือด้านการเข้าสังคม ภายนอกดูสนทนาอย่างรื่นเริง แต่เนื้อหาก็หาได้ลึกซึ้งนัก ไม่นานนัก หนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์ก็หาที่นั่ง โดยเลือกนั่งยังแถบหน้าสุดที่มีเหล่าคหบดีเป็นหลัก

“ไม่มีอะไรพลิกโผ รอบนี้ตำแหน่งยอดพธูต้องเป็นของฉีหลานแน่”

แสงอาทิตย์ยามเย็นใกล้ลับขอบฟ้า แสงโคมไฟเริ่มจุดขึ้นทีละดวง บรรยากาศรอบข้างยังคงคึกคัก เสียงผู้คนยังไหลทะลักเข้ามา ซูถานเอ๋อร์หยิบผลไม้ลูกหนึ่งจากโต๊ะตรงหน้า เริ่มปอกแล้วส่งให้หนิงอี้ เป็นการทำหน้าที่ภรรยา หนิงอี้รับมาอย่างไร้อารมณ์แล้วกัดไปคำหนึ่ง

“พูดมาแต่แรกแบบนี้ ดูก็ไม่ลุ้นอะไรเลย… นั่งกับเจ้าช่างน่าเบื่อเสียจริง…”

“เมื่อสองปีก่อนตระกูลปู้ก็หมายมั่นปั้นมือจะผลักดันฉีหลานอยู่แล้ว แต่เดินหมากอย่างระมัดระวัง กลัวจะถูกครหาว่าใช้เงินซื้อชัย เลยให้ฉีหลานได้แค่ตำแหน่งหัวหน้าหอนางโลมแล้วหยุดไว้ก่อน ตอนนี้ก็ปูทางเรียบร้อยแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรพลิกโผ ต้องถึงเวลาส่งฉีหลานขึ้นเวทีแล้ว” หนิงอี้กล่าวด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์ คำพูดฟังดูค่อนข้างรุนแรงหากอยู่ในหูผู้อื่น แต่ซูถานเอ๋อร์กลับไม่มีท่าทีไม่พอใจ กลับยิ้มกว้างยิ่งขึ้น พร้อมทั้งปอกผลไม้อีกลูกส่งให้

“ก็แค่อยากอวดหน่อยน่ะ… นอกจากอวดกับสามี ข้าจะอวดใครได้อีกเล่า? สามีควรชมข้าหน่อยนะเจ้าคะ”

“ก็ได้ ๆ ถานเอ๋อร์ของข้าเก่งที่สุด สายตาเฉียบแหลมที่สุด”

“ฮิฮิ… ดีใจจัง”

ซูถานเอ๋อร์ดูจะดีใจอยู่ไม่น้อย ไม่นานก็มีคนอื่นจากตระกูลซูเดินเข้ามาทักทายกับซูถานเอ๋อร์และหนิงอี้ เช่น เหวินติ้ง เหวินฟาง เป็นต้น จากนั้นก็ถอยออกไปอย่างรู้กาลเทศะ สีจวิ้นอวี๋เองก็มาปรากฏตัว ทักทายกับทั้งสองแล้วก็ไปนั่งที่โต๊ะกลมด้านหลังเยื้องออกไป ในงานเช่นนี้ การได้นั่งโต๊ะกลมและกินของว่าง ย่อมแสดงถึงสถานะที่ไม่ธรรมดา

ผู้อาวุโสฉินและฮูหยินทั้งสองก็มาถึงแล้วเช่นกัน พร้อมกับคังเสียนและคนอื่น ๆ นั่งอยู่ในกลุ่มที่นั่งของบุคคลสำคัญในวงสังคม ไม่นานนัก ฟ้าก็มืดลงอย่างสมบูรณ์ ผู้คนก็เข้ามาแน่นขนัดเต็มพื้นที่ เมื่อเสียงดนตรีอ่อนหวานเริ่มบรรเลงขึ้น ผู้คนก็ค่อย ๆ เงียบลง บริเวณแม่น้ำฉินหวยที่อยู่ใกล้เคียงพลิ้วไหวด้วยเกลียวคลื่น ลมยามค่ำคืนชื่นใจนัก เมื่อขุุนนางผู้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานยอดพธูครั้งนี้ขึ้นมากล่าววาจาต้อนรับและประกาศการเริ่มต้นการแข่งขัน เสียงดนตรีบนเวทีก็ค่อย ๆ เงียบลง

เมื่อถึงช่วงเวลาที่เงียบที่สุด เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้น ดนตรีกระหึ่ม พลุไฟพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ขณะเดียวกัน แถบผ้าไหมหลากสีถูกโยนขึ้นจากล่างเวทีพลิ้วไหวอย่างงดงาม ลั่วเมี่ยวเมี่ยว หัวหน้าหอนางโลมคนใหม่ปรากฏตัวขึ้นอย่างตระการตา คล้ายหงส์ที่กางปีกโชว์งามสง่า ท่ามกลางค่ำคืนที่หรูหราของเมืองใหญ่ งานยอดพธูครั้งนี้ก็เปิดม่านขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด

ในจุดที่อยู่ไกลจากหนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์ เป็นพื้นที่ของกลุ่มผู้สนับสนุนลั่วเมี่ยวเมี่ยว บรรดาผู้คนต่างพากันปรบมือเสียงดังสนั่น ในบรรยากาศอันเร่าร้อนนั้น ชายหนุ่มนามว่ากู่เหยียนเจิ้นก็กำลังยิ้มแล้วปรบมือไปด้วย แต่เป็นระยะจะหันศีรษะไปด้านข้างลอบชำเลือง ส่งสายตาไปยังทิศที่น่าจะมีเนี่ยอวิ๋นจูอยู่... พร้อมทั้งกวาดตามองโดยรอบ ลอบมองหานางในฝูงชนอย่างเงียบงัน...

………………..

จบบทที่ ตอนที่ 66 ข้อห้าม

คัดลอกลิงก์แล้ว