เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 65 ภาพแห่งการละเล่น

ตอนที่ 65 ภาพแห่งการละเล่น

ตอนที่ 65 ภาพแห่งการละเล่น


ตอนที่ 65 ภาพแห่งการละเล่น

“…ว่ากันว่าเมื่อเดือนสองปีนั้น ในเทศกาล 'ชุนหนาโป๋' ของแคว้นเหลียว บรรดาหัวหน้าเผ่าทั้งหลายล้วนมาร่วมงานเลี้ยงปลาตัวแรกที่จัดโดยเย่ลู่เหยียนซี ตอนนั้นว่านเหยียนอากู่ต้าออกมายืนเรียกร้องให้เย่ลู่เหยียนซียอมคืนพื้นที่ เย่ลู่เหยียนซีไม่สนใจ พองานเลี้ยงเข้าสู่ช่วงเข้มข้น เย่ลู่เหยียนซีสั่งให้หัวหน้าเผ่าทุกคนร้องรำทำเพลง ว่านเยียนอากู่ต้าก็นิ่งเฉย ตอบว่าทำไม่เป็น เย่ลู่เหยียนซีโกรธจัด เกือบจะชักกระบี่ฆ่าเขาเสียตรงนั้น ปัจจุบันว่านเยียนอากู่ต้าอยู่ในวัยรุ่งเรือง ทะเยอทะยานล้นหลาม สงครามระหว่างแคว้นจินกับเหลียวคงจะยุติลงไม่ได้ง่าย ๆ ราชวงศ์ต้าอู่ของเราควรฉกฉวยผลประโยชน์จากการถ่วงดุลระหว่างสองฝ่าย หากข้าดูไม่ผิด หากสงครามปะทุขึ้น กองทัพของราชวงศ์เราควรแสดงความอ่อนแอในเบื้องต้น แล้วตีเอาเกาะอิ๋งโจวเสียก่อน…”

ช่วงกลางวันของวันตวนอู่ก็เช่นเดียวกัน บนร้านอาหารริมแม่น้ำที่เมืองเจียงหนิง กู่เหยียนเจิ้นกำลังนั่งสนทนากับสหายสองสามคน เบื้องล่างยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศรื่นเริง ร้านอาหารมีผู้คนพลุกพล่าน บรรดาสหายเรียงชามตะเกียบจัดวางบนโต๊ะคล้ายวางกระบวนทัพ พูดคุยกันอยู่นาน

“ไม่นึกเลยว่าเหยียนเจิ้นจะมีความรู้ทางกลศึกถึงเพียงนี้ ข้ายกย่องจริง ๆ” หนึ่งในสหายซึ่งเป็นขุนนางทหารผู้น้อยประสานมือยิ้มชมเชย

อีกคนหนึ่งตบมือพลางพูดว่า “ไม่ใช่แค่กลศึกหรอก เหยียนเจิ้นทั้งเฉลียวฉลาดและกล้าหาญ มีข่าวว่าเขาเจอโจรระหว่างเดินทางขึ้นเมืองหลวง แต่ใช้เล่ห์กลหลบหนี แล้วรีบหาคนมาช่วยจับพวกโจรได้หมดเกลี้ยง ข้าได้ยินแล้วนับถือในใจ”

“เรื่องจริงหรือ?” มีคนเบิกตาถามอย่างตกใจ

“ฮ่าๆ ก็แค่บังเอิญประจวบเหมาะเท่านั้น” กู่เหยียนเจิ้นยิ้มตอบ “แต่ข้าเชื่อมาตลอดว่าบุ๋นกับบู๊ควรเสริมกัน ยามนี้โลกเปลี่ยนแปลง คนเราควรศึกษาทั้งสองแขนง ข้าเดินทางไปประจำการที่เล่อผิง ครั้งนี้ หากไม่กี่ปีข้างหน้าประสบผลสำเร็จ ข้าอาจจะวางพู่กัน จับกระบี่ตามรอยผานเฉา…”

เขามีกำหนดออกเดินทางไปเล่อผิงในเดือนเจ็ด คาดว่าจะออกจากเจียงหนิงราวเดือนหก ทุกคนพูดคุยหัวเราะพร้อมคำยกยอจนงานเลี้ยงเล็ก ๆ จบลง ต่างแยกย้ายกันกลับ เขานั่งที่หน้าต่าง มองทิวทัศน์ภายนอกครุ่นคิดเรื่องราวบางอย่าง

ไม่นาน บ่าวชื่อเสี่ยวซื่อก็เดินเข้ามา

“สืบมาแล้วหรือ?”

“เรียนคุณชาย ข้าได้ข่าวเรื่องหนิงหลี่เหิงมาหลายอย่างแล้วขอรับ แต่ที่ข้ามาคราวนี้มีข่าวมาบอกด้วย”

“หืม?”

“เรื่องไข่เยี่ยวม้ามีความคืบหน้าแล้วขอรับ”

“เรื่องนี้…” กู่เหยียนเจิ้นขมวดคิ้ว “ตอนนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรนักแล้ว... ช่างเถอะ ไปดูสักหน่อย ระหว่างทางเล่าเรื่องหนิงอี้ให้ฟังด้วย”

“ขอรับ ว่ากันว่า หนิงอี้เป็นคนมักไม่แสดงตัว ชอบซ่อนความสามารถเอาไว้ ข้าสืบเรื่องภูมิหลังของเขา คนรอบบ้านเก่าล้วนกล่าวว่า…”

เสียงเจื้อยแจ้วของทั้งสองแว่วไม่ขาด ระหว่างเดินผ่านตลาด เลี้ยวเข้าซอยหนึ่ง มาถึงโรงงานสภาพสกปรก

ครู่หนึ่ง กู่เหยียนเจิ้นก็เดินออกมา พลางปิดจมูกขมวดคิ้ว “ช่างเถอะ ไหน ๆ ก็เตรียมไว้แล้ว พรุ่งนี้เริ่มวางขายเลยก็แล้วกัน นางขายยี่สิบเหวิน เราขายสิบเหวิน ข้าจะไม่มาที่นี่อีก เป็นเรื่องเล็ก ๆ ปล่อยให้ท่านผุ้อาวุโสหูดูแลไป”

“รับทราบขอรับ แต่ว่า... คุณชายจะต้องออกเดินทางไปเล่อผิงในเดือนหน้า ผู้อาวุโสหูเกรงว่าแค่หนึ่งเดือน คงโค่นกิจการของฝ่ายตรงข้ามไม่ทัน”

“ใครบอกว่าต้องโค่นธุรกิจของนางให้ได้? โค่นแล้วได้อะไร? ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องนี้ ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีเถอะ”

เขาขมวดคิ้ว เดินหน้าไปต่อ บ้านเขาเดิมเป็นเจ้าที่ดิน มีเงิน การทำไข่เยี่ยวม้าไม่เปลืองเงินเท่าไรนัก ตอนนั้นก็แค่อยากรู้ว่าเบื้องหลังเนี่ยอวิ๋นจูคือใคร แต่มองไม่เห็นเงาเลย จึงสั่งคนลงมือบางอย่าง ถ้าเบื้องหลังนางเป็นชายชราใหญ่โตเรื่องนี้อาจยังมีค่า แต่ตอนนี้กลับดูไร้ความหมาย ทว่ายังไงเสีย ใช้เวลานิดหน่อย ก็เพียงพอให้นางตระหนักว่าความฝันจะยืนด้วยตัวเองนั้นเปราะบางเพียงใด

นึกถึงสิ่งที่เสี่ยวซื่อเล่า หนิงอี้เป็นพวกชอบทำอะไรแปลก ๆ ในเรื่องจริงจังกลับดูผิดแผกจากธรรมเนียม ว่ากันว่าเขาชอบทำของอย่างชอล์ก กระดานดำ ฯลฯ เหอะ ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะคบกับคนอย่างหลี่ปิน พวกเดียวกันแน่ ๆ ชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนมีอารมณ์อิสระเกินกรอบ ไข่เยี่ยวม้าก็คงเป็นฝีมือของเขา ภาพที่อยู่บนรถของเนี่ยอวิ๋นจู...ดูอย่างไรก็เป็นงานฝีมือจืดชืด ไร้รสนิยม

แถมวิธีขายไข่เยี่ยวม้าแต่แรก ก็ไม่ใช่อะไรแปลกใหม่ แค่จ้างคนแกล้งซื้อเท่านั้น สำหรับเขาแล้ววิธีนี้ต่ำต้อยไร้ค่า เขาเองคิดแผนไว้ตั้งหลายอย่าง ล้วนฉลาดล้ำกว่านี้หลายเท่า... เพียงแต่พอนึกตอนนี้แล้วก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป เดิมทีคิดว่าเนี่ยอวิ๋นจูเป็นหญิงสูงศักดิ์มีจิตใจพิเศษแท้ ๆ ไม่คิดว่าสุดท้ายจะหลงเชื่อเพียงเล่ห์ตื้น ๆ แบบนี้ ช่างน่าขันจริง ๆ

ระหว่างเดินผ่านถนนครึกครื้น เขาครุ่นคิดถึงเรื่องพวกนี้ คิดถึงสองคนนั้น... เนี่ยอวิ๋นจู หนิงหลี่เหิง... เดิมนึกว่าอีกฝ่ายสูงส่ง นึกว่าเลือกคู่ครองได้ดี นึกว่ามีเหตุผลลึกซึ้งเกินจะจินตนาการ แต่ตอนนี้คิดดูแล้ว

ช่างน่าผิดหวัง...

หญิงงามในหอนางโลมที่นั่งอยู่ในบ่อมองฟ้าแล้วคิดว่าตนบริสุทธิ์ไร้ราคี ชายบัณฑิตผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมไร้รสนิยมกลับคิดว่าตนเองเป็นอัจฉริยะสำอาง เทียบกับพวกชาวบ้านที่มั่วสุมกันยังน่าขันเสียยิ่งกว่า...

น่าเศร้าที่ก่อนหน้านี้เขากลับหลงเข้าไปในเรื่องพวกนี้เสียได้

ขณะที่เขาคิดเช่นนี้ เย็นวันนั้น เขาก็ได้พบสองคนนั้นอีกครั้ง

ดังที่ซูถานเอ๋อร์คาดไว้ในตอนเช้า เมื่อเกิดเหตุลอบสังหารเมื่อคืน การเข้าออกเมืองในวันนี้จึงถูกตรวจเข้ม ไม่อาจปล่อยคนจำนวนมากเข้าออกได้อีก การแสดงรอบสุดท้ายของงานประกวดโคมดอกไม้จึงย้ายมาจัดที่ลานฝึกใหญ่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออกของเมือง แม้ว่าทิวทัศน์จะไม่งดงามเท่าด้านนอกเมือง แต่เมื่อจัดตกแต่งชั่วคราวแล้ว แม้จะแออัดเล็กน้อย แต่สามารถจุคนดูได้ถึงสามพันคน บริเวณริมฝั่งแม่น้ำยังสามารถให้เรือสำราญจอดเทียบท่าได้ เพราะงานประกวดโคมดอกไม้เกี่ยวข้องกับรายได้มหาศาลของเมืองเจียงหนิง จึงไม่อาจยกเลิกได้ง่าย ๆ

ขุนนางของราชสำนักถูกลอบสังหาร สำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว แทบไม่รู้สึกอะไรเลย พวกเขายังคงคุยกัน ระหว่างมื้ออาหารยังพากันปรบมือสรรเสริญเสียมาก ดังนั้น แม้เกิดเหตุนี้ขึ้น ก็ไม่ได้ลดทอนความสนุกสนานของผู้คน กลับทำให้ตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

ช่วงบ่าย หนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ขี่รถม้าตระเวนรอบเมือง เจออาหารข้างทางน่าสนใจก็ลงไปลองกิน เสียงเล่าลือที่ได้ยินส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับมือสังหารหญิง ฉานเอ๋อร์กับเจวียนเอ๋อร์ในรถเอากล่องสองใบมาเล่นกล “หญิงสาวสูงแปดฉื่อ เอวรอบแปดฉื่อ” สู้กันระหว่างเสาทรงกลมกับกล่องทรงสี่เหลี่ยม

ซูถานเอ๋อร์ตอนนี้กลับมาร่าเริงแล้ว นางก้มหน้าหัวเราะและพูดคุยกับหนิงอี้เป็นระยะ แต่ก่อนเมื่อมีคนรอบตัวมาก มักต้องเล่นบทสามีภรรยาตัวอย่าง นางจะไม่พูดเรื่องการค้าเลย แต่คราวนี้กลับเอ่ยถึงเรื่องธุรกิจหลายครั้ง เช่นว่าการปิดประตูเมืองส่งผลต่อรายได้ของร้านมากแค่ไหน คาดว่าจะขาดรายได้ไปเท่าใด บ่นพึมพำเล็กน้อย แต่ที่จริงแล้วก็ดูเป็นการหยอกล้อเสียมากกว่า แม้จะถอนหายใจ แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้เลยแม้แต่น้อย

หนิงอี้ที่อยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยเสนอไอเดียแปลก ๆ ขึ้นมาเป็นพัก ๆ เช่น พิมพ์ตัวอักษรจากสี่คัมภีร์ห้าแก่นธรรมลงบนผืนผ้า แล้วเอาผ้านั้นมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า ใส่ออกไปข้างนอกทั้งตัวเต็มไปด้วยตัวอักษร ลวดลายแปลกใหม่ บังเกิดความน่าเกรงขาม ซูถานเอ๋อร์ก็หัวเราะแล้วบอกว่าจะลองทำให้สามีสักชุดในครั้งหน้า แต่จะใช้การปักแทนการพิมพ์ เพราะต้องปักตัวอักษรจากสี่คัมภีร์ห้าแก่นธรรม คงลำบากไม่น้อย สามีต้องใส่ออกไปข้างนอกจริง ๆ ให้ได้นะเจ้าคะ” หนิงอี้ก็ไม่มีโต้แย้งมใด ๆ พยักหน้ารับอย่างสบาย ๆ

ตอนกินของกินที่ริมแม่น้ำ หนิงอี้หยิบพู่กันกับกระดาษออกมา วาดภาพเหมือนศีรษะให้พวกนาง ดูเหมือนการ์ตูนหัวโตเส้นเรียบง่ายบนกระดาษเสวียน สี่สาวแสดงสีหน้าเกินจริง แต่ก็แต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซูถานเอ๋อร์กับพวกบ่าวหัวเราะกันจบ ก็พากันตำหนิเขาเล็กน้อย เพราะในยุคนี้ ผู้คนยังรับกับภาพลักษณะเช่นนี้ไม่ค่อยได้ หนิงอี้จึงถกเถียงกับซูถานเอ๋อร์อยู่พักหนึ่ง ในเสียงประท้วงของฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ ซิ่งเอ๋อร์ จึงเดิมพันกับซูถานเอ๋อร์ว่าจะตั้งแผงหาคนที่เห็นด้วยกับงานศิลป์นี้ ซูถานเอ๋อร์ก็พูดว่า “ดีเลย ตั้งไปสิ” แต่พอหนิงอี้ยกเก้าอี้ไปนั่งข้างถนนแล้วหยิบของจะเริ่มเขียนจริง ๆ ซูถานเอ๋อร์กับพวกนางก็พากันหัวเราะแล้วลากเขากลับมา

หนิงอี้หัวเราะเสียงดัง “เช่นนั้นนับว่าข้าชนะแล้วใช่ไหม?” ซูถานเอ๋อร์หัวเราะจนหน้าแดง “ท่านสามี ท่านลุงลู่จะมา ข้าขายหน้าแย่” ฉานเอ๋อร์พูดเบา ๆ ข้าง ๆ “ฉานเอ๋อร์ก็ขายหน้าไม่ไหว...” เจวียนเอ๋อร์พยักหน้าแรง แล้วคนทรยศทั้งสองก็โดนหนิงอี้เคาะหัวคนละที ทุกคนก็รู้ดีว่าเขาเป็นคนอัธยาศัยดี เรื่องล้อเล่นแค่นี้เขาไม่ถือสา

ตั้งแต่เหตุลอบสังหารเมื่อคืน ผู้คนในจวนเจ้าเมืองก็รู้แล้วว่างานประกวดโคมดอกไม้จะไม่อาจจัดนอกเมืองได้อีก การเปลี่ยนแปลงสถานที่จึงเริ่มตั้งแต่เช้ามืด พอตกเย็น หนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์และพรรคพวกก็พากันขึ้นรถม้าไปที่นั่น พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ถนนและอาคารโดยรอบสถานที่จัดงานล้วนประดับด้วยโคมไฟและผ้าแพร บนถนนฝั่งตรงข้ามของลานฝึก มีเรือสำราญของแต่ละสำนักจอดเรียงราย แม้ยังไม่เปิดไฟ แต่ผู้คนก็แวะเวียนขึ้นลงไม่ขาด คึกคักยิ่งนัก

ภายในห้องของเรือสำราญหอจินเฟิง เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์กำลังเตรียมตัวสำหรับการแสดงคืนนี้ คืนนี้จะเป็นรอบชิงของสี่ยอดพธูฝีมือดี แข่งกันสามรอบต่อคน ช่วงเย็นจนถึงก่อนขึ้นเวทีเป็นเวลาพักผ่อน จึงไม่ค่อยมีคนมารบกวน แน่นอน หากผู้แสดงมีคนรู้ใจ อาจแอบพาเข้าห้องมาพักด้วยสักครู่ก็เป็นได้

ในห้องของเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ตอนนี้ มีอีกคนอยู่ด้วย ไม่ใช่สาวใช้ของนาง แต่คือเนี่ยอวิ๋นจูในคราบบุรุษ ทั้งคู่ยืนอยู่หน้า หน้าต่าง มองไปยังฝั่งลานฝึกที่ผู้คนกำลังทะยอยเข้ามา พลางคุยกัน

“คืนนี้สำคัญใช่ไหม?” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ถามเนี่ยอวิ๋นจู

เนี่ยอวิ๋นจูพยักหน้า ดูเหมือนจะตื่นเต้นกว่านางเสียอีก “อืม ถ้าคืนนี้ไม่มีปัญหา ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปก็มีเรื่องให้ทำมากมายแล้วล่ะ”

“ข้าไม่ตื่นเต้นหรอก” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์แอบหยิบขนมถั่วเขียวมากัดคำหนึ่ง แล้วถูกเนี่ยอวิ๋นจูมองเขม็ง เศษขนมอีกครึ่งก็ถูกอีกฝ่ายคว้าไป เนี่ยอวิ๋นจูโยนเข้าปาก เคี้ยวแรง ๆ แล้วดื่มน้ำตามอย่างขัดใจ “ก็บอกแล้วว่าอย่ากินพวกนี้บ่อย!”

“ก็ข้าไม่ตื่นเต้นนี่นา ข้าไม่ได้อยากเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งด้วยซ้ำ เฟิงเสี่ยวจิ่งอยากได้ ฉีหลานอยากได้ ลั่วเมี่ยวเมี่ยวก็อยากได้ ให้นางไปก็แล้วกัน แต่ท่านกลับมาเครียดแทนกับเรื่องแค่นี้นี่สิแปลก...”

“นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราทำได้ถึงระดับนี้นะ จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร ถ้าคืนนี้ไม่มีปัญหา ไข่เยี่ยวม้าคงจะมีชื่อเสียงขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ส่วนเรื่องการแสดง ที่เจ้าวางเฉยไม่ใส่ใจ ก็เลยไม่ตื่นเต้นอย่างไรเล่า”

“ไม่ต้องห่วงหรอก จิ่นเอ๋อร์จะช่วยท่านเองนะ ท่านพี่” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ยิ้ม จากนั้นก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ใบหน้าเปลี่ยนสีทันที หรี่ตาแล้วพูดเสียงดุ “จริงสิ ท่านพี่อวิ๋นจู เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าได้ยินมาว่ามีคนขายไข่เยี่ยวม้าปลอมด้วยนะ คิดจะแย่งลูกค้าจากท่าน แล้วจะทำยังไงล่ะ...”

“หือ?” เนี่ยอวิ๋นจูขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีแล้วเหรอ?”

“อะไรเนี่ย ข้าเป็นห่วงท่านซะขนาดนี้ หาข่าวไปทั่ว ท่านซึ่งเป็นเจ้าของกลับไม่รู้เรื่อง แล้วที่ข้าอธิษฐานสาปแช่งทุกคืนให้คนแย่งลูกค้าท่านถูกฟ้าผ่าตายนั่นมันเพื่ออะไรล่ะ...โมโหแล้วนะ!”

“ก็ไม่มีอะไรนี่ เรื่องนี้เขาคาดไว้แล้ว” เนี่ยอวิ๋นจูยิ้มบาง ๆ “เขาบอกว่าถ้ามีเรื่องแบบนี้เขาจะจัดการเอง ไม่ให้ข้ากังวล เลยไม่ตามข่าวเลย มัวแต่วุ่นเตรียมการคืนนี้อยู่”

“เก่งขนาดนั้นเชียว?” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์มองค้อน “ฮึ่ม ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าเขาจะจัดการยังไงกันแน่...”

พูดจบก็มองออกไปนอกหน้าต่าง กวาดสายตาท่ามกลางฝูงชนอยู่สองสามครั้ง แล้วจู่ ๆ ก็มีท่าทีตื่นเต้นขึ้นมาทันใด กระพริบตา “อา พูดถึงปีศาจ ปีศาจก็มาเลย ท่านพี่อวิ๋นจู เจ้าดูสิ ๆ คนของท่าน...อ๊า...อื้อ! ท่านพี่อวิ๋นจู ข้าผิดไปแล้ว...”

………………..

จบบทที่ ตอนที่ 65 ภาพแห่งการละเล่น

คัดลอกลิงก์แล้ว