เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 59 สังหาร!

ตอนที่ 59 สังหาร!

ตอนที่ 59 สังหาร!


ตอนที่ 59 สังหาร!

การแสดงดำเนินไปกว่าครึ่ง คังเสียนถึงได้ลงจากเรือหลัก เดินทางกลับมาที่เรือตนเอง ทักทายกับคนบนชั้นล่างเล็กน้อย จากนั้นก็ขึ้นไปยังชั้นบน กล่าวทักทายกับเด็กหนุ่มที่พบเจอครู่หนึ่ง พอมองไปทางด้านหนึ่งของเรือจึงพบว่ามีบางอย่างประหลาด

ที่นั่นกลับมีคนสองคน กำลังนั่งชมการแสดงที่ริมหน้าต่าง พร้อมกับเล่นหมากล้อมไปด้วย

“พูดก็ประหลาด เหตุใดทุกครั้งที่พบเจ้า เจ้าหนุ่มคนนี้ถึงได้ดูสบายอกสบายใจที่สุดเสมอ ดูแล้วน่าโมโหจริง ๆ สาวงามเบื้องล่างต่างตั้งใจแสดง เจ้ายังกล้าแบ่งใจมาเล่นหมากอยู่ตรงนี้ ไม่กลัวคนอื่นเห็นแล้วด่าว่าเสียดายตำแหน่งที่ดีอย่างนี้หรือ…” ทุกครั้งที่เจอหนิงอี้ คังเสียนมักจะต้องแดกดันอยู่บ้าง ครั้นพอมองเห็นกระดานหมาก ก็เอ่ยอย่างสงสัย “กระดานนี้ช่างแปลก…”

หันไปมองทางอีกหน้าต่างหนึ่ง กระดานหมากของพี่น้องคู่นั้นก็ประหลาดเช่นกัน พี่สาวขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ กำลังถือหมากไตร่ตรอง ส่วนชายหนุ่มน้องชายกลับดูมีความสุขจนคิ้วยกสูง “พี่สาว ถ้าพี่ไม่กันตรงนี้ล่ะก็ พี่สาวจะต้องแพ้แน่ ๆ นะขอรับ”

สภาพเช่นนี้ คังเสียนยังไม่เคยพบมาก่อน จนกระทั่งหนิงอี้หัวเราะและอธิบายกฎของหมากห้าตัวให้ฟัง เขาถึงเข้าใจ “เจ้าช่างหาเรื่องเล่นได้เสมอจริง ๆ” พอเดินไปดูอีกฝั่ง เด็กทั้งสองก็เล่นจบแล้ว พอเห็นคังเสียน ต่างก็เรียกออกมา คนหนึ่งว่า “ท่านปู่เขย” อีกคนว่า “ท่านปู่เขยเจ้าค่ะ” จากนั้นคังเสียนก็หัวเราะแนะนำให้รู้จักกัน

“ดูท่าคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว นี่ก็คือหนิงอี้ หนิงหลี่เหิงที่พวกเจ้าเอ่ยถึงบ่อย ๆ...หลี่เหิง สองคนนี้เป็นเด็กในตระกูล ข้างบนพี่สาวชื่อเสี่ยวเพ่ย น้องชายชื่อจวินอู่ คนหนึ่งสิบสาม อีกคนสิบเอ็ด เสี่ยวเพ่ยนี่นะ เป็นหญิงงามผู้มีชื่อในตระกูลเรา เห็นเจ้าอยู่นี่ตั้งนานไม่ยอมแนะนำตัวเลยไม่สบอารมณ์”

คังเสียนแนะนำด้วยท่าทางสนุกสนาน ขณะที่เด็กสองคนนั้นหน้ามืดลงทันที โดยเฉพาะพี่สาวที่เบือนหน้าไปด้วยท่าทีไม่พอใจ น้องชายก็ฟ้องว่า “ท่านปู่เขย เขาหลอกข้าว่าเขาไม่ใช่หนิงหลี่เหิง”

คังเสียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย พอฟังเรื่องราวจากฝั่งนั้น ก็หัวเราะว่า “เจ้าหนูมาเจอกันก็คิดจะทดสอบคน ย่อมไม่ดีแน่ ต่อไปต้องจำไว้เป็นบทเรียน...หลี่เหิงเองก็เช่นกัน วัน ๆ คิดแต่จะเป็นหัวหน้าเด็ก เล่นกับเด็กไปทั่ว...เอาเถอะ เสี่ยวเพ่ย จวินอู่ ยังมีคำถามอะไรอีกไหม รับรองว่าตอบได้หมด”

สาวน้อยชื่อเสี่ยวเพ่ยหันหน้าหนีพลางกล่าวว่า “ฮึ กลัวถูกทดสอบ ก็หมายความว่าไม่มีความรู้ที่แท้จริง ข้าตัดสินใจแล้ว ไม่ถามก็ได้!” พูดจบก็เดินไปเก็บหมาก น้องชายก็หัวเราะเบา ๆ “ข้าก็ไม่ถามแล้ว ข้าจะเล่นหมากกับพี่สาวต่อ” แต่เดิมหากเล่นหมากล้อมกับพี่สาว เขามักจะเป็นฝ่ายแพ้ตลอด แต่พอเรียนรู้หมากห้าตัวแล้วกลับชนะติดกันหลายตา จึงอารมณ์ดี ความไม่ชอบหนิงอี้ก็ลดลง ส่วนเสี่ยวเพ่ยนั้น ความไม่ชอบที่มีต่อหนิงอี้คงมาจากหมากห้าตัวเป็นส่วนมาก แต่นางก็เป็นคนไม่ยอมแพ้ จึงเล่นต่อหวังจะเข้าใจเกมให้ถ่องแท้และเอาชนะคืน

เมื่อมีคนเข้ามาคุย เสี่ยวฉานก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ คังเสียนหัวเราะพลางนั่งลงบนเก้าอี้ มองกระดานหมากที่เหลืออยู่แล้ววางหมากลงไปหนึ่งเม็ดพลางหัวเราะว่า “พูดมาแล้วก็น่าขัน ข้าเคยได้ยินเสี่ยวฉานเรียกเจ้าว่าท่านเขย คนในจวนล้วนเคยเรียกข้าว่าท่านเขย ตอนนี้กลายเป็นท่านปู่เขยไปแล้ว ฮ่า ๆ ความแตกต่างของช่วงวัยนี่แค่เพิ่มคำหนึ่งก็แก่ขึ้นอีกชั้น”

จากนั้นก็นึกขึ้นได้ จึงหันไปส่งสัญญาณให้เด็กข้าง ๆ แล้วกดเสียงต่ำลงกล่าวว่า “เด็กทั้งสองคนนี้เป็นลูกของจงหวังโจวหยง ปกติแล้วเอ่ยชมเจ้าไม่ขาดปาก อยากพบเจ้าเหลือเกิน เพ่ยเอ๋อร์นั้นเป็นหญิงงามสกุลโจว เชี่ยวชาญทั้งบทกวี คัดอักษร และทักษะสารพัด ศึกษาสิ่งใดก็เชี่ยวชาญ สิ่งที่เก่งที่สุดคือการคำนวน ปีที่แล้วตระกูลทำบัญชี เด็กคนนี้หยิบสมุดบัญชีมาแล้วคำนวณโดยไม่ต้องใช้ลูกคิด กลับไม่ผิดพลาดเลย ส่วนจวินอู่แม้จะปัญญาไม่เฉียบเท่า มีพี่สาวที่เก่งกาจจึงมักจะถูกใช้ให้วิ่งรับวิ่งส่ง ฮ่า ๆ น่าขันอยู่ไม่น้อย”

หนิงอี้หันกลับไปมอง เห็นเด็กหญิงชื่อโจวเพ่ยกำลังขมวดคิ้วคิดหมากจ้องมาทางนี้ พลางถลึงตาใส่เขา หนิงอี้ก็หัวเราะ “ดูท่าเขาคงพบหนทางเดียวที่สามารถเอาชนะพี่สาวได้แล้ว”

ด้านล่างของเวที การแสดงยังคงดำเนินต่อไป คังเสียนย่อมไม่สามารถอยู่คุยกับเด็ก ๆ ตลอดเวลา พอเล่นหมากในกระดานที่เหลือจบและเข้าใจหมากห้าตัวคร่าว ๆ แล้วก็ขอตัวจากไป หนิงอี้กับเสี่ยวฉานก็นั่งชมการแสดงต่อ ข้าง ๆ เป็นสองพี่น้องที่ยังคงเล่นหมากห้าตัว เด็กหญิงชื่อโจวเพ่ยนี่ก็ประหลาด แพ้ไปหลายตาก็ไม่เลิกหรือเปลี่ยนไปเล่นหมากล้อม แต่ยังดื้อดึงเล่นต่อไป ท้ายที่สุดก็เหมือนเริ่มจะตีเสมอได้เล็กน้อย

การแสดงคืนนี้จบลงอย่างงดงามยิ่งนัก จากนั้นก็ประกาศอย่างเอิกเกริกว่า สี่ยอดพธูคนใหม่ปรากฏตัว ได้แก่ เฟิงเสี่ยวจิ่ง คณิกาอันดับหนึ่งจากปีที่แล้ว ฉีหลานผู้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลปู้หยาง เยวียนจิ่นเอ๋อร์จากหอจินเฟิง และคณิกาหน้าใหม่นามลั่วเมี่ยวเมี่ยว ขณะที่ลู่ไฉไฉผู้เคยติดอันดับเมื่อปีกลับตกรอบ

หนิงอี้มาเพื่อดูการแสดง เรื่องอันดับเหล่านี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ สำหรับเขา การแสดงคืนนี้ถือว่าดูได้เพลิดเพลิน ทุกอย่างก็ราบรื่นดี หลังจากนั้นก็เริ่มทยอยออกจากงาน บางคนยังคงทักทายพูดคุยหาผลประโยชน์ บางคนก็ทยอยมุ่งหน้าไปทางทางออก หนิงอี้กับเสี่ยวฉานลงจากเรือ ก็ได้ยินเสียงโกลาหลเล็กน้อยจากประตูทางเข้า มีคนบอกว่า ฝ่ายสนับสนุนลู่ไฉไฉไม่พอใจที่นางตกรอบ จึงมีปากเสียงกับผู้อื่นจนถึงขั้นทะเลาะวิวาทเล็ก ๆ

เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่ของแปลก มักจะเกิดขึ้นแทบทุกปี เจ้าหน้าที่ที่ดูแลความเรียบร้อยรีบเข้าไปจัดการแล้ว คงไม่นานก็สงบ เรือหลักของงานนั้น บรรดาขุนนางผู้มีอำนาจยังคงทักทายกัน งานรื่นเริงคืนนี้สำหรับหลายคนยังไม่จบ ยังมีงานเลี้ยงรออยู่ คังเสียนเองก็กำลังกล่าวลา หนิงอี้กับเสี่ยวฉานเดินเข้าไป เขาก็หัวเราะกล่าวว่า “เรือข้าก็ต้องกลับเหมือนกัน เดี๋ยวค่อยกลับพร้อมกันก็ได้ พวกเจ้าไม่ได้นำรถม้ามาด้วย เดินกลับไปเองคงจะเหนื่อย”

ผู้คนทั้งใกล้และไกลกำลังแยกย้าย ไฟโคมค่อย ๆ ส่องสว่างไปจนถึงเมืองเจียงหนิง ครู่หนึ่งถัดมา ผู้คนเริ่มน้อยลง แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นด้านข้างในสายตาของหนิงอี้ อาจเพราะอากาศร้อน มีใครบางคนเตะเทียนล้มลงในกระโจมใหญ่หลังเวที การเกิดไฟไหม้ครั้งนี้ลุกลามเผากระโจมกับของโดยรอบ ไฟลุกโชนขึ้นมา

บรรดาหญิงสาวจากหอคณิกาต่างวิ่งหนีออกมา เคราะห์ดีที่ผู้คนในบริเวณนั้นไม่มากแล้ว ส่วนใหญ่คือแขกที่ยังทักทายกันอยู่ ข้ารับใช้และผูู้ติดตามของขุนนางรวมถึงเจ้าหน้าที่ และผู้ชมที่ยังไม่ไป จึงไม่เกิดเหตุเหยียบกัน มีคนตะโกนว่า “รีบดับไฟ!” ผู้คนจึงรีบกรูกันไป หนิงอี้นึกถึงเนี่ยอวิ๋นจู จึงสั่งให้เสี่ยวฉานรออยู่ตรงนี้ แล้วรีบไปดู ระหว่างทางก็เจอกับเนี่ยอวิ๋นจูเดินสวนกลับมา ส่วนเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ซึ่งได้ตำแหน่งสี่ยอดพธูนั้น กำลังเฉลิมฉลองกับเหล่ามามา และยังปลอดภัยดี

“กระโจมใหญ่นั้นเป็นของสำนักเพียวเซียง อยู่ห่างจากเรามาก ตอนที่ได้ยินว่าเกิดไฟไหม้ก็สะดุ้งไปทีหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครได้รับอันตราย ทุกคนหนีออกมาหมดแล้ว แค่กระโจมใหญ่นั้นจะดับไฟตอนนี้ไม่ง่ายเลย…”

หนิงอี้เห็นเพลิงที่ริมฝั่งแม่น้ำลุกไหม้อย่างรุนแรง ส่วนใหญ่เพราะกระโจมใหญ่และของรอบข้างมีมาก แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ไฟไม่น่าลามไปไกลนัก เวลานี้จึงมีคนวิ่งไปช่วยดับไฟเท่านั้น หนิงอี้เดินกลับขึ้นเนินเขาไปหาเสี่ยวฉาน แล้วหันกลับมามองดูอย่างสบายใจ คืนนี้ทุกอย่างปกติดี ไฟนี้ไม่ส่งผลกระทบอะไร ดังนั้นตอนนี้ก็แค่รอเวลากลับเท่านั้นเอง

เขายืนอยู่ตรงนั้นคิดถึงเรื่องเหล่านี้แทบจะเผลอหาวออกมาแล้ว ขณะลมเย็นโชยผ่านเข้ามา กลับมีความคิดบางอย่างพุ่งวาบผ่านหัวสมองของเขาจนต้องชะงักไปชั่วขณะ

สายตาเขามองลงไปยังจุดเกิดเพลิงไหม้ด้านล่างอีกครั้ง แล้วหันกลับมามองฝูงชนที่อยู่รอบตัว พยายามมองหาเป้าหมาย บางเบาะแสในหัวเริ่มประกอบขึ้นมาอย่างชัดเจน ใช่แล้ว… ตอนที่เพลิงลุกไหม้ขึ้นมา ผู้บัญชาการกองทัพอู๋เลี่ยเฉินหย่งตะโกนว่า “พวกเจ้าไปดับไฟ!” สิ่งที่เขาตะโกนหาไม่ใช่แค่ทหารจากกรมตำรวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อย แต่ยังรวมถึงทหารองครักษ์ส่วนตัวบางส่วน ตอนนี้พวกนั้นกำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบจุดเกิดเหตุ…

เหตุผลที่เขาสั่งให้ไป เพราะผู้คนมากมายกำลังทยอยออกจากงาน บวกกับเหตุวิวาทเล็กน้อยก่อนหน้า เจ้าหน้าที่ของกรมจึงจัดการไม่ทันการณ์ ตอนนี้ทหารที่อยู่ในพื้นที่ก็มีน้อย…

“นั่นคือกระโจมใหญ่ของสำนักเพียวเซียง…” อวิ๋นจูพูดแบบนั้น สำนักเพียวเซียง คนที่เฉินหย่งแห่งกองทัพอู๋เลี่ยให้การสนับสนุน ก่อนหน้านี้ก็คือประมุขหญิงของที่นั่น ตอนนี้หญิงคนนั้น… หนิงอี้หันไปมอง… หญิงงามประมุขสำนักเพียวเซียง กำลังยืนอยู่ข้างเฉินหย่ง… เขาถึงได้สั่งให้ทหารองครักษ์ของเขาไปช่วยดับไฟ…

หนิงอี้มองหาหาซ่งเซียนไม่พบ ซ่งเซียนคงมีเรื่องให้ต้องจัดการ ตอนฝูงชนเริ่มสลายตัวก็เตรียมจะออกไปจัดการแล้ว จากนั้นก็เกิดเพลิงไหม้ เฉินหย่งจึงสั่งให้ทหารองครักษ์ช่วยดับไฟ ซ่งเซียนจึงปล่อยทหารองครักษ์ส่วนหนึ่งไว้ แต่ตนเองกลับออกไปแล้ว…

ลมแรงพัดผ่านมา เพลิงในที่ราบริมแม่น้ำถูกแรงลมช่วยจนเปลวไฟพวยพุ่งสูงขึ้น สีหน้าของหนิงอี้สว่างสลับมืดจากแสงเพลิง เมื่อคืนขณะอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาเคยพิจารณาแผนหลายอย่าง หากเขาต้องการสังหารซ่งเซียน ควรลงมืออย่างไร ทว่าฉากเหตุการณ์ในคืนนี้ไม่เหมือนคืนก่อน เขาจึงไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่ตอนนี้… ถ้าหากเขาต้องการสังหารซ่งเซียน… ถ้าเหตุการณ์บังเอิญทั้งสองครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ…

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็จูงมือเสี่ยวฉานเดินไปหาคังเสียนที่อยู่ไม่ไกล ใบหน้าเสี่ยวฉานแดงก่ำ “คุณชาย…”

“ผู้อาวุโสคัง ท่านมีรถม้าที่เตรียมไว้แถวนี้หรือไม่”

“หลี่เหิงมีธุระหรือ”

“พึ่งนึกได้ว่ามีเรื่องด่วน ต้องรีบกลับกับเสี่ยวฉานก่อน”

“ได้” คังเสียนไม่ถามอะไรอีก เพียงพยักหน้า “ข้าจะให้อากุ้ยพาเจ้าไป”

ไม่นานหลังจากนั้น รถม้าที่มีตราสัญลักษณ์ของจวนองค์หญิงก็เคลื่อนออกจากสถานที่จัดงาน มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ แม้ว่าข้างทางจะมีผู้คนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ากลับเมืองเจียงหนิง แต่กลางถนนหลวงยังเว้นทางไว้ให้ รถม้าสามารถเคลื่อนไปได้ในระดับความเร็วปานกลาง หนิงอี้โบกแส้เป็นครั้งคราว มองไปยังเมืองเจียงหนิงที่ปลายถนน กลุ่มผู้คนที่ทยอยกลับหลังเลิกงาน ตอนหน้าสุดก็เริ่มใกล้ประตูเมืองแล้ว...

รถม้าสองคันที่มีตราสัญลักษณ์กองทัพอู๋เลี่ยมุ่งเข้าสู่เมืองเจียงหนิง ฝ่าทะลุเมืองไปเรื่อย ๆ

ขณะนั้น การประลองที่ไป่ลู่โจวก็กำลังเลิกพอดี คนส่วนมากยังไม่ได้กลับถึงเมืองเจียงหนิง เวลาเองก็ล่วงไปมากแล้ว หากเป็นผู้ที่พักอยู่ในเมือง ก็คงหลับไปแล้ว รถม้าสองคันวิ่งผ่านถนนในเมืองที่ทั้งมืดสลัวและสว่างสลับกัน มุ่งหน้าสู่ประตูเมืองอีกฝั่งหนึ่ง เสียงล้อรถ เสียงกีบม้า ดังตึงตังผ่านถนนที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา ประมาณครึ่งทาง เป็นถนนกว้างและเงียบสงบทั้งสองฝั่ง ร้านค้าปิดหมดแล้ว ทั้งชั้นวางของ ขยะ ป้ายร้าน ห้องบางห้องมีแสงสว่างลอดออกมา ตามมุมถนนมีโคมไฟจาง ๆ แขวนอยู่ไม่กี่ดวง ทันทีที่ได้ยินเสียงแส้หวดในอากาศ พลขับรถม้าคันหน้าก็ตะโกนดังลั่น “ผู้ใดกัน!”

คำตอบมาในลมหายใจต่อมา ดั่งแสงสองสายปะทะกัน เมื่อสัมผัสกัน ต่างก็ฉีกกระชากออกไปในทันที!

แหลกสลาย ฉีกกระชาก เลือดสาดทั่วฟ้า

……………….

จบบทที่ ตอนที่ 59 สังหาร!

คัดลอกลิงก์แล้ว