- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 52 จุดเริ่มต้น
ตอนที่ 52 จุดเริ่มต้น
ตอนที่ 52 จุดเริ่มต้น
ตอนที่ 52 จุดเริ่มต้น
เมื่อฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศในเดือนสี่ก็อุ่นขึ้นอีกขั้น เมืองเจียงหนิงนอกกำแพงเข้าสู่ช่วงฤดูงานเกษตร หากอยู่ท่ามกลางบรรยากาศนั้น จะรู้สึกถึงชีวิตชีวาอันเปี่ยมล้น ฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วงนั้น สำหรับผู้คนในวัยนี้นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ไม่มีความละมุนของฤดูใบไม้ผลิ ไม่มีความเหน็บหนาวของฤดูหนาว แสงอาทิตย์เจิดจ้า เมฆขาวล่องลอย ทุกสิ่งสว่างไสวชื่นใจ
ตระกูลซูก็ยุ่งวุ่นวายเช่นกัน ชุดไหมชุดแรกของฤดูใบไม้ผลิได้ถูกผลิตออกมาแล้ว ซึ่งชุดนี้เป็นงานใหญ่ที่สุดของปี โรงงานเล็ก ๆ ของตระกูลซูที่ตั้งอยู่ตามที่ต่าง ๆ ก็เริ่มเร่งเดินงานกันอย่างเต็มที่ แม้ชาวบ้านทั่วไปจะไม่ใส่ใจนัก แต่การนำของใหม่มาวางขาย การถ่ายโอนของเก่า ฯลฯ ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำ ซูถานเอ๋อร์ยังคงยุ่งวุ่นวายมาตั้งแต่ต้นฤดู บ่อยครั้งทำงานจนดึกดื่น ทุก ๆ สองสามคืน หากรู้สึกว่างขึ้นมาหน่อย เห็นหนิงอี้อยู่ที่ชั้นสองฝั่งตรงข้าม นางก็จะแอบแวะไป พูดคุย ทานผลไม้ขนมเล็กน้อย ซึ่งโดยปกตินางไม่ทานพวกนี้ บางครั้งอยากจะพูดอะไร แต่หนิงอี้กลับไม่อยู่ ก็รู้สึกหดหู่ในใจ
นับแต่ต้นปี นางก็สังเกตเห็นบางสิ่ง บางครั้งขณะพยายามคิดทิศทางต่อไปจากข่าวต่าง ๆ ทั่วประเทศ หรือกำลังจัดการบัญชี ตอบปัญหาที่ส่งมาจากแต่ละที่ ก็ทำงานจนดึกดื่น ซิ่งเอ๋อร์จะเข้ามาเติมชา ฉานเอ๋อร์กับเจวียนเอ๋อร์เล่นหมากห้าตัวกันข้างนอก บางครั้งก็เผลอหลับไป แต่แม้จะดึกดื่น ห้องนอนกับห้องรับแขกของนางยังเปิดไฟอยู่ และที่อาคารเล็กฝั่งตรงข้าม ก็มีหน้าต่างที่แสงไฟยังส่องสว่าง หนิงอี้จะอยู่ตรงนั้น อ่านหนังสือ เขียนอะไรบางอย่าง ถ้านางเสร็จงานแล้ว ฉานเอ๋อร์ก็ไปนอน ไฟฝั่งโน้นจึงค่อยดับลงอย่างเงียบงัน
แต่แรกนางคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ต่อมาก็จงใจสังเกตให้แน่ใจอยู่หลายครั้ง บางคืนเมื่อทำงานเสร็จ นางก็ถ่วงเวลาไว้จนดึก แล้วจึงเป่าไฟดับไป ไม่ช้าหลังจากนั้น ก็เห็นเงาคนปรากฏขึ้นหน้าต่างฝั่งโน้น แล้วเป่าไฟดับเช่นกัน
นางไม่เคยพูดเรื่องนี้ออกมา และไม่คิดใคร่ครวญว่าทำไมอีกฝ่ายจึงทำเช่นนั้น เพราะบางเรื่องไม่จำเป็นต้องพูดหรือถาม หลังจากนั้นทุกครั้งก่อนนอน นางจะมองไปยังฝั่งตรงข้าม เมื่อเห็นแสงไฟฝั่งโน้นดับลงแล้ว จึงจะเข้านอน รู้สึกอบอุ่นในใจ
สำหรับหนิงอี้แล้ว เรื่องนี้อาจเป็นแค่การกระทำตามอารมณ์ เขาตอนนี้ไม่คิดข้องเกี่ยวกับเรื่องยุ่งยากอีกแล้ว ไม่มีความทะเยอทะยานใด เว้นแต่เรื่องอยากเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในยุทธภพ แต่ด้วยนิสัยของเขา เมื่ออาศัยอยู่ในเรือนเดียวกัน ปล่อยให้สตรีที่เหมือนเงาในอดีตของตนต้องทำงานจนดึกดื่นทุกคืน ส่วนตนกลับนอนหลับสบาย มันก็ชวนให้อึดอัดใจอยู่ไม่น้อย พอเห็นแสงไฟฝั่งโน้นดับลง เขาจึงค่อยนอนบ้าง การกระทำนี้ก็แค่การควบคุมตัวเองเท่านั้น ส่วนฝั่งซูถานเอ๋อร์จะเป็นอย่างไร นั่นเป็นเรื่องของนาง เขาไม่คิดจะห้ามปราม
เมื่อฤดูร้อนมาถึง ผู้อาวุโสฉินก็เริ่มตั้งกระดานหมากล้อมอีกครั้ง เล่นกับผู้คนมากหน้าหลายตา ส่วนมากอาวุโสกว่าหนิงอี้ซึ่งร่างนี้อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว หลายคนเป็นบุคคลมีชื่อเสียง แน่นอนว่าคนธรรมดาที่รักหมากล้อมก็มีมากกว่าหลายเท่า หนิงอี้รู้จักหลายคนมาตั้งแต่ปีก่อน ปีนี้พอมีคนถามว่าใช่คนแต่งบทสุ่ยเตี้ยวเกอโถวกับชิงอวี้อันหรือไม่ หนิงอี้ก็แค่ยิ้มแล้วพยักหน้า
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลี่ปินก็ดีขึ้นพอสมควร เที่ยงวันหลังเลิกเรียน บางครั้งจะไปทานข้าวที่ร้านอาหารด้วยกัน ส่วนหนึ่งก็เพราะเขายังติดบุญคุณเรื่องไข่เยี่ยวม้าอยู่ แม้ว่าจะมีเรื่องของกู่เหยียนเจิ้นทีหลัง แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของอีกฝ่าย
หลี่ปินเป็นคนรู้กาลเทศะดี ตลอดสองสามเดือนนี้ หนิงอี้ก็ค่อย ๆ เข้าใจนิสัยและภูมิหลังของเขา หลี่ปินเคยเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเข้าสอบ และสอบได้เป็นจิ้นซื่อ แต่เพราะข้อเขียนทางการเมืองตรงไปตรงมาเกินไปจึงไปขัดใจขุนนางทำให้ไม่ได้ตำแหน่ง ก็เลยกลับมาเจียงหนิง แม้ภายนอกจะดูสุภาพ แต่หากอยู่ในยุคพันปีข้างหน้า เขาคงเป็นพวกหัวก้าวหน้าจัด เวลาคุยทั่วไปไม่แสดงออก แต่ถ้าพูดเรื่องวิชาการ ความคิดของเขาก็ยากจะปิดบัง
พูดง่าย ๆ คือ ผู้นี้ครอบครัวมั่งมี เชี่ยวชาญทั้งลัทธิขงจื๊อ การคำนวน แม้แต่ด้านยิงธนู ขี่ม้าก็ยังเชี่ยวชาญ ศึกษาศิลปะบุรุษทั้งหกครบถ้วน ถือว่าโดดเด่นมากในยุคนี้ การเข้าสังคมพูดจาก็เหมาะสมดี แต่เพราะคิดมาก จึงรังเกียจนักปราชญ์หัวเก่า ชอบคนที่ลงมือทำจริงแต่ไม่ละจากหลักการ ต้องการ “สถาปนาคุณธรรมเพื่อฟ้าดิน สร้างชีวิตให้ราษฎร สืบทอดศาสตร์ของบรมครู สร้างความสงบสุขสู่หมู่ชน” แต่เมื่อถูกปิดเส้นทาง ก็เคยท้อแท้อยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนี้ก็ฟื้นฟูขึ้นมา คิดเรื่องลัทธิขงจื๊อ คิดเรื่องแคว้นอู่ คิดถึงเส้นทางข้างหน้า ถือว่าเป็นคนที่ปล่อยวางเป็น และก็ยังหนุ่มอยู่
หากผ่านไปอีกหลายสิบปี บางทีเขาอาจกลายเป็นคนแบบฉินซื่อหยวนอีกคนก็เป็นได้ หนิงอี้ชื่นชมคนฉลาด ไม่ชอบคลุกคลีในหมู่กวีปราชญ์พร่ำเพรื่อ แต่กับหลี่ปินกลับพูดคุยกันได้แนวเดียวกันแน่นอน เรื่องคบหาก็ไม่ควรพูดลึกในเวลารู้จักกันตื้น หลี่ปินเองก็รู้ขอบเขต ปัจจุบันในสำนักศึกษาหยูซานมีอาจารย์หนุ่มแค่สองคนนี้ และเพราะหลี่ปินมาอยู่ที่นี่ แม้ไม่มีการปิดป้ายเชิญชวนอะไร แต่ครึ่งปีแรกของปีนี้ สำนักศึกษากลับมีนักเรียนเพิ่มขึ้นสิบกว่าคน…แต่เรื่องนี้นอกประเด็นไปแล้ว
เวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็ว วันเวลาที่หนิงอี้อยู่เจียงหนิงก็มาครบหนึ่งปีแล้ว หากคิดดูตลอดปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรมากนัก คัดลอกกลอนสองบทก็มีชื่อเสียงขึ้นมา รู้จักผู้คนหลายคน คุ้นชินกับยุคสมัยนี้มากขึ้น ทุกวันนี้ยังคงดำเนินชีวิตเรียบง่าย บางครั้งได้ยินข่าวเรื่องความขัดแย้งระหว่างแคว้นจินกับแคว้นเหลียวทางเหนือ บางครั้งก็ได้ยินพ่อค้า หัวหน้ากองคุ้มกันพูดถึงเส้นทางต่างถิ่นที่ไม่สงบ พวกโจรยึดภูเขาเป็นใหญ่ ซึ่งทางราชสำนักกำลังล้อมปราบอยู่ ข่าวเรื่องกบฏนั้นไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก ในเมืองเจียงหนิงที่มั่งคั่งเช่นนี้ ยิ่งรู้สึกเหมือนอยู่ห่างไกลจากความเป็นจริง
พอถึงปลายเดือนสี่ ขาวนาปักดำทำนาเสร็จเรียบร้อย บรรยากาศแห่งความรื่นเริงก็เริ่มแผ่ซ่านทั้งในและนอกเจียงหนิง แม้จะไม่ใช่ช่วงปีใหม่ แต่ก็เพราะเทศกาลตวนอู่ใกล้เข้ามาแล้ว นอกจากวันที่ห้าของเดือนห้าที่จะมีการแข่งเรือมังกรในแม่น้ำฉินหวย ยังมีงานใหญ่อีกงานหนึ่งจัดต่อเนื่องถึงหกวัน พวกหอนางโลมในเจียงหนิงจะจัดกิจกรรมช่วงนี้เพื่อเฟ้นหา “หญิงงามอันดับหนึ่ง”
หนิงอี้มองหลี่ปินด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ส่วนอีกฝ่ายเพียงยิ้มแล้วประสานมือปฏิเสธสาวงามบนเรือ เมื่ออีกฝ่ายพูดอะไรอีกสองสามประโยคแล้วก็ไม่รบเร้าอีกต่อไป พอเรือแล่นห่างออกไป หนิงอี้ก็หัวเราะพลางกล่าวว่า
“ฮ่า ๆ คุณชายหลี่คบคนกว้างขวางจริง ๆ”
“ก่อนหน้านี้เคยไปน่ะ นางก็เลยจำข้าได้” หลี่ปินยิ้มอย่างภาคภูมิ “ถ้าเมื่อครู่เจ้าสนใจ พวกเราขึ้นเรือไป นางก็ต้องให้การต้อนรับอย่างนอบน้อมแน่นอน ไม่ต้องเสียเงินด้วยซ้ำ หากเขียนบทกลอนชมนางใดสักบท อีกฝ่ายยังจะให้ค่าน้ำหมึกตอบแทนอีกด้วย พวกสาวงามก็ยินดีเสนอหมอนหมิ่นเลยล่ะ ถ้าเจ้าเป็นกวีมีชื่อเสียงจริง ๆ”
“ด้วยชื่อเสียงของคุณชายหลี่ คงมีสาวงามเสนอหมอนมากมายแล้วสิ?”
“ก็เคยมีอยู่บ้าง แต่ถ้าหลี่เหิงยอมเอ่ยนาม เปิดเผยฐานะ เชื่อว่ามันคงง่ายดายยิ่งนัก ฮ่า ๆ คงไม่มีสาวงามนางใดกล้าปฏิเสธเป็นแน่ ตั้งแต่งานโคมไฟปีใหม่จนถึงตอนนี้ ข้าก็เคยพบกับแม่นางฉีหลานอยู่หลายครั้ง นางดูจะสนใจเจ้าอยู่มากทีเดียว ถ้าหากหลี่เหิงแต่งบทกลอนให้นาง ข้าเกรงว่าอาจได้แนบชิดถึงเนื้อถึงตัวเชียว ฮ่าๆ”
ปกติหลี่ปินไม่ค่อยพูดเรื่องพวกนี้กับหนิงอี้นัก แต่เมื่อเริ่มพูดแล้วก็หยุดไม่ได้ บทกวีของกวีมีชื่อย่อมดังเพราะหญิงงาม หญิงงามก็ขาดบทกลอนไม่ได้ ทุกปีงานคัดเลือกสาวงามอันดับหนึ่งย่อมมีบทกลอนเข้าร่วมเสมอ ด้วยฐานะของหลี่ปิน หากเขียนกลอนชมสตรีนางใด ก็สามารถยกระดับค่านิยมของนางได้ทันที ปีที่แล้วสาวงามสี่อันดับแรกคือ ฉีหลาน ลู่ไฉไฉ เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ และเฟิงเสี่ยวจิ้งซึ่งได้เป็นหญิงงามอันดับหนึ่งว่ากันว่า หลี่เฟิงก็เป็นหนึ่งในกวีที่ช่วยส่งเสริมเฟิงเสี่ยวจิ้งในปีนั้น
“พูดแล้วก็เหมือนเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีนั่นแหละ” หลี่ปินส่ายหน้าพลางยิ้ม “สองปีก่อนตอนงานโคมไฟ ทั้งชมรมกลอนจื่อสุ่ยกับหลี่ชวนประลองกันอย่างดุเดือด ตอนนั้นเฉาซุ่นฉายแสงเป็นดาวรุ่ง เป็นหัวหน้าขมรมจื่อสุ่ย เขาเขียนกลอนสองบทให้เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ ส่วนพวกของเขาก็ยืนข้างเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ แล้วพวกชมรมหลี่ชวนเลยไปหนุนเฟิงเสี่ยวจิ้ง ฝ่ายฉีหลานซึ่งสนับสนุนโดยตระกูลอู๋แม้จะเก่งที่สุด แต่ตระกูลอู๋เป็นพ่อค้า อยากวางตัวเงียบ ๆ ไม่อัดเงินสุ่มสี่สุ่มห้า สุดท้ายเฟิงเสี่ยวจิ้งเลยได้เปรียบขึ้นมา แปลกจริง ๆ ปีนี้น่าจะไม่เกิดแบบนั้น เพราะหลี่เหิงโผล่มาแบบเหนือความคาดหมาย ทุกคนเลยยังจับทางไม่ถูก คงไม่มีศึกศักดิ์ศรีอะไรหรอก มั้ง แต่ก็ไม่แน่ ถ้าหากหลี่เหิงมีคนที่หมายตาไว้ล่ะก็ ฮ่า ๆ ทุกคนอาจจะรวมพลังโจมตีเจ้าก็เป็นได้…”
หนิงอี้ปกติไม่เที่ยวหอนางโลม ไม่สุงสิงกับงานเลี้ยงเท่าไร หลี่ปินย่อมรู้ดี จึงพูดไปพลางยิ้มไป “หลี่เหิงวางแผนอะไรไว้หรือยัง?”
“คืนวันขึ้นสามจะไปดูแสดงที่ไป๋ลู่โจวสักหน่อย”
“ภรรยาเจ้าจะอนุญาตหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็ต้องวางแผนให้ดีล่ะ…” หลี่ผินพูดอย่างเจ้าเล่ห์ ความจริงตอนนี้เขาก็สอนหนังสือในสำนักศึกษาหยูซาน นับว่าเกือบจะเป็นแขกกิตติมศักดิ์ของตระกูลซูด้วยซ้ำ ตระกูลซูเคยเชิญเขาไปทานข้าวหลายหน ได้พบทั้งท่านปู่ซูและซูถานเอ๋อร์อยู่บ่อย ซูถานเอ๋อร์ก็บางครั้งไปสำนักศึกษา เขาย่อมรู้ว่านางหาใช่สตรีขี้หึงไม่ เพียงแต่… สตรีก็คือสตรี ที่เขาพูดเรื่องวางแผนตอนนั้น จริง ๆ คือหมายถึงไปงานเลี้ยงของสาวงามหลังแสดงเสร็จ หากใครช่วยสนับสนุนสาวคนใดได้ คืนนั้นก็มักจะมีงานเลี้ยงขอบคุณ และอาจมีการแสดงเพิ่มเติม กวีหลายคนจะมีแรงบันดาลใจแต่งกลอนเพิ่มอีก เป็นการสร้างชื่อให้กับทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายตนเอง
ฟังจบ หนิงอี้กลับยิ้มพลางส่ายหน้า “ข้าจะไปกับถานเอ๋อร์”
หลี่ผินชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ก็จริง ด้วยการแสดงในวันนั้น พวกเขาคงงัดไม้ตายมาโชว์กันเต็มที่ ดูเฉย ๆ ก็สนุกมากแล้ว”
งานนี้นับว่าเป็นงานแสดงที่มีคุณภาพสูงที่สุดของเจียงหนิง เมื่อไม่กี่วันก่อน ขณะนั่งคุยกันริมระเบียงชั้นสอง ซูถานเอ๋อร์ก็เอ่ยว่าจะว่างไปดูด้วยกันกับหนิงอี้ เพราะรู้ดีว่าเขาชอบร่วมวงในงานแบบนี้พอควร ส่วนหลี่ปินเองรู้สึกเสียดายเล็กน้อย เพราะแม้จะมีอนุอยู่ที่บ้าน แต่ก็ไม่คิดจะพานางไปร่วมด้วย งานเลี้ยงเหล่านี้ไม่ได้มีแค่เรื่องสาวงาม แต่ยังเป็นเวทีพบปะผู้คน ขยายวงสังคม สร้างชื่อเสียง ซึ่งนั่นคือเป้าหมายของเขาจริง ๆ
ทั้งสองเดินกันมาสักพัก จนถึงทางแยก หนิงอี้ก็แยกกลับบ้าน ซูถานเอ๋อร์กับสาวใช้หลายคนก็กลับมาพอดี ฉานเอ๋อร์กับเจวียนเอ๋อร์พูดคุยกันเสียงเจื้อยแจ้วถึงการแสดงที่ได้เห็นวันนี้ และข่าวลือที่ได้ยินมา ต่างเฝ้าฝันถึงการแสดงยิ่งใหญ่ในวันขึ้นสาม สี่ ห้า ทว่าเมื่อถึงยามเย็น กลับมีจดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งเข้ามา แล้วมีสองผู้จัดการร้านเร่งร้อนมาถึงจวน พูดคุยกับซูถานเอ๋อร์อยู่นานในเรือนฝั่งโน้น กระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น ซูถานเอ๋อร์จึงเอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่าคงไปดูการแสดงไม่ได้แล้ว
“อยู่ ๆ ก็มีเรื่องด่วน กลัวว่าจะไปกับท่านพี่ไม่ได้ ให้ท่านพี่ไปกับฉานเอ๋อร์แทน” ไม่นานก็แกล้งหัวเราะเบา ๆ อย่างที่เคยทำบนชั้นบน “พวกเหวินติ้ง เหวินฟาง พวกนั้นก็มีเงินกันหลายสิบหลายร้อยตำลึง ข้าให้เงินส่วนตัวกับฉานเอ๋อร์ไว้ หากเจอหญิงใดแสดงดี ท่านพี่ก็ซื้อดอกไม้ไปให้พวกนาง ซื้อเยอะ ๆ ตอนกลางคืนยังมีงานเลี้ยงตอบแทนให้กินอีกด้วย...หากได้ใจสาวงามมาแล้ว อย่าหาว่าข้าขี้งกเชียวล่ะ…”
“พ่อค้าเจ้าเล่ห์…” หนิงอี้รู้ทันกลอุบายเล็กน้อยของนาง จึงถอนหายใจพลางหัวเราะ
ซูถานเอ๋อร์ยิ้มพลางย่นจมูกเบา ๆ “ฮึ!”
ถึงจะแสดงออกอย่างมั่นใจต่อหน้าหนิงอี้ แต่เรื่องบางอย่างก็อดคิดไม่ได้ คืนสุดท้ายของเดือนสี่ เมื่อกลับถึงห้องของตนเอง ซูถานเอ๋อร์ก็รู้สึกว้าวุ่นในใจเล็กน้อย นางมองไปยังห้องฝั่งตรงข้ามที่ยังมีแสงไฟ แล้วก็นั่งนิ่งคิดอยู่สักพัก ใบหน้าและเรือนร่างของนางยังเป็นสาวน้อย แต่เมื่อขบคิดเรื่องต่าง ๆ กลับแสดงความสุขุมเกินวัย คิ้วขมวดเล็กน้อย แฝงด้วยอำนาจบารมีที่ฝึกฝนมาหลายปี แต่เวลานี้กลับแตกต่างออกไป แม้จะครุ่นคิด แต่ในแววตาก็ไม่ได้มีน้ำหนักหรือความหม่นเท่าใดนัก เป็นเพียงความคิดฟุ้งซ่านของสาวน้อยยามค่ำคืนเท่านั้น บางครานั่งเท้าคางหน้าโต๊ะ พลิกหนังสือไปเรื่อย ๆ แสงจากตะเกียงน้ำมันทำให้สิ่งเหล่านี้ยิ่งดูเหมือนความวุ่นวายเล็ก ๆ ของวัยเยาว์
หลังจากนั้นนางเรียกฉานเอ๋อร์เข้ามา ยิ้มพูดเรื่องคืนวันขึ้นสามตามปกติ แล้วก็นำธนบัตรออกมาวางไว้ด้านนอก เจวียนเอ๋อร์กับซิ่งเอ๋อร์อดไปดูการแสดงจึงมีสีหน้าหดหู่เล็กน้อย ส่วนฉานเอ๋อร์แม้ดีใจที่ได้ไป แต่ก็ลังเลอยู่นานก่อนจะเอ่ยว่า
“คุณหนูเจ้าคะ ให้ข้า...ให้เจวียนเอ๋อร์ไปแทนข้าเถอะ ข้ากับพี่ซิ่งเอ๋อร์อยู่ช่วยคุณหนูจัดการงานในโรงงาน เจวียนเอ๋อร์อยากไปดูมานานแล้ว…”
“จัดการงานให้เสร็จในคืนวันที่สี่ คืนวันที่ห้าเราค่อยไปดูกันพร้อมหน้า” ซูถานเอ๋อร์ยิ้ม แล้วเอื้อมมือแตะที่แก้มของฉานเอ๋อร์เบา ๆ มองใบหน้าที่งดงามของสาวใช้ตัวน้อยแล้วหันกลับไปมองยังหน้าต่างฝั่งเรือนตรงข้ามอีกครั้ง จากนั้นจึงหายใจลึก แล้วตัดสินใจบางอย่าง
“ฉานเอ๋อร์ จริง ๆ แล้วเจ้าพึงใจท่านพี่ใช่ไหม?”
อีกฝ่ายเงียบไปทันที ร่างของฉานเอ๋อร์แข็งค้าง จากนั้นดวงตาก็กรอกไปมาอย่างตื่นตระหนก แก้มแดงก่ำไปทั้งหน้า ร่างทั้งร่างดูเหมือนจะหดเล็กลงไปเลยในบัดดล…
……………………