- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 51 ต้นอ่อน
ตอนที่ 51 ต้นอ่อน
ตอนที่ 51 ต้นอ่อน
ตอนที่ 51 ต้นอ่อน
“ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องกับกู่เหยียนเจิ้นผู้นั้น”
ในความมืด มีเพียงแสงจากเรือนฝั่งหนึ่งของแม่น้ำฉินหวยลอดผ่านมา เสียงสายน้ำไหลควบคู่มากับเสียงลม หมอกยามราตรีขาวโพลนราวกับขุนเขา หนิงอี้มองสีหน้าของนาง คราวนี้จึงพยักหน้าอย่างชัดเจน
“อืม ข้ารู้แล้ว” หลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เขาก็ถามอีก “แล้วเจ้ากับเขาเกี่ยวข้องกันอย่างไรกันแน่?”
เนี่ยอวิ๋นจูเดิมทีกำลังทำหน้าจริงจัง เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้ากลับแปรเปลี่ยนซับซ้อนขึ้นมา คล้ายกับกำลังพยายามรักษาท่าทีจริงจังเอาไว้ แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจ ก็อดหัวเราะพรืดออกมาไม่ได้
“คนรู้จักในหอจินเฟิงเมื่อก่อนน่ะ”
นางมองหนิงอี้ ไม่รู้เพราะเหตุใด ตอนเขาถามถึงกู่เหยียนเจิ้น หัวใจของนางพลันรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินอะไรมาบ้าง คิดอะไรอยู่ในใจ พยายามจะคิดหาทางพูดความจริงให้เหมาะสมที่สุด แต่เพราะคำถามชวนขันของเขานั่นเอง พอได้เอ่ยออกไปแล้ว ในใจก็กลับสงบลงไร้คลื่นลมอีกต่อไป กลายเป็นเหมือนตอนที่พูดคุยกันหน้าตึกก่อนหน้านี้ หนิงอี้ชะงักครู่หนึ่ง “ไม่กี่วันก่อนข้าได้ยินเจ้าพูดถึงเขา บอกว่าเป็นบัณฑิตชื่อดังใช่ไหม?”
“หลี่เหิงไม่เคยได้ยินชื่อเขาสินะ”
“ข้าลืมไปแล้ว” หนิงอี้ส่ายหน้าเบา ๆ “แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรต่อ?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันนะ เคยคิดจะให้ญาติของเอ้อร์หนิวมาช่วยทำ แต่ก็ยังไม่ได้ตกลงกันแน่นอน” เนี่ยอวิ๋นจูใช้มือลูบคาง สีหน้าก็เต็มไปด้วยความกังวล “แต่เดิมก็ไม่ได้เก่งเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แค่อยากหารถเล็ก ๆ สักคัน ขายเจี้ยนปิ่งเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าข้าไม่ได้ไร้ประโยชน์อะไรมากไปกว่านี้ ส่วนเรื่องไข่เยี่ยวม้าก็แค่ลองดูเหมือนกัน คิดว่าคงขายได้เรื่อย ๆ อีกนานกว่าจะมีคนชอบ ที่ไหนได้ แค่ไม่กี่วันก็ขายได้มากมายจนทำไม่ทันแล้ว มันเร็วเกินไป…อืม ข้าก็ยินดีอยู่หรอก แต่จะทำอย่างไรต่อไปนี่สิ ยังไม่เคยคิดเลย หลี่เหิง เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“ไข่เยี่ยวม้า…เจ้าอยากทำต่อไปหรือไม่?”
“แต่เดิมก็ไม่ใช่คนทำการค้า เลยคิดแค่ตั้งแผงขายเล็ก ๆ ก็พอ…” คนเราต้องรู้จักตัวเองดี เนี่ยอวิ๋นจูเคยอยู่ในหอจินเฟิงมาหลายปี พบเห็นพ่อค้าแม่ค้าที่ประสบความสำเร็จมาก็มาก ทำการค้า ขายของ มีผลกำไรก็มีความเสี่ยง เรื่องพวกนี้ใช่ว่าจิตใจของนางจะสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ ทว่า “จู่ ๆ ธุรกิจก็ดีขึ้นขนาดนี้ ถ้าไม่ทำต่อก็เสียดาย…”
“จากนี้ไปเรื่องราวจะเริ่มยุ่งยากขึ้น”
“หืม?”
“ไข่เยี่ยวม้าจะขายได้มากขึ้น เจ้าจะต้องจ้างคนมาช่วย สองเดือนแรกยอดขายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…หลังจากที่คังเสียนกล่าวถึงในงานเลี้ยงที่จวนของเขา ไข่หยก ไข่มั่งคั่ง…ของจะไม่พอขาย เจ้าจะต้องขยายกิจการต่อไป ของใหม่ก็มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ…”
หนิงอี้หยิบกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง พูดไปพลาง วาดอะไรไปบนพื้นอย่างลวก ๆ “ตอนนั้นเจ้าจะพบว่าตนเองขาดประสบการณ์ในการบริหารจัดการ เดิมใช้คนที่พอรู้จักกันบ้าง เช่นญาติหรือเพื่อนของเอ้อร์หนิวมาช่วย ตั้งเป็นโรงงานเล็ก ๆ ก็จะเริ่มมีปัญหาต่าง ๆ ตามมา แล้วอีกด้านหนึ่ง ก็จะมีคนเริ่มลอกเลียนแบบไข่เยี่ยวม้า ภายในสามเดือนก็น่าจะมีออกมาวางขายได้ อาจจะเร็วกว่านั้นหน่อย ถ้ารักษาความลับไว้ดี ก็ยังไม่เกินสี่เดือนแน่นอน…”
“กรรมวิธีทำไข่เยี่ยวม้าไม่ได้ซับซ้อนอะไร ทุกวันเจ้าหาไม้แห้งมาจุดไฟ ซื้อผงปูนขาว สิ่งเหล่านี้มีคนสังเกตก็สามารถสืบได้ไม่ยาก ตอนนี้ก็เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว ของไม่พอขายด้วยซ้ำ พอเริ่มมีการพูดถึงกันตามร้านอาหาร ก็คงมีคนหมายตาไว้แล้ว เจ้าเอาไข่เยี่ยวม้ามาขาย ดินเปื้อนข้างเปลือกไข่ยังล้างไม่สะอาด คนอื่นจะใช้วิธีทำไข่เค็มมาทดลองดู ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และหากเจ้าขยายขนาดทำเป็นโรงงานเล็ก ๆ ก็ยิ่งทำให้คนลอกเลียนแบบได้ง่ายขึ้น”
“จากนั้นเรื่องก็จะง่ายขึ้น สงครามราคาก็จะเริ่ม คนที่รู้วิธีทำจะมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาจะคิดวิธีกินใหม่ ๆ ขึ้นมา ขายยี่สิบเหวินก็ไม่ได้ ต้องลดราคา แล้วพวกเขาก็ลดราคา คนก็ยิ่งทำมากขึ้น จนสุดท้าย ไข่เยี่ยวม้าก็จะกลายเป็นของขายง่าย ๆ อย่างเดียวกับแผ่นแป้งทอด…เอ่อ…”
หนิงอี้พูดไป หันศีรษะไปมอง นางก็เอียงศีรษะมองเขาเช่นกัน ราวกับมีรอยยิ้มซ่อนอยู่ในดวงตา หนิงอี้เบ้ปาก ใช้กิ่งไม้ชี้ไปที่นาง “ตอนนั้น เจ้าจะรู้สึกผิดหวัง”
เนี่ยอวิ๋นจูกลับนึกถึงเรื่องอื่น “แท้จริงแล้วหลี่เหิงก็เก่งเรื่องแบบนี้มากสินะ?”
“หืม? เรื่องไหนบ้าง?”
“ทำการค้าน่ะ”
หนิงอี้เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าว “ข้าเป็นปีศาจเฒ่าที่เชี่ยวชาญการค้ากลับชาติมาเกิด เจ้าจะให้ข้าบอกความจริงเจ้าไหมล่ะ?”
เนี่ยอวิ๋นจูหัวเราะเบา ๆ แล้วเสยเส้นผมข้างหู “จริง ๆ ข้าอยากถามอยู่นานแล้ว ไข่เยี่ยวม้าที่จู่ ๆ ก็ขายดีขนาดนี้…เกี่ยวข้องกับหลี่เหิงหรือไม่?”
“พนันกันทั้งที อย่างไรก็ต้องทำอะไรสักอย่าง จะปล่อยให้แพ้เฉย ๆ ได้อย่างไรล่ะ” หนิงอี้ยิ้มออกมา “ตอนแรกเป็นความคิดของข้าจริง ๆ แต่ดูเหมือนจะคลาดเคลื่อนไปนิด กลับกลายเป็นสร้างภาระให้เจ้าเสียแล้ว ถ้ารู้แบบนี้แต่แรก ก็ควรแค่หาคนว่าง ๆ มาทำให้พอหยุดแค่นั้นดีแล้ว จริง ๆ แล้วเพราะข้าคิดว่าเจ้าทำไม่ไหวด้วยซ้ำ ยังเคยกำชับให้ผู้อาวุโสคังอย่าไปพูดถึงเรื่องนี้ที่จวนเชื้อพระวงศ์…”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้จริง ๆ” นางพึมพำ ริมฝีปากเผยรอยยิ้ม “หลี่เหิงหา ‘คนตั้งใจซื้อ’ มาช่วย?”
หนิงอี้พยักหน้า
“แต่หลี่เหิง…ไม่ใช่ไม่รู้จักกู่เหยียนเจิ้นหรอกหรือ?”
“เช้าวันนั้นข้าบังเอิญพบกับหลี่ปินเลยพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็ว่ามีสหายสองสามคนที่ว่าง ๆ อยู่พอดี อาจช่วยได้ คิดว่าคงเป็นพวกบัณฑิตนั่นแหละ ข้าก็ไม่รู้จัก ในนั้นก็คงมีกู่เหยียนเจิ้นด้วยกระมัง ตอนพนันกับผู้อาวุุโสคัง ข้าก็ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ใช้ชื่อเสียงตนเองขายไข่เยี่ยวม้านี่…เอ่อ จำได้ไหม วันที่สองเจ้าบอกว่าขายได้หกฟอง? ฮะ สี่ฟองเป็นข้าซื้อเองนั่นแหละ”
เนี่ยอวิ๋นจูหรี่ตา สีหน้าคล้ายเพิ่งเข้าใจ “อา…ข้าก็แปลกใจอยู่ ว่าทำไมอยู่ดี ๆ เสี่ยวเอ้อโรงเตี๊ยมถึงมาซื้อไข่เยี่ยวม้าทีเดียวสี่ฟอง หลี่เหิงเพิ่งจัดแผงขายเสร็จแค่วันแรกเอง ที่แท้ก็…เฮอะ…”
ยามฟ้าสางยังมืดมิด ดวงดาวยังพร่างพราวบนท้องฟ้า เนี่ยอวิ๋นจูเงยหน้าขึ้นแล้วหัวเราะออกมา หลายสิ่งหลายอย่างแจ่มชัดขึ้นในใจ
“หลี่เหิงคิดว่าควรทำอย่างไรดี?”
“ถ้าเจ้ารู้สึกว่าน่าสนใจก็ขยายต่อ ถ้าไม่ก็หยุด ดูใจว่าเจ้าก่อน เจ้ารู้สึกว่ามันน่าสนใจไหม”
“จริง ๆ แล้วก็รู้สึกภูมิใจอยู่เหมือนกันนะ รู้สึกว่าตัวเองเก่งทีเดียว แต่ข้าก็รู้ว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ หลี่เหิงเต็มใจ…จะสอนข้าไหม?”
หนิงอี้มองนางเงียบ ๆ อยู่ชั่วครู่ แล้วกล่าว “…ได้สิ”
เช้าวันหนึ่งของเดือนสาม ปีที่แปด รัชศกจิ่งฮั่นแห่งแคว้นอู่ เสียงเอ่ยเบานั้นดังขึ้นท่ามกลางสายหมอกยามรุ่งอรุณริมฝั่งแม่น้ำฉินหวย หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั่วไป เช่น อาหาร การทำสาขา สุรากลั่น ห่วงโซ่อุตสาหกรรมอะไรเทือกนั้น สองคนตรงบันไดสนทนากันตามปกติ เรื่องที่คุยนั้นกลับไม่สำคัญนัก ด้านหลังห้องนอนในเรือนเล็ก มีสาวใช้ชื่อหูเถาผู้นั่งพิงหน้าต่างถอนหายใจอยู่ นางยังคงเป็นห่วงคุณหนูของตน
สายหมอกสีขาวเคลื่อนไหวและค่อย ๆ สลายไป แสงตะวันค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า ผู้คนในเมืองเจียงหนิงเริ่มเคลื่อนไหว พวกเขายุ่งจนเหมือนเร่งเวลาให้เร็วขึ้น หมุนดวงตะวันให้เร็วกว่าปกติ เมื่อใกล้เที่ยงจึงคลายมือออก เนี่ยอวิ๋นจูกำลังถือห่อของเล็ก ๆ เดินอยู่ตามถนนที่เรียงรายด้วยร้านค้าอย่างไร้จุดหมาย เพราะหูเถากับเอ้อร์หนิวยังเฝ้าร้านอยู่
หากเป็นเช่นวันก่อน ๆ เวลานี้นางคงรีบกลับไปจัดการเรื่องเพิ่มปริมาณไข่เยี่ยวม้า คิดว่าจะไปซื้อฟืนที่ไหน ชั่งน้ำหนักว่าราคาที่ใดถูกกว่ากัน แต่วันนี้กลับไม่เหมือนเดิม ตั้งแต่เช้านางรู้สึกเหมือนมีอารมณ์บางอย่างห่อหุ้มอยู่ในใจ ความคิดฟุ้งซ่านไม่หยุด แม้จนถึงยามนี้ก็ยังไม่คลาย
ตั้งแต่หูเถาเคยบอกกับนางว่า “คุณหนู ท่านแต่งให้เขาไม่ได้หรอก” เมื่อไม่กี่วันก่อน หรือบางทีอาจตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เมื่อใจของนางเริ่มตระหนักถึงความรู้สึกบางอย่าง เรื่อยมาจนถึงการตามตื๊อของกู่เหยียนเจิ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน กิจการไข่เยี่ยวม้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วรวมถึงภาระที่หนักขึ้นถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ใจของนางก็เลยสับสนอยู่ไม่น้อย แต่วันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ตลอดช่วงเช้านางรู้สึกสดชื่นยินดี อารมณ์แจ่มใส ความหมองหม่นทั้งหลายพลันมลายหายสิ้น
นางเห็นธงของร้านผ้าสกูลซูจากไกล ๆ ป้ายผ้าลักษณะนี้พบเห็นได้บ่อยนัก เพราะในเจียงหนิงมีร้านสาขาอยู่หลายแห่ง แต่ก่อนนางไม่เคยให้ความสนใจนักเพราะหนิงอี้ แต่คราวนี้นางกลับยืนอยู่ริมทาง มองดูอยู่เนิ่นนาน เห็นลูกค้าเข้าออก ร้านค้าคึกคักดีเหลือเกิน
ในหัวนางยังคงก้องประโยคที่หนิงอี้พูดในวันนี้ คำว่า “ได้สิ” ที่เขาพยักหน้าให้ รวมถึงถ้อยคำถัดมา
“…แต่ว่ามีเรื่องหนึ่งที่เจ้าอย่าลืม ข้าอยากให้เจ้าจดจำไว้ว่า ตอนนี้เจ้าตัดสินใจจะก้าวต่อไปเพราะอะไร แม้ตอนนี้เงินยังไม่มาก เจ้าก็ยังมีความสุข เจ้าก็แค่อยากมีร้านขายเจี้ยนปิ่ง เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง นั่นแหละคือเนี่ยอวิ๋นจูที่ข้ารู้จัก หากในอนาคตเจ้าเดินเร็วเกินไป เจ้าจงจำไว้ถึงความรู้สึกในวันนี้ หากควรหยุดก็หยุด ควรถอยก็ถอย อย่าฝืนใจตนเอง จนสุดท้ายกลับกลายเป็นเสียของแท้ ลืมว่าตนต้องการสิ่งใด ทรายที่กำไม่ได้ จงโปรยทิ้งไป แม้กลับมายืนที่เดิม เจ้าก็ไม่ได้สูญเสียอะไรเลย…”
หลังจากพยักหน้า หนิงอี้ก็พูดเรื่องอื่น ๆ อย่างสบายๆ เขาถือกิ่งไม้ชี้นั่นชี้นี่ลงพื้น พูดด้วยท่าทีไม่ใส่ใจหรือดูคล่องแคล่วว่า “หรือจะทำแบบนั้น หรือจะทำแบบนี้” แต่เพียงช่วงนั้นที่เขาพูดอย่างจริงจัง แล้วหัวเราะราวกับล้อเลียนตัวเอง คล้ายมีบางสิ่งอยู่ในใจ ถ้อยคำนี้เนี่ยอวิ๋นจูจดจำไว้ได้ แต่ขณะนั้นความรู้สึกของนาง กลับไม่เหมือนกับที่หนิงอี้พูด
บางสิ่งบางอย่าง บางความรู้สึกเกิดขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว หนิงอี้เองก็ไม่รู้ ที่จริงเมื่อวานตอนเช้า หนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์พากันออกไปเที่ยวกินลมชมทุ่งกับฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ พวกนางเล่นว่าวกัน ในหมู่คนที่ไปเดินเล่นมากมาย หนิงอี้ไม่รู้เลยว่า เนี่ยอวิ๋นจูกับหูเถาเห็นพวกเขาจากไกล ๆ
ตอนนั้นเนี่ยอวิ๋นจูกับหูเถาติดต่อกับคนบ้านกับเอ้อร์หนิว แล้วไปชนบทซื้อไข่เป็ด ขากลับนางก็เห็นหนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์ นั่นเป็นครั้งแรกที่นางเห็นซูถานเอ๋อร์ จากมุมไกลสองคนนั่งคุยกันอยู่บนหญ้า รู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบาย เช้านั้นเมื่อนางพบหนิงอี้ นางก็รู้สึกหดหู่ใจ และเมื่อหนิงอี้ถามเรื่องกู่เหยียนเจิ้น นางถึงกับรู้สึกราวกับมีบางสิ่งรัดแน่นอยู่ในอก
โชคดีที่หลังจากนั้นความรู้สึกนี้ก็ถูกปลดปล่อย แต่เมื่อเห็นหนิงอี้ นางก็ยังนึกถึงทุ่งหญ้าเมื่อวาน นึกถึงซูถานเอ๋อร์ที่ทั้งแต่งตัวหรูหราและทั้งอ่อนเยาว์งดงาม ทว่าในเวลาต่อมากลับมีความรู้สึกใหม่เอ่อล้นขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อหนิงอี้พยักหน้ายอมรับว่าเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการขายไข่เยี่ยวม้า เรื่องที่นางสงสัยมานานก็กระจ่างขึ้นทันใด อย่างที่คนภายนอกลือกัน ทำไมบุรุษเช่นนี้ถึงไปแต่งเข้าบ้านสตรีได้?
เหตุผลนั้นไม่ต้องสนใจ แต่เนี่ยอวิ๋นจูกลับนึกขึ้นมา…หลี่เหิงมีพรสวรรค์ทางกวี มีพรสวรรค์ในการค้า เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเช่นนี้ทุกวัน เขามีความสุขจริงหรือ? แต่ก่อนนางรู้เรื่องตระกูลซูไม่มาก หลังไถ่ตัวออกมาก็ขาดข่าวคราว รู้เพียงว่าตระกูลซูร่ำรวยมาก ซึ่งต่างจากตนเองที่เป็นสามัญชนโดยสิ้นเชิง ต่อมาหนิงอี้มีชื่อเสียงจากบทกลอนสองบท นางก็ได้ยินข่าวลือบางอย่าง บอกว่าหลี่เหิงไม่มีพรสวรรค์ด้านการค้า แต่คุณหนูตระกูลซูกลับเก่งมาก ในอนาคตจะเป็นคนบริหารกิจการของตระกูล ทว่าหลี่เหิงมีความสามารถในการค้านะ แต่กลับต้องเป็นเขยแต่งเข้าบ้าน ต้องเก็บความสามารถไว้เงียบ ๆ อยู่ข้างหลังซูถานเอ๋อร์ เขาจะรู้สึกเช่นไร?
หลี่เหิงแก้ปัญหาไข่เยี่ยวม้าได้อย่างง่ายดาย นี่จะใช่เพราะไม่อยากอยู่นิ่งหรือไม่? เขาไม่อาจลงมือในบ้าน เลยหาทางลงมือข้างนอกแทน
ดังนั้นนางก็พลันเข้าใจว่านางพอจะทำอะไรได้บ้าง
บางที…นางอาจกลายเป็นเครื่องมือของเขา ให้หลี่เหิงได้พิสูจน์ว่าตนเหนือกว่าซูถานเอ๋อร์ หากไปถึงจุดนั้นได้…
โดยแก่นแท้นางก็ยังเป็นสตรีจิตใจสงบนิ่ง สิ่งใดไม่ควรคิดก็ไม่ควรคิด นางโอบห่อของแนบอก ขบริมฝีปากเบา ๆ เดินผ่านหน้าร้านผ้าสกุลซู ตอนเดินผ่าน นางยังหันศีรษะมองเข้าไปในร้านเล็กน้อย แล้วเม้มปากเบา ๆ นึกในใจด้วยความดื้อดึงเล็ก ๆ ว่า…อนาคตร้านของนางจะต้องใหญ่กว่านี้…ใหญ่มากกว่านี้หลายเท่านัก…
……………….