- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 47 รสชาติแห่งอดีต
ตอนที่ 47 รสชาติแห่งอดีต
ตอนที่ 47 รสชาติแห่งอดีต
ตอนที่ 47 รสชาติแห่งอดีต
ภาชนะที่งดงามถูกหยิบออกมาจากตะกร้า ไข่เยี่ยวม้าที่ผ่าซีกถูกแตะด้วยน้ำจิ้มสีแดงสดที่ปรุงไว้ สีแดงกับสีดำตัดกันเด่นชัด งดงามเหลือเกิน เนี่ยอวิ๋นจูกำลังวางจานเล็กลงบนโต๊ะ ครานั้นเองนางก็เห็นชายสองคนที่อยู่ทางนั้น กระพริบตาเบาๆ ใบหน้างดงามแสดงความฉงนเล็กน้อย สักพักเหมือนนางนึกบางสิ่งได้ จึงเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า โค้งกายเล็กน้อยแล้วหันกลับมา จัดไข่เยี่ยวม้าต่อไป
“นั่น…น้องสอง ขอรบกวนเจ้าด้วย หากน้ำจิ้มขาดสิ่งใด ไปหยิบมาได้เลย…”
กู่เหยียนเจิ้นยืนอยู่ข้างๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย เขายังคงจับจ้องทุกการกระทำของหญิงสาว สองพี่น้องนั้นดูเหมือนจะสังเกตเห็นบางอย่าง พวกเขาจึงลังเลไม่ได้เอ่ยถามออกไป จนกระทั่งนางหันมากำชับเสี่ยวเอ้อจนจบ เนี่ยอวิ๋นจูก็เก็บตะกร้าแล้วหันมายิ้มให้เขาเล็กน้อย “คุณชายกู่”
“อวิ๋น…จู?” กู่เหยียนเจิ้นมองไข่เยี่ยวม้า “เหตุใด…เหตุใดเจ้าถึงมาขายของพวกนี้เล่า?”
“มีสิ่งใดไม่สมควรรึ?” เนี่ยอวิ๋นจูจัดของแล้วเดินออกไป คิ้วขมวดเล็กน้อยย้อนถามกลับ กู่เหยียนเจิ้นรีบตามไป คิดอยู่ครู่หนึ่ง คำที่อยู่ปลายลิ้นกลับลังเล ก่อนจะสูดหายใจลึก ระงับอารมณ์ลง
“ข้า…ข้ากลับจากเมืองหลวง ไปหาเจ้าที่หอจินเฟิง ถึงรู้ว่าเจ้าไม่อยู่แล้ว ข้าถามว่าเจ้าอยู่ที่ใด พวกนางก็ไม่ยอมบอก เพียงคิดว่าเจ้าได้พบทางอันดี จึงได้แต่ฝากพวกนางแสดงความยินดี แต่เหตุใดเจ้า…ถึงเป็นเช่นนี้ ออกมาขายของ?”
บนถนนมีผู้คนสัญจรไปมา เนี่ยอวิ๋นจูก้มหน้าก้าวเดิน คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบาง “ขอบคุณคุณชายที่ใส่ใจ อวิ๋นจูแม้จะมาเดินเร่ขายของแต่ก็เป็นการใช้แรงงานของตนแลกเงินมิได้มีสิ่งใดไม่สมควร เมื่อเทียบกับชีวิตก่อนหน้าของข้าแล้วตอนนี้ใจของข้าสงบยิ่งนักคุณชายอย่าได้เป็นห่วง เอ่อ…ดูเหมือนว่าสหายของท่านจะยังคงรออยู่ในภัตตาคาร ท่านรีบกลับไปเถิด”
กู่เหยียนเจิ้นถอนใจ ส่ายหน้าอย่างเศร้าๆ “ไม่เป็นไร…เมื่อครู่คนนั้นคือเฉินเมี่ยว เฉินจื่อซาน สมัยก่อนก็เคยพบเจ้า เจ้าจำเขาไม่ได้รึ…” เนี่ยอวิ๋นจูก้มหน้าอยู่ เขาไม่เห็นสีหน้า แล้วหัวเราะเบาๆ “ก็ใช่ เจ้าสวมอาภรณ์เช่นนี้ เขาก็ไม่อาจจำได้…”
เนี่ยอวิ๋นจูยังคงก้มหน้าก้าวเดิน เขาได้แต่เดินตาม ไม่รู้จะพูดสิ่งใด จึงเอาแต่เล่าความหลัง “...ยังจำได้ปีนั้นที่แถบไป่ลู่โจว เจ้าเล่นพิณเพียงเพลงเดียวทำให้ผู้คนตื่นตะลึง ข้าเคยพูดไว้…ปีนั้นเลือกนางคณิกาเอก ข้าคิดว่าเจ้าต้องได้เป็นอันดับหนึ่ง ใครจะรู้ว่าเจ้ามิได้คิดจะแข่ง ข้าจึงรู้ว่าเจ้าเป็นผู้ที่รักความสงบอย่างยิ่ง…ครานั้นก่อนจะจากไปคาดคิดจะสารภาพความในใจ แต่ท้ายที่สุดข้ากลับพูดได้เพียงคำบอกลาตามมารยาทเท่านั้น…ทว่าตอนอยู่ที่เมืองหลวงข้ากลับคำนึงถึงเจ้าทุกวัน”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใจเขาก็พลุ่งพล่าน ความคิดที่เก็บมาหลายปีก็พุ่งออกมา คำสุดท้ายนั้นเรียกได้ว่าพูดออกไปเต็มที่ หลังจากพูดก็พยายามจะจับมืออีกฝ่าย ทว่าเนี่ยอวิ๋นจูคงชินกับการค้าขายแล้ว เรื่องเช่นนี้จึงตอบสนองไวทันที คิ้วขมวดก้าวหลบไปด้านข้าง กู่เหยียนเจิ้นชะงักอยู่ตรงนั้น เนี่ยอวิ๋นจูมองเขา ขมวดคิ้วไม่พูดอะไร ผ่านไปครู่หนึ่งจึงยิ้มบาง ค้อมกายคำนับ
“อวิ๋นจู…แซ่เนี่ย”
“อืม?” กู่เหยียนเจิ้นลังเลครู่หนึ่ง “เจ้าหมายถึง…แซ่สามีเจ้าหรือ?”
อวิ๋นจู๋ส่ายหน้า “บิดาข้าก็แซ่เนี่ยแต่ก่อนข้าอยู่ในสถานที่มัวหมอง ใช้ความงามปรนเปรอผู้คน ข้าไม่อยากให้ตนเองจนตรอกจนถึงที่สุดแม้แต่ชื่อแทรกก็ต้องขายไปจึงใช้เพียงนามอวิ๋นจู ครานั้นอยู่ที่หอจินเฟิงข้าไม่เคยบอกชื่อแซ่แก่ผู้ใด บัดนี้ไถ่ตัวออกมาแล้วจึงกลับมาใช้แซ่เดิม.. แต่ก่อนคุณชายเคยโปรดปรานค่าข้าก็ปราบปลื้มใจตอนนี้ท่านยังจำค่าได้ก็นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง หากคุณชายจะจดจำไว้ก็จงจำไว้ว่าข้าคือเนี่ยอวิ๋นจู หาใช่นางคณิกาเอกแห่งหอจินเฟิงไม่”
คำเหล่านี้นางพูดด้วยรอยยิ้มตลอด อบอุ่นแต่มั่นคง เว้นระยะเหมาะสม กู่เหยียนเจิ้นย่อมฟังเข้าใจ “เจ้าคือ…เจ้าโทษว่าข้าจำได้เพียงเจ้าที่อยู่ในความมัวหมองนั้นหรือ…แต่ว่า…”
“ข้าไม่ได้กล่าวโทษท่าน ในวันนั้นอวิ๋นจู๋อยู่ในความมัวหมองจริงๆ ขายศิลป์ ขายรอยยิ้ม ใช้ร่างปรนเปรอผู้คน เรื่องเป็นเช่นนั้น ก็เป็นเช่นนั้น คุณชายห่วงใยจริง ข้าก็ซาบซึ้งใจ จึงอยากบอกคุณชาย ยามนี้แม้จะเร่ขายของต่อหน้าผู้คน แต่ใจข้าสงบสุขยิ่งกว่าอยู่ในหอจินเฟิงไม่รู้กี่เท่าคุณชายไม่ต้องเป็นห่วง” นางค้อมกายอีกครั้ง “ข้ายังมีเรื่องต้องจัดการ ส่งคุณชายเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ”
นางยังต้องนำไข่เยี่ยวม้าไปส่งอีกหนึ่งโรงเตี๊ยม นางคิดเรื่องนี้อยู่ ในเมื่อเปิดทางค้าขายไว้แล้ว ก็ไม่อาจไปสายเกินไป ส่วนกู่เหยียนเจิ้น…สมัยก่อนนางพบเจอพวกชายหนุ่มมากมาย บ้างก็เจ้าสำอางเสเพลทำให้หญิงพึงใจ กู่เหยียนเจิ้นก็นับว่าดีเลิศทั้งมาดและวิชา จนทำให้หญิงสาวมากมายหลงรัก แต่ตอนนี้สำหรับนาง ก็เป็นเพียงบุรุษที่เคยพบ จำได้มากหน่อยเท่านั้น
จำได้ว่าเขาเคยไปสอบที่เมืองหลวง ไม่นานนางก็ไถ่ตัวเอง บัดนี้ได้พบอีก ก็เพียงพบอีกเท่านั้น ต่อไปคงเจออีกหลายคน ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ความหลังที่หอจินเฟิง สำหรับนางไม่คิดว่ามีสิ่งใดน่าหลงใหล ไม่คิดว่ามีสิ่งใดสูงส่งให้สรรเสริญ สำหรับพวกบัณฑิต อาจเป็นเรื่องที่กล่าวชมได้ยาวนานว่าใครได้เป็นแขกของนางคณิกานางใด ได้ใจนาง ได้สิ่งล้ำค่าไป หรือได้เป็นบุรุษที่ใครๆ อิจฉา แต่สำหรับนาง นั่นคือวันคืนที่นางต้องก้าวผ่านอย่างหวาดหวั่น และเต็มไปด้วยทางตัน
นางเคยออกจากหอคณิกา ต้องทนรับชะตาที่จะกลายเป็นสิ่งของที่ถูกใช้ ดีที่นางรอบรู้พิณ หมาก หนังสือ พู่กัน จึงมีโอกาสเล็กๆ ต่อมาเพียรพยายามแสดงตัวเอง เรียนรู้วิธีดึงดูดผู้คน แต่ไม่ให้คนคิดถึงตัณหาหยาบคาย แฝงบอกพวกเขาว่านี่คือเรื่องสูงส่ง แม้มีชื่อเสียงอยู่บ้าง ใจก็ยังหวั่น กลัววันใดวันหนึ่งจะเกิดเหตุไม่คาดคิด คนมีอำนาจต้องการตัวจริงๆ นางคณิกาใดๆ ก็ยากต้านแรงนั้นได้ จึงไม่กล้าสร้างชื่อเสียงจนโด่งดังเกินไป ไม่กล้ากลายเป็นเครื่องมือโอ้อวดของบุรุษ
วันคืนในหอจินเฟิงนั้น หญิงที่รักษาตัวรอดได้ มีน้อยนัก ไม่มีค่าอื่นก็อย่าหวังจะรักษาความบริสุทธิ์ไว้ บางคนถูกมอมยา ถูกมัด ถูกทรมาน หากผู้นำไม่อาจรับไหวก็จะฆ่าตัวตาย พวกนางหลายคนพยายามแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ บางคนแม้เป็นหัวป้ายที่บอกขายศิลป์ไม่ขายกาย แต่ถึงเวลาก็ถูกคนมีอำนาจพรากไป แล้วใครจะปกป้องได้
นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ พวกนางแม้ตอนแรกต่อต้านหนัก แต่ไม่นานก็ชิน ชา แล้วเริ่มพูด เริ่มเรียนรู้ชีวิตแบบนั้น เริ่มนั่งใต้ชายคาเล่าเรื่องว่าพบชายเช่นไร…วันนั้นนางก็กลัวว่าตนจะเป็นเช่นนั้น ฆ่าตัวตาย หรือกลายเป็นบ้า สุดท้ายไร้ค่า ถูกโยนออกนอกหอจินเฟิง กลายเป็นหญิงขอทานเดินเปลือยบนถนน สุดท้ายก็ต้องตายท่ามกลางหนาวเหน็บเหลือเพียงซากเน่า
กู่เหยียนเจิ้นเอ่ยความหลัง อาจเต็มไปด้วยความโหยหา แต่ในนั้นไม่มีสิ่งใดให้นางโหยหา มีแต่ความขุ่นใจเล็กน้อย ทว่าก็ไม่ใช่ความผิดของเขา ดังที่หลี่เหิงเคยกล่าว การที่มีคนคิดถึง ย่อมเป็นเรื่องดี เขาคิดด้วยเมตตา นางก็เพียงควรยิ้มตอบ ขอบคุณน้ำใจเขา และบอกให้เข้าใจ แน่นอน เขาอาจไม่เข้าใจคำว่าได้พบทางอันดี ก็เลยคิดว่านางแต่งงานไปแล้ว
นางเดินไปถึงหอฉุ่ยผิงเพื่อส่งไข่เยี่ยวม้า กู่เหยียนเจิ้นยังยืนมองจากฝั่งตรงข้าม ทำให้นางรู้สึกเก้อเล็กน้อย แต่ตอนนี้ก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้มากไปกว่าแค่คิด “ข้าอยู่เมืองหลวง…คำนึงถึงเจ้าทุกวัน…” สิ่งที่เขาคิด สิ่งที่พวกเขาคิด อาจเป็นเพียงภาพของอวิ๋นจูที่ยิ้ม เล่นพิณ ร้องเพลง หรือเต้นรำท่ามกลางเสียงดนตรีเพื่อทำให้ผู้คนพอใจ นั่นมิใช่ความผิดของพวกเขา นางโกรธไม่ลง แต่ยามนี้ก็เพียงรู้สึกอึดอัดเท่านั้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางก็เคยมีเวลาที่เล่นพิณขับร้องเองเพียงเพื่อความเพลิดเพลิน แต่แท้จริงแล้วนางได้คิดไว้แล้วว่า ต่อจากนี้จะไม่ใช้ทักษะเหล่านี้และรอยยิ้มไปปรนเปรอผู้อื่นอีกต่อไป กู่เหยียนเจิ้นต่อให้พูดถึงเรื่องพวกนั้นอีกก็แล้วไป หากตนเองไม่เล่นพิณ ไม่ขับร้อง ไม่ร่ายรำ ไม่กล่าวถึงในเรื่องกลอนรักหรือบทชมเชยความสามารถของบัณฑิตคนใด เช่นนั้นแล้วเวลาทุกคนนั่งรวมกัน จะเหลือเรื่องราวให้พูดคุยสักกี่คำกันเล่า แต่พอคิดถึงตรงนี้ ก็พลันอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเหตุการณ์พิเศษเหตุหนึ่งขึ้นมา
พอคิดย้อนกลับไป ก็เพิ่งรู้ว่าตอนตัดสินใจนั้นตนแน่วแน่เพียงใด แต่เมื่อปีก่อนหลี่เหิงถามเรื่องเพลงพิณขึ้นมา ตนกลับไม่ได้นึกถึงเรื่องเหล่านั้นเลยสักนิด กลับพูดเล่นหัวว่า “สูงตั้งกี่ชั้นเชียวนะ” โดยไม่ลังเล ต่อมาก็ยังคงเล่นพิณแต่งทำนองอีกหลายครั้ง เขาได้ฟังเพลงเจียหลานอวี่ เพลงส่งท้ายที่ศาลาพัก หลายคราที่ตนกับเขาสนทนากัน นางกลับคิดว่า ถ้าได้แสดงมากกว่านี้ก็คงดี อยากจะบอกเขาว่า ตนร้องเพลงอื่นได้ไพเราะกว่านี้ เพลงอื่นอาจไพเราะกว่าเพลงเล็กๆ เหล่านี้ เมื่อเขาพูดขึ้นมาว่าไม่ชอบคำร้องเดิมซ้ำจำเจ ใจของนางก็ยังรู้สึกขุ่นมัวเล็กน้อย เกิดความอยากอวดฝีมือนิดๆ อยากจะพูดว่า “หากเป็นข้าร้องล่ะก็ จะไม่เป็นเช่นนั้นหรอกนะ”
ในใจนางรู้ดีว่า เช่นเดียวกับที่เขาไม่เคยแสดงความเป็นบัณฑิตให้ตนเห็น ตนเองก็ไม่เคยแสดงทักษะเก่าเหล่านั้นต่อหน้าเขา นั่นไม่ใช่เพราะยังติดเงามืดในใจ แต่เพียงเพราะยังไม่เคยพูดถึงมันเท่านั้น หากเขาอยากฟังจริงๆ ตนก็ย่อมเต็มใจใช้ทักษะเหล่านี้ทำให้เขาเพลิดเพลิน โดยไม่รู้สึกว่าคล้ายกับในหอจินเฟิงแม้สักนิด
พอนึกถึงคำพูดที่หูเถาเคยบอก นางก็คิดในใจ ความรู้สึกเช่นนี้ เกรงว่าจะเปลี่ยนไม่ได้เสียแล้ว…
นางคิดพลางยิ้มบาง ขณะอุ้มตะกร้ากลับไปยังแผงเล็กตรงหัวมุมทาง หูเถาเดินเข้ามาใกล้ คิดว่านางกำลังยินดีเพราะไข่เยี่ยวม้าขายดี
“คุณหนู คราวนี้หนึ่งวันคงขายได้เยอะเลยใช่ไหมเจ้าคะ?”
“ใช่ สามสิบฟองที่ตั้งเป้าไว้ คงไม่มีปัญหาแน่” เพียงแต่…เรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับหลี่เหิง เพราะหลี่เหิงปกติไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับพวกบัณฑิตเหล่านั้น…นางจึงฉงนใจอยู่เล็กน้อย…แล้วหันไปมองรอบๆ กู่เหยียนเจิ้นเหมือนจะไม่ได้ตามมาอีกแล้ว…
“คุณหนู ท่านมองหาอะไรหรือเจ้าคะ?”
“หือ?” นางยิ้มพลางส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีอะไรหรอก…”
……………………