- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 42 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนแปด)
ตอนที่ 42 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนแปด)
ตอนที่ 42 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนแปด)
ตอนที่ 42 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนแปด)
ระหว่างที่รถม้ากำลังแล่นไปตามถนนมุ่งหน้ากลับไปยังจวนตระกูลซู ภายนอกม่านรถนั้นยามค่ำในตลาดยังคงคึกคักไม่หยุด ซูถานเอ๋อร์นั่งอยู่ด้านในรถม้าฝั่งหนึ่ง ก้มหน้าจัดเรียงกระดาษเอกสารและบัญชีหลายอย่าง กล่องไม้ใบเล็กที่ใส่เอกสารวางอยู่ข้างกาย นางนั่งพับขาเรียบร้อย ท่วงทีกิริยาดูสง่างามอ่อนช้อย และย่อมดูเป็นผู้ใหญ่กว่าบ่าวหญิงน้อยสามคนมาก ผู้ที่คุ้นเคยกับการออกคำสั่งย่อมมีอำนาจในตัวเอง นางจัดเอกสารไปพลางก็พูดกับหนิงอี้ไปพลาง
“...ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าก็ต้องไปคำนับท่านปู่อีกครั้ง ข้าก็จะไม่ออกไปไหน ส่วนท่านพี่ พรุ่งนี้หลังจากฝึกร่างกายเสร็จ ก็ขอให้รีบกลับมาด้วย... อ้อ พรุ่งนี้เช้าข้าให้ครัวจัดทำของหวานไว้ให้ท่านพี่ด้วยนะ...”
วันนี้เป็นคืนเทศกาลโคมลอย ตอนค่ำนางก็พูดคุยกับท่านปู่ไปบ้างแล้ว แต่พอเกิดเรื่องบทกลอนชิงอวี้อันขึ้น พรุ่งนี้ก็คงต้องไปพบอีก ซูถานเอ๋อร์พูดจบแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
“ท่านพี่นี่มักจะทำให้คนคาดไม่ถึงจริง ๆ น่ากลัวเสียจนตกใจ”
ตลอดเดือนกว่าที่ผ่านมาหลังจากคลายความเข้าใจผิดกับหนิงอี้ นางก็ไม่ได้มองเขาด้วยสายตาแบบเดิมอีก แต่กลอนคืนนี้ยังทำให้นางคาดไม่ถึงอยู่ดี ตอนแรกเห็นก็อึ้งไปพักหนึ่ง คิดว่าท่านสามีที่แปลกประหลาดคนนี้จะมีขีดความสามารถถึงเพียงใดกัน แต่เมื่อได้พบหน้าเขากลับไม่ได้แสดงความประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย เวลานี้จึงค่อย ๆ พูดกับเขาเบา ๆ พลางจัดเอกสาร มือทำไป ใจทำให้เรียบเพื่อไม่ให้ตนเองแสดงอารมณ์เกินไป
ระหว่างทางก็กลับถึงจวนตระกูลซู เดินผ่านลานและเรือนหลายแห่ง ซูถานเอ๋อร์ยังต้องไปพบท่านบิดาอีกครั้ง คงเป็นเพราะเรื่องการค้าที่ยังต้องพูดคุย จึงหันมาพูดกับหนิงอี้ว่า “ท่านพี่ยังไม่เข้านอนใช่หรือไม่”
หนิงอี้พยักหน้า ซูถานเอ๋อร์ยิ้มบาง “เดี๋ยวข้ากลับมา ข้ามีของจะให้ท่านพี่”
“ของอะไรหรือ”
ซูถานเอ๋อร์กะพริบตา “เก็บไว้เป็นความลับ”
เรื่องที่จะพูดกับซูป๋อหยงคงมีไม่มากนัก ไม่นานนัก หนิงอี้ที่ยืนตากลมอยู่บนระเบียงชั้นสองก็เห็นซูถานเอ๋อร์กับสาวใช้ถือโคมออกมาจากอีกลานหนึ่ง จากระยะไกลเงาร่างพวกนางดูเล็กนิดเดียว แสงโคมบางครั้งก็เลือนหายไปหลังพุ่มไม้และกำแพแล้วก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งตรงหัวมุมทางเดิน ด้านที่คึกคักกว่าคือฝั่งประตูข้างทางตะวันออก รถม้าส่วนใหญ่ก็กลับจากตรงนั้นยามเที่ยงคืน แสงไฟสาดส่องไปทั่วแล้วจึงแยกย้ายไปตามเรือนต่าง ๆ
เรือนเล็กที่หนิงอี้พักนั้นยังคงเงียบสงบเช่นเดิม เรือนใหญ่คนไม่มาก บริเวณนี้จึงไม่ค่อยพลุกพล่าน ไม่นาน ซูถานเอ๋อร์กับบ่าวสามคนก็กลับมา เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านล่าง
เสี่ยวฉานวิ่งโหวกเหวกเข้ามาใต้เรือน แหงนหน้าขึ้นมองหนิงอี้แล้วทำหน้าพองแก้มตาหยี จากนั้นก็วิ่งไปต้มน้ำร้อนในห้องเล็ก ซูถานเอ๋อร์เดินขึ้นมาถึงชั้นบน มือถือห่อผ้าขึ้นมา วางพิงไว้กับเสาอย่างเบามือ
“เมื่อหันกลับไปโดยไม่ทันตั้งใจ... กลับพบคนผู้นั้นยืนอยู่ ณ ที่แห่งแสงโคมริบหรี่แสนเงียบงัน...” นางเอ่ยเสียงเบาช้า ๆ แล้วหันมามองหนิงอี้ ยิ้มออกมา “เสี่ยวฉานบอกว่าท่านพี่กำลังตามหานักฆ่าสตรีที่มีฝีมือร้ายกาจ”
“ใช่แล้ว น่าเสียดายที่ตามไม่ทัน”
“แล้วทำไมท่านพี่ยังเขียนว่าที่แห่งแสงโคมไฟริบหรี่เล่า”
หนิงอี้ยักไหล่ “จะให้ทำอย่างไรเล่า กลอนมันต้องเขียนอย่างนั้นสิ... คงไม่เขียนว่า หันกลับไปมองแล้วคนหายไป มันไม่สัมผัสกันนี่” เขาเองก็แอบเสียดายนักฆ่าหญิงที่หายไป
ซูถานเอ๋อร์ยกมือปิดปาก พิงห่อผ้าหัวเราะคิกไม่หยุด ก่อนจะเอ่ยว่า “บางครั้งฟังข้าฟังสามีเล่าเรื่อง ก็รู้สึกได้เล็กน้อยว่าสามีคงใฝ่ฝันถึงเรื่องเหล่าผู้กล้าในยุทธภพใช่หรือไม่”
“ข้าไม่ได้อยากเป็นพวกผู้กล้าอะไรนั่นหรอก เพียงแต่สนใจเรื่องพลังลมปราณก็เท่านั้น” หนิงอี้ก็ไม่ได้ปิดบัง ส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วชี้ลงไปด้านล่าง “กระโดดจากข้างล่างมาถึงข้างบนได้ แล้วต่อยหมัดเดียวทะลุกำแพง ข้าได้ยินว่ามีคนทำได้ก็เลยสนใจ วันนี้ข้ากับเสี่ยวฉานเจอนักฆ่าหญิงคนนั้น นางเก่งมาก คงจะมีวิชาเช่นนั้นจริง การออกแรงแม้เพียงพริบตาก้รู้แล้วว่าไม่เหมือนคนธรรมดา”
ซูถานเอ๋อร์พยักหน้า “ข้าก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน เพียงแต่ตลอดหลายปีที่ออกไปต่างเมือง มีองครักษ์เกิงคอยคุ้มกัน บางครั้งก็ได้ยินเรื่องพวกโจรผู้ร้าย แต่ที่สามีพูดมานั้นไม่ค่อยมีจริง ๆ ถึงแม้เป็นพวกที่ถูกทางการจับกุม ก็เป็นเพียงบุรุษกำยำอาศัยแรงดิบ หรือพวกสำนักเต๋าเล็ก ๆ ที่ใช้คาถาอาคมหลอกลวง ข้าเคยเรียนมาบ้างก็เลยไม่เชื่อเรื่องพวกนั้นจริงจัง หากจะว่าฝึกพลังลมปราณจนกลายเป็นดั่งเซียน ก็หาได้ยากยิ่ง แถมต้องเริ่มฝึกตั้งแต่เด็กนับสิบปีถึงจะสำเร็จ สามีจะเริ่มตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว...”
พูดไปนางก็หัวเราะขึ้นอีกครั้ง มองสีหน้าหนิงอี้ก็แฝงความขบขัน นางเป็นคนไม่เชื่อคำเล่าลือพวกนั้น เรื่องแบบนี้แม้จะน่าสนใจ แต่ถ้าไม่มีหลักฐานชัดเจนก็ไม่ยอมเชื่อง่าย ๆ และหนิงอี้เองก็ไม่ใช่คนที่จะฟังแล้วเลิกคิดง่าย ๆ เรื่องแสวงหาเขานับพันครั้งพันครานั้น นางก็เพียงคิดว่าสามีตนแต่งเพราะกำลังตามหาคน ไม่ได้สนใจนักแล้วจึงเปลี่ยนเรื่อง
“เมื่อครู่เสี่ยวฉานก็เล่าให้ข้าฟัง ตอนนั้นสามีอยู่ที่หอจิ่วอวี่ นอกจากเสวี่ยจิ้นแล้ว ลุงจ้งฮั่วก็อยู่ด้วยหรือ เขาบอกให้สามีอย่าปฏิเสธ แสดงฝีมือให้คนเห็นใช่หรือไม่”
ซูถานเอ๋อร์เป็นคนอย่างไร พอฟังคำเสี่ยวฉานก็เข้าใจความคิดซูจ้งฮั่วทันที พอเห็นหนิงอี้ยิ้มก็ได้คำตอบ นางก็หันหน้ามายิ้มบาง ๆ อย่างช่วยไม่ได้ แล้วถามต่อ “แล้วความคิดท่านเล่า”
“หืม?”
“ถ้าสามีไม่สนใจสำนักเล็ก ๆ นั้น พรุ่งนี้ข้าจะไปคุยกับท่านลุงเอง” ซูถานเอ๋อร์ยิ้ม “แต่ถ้าท่านสนใจ ข้าก็จะไปคุยกับท่านปู่ให้”
สำนักศึกษาหยูซานนั้นแม้ซูจ้งฮั่วจะเป็นผู้นำ แต่จริง ๆ แล้วท่านลุงซูจ้งข่านต่างหากที่ควบคุมอยู่เบื้องหลัง เป็นสถานที่ที่ใคร ๆ มองว่าเอนเอียงไปทางบ้านรอง แต่ก่อนซูถานเอ๋อร์ไม่เคยถามเรื่องพวกนี้กับหนิงอี้ หากตอนนี้หนิงอี้สนใจจริง นางก็มั่นใจว่าพร้อมจะช่วยเขาทวงมาจากท่านปู่ หนิงอี้ยิ้มส่ายหน้า “สอนหนังสือไปเรื่อย ๆ ก็พอ หากมีเรื่องยุ่งยากมากไปข้าก้ขี้เกียจ เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบงานสังคมพวกนั้น”
ซูถานเอ๋อร์พยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะไปบอกลุงจ้งฮั่วเอง... จริง ๆ ท่านลุงจ้งฮั่วแม้สั่งสอนเด็กไม่เก่งนัก แต่เรื่องจัดการก็ถือว่าใช้ได้ เขาเป็นหัวหน้า สามีไปอยู่ที่นั่นก็สบายใจได้เลย เอาล่ะ นี่ของที่ข้าบอกว่าจะให้ท่าน...”
พูดจบก็ยื่นห่อผ้าให้หนิงอี้
“อะไรหรือ”
“เป็นอาภรณ์ชุดใหม่”
พูดจบนางก็ยิ้มแล้วหันลงบันไดไป หนิงอี้มองตาม “อ้อ”
เขาถือห่อผ้าลงไป เปิดบนโต๊ะ ข้างในก็เป็นเสื้อผ้ารองเท้าถุงเท้าตามที่บอก เขาหยิบขึ้นมาดู ในขณะเดียวกันเสี่ยวฉานก็เคาะประตูเข้ามาอย่างแผ่วเบา อุ้มกะละมังน้ำร้อนเข้ามาอย่างลับ ๆ แล้วปิดประตู “คุณชายล้างหน้าเจ้าค่ะ… อ้าว คุณหนูให้เสื้อผ้าท่านแล้วหรือเจ้าคะ”
“อืม” หนิงอี้เดินไปล้างหน้า เสี่ยวฉานเอานิ้วจิ้มหลังเขา “คุณชายเจ้าคะ คุณหนูพูดถึงเรื่องนักฆ่าหญิงนั้นบ้างหรือเปล่า”
“เจ้าบอกทุกเรื่องให้คุณหนูฟังหมดแล้วหรือ”
“หา? ไม่ได้หรือเจ้าคะ?”
หนิงอี้ล้างหน้าเสร็จก็หันกลับมา เห็นเสี่ยวฉานทำหน้ากังวลอยู่ลึก ๆ จึงยิ้มแล้วว่า “บอกไปแล้วยังต้องคิดอะไรอีกเล่า”
“คุณชายลองคิดดูสิ ถ้าคุณหนูไม่พูดอะไรกับคุณชาย แปลว่าคุณหนูเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจไม่ใช่หรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นข้าก็ไม่ควรพูดออกไป” เสี่ยวฉานถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วยิ้ม “แต่ข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ คุณหนูไม่ใช่คนอย่างนั้นหรอก… แต่คราวหน้าคุณชายอย่าเขียนกลอนที่ทำให้คนเข้าใจผิดแบบนี้อีกนะเจ้าคะ เสี่ยวฉานลังเลอยู่นานเลย กลัวคุณหนูจะเข้าใจผิด แต่ก็ไม่กล้าบอกคุณหนูว่าคุณชายกับนักฆ่าหญิงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน กลอนที่เขียนก็ไม่ใช่หมายถึงนาง ถ้าอธิบายไป คุณหนูก็อาจจะยิ่งคิดมาก แต่ถ้าไม่อธิบาย คุณหนูก็อาจจะคิดไปเองอีกจะทำอย่างไรดี แล้วก็…อ่า…”
สาวใช้ตัวน้อยเอาแต่บ่นเป็นชุด ๆ ด้วยความกังวล หนิงอี้ก็หัวเราะพลางดีดนิ้วไปที่หน้าผากนางเบา ๆ “เจ้ามัวแต่คิดมากไปเอง”
เสี่ยวฉานยกมือกุมหน้าผาก “ก็ใช่น่ะสิเจ้าคะ เป็นบ่าวก็ต้องคิดรอบด้านหน่อย เสี่ยวฉานฉลาดมากเลยนะเจ้าคะ ฮิ…” คืนนี้นางทั้งห่วงว่าหนิงอี้จะไปหานักฆ่าหญิงจนบาดเจ็บ ทั้งลังเลเรื่องจะบอกหรือไม่บอก สุดท้ายพอบอกแล้วก็กลับมาลังเลเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์ ครั้นตอนนี้ได้ยินคำตอบก็เบาใจไปมาก นางจึงเอ่ยชมตัวเองเบา ๆ แล้วถามต่อ “อาภรณ์นั้นคุณชายได้ลองหรือยังเจ้าคะ”
“ยังหรอก ไว้พรุ่งนี้ค่อยลอง”
“ไม่ได้เจ้าค่ะ นี่คุณหนูเป็นคนทำให้คุณชายเองทั้งนั้นนะเจ้าคะ”
“หา?” หนิงอี้มองเสื้อผ้าอย่างงุนงง “ผ้านี่เหมือนข้าเคยเห็นเมื่อหลายเดือนก่อน…”
“คุณหนูเริ่มทำตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวฉานกางเสื้อคลุมยาวออกมาเทียบกับตัวเขา “ผ้าชุดใหม่เดือนหกปีที่แล้วน่ะเจ้าค่ะ ตอนนั้นเสี่ยวฉานยังวัดตัวให้คุณชายด้วยนะเจ้าคะ เพราะคุณหนูบอกว่าทุกปีต้องทำเสื้อคลุมให้คุณชายสองชุด แต่คุณหนูก็งานยุ่ง ทำได้ไม่เร็ว ทำ ๆ หยุด ๆ เดิมว่าจะให้คุณชายช่วงปีใหม่ แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้แก้ซับในใหม่ ก็เลยเพิ่งเสร็จทันช่วงวันชมโคมไฟ…”
“ทำสองสามชุดแล้วสิ” หนิงอี้ชี้ไปที่ตู้เสื้อผ้าข้าง ๆ
“นั่นฝีมือช่างทอของจวนเจ้าค่ะ มีชุดหนึ่งที่เสี่ยวฉานกับเจวียนเอ๋อร์กับพี่ซิ่งเอ๋อร์ช่วยกันทำ แต่ชุดนี้คุณหนูทำเองเจ้าค่ะ… เอาล่ะเจ้าค่ะ คุณชาย นั่งสิเจ้าคะ ลองรองเท้าด้วย”
หนิงอี้ยิ้ม มองเสื้อคลุมในมือตน เสี่ยวฉานนั่งยอง ๆ ลงไปช่วยเปลี่ยนรองเท้าให้เขา พลางเอ่ยเสียงเบา “คุณชาย… คุณชายยังจำได้อยู่ไหมเจ้าคะ ว่าคุณหนูเคยหนีออกไปในวันแต่งงาน”
หนิงอี้มองนาง “เจ้าคิดอะไรอีกแล้ว”
“เปล่าเจ้าค่ะ จริง ๆ เสี่ยวฉานคิดว่าคุณหนูเป็นคนที่ดีมากนะคะ แม้…แม้ครั้งนั้นจะทำไม่ดีกับคุณชายสักนิด แต่ตอนนั้นคุณหนูก็ยังไม่รู้ว่าคุณชายเป็นคนแบบไหน เดือนหกตอนนั้นก็งานยุ่ง แม้จะเป็นอย่างนั้น แต่พอคิดได้ คุณหนูก็ตัดสินใจจะทำเสื้อผ้าให้คุณชาย เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูบอกว่านางเป็นภรรยาของคุณชายแล้ว ทุกปีต้องเย็บปักเสื้อผ้ารองเท้าถุงเท้าให้สองชุดเป็นอย่างน้อย จริง ๆ ฝีมือเย็บปักของคุณหนูไม่ดีเท่าไร เสี่ยวฉานกับพี่เจวียนเอ๋อร์กับพี่ซิ่งเอ๋อร์ก็ไม่เก่งเรื่องงานเย็บ แต่เสื้อคลุมของคุณชายบางส่วนเราก็ให้ช่างช่วยทำ แต่คุณหนูไม่ยอม บางครั้งทำเหมือนคุยธุระกับช่างในจวนกับที่ร้าน แล้วถามวิธีการต่าง ๆ เพราะไม่อยากให้คนอื่นนินทา เจวียนเอ๋อร์กับซิ่งเอ๋อร์เล่าให้ฟังยังอดขำไม่ได้ คุณหนูก็ทำเรื่อย ๆ มาครึ่งปี ของพวกนี้ถึงเพิ่งจะเสร็จ…”
หนิงอี้ยิ้มขึ้นมา มองเสื้อผ้านั้น แล้วก็หันไปมองเสี่ยวฉานที่กำลังนั่งยอง ๆ อยู่พักหนึ่ง เขาก็ยื่นมือไปขยี้ผมนางอย่างไม่จริงจัง “เจ้าก็เอาแต่พูดข้อดีของคุณหนูให้ข้าฟังอยู่เรื่อย”
คราวนี้เสี่ยวฉานไม่หลบตา เงยหน้าขึ้น ยิ้มอย่างน่ารักและมั่นใจ “ก็เพราะคุณหนูเป็นคนที่ดีจริง ๆ นี่เจ้าคะ”
“รู้แล้ว รู้แล้ว…”
“เดี๋ยวข้าจะเก็บเสื้อผ้าให้คุณชายเองนะเจ้าคะ”
ยามดึกสงบผ่านไปไม่นาน เสี่ยวฉานก็ออกจากห้องไป หนิงอี้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอยู่สองสามหน้า พอเขาลุกไปเปิดหน้าต่าง มองออกไปยังห้องตรงข้าม แสงตะเกียงยังส่องสว่างอยู่ เงาร่างของซูถานเอ๋อร์กำลังโน้มตัวเขียนบัญชีอยู่ตรงนั้น เขียนอะไรบางอย่าง แสงไฟทอดเงาของนางบนหน้าต่าง ท่าทางจดจ่อและจริงจัง ต้นปีปลายปีเช่นนี้ เป็นเวลาที่พ่อค้าเหนื่อยที่สุด คงจะเป็นเช่นนี้ไปอีกพักใหญ่…
…………………