- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 41 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนเจ็ด)
ตอนที่ 41 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนเจ็ด)
ตอนที่ 41 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนเจ็ด)
ตอนที่ 41 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนเจ็ด)
ด้านหลังหอจินเฟิง ในห้องของเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ โข่วเอ๋อร์กำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่หอจิ่วอวี่เมื่อไม่นานมานี้อย่างมีชีวิตชีวา
“...แล้วก็ ตอนที่คุณชายหนิงเขียนคำกลอนนี้ออกมา พวกนั้นก็พากันตะลึงหมดเลย เดิมทีเสวี่ยจิ้นที่ตั้งใจจะหาเรื่องเขาก็ยังถามว่าบทกวีสุ่ยเตี้ยเกอโถวเป็นนักพรตพเนจรเป็นผู้แต่ง แล้วทีนี้คุณชายหนิงก็พูดกับเขาว่า... ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า... คุณชายหนิงพูดว่า วันนั้นนักพรตพเนจรคนนั้น... แต่งมาสองบท... ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า...”
เมื่อประโยคนี้จบ เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ที่นอนฟังอยู่บนเตียงก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา หัวเราะจนตัวงอ “พี่สาวอวิ๋นจู คนผู้นี้ช่างมีอารมณ์ขันจริงแท้...”
อวิ๋นจูกำลังถือกระดาษแผ่นนั้นดูอยู่ นางรู้จักหนิงอี้ดี ภาพที่โข่วเอ๋อร์เล่าก็ผุดขึ้นในห้วงความคิด นางระลึกถึงนิสัยของหนิงอี้ที่ไม่ยึดติดกฎเกณฑ์ ก็อดยิ้มไม่ได้
โข่วเอ๋อร์เองจริง ๆ แล้วเคยเอียงไปทางสนับสนุนเฉากวนอยู่บ้าง แต่เล่าเรื่องนี้ไปก็เล่าไปหัวเราะไป ผ่านไปครู่หนึ่งก็เริ่มลังเลเล็กน้อย “คุณหนู กลอนนี้... ดีจริงหรือเจ้าคะ ตอนแรกสีหน้าของพวกคุณชายเฉาก็แปลก ๆ คุณหนูเองเคยบอกว่าการประลองกลอนมันไม่มีหลักตายตัว คุณชายเฉาก็ถือว่าฝีมือที่สุดยอดแล้ว อย่างนั้นจะเป็นไปได้หรือว่าเขาสู้ไม่ได้...”
เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ยิ้มขึ้น มองคำกลอนนั้นอีกครั้ง แล้วสบตากับอวิ๋นจู ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ “จากที่เจ้าว่า ดูท่าหลังคืนนี้ ชื่อเสียงอันดับหนึ่งของเจียงหนิง เห็นทีจะต้องไปอยู่บนหัวของคุณชายหนิงแล้ว น่าเสียดาย... เขากลับเป็นเขยของตระกูลพ่อค้า” นางขมวดคิ้วเล็กน้อย “คนเช่นนี้เหตุใดถึงได้ไปเป็นเขยได้กัน หรือว่าถูกตระกูลซูบีบบังคับ...”
ก่อนหน้านี้ด้วยเหตุที่เขาเป็นเขย ทำให้มีคนสงสัยว่ากลอนของหนิงอี้นั้นลอกเขามา คราวนี้เห็นทีจะไม่มีใครกล้าสงสัยอีกแล้ว คำพูดล้อเล่นว่ามีนักพรตพเนจรกล่าวไว้สองบทนั้น แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อ เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์กำลังครุ่นคิดอยู่ ข้าง ๆ หูเถาเงยหน้ามองอวิ๋นจูแล้วกระตุกแขนเสื้อเบา ๆ เอ่ยเสียงค่อย “คุณหนู คุณชายหนิงคนนั้น จะเป็นคุณชายหนิงคนนั้นจริง ๆ หรือไม่”
นางพูดไม่ดังนัก แต่เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์กับโข่วเอ๋อร์ก็ได้ยินชัด ตาเบิกกว้าง “พี่สาวอวิ๋นจู... รู้จักหนิงอี้ด้วยหรือ”
อวิ๋นจูนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง พลางดีดสายพิณโบราณที่วางอยู่ข้าง ๆ เสียงเครื่องสายกระทบกันออกมาเบา ๆ ครู่หนึ่งจึงเอ่ย “ถ้าข้าบอกว่าเขาคือผู้ประพันธ์เพลงนั้น เจ้าเห็นว่าอย่างไรเล่า”
“อา...” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์อึ้งไปครู่หนึ่ง ครุ่นคิดถึงท่วงทำนองประหลาดแต่ไพเราะนั้น ไม่อาจหาคำตอบได้ชัด มองดูบทกลอนบนโต๊ะ เห็นว่าบางท่อนสูงส่งบริสุทธิ์ แต่บางท่อนกลับดูล้ำเส้นกฎเกณฑ์ ไม่ยึดติด “ถ้าหากเป็นดังที่พี่สาวอวิ๋นจูกล่าว นั่นก็ช่าง... แปลกนัก...”
“พี่อวิ๋นจู ท่านรู้จักคุณชายหนิงจริง ๆ หรือเจ้าคะ เขาเป็นคนอย่างไรกันแน่ เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ...”
โข่วเอ๋อร์เอนตัวไปทางอวิ๋นจู อวิ๋นจูมองคำกลอนในมือ คิดครู่หนึ่งจึงเงยหน้าเล็กน้อย สายตาลอยไปยังมุมห้อง
ใช่แล้ว เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่...
ตอนแรกที่พบกัน นางตกน้ำแล้วดึงเขาลงไปด้วย เขากลับช่วยนางขึ้นมาแม้จะถูกนางตบไปหนึ่งที ก็ไม่เคยแก้ตัว ต่อมาเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาเป็นคนไม่เคร่งครัดอะไรนัก ทุกเช้าเขาวิ่งไปวิ่งมา เวลาที่หยุดพักก็มีบทสนทนาเล็กน้อย แม้จะเคยได้ยินชื่อเสียงของเขามาก่อน แต่กิริยาของเขาไม่เหมือนบัณฑิตทั่วไป สิ่งที่เขาสนใจกลับเป็นเรื่องแปลกประหลาดต่าง ๆ
“ก็แค่ฆ่าไก่ตัวเดียวเอง ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก”
“ดินถ่าน... ใช้เขียนหนังสือได้...”
“ออกกำลังกายหน่อย... บัณฑิตร่างกายอ่อนแอไร้ประโยชน์”
“ถ้าออกกำลังบ้าง... ก็จะได้เป็นพวกท่องยุทธภพเก่ง ๆ ...”
“เพลงเจียหลานอวี่... ไม่ใช่ของสูงส่งนัก แต่ข้าชอบฟัง”
“ไข่เยี่ยวม้า... เจ้าจะเรียกไข่มั่งคั่ง ไข่หยก ก็ได้...”
ถ้าพูดสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นฟัง อาจถูกมองว่าหยิ่งยะโส แต่เมื่อตนได้สัมผัสเองกลับรู้สึกสบายใจ ไม่เหมือนบัณฑิตคนอื่นเลย ความหยิ่งนั้นมักเกิดเพราะภาคภูมิใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ตนสัมผัสได้ว่าเขาไม่ได้ยินดีหรือยกตนเหนือใคร กลับเต็มไปด้วยความเบาสบาย สิ่งที่คนอื่นชอบเขาไม่ได้รังเกียจ แต่ก็ไม่ได้โปรดปรานเป็นพิเศษ ถึงอย่างนั้น หลายเดือนที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้เห็นเขาแสดงความสามารถด้านวรรณศิลป์ต่อหน้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึก ๆ ในใจยังมีความคาดหวังเล็กน้อย
“ยกจอกถามฟ้า...” คนที่แต่งบทเช่นนี้ได้ ความสามารถจะสูงส่งเพียงใดกัน อวิ๋นจูเองก็มีความคาดหวังเล็ก ๆ แม้เวลาที่อยู่กับหนิงอี้จะรู้สึกผ่อนคลาย แต่นางก็เชื่อว่านั่นคือด้านจริงแท้ของเขา ทว่าก็ยังเฝ้ารอคอยว่าสักวันหนึ่งจะได้เห็นด้านกวีของเขาเช่นกัน
จนกระทั่งได้เห็นบทกลอนชิงอวี้อัน ภาพที่เขียนขึ้นในหัวคือภาพเขาแต่งบทท่ามกลางเสียงเยาะเย้ย ขัดขวาง หาเรื่อง แต่เขากลับยืนหยัดด้วยรอยยิ้มอันแสนสบายใจ... ถ้าตนได้อยู่ตรงนั้นก็คงจะดี...
ฟังคำถามของโข่วเอ๋อร์ มองบทกลอนนั้น จู่ ๆ ใจพลันเกิดความปรารถนาแรงกล้าขึ้นมา คืนนี้นอกหน้าต่างแสงไฟสว่างดุจกลางวัน เขากล่าวว่ามีธุระสำคัญ ไม่รู้ว่าเป็นธุระอะไร ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ใด สิ่งเหล่านี้... จู่ ๆ ก็อยากรู้เหลือเกิน...
ครู่หนึ่ง อวิ๋นจูจึงค่อยกดความรู้สึกนั้นลงไป
…
เมื่อเสียงระฆังยามจื่อดังขึ้น หนิงอี้กำลังเดินกลับกับเสี่ยวฉานอยู่บนถนน เสี่ยวฉานท่องบทชิงอวี้อั้นไปมา บางทีก็ถามขึ้นว่า “คุณชาย คุณชาย คำที่ว่าอะไรทองคำอะไรนั่นอีกที...” หนิงอี้ก็จะตอบไปหนึ่งคำ
ในใจเขาออกจะเซ็งเล็กน้อย เพราะแม้จะเขียนกลอนเสร็จแล้ว แต่คนกลับตามไม่เจอ
ตอนเขียนบทนั้น เขาคิดว่าเหมาะนัก โดยเฉพาะตอนที่กำลังตามหญิงนักฆ่าคนนั้นอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเพราะมันเหมาะเกินไปหรือเปล่า หรือเพราะประโยคสุดท้ายที่ว่า “หันกลับไปมองอีกครั้ง คนผู้นั้นอยู่ตรงมุมที่แสงไฟริบหรี่” ทำให้นางระแวง พอเขาเดินตามไปกับเสี่ยวฉานอยู่พักหนึ่ง กลับพบว่าหญิงนักฆ่าคนนั้นหายไปจากรัศมีการตามของเขาเสียแล้ว
หรือเพราะบทกลอนนี้เองที่ทำให้การติดตามล้มเหลว เขาเองก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มาก่อน ถ้าเปลี่ยนเป็นคอยตามอยู่ห่างๆ จะดีกว่าหรือไม่... เขาคิดอย่างแคบ ๆ ในใจ
ถ้าหญิงนักฆ่านั้นเริ่มระวังตัว การตามหาต่อไปก็จะไม่เกิดประโยชน์ เมื่อการติดตามไม่สำเร็จ เขาก็เลิกสนใจ เขากับเสี่ยวฉานเดินเล่นอีกครู่แล้วค่อยเดินกลับ ระหว่างทางเสี่ยวฉานยังตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ยังคงพูดถึงสีหน้าตกตะลึงของเสวี่ยจิ้น แล้วเท้าเอวหัวเราะเย้ยหยัน “ฮึ่ม คราวนี้ทีหลังคงไม่มีใครกล้าพูดจาว่าร้ายคุณชายอีกแล้วใช่ไหม”
หนิงอี้ยิ้มบาง “อา ต่อให้พูดร้ายอีกก็ไม่มีประโยชน์แล้ว...”
“ทำไมเล่า”
“เพราะนักพรตผู้นั้นเคยร่ายเพียงสองบทเท่านั้นนะ”
“ฮ่าๆ…” เสี่ยวฉานหัวเราะออกมา
อย่างไรเสีย ปัญหาที่คนอื่นพากันพูดว่าหนิงอี้ขโมยบทกลอนคนอื่นนั้น ตอนนี้นับว่าได้รับการแก้ไขไปโดยสิ้นเชิง
เรื่องในคืนนี้ดูเผิน ๆ เหมือนบังเอิญ แต่ในความจริงก็อาจมีการคิดคำนวณอยู่ในนั้นแต่แรก หนิงอี้เองตั้งแต่แรกก็คิดว่า วิธีแก้ปัญหาอย่างดีที่สุดก็คือแนวทางนี้ เขาไม่ใช่คนยึดติดอะไรนัก บทกลอนที่ตนเองรู้อยู่แล้วพอเอามาที่นี่ มันก็ถือเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ ถ้าภายหน้ามีเหตุจำเป็น ก็นำออกมาใช้ได้ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรจำเป็น ก็เลยไม่เห็นความหมายที่จะเอามาแลกกับแค่ชื่อเสียงในยามว่าง และเมื่อเสี่ยวฉานพูดออกมา เขาเองก็ไม่คิดจะปฏิเสธ เรื่องที่แก้ไขได้ทำไมจะต้องแบกรับชื่อเสีย
ในชีวิตประจำวัน เขาไม่เคยคิดจะไปคลุกคลีกับเหล่าบัณฑิตเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง เมื่อเป็นเพียงเรื่องที่ทำผ่าน ๆ เรื่องก็ต้องเรียบง่าย เขาเก็บเรื่องนี้เงียบมาห้าเดือน พอคิด ๆ ดูก็รู้ว่าต้องมีสักวันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงตัดสินใจแก้เสียวันนี้ แต่วันนี้เขาจริงจังกับการตามล่านักฆ่าหญิงคนนั้น เพราะสำหรับเขาแล้ว ชื่อเสียงด้านกวีเป็นสิ่งที่มีหรือไม่มีก็ได้ ถ้าเข้ามาตรงหน้าเขาก็แค่รับไว้ แต่เรื่องวิทยายุทธ์นั้นต่างออกไปมาก ใครจะคิดว่ากลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น พอเสวี่ยจิ้นกับซูจ้งฮั่วกดดันพียงนั้น เขาก็เลยปล่อยไปตามน้ำ
การคำนวณเหล่านี้อาจไม่ได้คิดเป็นขั้นเป็นตอน เขาเองก็ไม่ได้วางแผนจริงจัง แต่เพราะประสบการณ์เก่าก่อนกลายเป็นนิสัย ยามพักผ่อนอาจปล่อยใจตามสบายเช่นเวลาคุยกับผู้อาวุโสฉิน ผู้อาวุโสคัง หรืออวิ๋นจู แต่เมื่อใดก็ตามที่สัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม ต่อให้เพียงเล็กน้อย ปฏิกิริยาที่ดูเหมือนสบาย ๆ เหล่านี้ ในส่วนลึกของเขาอาจขบคิดไว้หลายหนแล้ว จนบางครั้งก็หัวเราะขมขื่นกับตัวเองว่าชีวิตนี้คงหนีไม่พ้นการคำนวณ
เรื่องวิทยายุทธ์นั้นตอนนี้ยังไร้หวังนัก แต่เรื่องกลอนถือว่าได้ผลตอบแทนพอควร เดินไปครู่หนึ่ง เสี่ยวฉานก็พูดขึ้นมา “คุณชาย ข้าไม่ชอบบทกลอนนี้เลย...”
“หืม?”
“ตอนแต่งกลอนบทนี้…คุณชายกำลังเพิ่งตามหานางโจรนั่นอยู่ไม่ใช่หรือ”
หนิงอี้นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา เสี่ยวฉานยิ้มมุมปาก “คุณชาย หากข้ากลับไปบอกคุณหนูละก็ ท่านลำบากแน่…”
“อืม อืม รู้แล้วล่ะ” หนิงอี้พยักหน้าพร้อมเดินต่อไป เสี่ยวฉานเดินตามหลังมา “คุณชาย ข้าจะบอกคุณหนูจริง ๆ นะ...”
“รู้แล้ว…”
เสี่ยวฉานเองก็ออกจะชอบหนิงอี้อยู่บ้าง แต่เรื่องอย่างนี้นางก็ไม่อาจปกปิดแทนเขาได้ อีกทั้งก็ไม่อยากให้หนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์เกิดรอยร้าวกัน ในใจจึงลังเลอยู่ระหว่าง “ซื่อสัตย์ต่อคุณหนู” กับ “เพื่อคุณชายเพื่อความสงบสุขในบ้านจึงปิดบัง” แต่พอเห็นหนิงอี้ท่าทีสบาย ๆ นางก็รู้สึกว่าที่ตนเองหนักใจนั้นช่างไร้ค่าเสียจริง จนอยากจะกระโจนเข้าไปกัดเขาสักคำ
“คุณช๊ายยย...”
“รู้แล้ว รู้แล้ว… กลอนมันเขียนไว้อย่างนั้น แต่ไม่ได้หมายถึงว่าข้ากำลังตามหานาง อีกทั้งท้ายสุดก็ไม่ได้ตามจนพบนางนี่… ไปเถอะ ไปเถอะ รีบหน่อย…”
นายบ่าวสองคนเดินไปก็แหย่กันไป บนถนนอีกด้าน ในโรงน้ำชาเล็ก ๆ ซูถานเอ๋อร์ที่เพิ่งตกลงเรื่องธุรกิจเรียบร้อย ก็ได้รับกลอนชิงอวี้อันและรับรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่งานกลอนปู้หยวนเมื่อครู่ นางเท้าคางนั่งอยู่ตรงนั้น แววตามองลอยไปในอากาศ ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ บนโต๊ะอีกด้าน มือของสีจวิ้นอวี่เอื้อมแตะเบา ๆ สายตาเขาจ้องแผ่นกระดาษที่เขียนกลอนไว้อย่างเงียบ ๆ หากไม่ใช่คนที่รู้จักเขาอย่างถ่องแท้ ก็คงไม่เห็นความหม่นเล็ก ๆ ในดวงตาคู่นั้น
เดิมเรื่องการค้าก็เจรจาลุล่วง ซูถานเอ๋อร์ควรจะรอหนิงอี้กับเสี่ยวฉานกลับมา เขาเองก็อาจนั่งคุยกับซูถานเอ๋อร์ต่อถึงแผนการค้าในอนาคต คืนนี้เป็นคืนปล่อยโคมลอย จะคุยเรื่องอื่นเล็กน้อยก็คงได้ ไม่ว่าอย่างไรเขากับซูถานเอ๋อร์ก็ร่วมงานกันมาหลายปี บางสิ่งก็ลบล้างกันไม่ได้ บรรยากาศก็จัดว่าดีอยู่ แต่พอมีบทกลอนนี้เข้ามา พอเสี่ยวเจวียนเอ่ยเรื่องเล่าที่ได้ยิน พอซูถานเอ๋อร์เงียบไป เขาก็รู้ว่าทุกอย่างพังทลายไร้รูปทรงอีกต่อไป ต่อให้พูดอะไรต่อไป ซูถานเอ๋อร์ก็คงทำทีว่าใส่ใจฟังและยิ้มตอบ แต่ความหมายเดิมก็ไม่มีแล้ว
ไม่นาน หนิงอี้กับเสี่ยวฉานก็เดินเข้ามา ซูถานเอ๋อร์ยิ้มพลางพยักหน้าให้เขา “ท่านพี่มาแล้ว หากไม่มีเรื่องสำคัญอื่นใด ผู้จัดการสีเชิญกลับไปพักผ่อนเถิด วันนี้ลำบากท่านมากแล้ว”
“เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน” สีจวิ้นอวี่อมยิ้ม คำนับให้ แล้วหันไปทักทายหนิงอี้ ก่อนจะเดินลงบันไดก็เหลียวกลับมามอง เห็นซูถานเอ๋อร์เม้มปากแน่น ชี้ไปยังแผ่นกระดาษบนโต๊ะตรงหน้าหนิงอี้ด้วยแรงพอสมควร แววตาที่มองกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ดูสนิทสนมเหมือนมิตรสหาย เขาเองก็มีความเข้าใจตรงกันกับซูถานเอ๋อร์ แต่นั่นก็แค่เรื่องการค้า ซูถานเอ๋อร์แม้ดูอ่อนโยน แต่ในหลาย ๆ ครั้งกลับจริงจังอย่างน่ากลัว การทำงานที่เข้าขากันจนการค้าสำเร็จมันก็ทำให้เขาภูมิใจ แต่เขาไม่เคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้ของนางมาก่อน
หนิงอี้ยกแผ่นกระดาษนั้นขึ้นมามองแล้วยิ้มเช่นกัน ปากเอ่ยอธิบายบางอย่าง แล้วก็ดูเหมือนจะเห็นว่าชุดของนางตรงคอเสื้อหลวมไปหน่อย ซูถานเอ๋อร์จึงยื่นมือออกไปจัดคอเสื้อคลุมของเขาให้เรียบร้อย…
……………….