เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 38 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนสี่)

ตอนที่ 38 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนสี่)

ตอนที่ 38 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนสี่)


ตอนที่ 38 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนสี่)

ค่ำคืนวันเพ็ญแรกของปี ที่หอจิ่วอวี่

เมื่อห้าเดือนก่อนในคืนวันเพ็ญกลางฤดูใบไม้ร่วง บทกวี “สุ่ยเตี้ยวเกอโถว” ได้ถูกขับขานขึ้น ทำให้เจียงหนิงตะลึงงันจนต้องกล่าวขานว่า นับจากนั้นไปอีกหลายปี คงยากที่จะมีใครแต่งกลอนเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงได้ดีกว่านี้ ทุกวันนี้บท “ยกจอกถามฟ้า” ก็ยังคงถูกขับร้องในทุกงานเลี้ยงรื่นเริง แม้เวลาผ่านไปห้าเดือน ความสั่นสะเทือนของบทกลอนก็ไม่จางหาย กลับยิ่งแพร่หลายไปไกล ทั้งเมืองตงจิง ทั้งเมืองหยางโจว ต่างก็มีคนกล่าวขานกันมากขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป การพูดถึงผู้แต่งในเจียงหนิงก็เริ่มจางลง ไม่มีข่าวคราวใหม่ ๆ ออกมา แม้จะมีเสียงว่าเขาลอกคนอื่นหรือคำวิจารณ์ไม่ดี ก็พูดกันไปเพียงไม่กี่ครั้งจนไม่มีใครสนใจอีก

แม้แต่ในคืนวันเพ็ญเช่นนี้ ที่พวกปู้หยางอี้และซูจ้งฮั่วพูดถึงหนิงอี้ ก็ยังเป็นเพียงวงสนทนาเล็ก ๆ ถ้าจะเอาไปพูดกับคนทั้งหมดก็ไม่มีความหมาย จะบอกว่าเขาเป็นผู้เร้นกายหรือคนบ้ากวี เขาก็แค่สอนหนังสือไม่มาสนใจใคร ดังนั้นเมื่อคนพวกนี้มายืนที่หน้าต่างมองออกไป คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดเรื่องอะไรอยู่ ที่มุมหนึ่ง ฉีหลานเพิ่งแสดงการร่ายรำเสร็จ นั่งพักพูดคุยยิ้มแย้มกับบัณฑิตไม่กี่คน พอเห็นคนทางนี้ชะโงกไปมองก็เอ่ยถามเบา ๆ

ทั้งงานเลี้ยงคุกรุ่นด้วยเสียงกระซิบกระซาบ แล้วมีคนเดินเข้ามาพูดว่า “เหมือนหนิงอี้ หนิงหลี่เหิง จะอยู่ข้างล่างนี่นะ”

“ใช่คนที่แต่งสุ่ยเตี้ยวเกอโถวหรือ”

“ตระกูลปู้ถึงกับเชิญคนนี้มาได้ด้วยหรือ”

“ตระกูลซูก็แค่ค้าผ้า ตระกูลปูู้เป็นเศรษฐีใหญ่ จะไม่ให้เกียรติได้อย่างไร เพียงแต่…ข้าก็ได้ยินว่าเขาแค่สร้างชื่อเสียง…”

“เขาไม่เคยมาร่วมงานแบบนี้จริง แต่ได้ยินว่าคำพูดเขานั้นหนักแน่นจริงแท้…”

ผู้คนคุยกันแผ่วเบา ฉีหลานก็แค่ยิ้มรับฟัง กลอนนั้นนางเคยขับร้องหลายครั้งแล้ว แต่ในงานแบบนี้นางย่อมไม่แสดงความอยากรู้ออกมา เพียงตอบตามบทสนทนาเป็นบางคำ และบางครั้งก็เหลือบไปทางปู้หยางอี้

ตรงหน้าต่าง ซูจ้งฮั่วกับคนอื่นมองลงไปข้างล่างก็จำหนิงอี้ได้ เสวี่ยจิ้นหัวเราะ “นั่นไม่ใช่เสี่ยวฉานหรือ ดูนั่นสิ หลี่เหิงจริงด้วย” ปู้หยางอี้มองไปทางซูจ้งฮั่ว ซูจ้งฮั่วก็ยิ้ม “ใช่แล้ว หลี่เหิงกับสาวใช้เสี่ยวฉาน”

เสวี่ยจิ้นชะโงกหน้า “ไม่รู้เขาทำอะไรอยู่ เรียกเขาขึ้นมาสิ” อู๋ฉีห่าวว่า “ดูท่าเขาจะมีธุระอยู่” พวกเขาคุยกัน ปู้หยางอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูจ้งฮั่วก็หัวเราะ “ไหน ๆ ก็เจอกันแล้ว เรียกเขาขึ้นมาก็ไม่เสียหาย คืนวันเพ็ญอย่างนี้จะมีอะไรสำคัญก็แค่เดินเล่นไปมาเท่านั้น”

ซูจ้งฮั่วเป็นหัวหน้าของหนิงอี้ในสำนักศึกษา เมื่อเขาพูดเช่นนั้น ปู้หยางอี้จึงตัดสินใจ พอเห็นเสวี่ยจิ้นทำท่าจะตะโกนเรียกก็รีบว่า “มิได้ มิได้ ด้วยวิชาความรู้ของน้องหนิง ข้าควรลงไปเชิญด้วยตนเอง พวกท่านรอสักครู่” อู๋ฉีห่าวก็ว่า “ข้าจะไปกับท่านด้วย”

ทั้งสองกล่าวลาพวกที่อยู่รอบ ๆ แล้วรีบลงไป ชั้นโถงเต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์เงียบ ๆ ว่าถ้าหนิงอี้ขึ้นมาแล้วจะเป็นเช่นไร เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับความสามารถของเขาก็ถูกพูดถึงอีกครั้ง เสวี่ยจิ้นแค่นหัวเราะ หันไปกระซิบกระซายกับสหายตนแล้วมองซูจ้งฮั่วด้วยแววสงสัย ว่าชายชราคนนี้คิดจะทำอะไร ซูจ้งฮั่วก็ไม่ได้ใส่ใจ กลับไปนั่งยิ้มคุยกับหลี่ปิน

“ขอให้คุณชายหาไม่พบ!”

ด้านล่างลานกลาง เสี่ยวฉานพูดเอื้อนเสียงเหมือนกำลังร้องเพลง น้ำเสียงมีความสะใจปนโล่งใจที่คุณชายหาโจรสาวไม่เจอ มวยผมของนางแก้ไม่ลง นางเลยปล่อยผ้าอีกข้างออกมา ผมสวยเรียบเป็นสองเปียแกะสะบัดไปมาเวลาเดิน ท่าทางยังคงเป็นสาวใช้ที่แสนฉลาดน่ารัก

หนิงอี้รู้ใจนางจึงยิ้ม หันกลับไป เสี่ยวฉานนึกว่าเขาจะเอื้อมมือมายุ่งกับผมอีกจึงรีบดึงเปียถอยหลังไปสองสามก้าว ปากหุบยิ้มพยายามกลั้นไว้ “ใครบอกว่าข้าหาไม่พบ”

“ก็คุณชายก็หาไม่พบจริง ๆ”

เสี่ยวฉานเถียงพลางยิ้ม หนิงอี้กลอกตา “เราคอยดูกันต่อไปเถอะ” พลางมองไปอีกทาง

ความจริงเขาไม่ได้ตามพลาด แต่เขาเข้าใจความกังวลของเสี่ยวฉาน เมื่อคิดว่าตามพลาดแล้วนางจะโล่งใจ ก็ให้เป็นอย่างนั้นไปเถอะ บรรยากาศในภัตตาคารเต็มไปด้วยความสุขของงานเลี้ยง แต่ในสายตาหนิงอี้ รายละเอียดมากมายกลับไม่พ้นสายตา

ตามร่องรอยที่ทหารอู๋เลี่ยตามมา กับทิศทางที่นางโจรน่าจะหนีไป เขากับเสี่ยวฉานน่าจะตามมาไม่ไกล รอบหลังของภัตตาคารมีรอยหิมะถล่มผิดปกติ ด้านหน้าเหล่าทหารกำลังเจรจากับผู้คุ้มกันของภัตตาคาร กว่าจะได้รับอนุญาตเข้าไป และเมื่อครู่หนิงอี้กับเสี่ยวฉานเดินอ้อมไปเห็นห้องเก็บของหรือห้องพักห้องหนึ่งเหมือนถูกงัด เขาจึงบอกเล็กน้อยกับเด็กใช้ให้เขาไปบอกหัวหน้า ตอนนี้เด็กคนนั้นก็เดินไปคุยกับหัวหน้าด้วยท่าทางลนลาน มือยังถืออะไรบางอย่างสีแดง

นั่นอาจเป็นเศษผ้าเปื้อนเลือดหรือเสื้อที่เปลี่ยนออกมา แต่ในเหตุการณ์แบบนี้ ก่อนรู้แน่ชัด ภัตตาคารย่อมไม่อยากแจ้งเจ้าหน้าที่เกรงจะเสียชื่อและเสียงานคืนนี้ หากเป็นเรื่องในถนนใหญ่หรือหอเฟยเยี่ยนก็ตาม ถ้าไม่เกี่ยวกับตนเองก็ปล่อยไปเถอะ หากทหารเข้ามา นอกจากงานเสียแล้ว สุดท้ายอาจต้องเสียเงินก้อนโตให้พวกนั้น ดังนั้นตอนนี้ภัตตาคารจึงทำได้แค่สั่งคนตรวจสอบเอง

หลังจากนั้นทหารอู๋เลี่ยอีกสองคนก็เข้ามา พวกเขาสังเกตสิ่งผิดปกติ ส่วนหัวหน้าภัตตาคารก็เรียกเด็กใช้มาอีกสองสามคนกระซิบสั่งงาน แล้วเด็กพวกนั้นก็แยกย้ายกันไปตรวจสอบอย่างไม่ให้ผิดสังเกต หนิงอี้เพียงเฝ้าดูอยู่ข้างหลังอย่างสงบเหมือนนกเหยี่ยวที่รอจับจ้องเหยื่อ

ตั้งแต่ได้ยินเรื่องพลังลมปราณ หนิงอี้ก็อยากเห็นสักครั้ง ครึ่งปีผ่านไปเพิ่งได้พบของจริง เขาไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้ไป แม้ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ แต่เขาเชื่อว่าเมื่อถึงเวลา ย่อมมีหนทาง พลันเมื่อเขากำลังขึ้นบันไดไปชั้นสอง ในความคิดว่าเป็นนกเฝ้าจ้องเหยื่อ กลับถูกนักล่าที่ไม่ได้คาดคิดสองคนดักรอ

“น้องหนิง เสี่ยวฉาน ช่างบังเอิญยิ่ง” เสียงทักทายจากหัวมุมบันไดคืออู๋ฉีห่าวผู้เคยพบกันมาก่อน แล้วชายหนุ่มอีกคนยกมือคำนับ “น้องหลี่เหิง ข้าได้ยินชื่อเสียงมานาน ข้าคือปู้หยางอี้” นี่เป็นครั้งแรกที่พบหน้า แต่ชื่อเขา หนิงอี้ก็เคยได้ยินว่าเป็นทายาทตระกูลปู้

จากนั้นอู๋ฉีห่าวก็แนะนำและพูดคุย หนิงอี้จึงรู้ว่าด้านบนกำลังมีงานสรวลเสพบทกวีอีกงานอยู่ เขาจึงรีบปฏิเสธ “ขออภัย ข้ายังมีธุระ งานสรวลเสพบทกวีคงไม่สะดวก ข้าขอ….” ยังไม่ทันพูดจบ อู๋ฉีห่าวก็จับแขนเขาอย่างสนิทสนม “ไหน ๆ ก็มาแล้ว จะไม่ขึ้นไปนั่งหน่อยหรือ น้องชายกำลังจะขึ้นไปอยู่แล้วใช่หรือ งานด้านบนข้าจะให้คนไปแจ้ง ช้าสักครู่คงไม่เป็นไร อีกทั้งด้านบนมีนายท่านสามของบ้านเจ้า หลี่ปินและคนอื่น ๆ ที่ชื่นชมวิชาความรู้ของเจ้า หากไม่ขึ้นไปแสดงตัว จะว่าไปก็ไม่งามนะ ขึ้นไปเถอะ หากมีธุระรีบกลับก็ไม่มีใครว่า ฮ่า ๆ ปู้หยางอร้ก็พูดถึงเจ้ามานานแล้ว”

อู๋ฉีห่าวลากหนิงอี้ขึ้นไป ปู้หยางอี้ก็พูดจาสุภาพ งานสรวลเสพบทกวีอยู่ด้านบน หนิงอี้ขึ้นไปแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ หันไปมองเสี่ยวฉาน นางก็กระโดดโลดเต้นดีใจ แต่พอถูกมองก็หุบยิ้มทำท่าเรียบร้อย ดวงตากลมใส กระพริบถี่ๆ อย่างรู้งาน

เจ้าเด็กนี่…

หนิงอี้เข้าใจความคิดนางทันที เขาหันไปมองในห้อง เห็นใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มของเสวี่ยจิ้น เขาเองครึ่งปีมานี้พบผู้คนมาก หากเป็นสถานการณ์เล็ก ๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะ เขาหันไปมองทหารอู๋เหลี่ยกับบ่าวที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในห้อง แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย

จากนั้นก็มีแต่การทักทาย บรรดาบัณฑิตหลายสิบคน หลายคนจำไม่ได้จริง ๆ จำได้แค่หลี่ปิน เสวี่ยจิ้น ซูจ้งฮั่ว เมื่อปู้หยางอี้แนะนำตัวก็มีนางคณิกาฉีหลานลุกขึ้นคำนับ “ข้าได้ยินชื่อเสียงท่านมานาน” นางสาวน้อยอายุสิบแปดสิบเก้าหน้าตางาม หนิงอี้ก็เพียงคำนับตอบ “ยินดีที่ได้พบ”

“ข้ายังมีธุระสำคัญ วันนี้ไม่สะดวกจะอยู่ต่อ ท่านทั้งหลาย…”

โอกาสผ่านไปเร็ว…แม้ไม่รู้จะเรียกว่าโอกาสหรือไม่ แต่สำหรับหนิงอี้แล้ว การพูดกลอนกับบัณฑิตเหล่านี้หรือเล่นกลศึกตื้น ๆ นั้นจะไปเทียบกับการตามหาผู้มีวิทยายุทธ์ได้อย่างไร เขาไม่ใช่พวกหลงฝันอยากมีพลังเหนือมนุษย์ หากอยากได้แค่พลัง เขารู้มานานแล้วว่าทำได้อย่างไร เพียงแต่สิ่งที่เขาไม่เคยเห็นคือ “กำลังภายใน” ดังนั้นเขาจึงกล่าวลาตรง ๆ พูดไม่ทันจบก็มีเสียงดังขึ้น

“คุณชายหนิงผู้มีวิชา วันงานสรวลเสพบทกวีครั้งก่อน บทสุ่ยเตี้ยวเกอโถวทำให้ทุกคนตะลึง คืนวันเพ็ญเช่นนี้ ตระกูลปู้ก็จัดงานอีก เหตุใดคุณชายหนิงไม่แต่งอีกบท ให้เราภาคภูมิใจกันหน่อยเล่า”

“จริงด้วย หากคุณชายหนิงแต่งอีกบท วันนี้ต้องกลายเป็นเรื่องเล่าขานแน่”

นั่นมันเท่ากับท้าทายตรง ๆ หนิงอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย “วันหลังเถอะ วันนี้ข้ามีธุระจริง ๆ”

“ธุระใดหรือ บอกเถอะ บางทีพวกข้าจะช่วยได้”

“จริงแล้ว ชายชาตรีตรงไปตรงมา หากมีธุระก็ว่ามาเถิด”

แล้วเสียงหนึ่งก็ดังพึมพำออกมาเบา ๆ “หรือเขากำลังดูแคลนพวกเรา…”

“ช่างโอหังเกินไป…”

“เกรงว่าเสียงลือจะเป็นจริง…”

เสียงเหล่านั้นไม่ดังนัก แต่กลับดังพอที่จะลอดเข้าหูผู้คนในห้อง ทุกคนเริ่มนิ่งเงียบลง ฉีหลานนั่งมองอยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ นางรู้ดีว่าตระกูลปู้ใฝ่หาคนมีความสามารถเพียงใด ชื่อเสียงของหนิงอี้ตั้งแต่แรกก็คลุมเครือ แต่ปู้หยางอี้ก็ยังฝากความหวังไว้ เพราะในหมู่คุณชายตระกูลใหญ่ที่ชอบสร้างภาพมีมากมาย หากเขามีความสามารถจริง การดึงเขามาไว้กับตนคือผลใหญ่ แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ดูจะไม่เป็นอย่างที่หวัง นางมองสีหน้าหนิงอี้ที่นิ่งเฉยก็อดถอนใจเบา ๆ ไม่ได้

หนิงอี้หันไปมองนอกหน้าต่าง เห็นชายชุดครามสองคนเดินผ่านระเบียงไป แต่ยังไม่ทันหันกลับ เสวี่ยจิ้นก็พรวดเข้ามาขวางสายตา

“น้องหนิง ข้าขอพูดตรง ๆ เถอะนะ” เสวี่ยจิ้นยิ้มกว้าง “คืนวันเพ็ญกลางฤดูใบไม้ร่วง บทสุ่ยเตี้ยวเกอโถวพิสูจน์แล้วว่าเจ้ามีพรสวรรค์ยิ่งใหญ่ วันนี้พวกเราพูดถึงเจ้าด้วยความชื่นชมไม่หยุดปาก ข้างนอกมีคนว่าเจ้าสร้างชื่อปลอม ว่ากลอนนั่นลอกคนอื่น ข้าไม่เคยเชื่อเลย วันนี้พูดถึงเจ้าแล้วเจ้าก็มา นี่แหละโชคชะตา! ข้าก็รู้ว่าบทกลอนไม่อาจแต่งได้ทันทีทันใด แต่เจ้าพักไว้ก่อน รอมีแรงบันดาลใจ แล้วเขียนสักบทก็ได้ ไม่ต้องถึงกับเลิศล้ำเท่าบทเก่า แค่มีสักบท ต่อไปถ้าข้าเจอใครกล่าวหาว่าเจ้าโกง ข้าจะตบมัน! เรียกคนของข้ามาสิบยี่สิบ เอามันส่งไปขึ้นศาล แจ้งข้อหาทำลายชื่อเสียง! ให้เจ้าเมืองลงโทษมันเสีย! ฮ่า ๆ ชื่นใจหรือไม่!”

เสวี่ยจิ้นพูดพลางทำท่าใหญ่โต หนิงอี้มองแล้วหัวเราะออกมา

“พวกเราต่างก็อยู่ในวัยควรจะสนุกสนาน วันนี้มีพี่น้องมากฝีมือมารวมตัว ฉีหลานก็มานั่งเป็นเพื่อน อย่างนี้จะมีธุระอะไรสำคัญนักหรือ ถ้ามีธุระจริง ทุกอย่างข้ารับผิดเอง ถ้าต้องไปขอโทษ ข้าจะไปด้วย ยอมให้โบยเลย เป็นอย่างไร”

เมื่อเขาพูดจบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากอีกมุม “หลี่เหิง ไหน ๆ ทุกคนก็พูดกันขนาดนี้ เจ้าอย่าปฏิเสธเลย คนหนุ่มรู้จักซ่อนคมเป็นเรื่องดี แต่บางคราก็ต้องเผยฝีมือบ้าง วันนี้ก็ลองแสดงฝีมือดูสักหน่อย เป็นไรไป”

หนิงอี้หันไปมองช้า ๆ

คำพูดนั้นออกมาจากซูจ้งฮั่วที่นั่งยิ้มแย้มเหมือนดีใจที่สำนักหยูซานมีคนรุ่นใหม่เช่นนี้ สายตาหนิงอี้กวาดไป สีหน้าเย็นลงนิด ก่อนริมฝีปากจะยกยิ้มขึ้น ยิ้มนั้นทำให้ซูจ้งฮั่วรู้สึกเหมือนเห็นความกดดันที่คล้ายกับตอนผู้อาวุโสซูกำลังโกรธ แถมยังมีความแปลกประหลาดเจืออยู่จนเขาไม่อาจเดาได้ว่าหมายความว่าอะไร

ซูจ้งฮั่วฝืนยิ้มไว้ ขณะที่เสวี่ยจิ้นยังพูดต่อ

“น้องหนิง การตอบสนองเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ข้าจะพูดตรง ๆ ตอนนี้มีข่าวลือแพร่ไปทั่ว ว่าเจ้าเคยพูดกับผู้ใหญ่ตระกูลซูว่า กลอนสุ่ยเตี้ยวเกอโถวที่เจ้าแต่งนั้นได้ยินมาจากนักพรตพเนจร ข้าไม่เคยเชื่อ เจ้าเป็นคนซื่อตรง จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร แต่ทนเสียงคนหมู่มากไม่ไหว ถ้ามันเป็นจริง ข้าก็เข้าใจผิดเจ้า ถ้าจะไปจริง ๆ ก็เดินผ่านข้าไปเถอะ ข้าจะไม่ขวาง ถือว่าข้ารู้จักคนผิด!”

คำพูดนี้ตรรกะอาจไม่สมบูรณ์ แต่ด้วยท่าทางจริงจังเช่นนั้น ถ้าหนิงอี้เดินหนีไป จะเท่ากับยอมรับข้อกล่าวหา ห้องโถงเงียบ ทุกคนเฝ้ารอ หนิงอี้มองรอบหนึ่ง ปู้หยางอี้อยากช่วยแต่ก็พูดไม่ออก ทันใดนั้นหนิงอี้ก็เดินผ่านเสวี่ยจิ้นไป เอ่ยเพียงเบา ๆ ว่า “ก็ดี”

เสวี่ยจิ้นหันจะพูดต่อ แต่เห็นหนิงอี้เดินไปยังโต๊ะเตี้ย หยิบพู่กันขึ้นมา งานนี้เป็นงานกวี มีพู่กันกระดาษหมึกอยู่ทั่วไป คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นทำหน้าขบขัน พอหนิงอี้เอาพู่กันจุ่มหมึก ใบหน้านั้นก็แข็งไป

หนิงอี้จุ่มพู่กันไว้สักครู่ สายตามองผ่านผู้คน ไปยังมุมที่ซูจ้งฮั่วนั่ง ใกล้ ๆ กันนั้นมีสาวใช้ชุดเขียวกำลังรินสราให้แขก อากาศหนาว นางสวมเสื้อหนา แต่รูปร่างนั้นหนิงอี้กลับจำได้ราง ๆ

ไม่ได้ตามพลาดจริง ๆ สินะ

เสี่ยวฉานที่ฟังคำพูดก่อนหน้านี้ก็โกรธอยู่ แต่ตอนนี้กลับตื่นเต้น เดินตามไป หลี่ปินกับคนอื่นก็เดินมาใกล้ ๆ พู่กันอยู่ในหมึกสองลมหายใจ ก่อนจะลงบนกระดาษ “ก็ดี วันนี้คืนวันเพ็ญแรกของปี ทุกท่านมีน้ำใจไมตรี ข้าก็ไม่อาจปิดบัง ฝีมือข้ายังอ่อนด้อยขอทุกท่านโปรดอย่าถือสา!”

สายตาหนิงอี้ยังตามเงาสาวใช้ไป มือพู่กันก็เขียนไปบนกระดาษ แม้จะเขียนแบบคัดลายมืออย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่ไวเหมือนปากกา หลี่ปินยืนมองอยู่ ครู่หนึ่งก็ช่วยอ่านออกเสียง

“ชิงอวี้อัน…คืนวันเพ็ญ…”

เสียงเขาแจ่มชัด ก้องไปทั่วห้อง ผ่านไปครู่หนึ่ง ท่าทางเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง ขานซ้ำอีกว่า

“สายลมตะวันออกพัดพลิ้ว…ดอกไม้บานเป็นพันต้น”

เพียงประโยคแรกของกลอนชิงอวี้อัน ก็เปิดม่านออกอย่างยิ่งใหญ่!

ใบหน้าของเสวี่ยจิ้นและซูจ้งฮั่วเปลี่ยนสีในทันที…

…………………

จบบทที่ ตอนที่ 38 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนสี่)

คัดลอกลิงก์แล้ว