- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 36 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนสอง)
ตอนที่ 36 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนสอง)
ตอนที่ 36 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนสอง)
ตอนที่ 36 หนึ่งคืนร่ายรำปลามังกร (ตอนสอง)
หลังจากหนิงอี้หันไปมองเพียงครู่หนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นกลางฝูงชนห่างออกไปสิบกว่าก้าว คือภาพเหตุการณ์อันฉับพลันที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายไม่มีเวลาตั้งตัว
เวลานั้นบนถนนผู้คนพลุกพล่าน ถนนกว้างหลายสิบก้าวถึงจะยังไม่เบียดเสียดยัดเยียด แต่เสียงต่าง ๆ นั้นผสมปนเปกันจนกลายเป็นความจอแจ สองข้างทางมีเด็ก ๆ วิ่งเล่นเป็นระยะ บางครั้งจุดประทัดแล้ววิ่งหนีทำให้ผู้คนแถวนั้นหัวเราะด่าทอกันเสียงดัง ที่อีกฟากหนึ่งมังกรสีทองกำลังเชิดเต้นตามเสียงกลองที่ตีก้องไปทั่ว ในสถานการณ์เช่นนี้เสียงธรรมดาแทบไม่ทำให้ใครสนใจ แต่เสียงที่ดังขึ้นในฉับพลันนั้น กลับแตกต่างออกไปเพราะมันช่างโหยหวนยิ่งนัก
เสียงนั้นคือเสียงกรีดร้อง “อ๊ากกกก” อันน่าสยดสยอง เสียงตะโกนก่อนสิ้นใจฉีกทะลุคลื่นเสียงทั้งมวล และเพราะหนิงอี้หันกลับไปพอดี เขาจึงเห็นประกายในหมู่โคมไฟที่สาดออกมาเป็นแสงเย็นเฉียบของโลหะ ความเร็วของมันราวกับใบพัดพุ่งหมุนเป็นเงาซ้อนสองวงในพริบตา เลือดพุ่งสูงตามเสียงกรีดร้องข้ามศีรษะฝูงชนไป และแขนขาดหนึ่งข้างลอยคว้างขึ้นสู่ฟ้า
เสียงแตกตื่นทำให้คนที่รู้เรื่องและไม่รู้เรื่อง คนที่ตั้งตัวทันและคนที่ยังไม่ทัน ตั้งปะปนกันไปในชั่วขณะนั้น
“อ๊ากกก”
เสียงโลหะกระทบกันกังวานเป็นระลอกกระจายออกไปในยามค่ำ ร่างเงาสีดำหนึ่งพุ่งหมุนบนศีรษะผู้คน อีกเงาหนึ่งร้องตะโกนพุ่งเข้าหาแต่กลับถูกสะบัดกระเด็นไปชนโต๊ะเก้าอี้อีกฝั่งแตกกระจาย เศษไม้ปลิวว่อนแล้วลอยไปอีกหลายก้าว ก่อนจะโครมครามเสียงดังสนั่น
เตาถ่านที่แตกกระจาย หม้อซุปเดือดน้ำร้อนกระเด็น ไฟจากถ่านคุพุ่งกระจายราวนกยูงกางหาง ลูกค้าตกใจแตกตื่น เงาสีดำนั้นร่อนลงกลับมาอีกครั้ง อาวุธในมือกวาดฟันผ่าน โคมไฟสองดวงถูกฟันขาด ลวดลายไฟลามเป็นทางกลางอากาศ
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงพริบตา หนิงอี้เองก็นับว่าเป็นคนที่เห็นแต่ยังตั้งตัวไม่ทัน ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เพียงสิบกว่าก้าวตรงหน้า แขนขาดกับเลือดพุ่งสูง ต่อมามีคนตะโกนกรูกันเข้าไปหาผู้ที่ลงมือ ร่างนั้นกระโดดสูงเพียงสองกว่าก้าว ท่าทางเหมือนนักยิมนาสติกพุ่งทะยานในอากาศ เสื้อผ้าสีดำพลิ้วไหว ผู้ที่กรูกันมาด้านล่างถูกนางสะบัดปลิวไปหลายก้าว ข้าวของกระจัดกระจาย
ถึงตอนนี้ผู้คนจึงเริ่มรู้สึกตัว เลือดกับแขนขาดร่วงลงมา ผู้คนร้องลั่น เสี่ยวฉานยังถามว่า “คุณชาย เกิดอะไรขึ้น…” หนิงอี้จับบ่านางดึงมาแนบข้างตัว มีคนหนึ่งที่ดูท่าไม่สู้ดีถอยมาทางนี้ หนิงอี้ก็ผลักเขาไปอีกทาง
เสียงโกลาหลระเบิดกลางยามค่ำ เพียงสิบกว่าก้าวตรงหน้า เสียงอาวุธกระทบกันดังถี่ เสียงกรีดร้องโหยหวน บรรยากาศราวกับสนามรบสองทัพปะทะกัน โคมไฟแขวนหนาแน่นดุจใยแมงมุม บางครั้งมีโคมระเบิดแตก หรือเชือกเส้นหนึ่งหลุดร่วงพาโคมไฟตกลงมา บนพื้นมีคนถูกฟาดปลิวไป มือขาดหนึ่งข้างกุมบาดแผลกรีดร้องสยองขวัญ
ในเมืองเจียงหนิงนั้นบ้างก็มีคนต่อยตีกันบนถนน หรืออันธพาลมาปะทะกัน เหล่าคนของหน่วยคุ้มกัน สำนัก หรือตระกูลใหญ่ มีเหตุผลสารพัด แต่ภาพที่เกิดขึ้นฉับพลันตรงหน้ากลับไม่เหมือนเช่นนั้น เพราะเมื่อครู่คนที่กระโดดขึ้นไปในอากาศเป็นเพียงสตรีหนึ่งเดียว ทว่าเหล่าผู้ที่กรูกันไปล้อมโจมตีนางกลับเป็นบุรุษร่างใหญ่กำยำ พวกเขาแต่งกายสั้นคล่องตัวแบบชาวยุทธทั่ว ๆ ไป กลิ่นอายเย็นยะเยือกของชีวิตบนคมดาบแฝงอยู่เต็มตัว ถึงอย่างนั้นเมื่อเจอสตรีนางนั้น พวกเขาก็ยังมิอาจได้เปรียบ
หนิงอี้มองภาพอลหม่านตรงหน้า รอบข้างผู้คนเริ่มแตกตื่นหนี เสี่ยวฉานกอดหนิงอี้ไว้ เอ่ยตะโกน “คุณชาย คุณชาย เขาสู้กันแล้ว…” นางร้อนรนอยากดึงหนิงอี้ไป แต่หนิงอี้กลับใช้แขนเดียวโอบบ่านางกันไว้ หากมีคนวิ่งมาจะชนก็ผลักออก ผู้คนพลุกพล่าน ร่างเงาเบื้องหน้ายากมองให้ถนัด โชคยังดีที่ฝูงชนค่อย ๆ สลายออกไป
บนถนนเว้นเป็นวงกว้างหลายสิบก้าวแต่ความวุ่นวายไม่ลดลง เสียงอาวุธ เสียงกรีดร้อง ไฟจากโคมที่ตกไหม้บนพื้น เด็ก ๆ ร้องไห้ไกลออกไป ผู้คนตะโกนหากัน บ้างถูกผลักล้มแล้วพยายามลุกขึ้น ม้าตัวแก่ที่ผูกไว้ใต้ต้นไม้ตรงหน้าแตกตื่น ดิ้นกระเสือกกระสน เสียงตะโกนแว่วมา “ทหารอู่เหลี่ยจับคนร้าย! คนอื่นหลีกไป!” ชายคนหนึ่งถูกกระบี่ในมือสตรีชุดดำแทงทะลุอก ร่างปลิวไปสิบกว่าก้าวล้มครืน
ถึงจะดูเหมือนว่านางยังคล่องแคล่วแม้ถูกคนห้าหกคนรุม แต่การต่อสู้นั้นมิได้สง่างามเหมือนในละครทีวี กระบี่ในมือสตรีนางนั้นยาวเพียงครึ่งกว่าช่วงแขน ยาวกว่ามีดสั้นแต่สั้นกว่ากระบี่ยาวทั่วไป ใบกว้างและหนัก คงเพื่อให้ทนต่อการฟาดฟัน สตรีร่างสูงโปร่งแต่ดูบอบบาง ชุดดำกระโปรงดำ ใบหน้ายังปิดหน้ากาก การโจมตีน้อยแต่ปัดป้องได้แม่น ลื่นหลบไปในระยะสั้น ๆ
คนที่รุมมีชายร่างยักษ์สูงเกือบสองวา ใช้โต๊ะหรือเสาไม้เป็นอาวุธ นางแม้จะลำบากในการหลบ แต่ทุกครั้งที่ออกกระบี่ก็มักได้ผล กระบี่สั้นนี้แทงทะลุร่างศัตรูได้ไม่ง่าย แต่แรงแทงนั้นหนักหน่วง ร่างบอบบางถือกระบี่เหมือนพุ่งชนสุดแรง พอแทงก็ถึงที่ นั่นจึงเป็นเหตุว่าชายที่ถูกแทงก่อนหน้าถึงถูกกระเด็นไปสิบกว่าก้าวก่อนล้ม
เพียงชั่วครู่ของการต่อสู้ เสื้อผ้าสีดำของนางก็เต็มไปด้วยคราบเลือด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของศัตรู แต่นางน่าจะบาดเจ็บมาก่อนแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่มีเลือดเปื้อนมือหนิงอี้ ทว่าเวลานี้ดูไม่ออก ในสายตาของหนิงอี้คือภาพสตรีนางนั้นลากศีรษะศัตรูคนหนึ่งถอยหลังไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางเสียงอื้ออึง ชายคนนั้นถูกลากไปตามพื้นพยายามคว้าข้อมือนางแต่ก็คว้าไม่ได้
เบื้องหน้ามีศัตรูอีกสองคนพุ่งเข้ามา แต่ถูกนางขวางไว้ ชายร่างยักษ์ด้านข้างยกโต๊ะฟาดมา นางที่ถอยเร็วอยู่แล้วออกแรงลากศัตรูคนนั้นจนแทบลอยขึ้น กลิ้งลงพื้น โต๊ะนั้นเฉียดศีรษะไปเพียงนิด นางกลิ้งลุกขึ้น ศัตรูที่ถูกลากตกพื้น เส้นผมถูกฉุดจนหนังศีรษะฉีก เลือดทะลัก นางยกเท้าถีบหลังเขา
ศัตรูสองคนด้านหน้าพุ่งเข้ามา ศัตรูที่ถูกลากกลับถูกถีบจนลุกขึ้นกะทันหัน พยายามยื่นมือจะรับแต่ปลายกระบี่ของสตรีนางนั้นแทงทะลุอกเขา
“อ๊ากกก” ชายที่ยื่นมือรับร้องลั่น ถอยกรูด ทั้งสามคนถูกแรงกระแทกพุ่งถอยไปสิบกว่าก้าวชนไฟจากโคมที่ตกอยู่จนไฟลุกวาบ แล้วโครมล้มลง สตรีนางนั้นพลิกตัวดึงกระบี่กลับมา ชายที่ล้มอยู่ผลักเพื่อนที่ถูกแทงบนร่างเขาออก “ฆ่านาง!” เขาเองก็ถูกแทงเข้าอกนิดหนึ่ง ขาเสียบด้วยไม้ไผ่เลือดโชก น่าสังเวช
ลูกดอกซัดพุ่งมาจากไม่ไกล สาดเลือดออกจากบ่าของสตรีชุดดำ ชายเสื้อครามอีกคนถือดาบใหญ่บุกเข้ามา ฟันบังคับให้นางถอยเรื่อย ๆ
เปลวไฟลุกวาบ ฝุ่นตลบ เสียงม้าร้องลั่น ม้าแก่ที่ผูกไว้ใต้ต้นไม้สะบัดเชือกหลุด มันวิ่งพรวดไปในสนามรบตรงไปยังกลุ่มคนที่ยังงุนงงไม่ทันหนี ความโกลาหลขยายกว้างออกไป เมื่อเห็นม้าวิ่งไปครึ่งทาง แสงหนึ่งพุ่งมาจากฟากฟ้า วาดโค้งบางเบาแล้วปักเข้าที่หัวม้า นั่นคือสตรีชุดดำขว้างกระบี่ของนางราวอาวุธลับ
ม้าที่วิ่งเหมือนถูกฟ้าผ่า ร่างมันยังพุ่งไปอีกไม่กี่ก้าวตามแรง ก่อนจะล้มครืนดังสนั่น เลือดพุ่งจากหัวมันราวบ่อน้ำพุพลัง
การต่อสู้นั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ท่ามกลางแสงคมดาบ สตรีนางนั้นที่ตอนนี้ไร้อาวุธต้องคอยหลบหลีกอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นชายชุดครามที่ถือดาบฟาดลงมาก็เซถอยไปอย่างเจ็บปวด นางใช้ท่าถีบเข้าบริเวณลับของเขา แล้วอีกด้านหนึ่ง ชายถือดาบคู่ก็พุ่งเข้ามาหวังจะบีบให้นางถอย ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง สตรีนางนั้นกลับก้าวเข้าหา
ดาบคู่กวัดแกว่งในอากาศ ชายถือดาบเดี่ยวที่ถูกเตะเข้าไปตรงนั้นเพิ่งรู้ว่าตนเองกำลังจะเป็นเป้า พยายามยกดาบป้องกัน ทว่าข้อมือที่จับดาบกลับถูกหนีบไว้แน่น เสียงกระดูกดังกรอบที่หัวเข่า ขาของเขาถูกถีบจนหักบิดงอ ความเจ็บปวดแล่นพล่านเข้าสู่สมอง ในพริบตานั้นเอง มือขาวซีดพลันปรากฏต่อหน้าเขา
แขนของสตรีนางนั้นซ่อนอยู่ในแขนเสื้อยาวตลอดการต่อสู้ จนกระทั่งตอนนี้เองที่มือนั้นพุ่งออกมา แขนเสื้อสะบัดดั่งแส้ เสียงฟาดอากาศดังชัดเจน มือกำแน่น กำปั้นตรงเข้าหาตาข้างหนึ่งของเขา
แรงสะเทือนระลอกหนึ่งซัดเข้าตาอีกฝ่ายอย่างจัง ชายถือดาบคู่ที่อยู่ด้านข้างฟาดดาบเข้ามาอย่างฉับพลันหมายจะช่วย แต่ในขณะเดียวกัน ร่างสตรีนางนั้นกลับเคลื่อนเร็วฉับไวดุจสายฟ้า วูบเดียวก็อ้อมไปด้านหลังของชายดาบคู่
เพียะเพียะเพียะเพียะเพียะ—
ปลายนิ้วฟาดลงตามจุดสำคัญทั้งตา สันจมูก ลูกกระเดือก ขมับ กระดูกสันหลัง และท้ายทอย พริบตาที่ชายดาบคู่ฟาดดาบออกมา นางก็ได้อ้อมไปหลังชายดาบเดี่ยวแล้ว มือที่ซัดออกมาพร้อมแขนเสื้อดุจแส้ฟาดลงบนจุดไป๋ฮุ่ย
“อ๊ากกก”
ชายถือดาบคู่ดวงตาแดงก่ำ ดาบหมุนวูบวาบราวล้อรถ หนิงอี้ที่มองจากไกลq ไม่เห็นชัด แต่เบื้องหน้ากลับเห็นเพียงประกายไฟปลิวพร่างไม่หยุดไม่หย่อน เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ดาบใหญ่เล่มหนึ่งก็แทงทะลุร่างเขาจากด้านหลัง ร่างนั้นล้มครืนลง สตรีชุดดำร่างบอบบางยืนถือดาบเต็มไปด้วยเลือด หันมามองทางนี้
ชายร่างยักษ์สูงสองก้าวคว้าตโต๊ะขึ้นมาฟาด นางมิได้หลบอีกต่อไป มือเดียวสะบัดเบี่ยงแรงนั้นไปด้านข้างแล้วพุ่งเข้ามาพร้อมดาบใหญ่ อีกโต๊ะหนึ่งเพิ่งจะถูกยกขึ้น แสงคมดาบก็วาบขึ้น
ครืน
ดาบเล่มนั้นหนักมาก คล้ายดาบหัวผี ขนาดแค่ลากไปมาก็ดูแปลกตาสำหรับร่างของสตรี ทว่าความแรงของคมดาบนี้กลับฟันโต๊ะขาดเป็นชิ้น ๆ หน้าอกของชายร่างยักษ์แตกละเอียด ดาบฝังอยู่ในอก พุ่งกระเด็นไปพร้อมกับร่างเขา เศษโต๊ะปลิวว่อนในอากาศ เส้นผมยาวของนางพลิ้วฟุ้ง นางร่างดุจวิญญาณพุ่งตรงมาทางซากม้าตัวนั้น
เวลานี้เหลือชายชุดครามรอดอยู่เพียงสอง คนหนึ่งที่ขาหักเพิ่งจะคลานขึ้นไม่กล้าพุ่งเข้าไป อีกคนที่ใช้ลูกดอกซัดก็วนเวียนอยู่รอบ ๆ พอเห็นสตรีนางนั้นพุ่งมา ลูกดอกซัดจึงหวีดลั่นหมุนอย่างบ้าคลั่งในอากาศ แต่สตรีนางนั้นกลับเร่งเข้าใกล้ ระหว่างที่ลูกดอกหมุนอยู่ราวกับสายด้ายพันกัน ร่างทั้งสองก็พุ่งเข้าหากัน กลิ้งไปมากับพื้น นางพลิกตัวก้าวขึ้นยืน เลือดราวหมุนรอบตัว นั่นคือตอนที่คอของชายใช้ลูกดอกถูกปาดจนขาด สายเชือกลูกดอกอยู่ในมือนาง ชายกระโปรงดำพลิ้วเบา ๆ แล้วลูกดอกที่ลากเชือกก็พุ่งไปสิบกว่าก้าว แทงเข้ากลางหน้าผากของชายขาหักคนนั้น…
การต่อสู้ทั้งหมดกินเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูปเท่านั้น ผู้คนรอบข้างต่างกระจัดกระจาย เสียงจอแจก็เบาลง ฝ่ายที่รุมล้อมนางถือดาบยืนอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ สตรีนางนั้นไม่สนใจพวกเขา เวลานี้นางทั้งตัวเปื้อนเลือด เดินไปยังซากม้า เลือดข้นไหลนองพื้น นางยื่นมือไปดึงกระบี่ของตนออกมาจากหัวม้า เช็ดด้วยผ้าผืนหนึ่ง แล้วสะบัดเก็บเข้าที่หลังอย่างรวดเร็ว
หนิงอี้กับเสี่ยวฉานถอยไปพอสมควรแล้ว แต่ยังยืนอยู่ไม่ไกล มองภาพนั้น ร่างทั้งร่างยังสั่นระริก…
…………………