- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 26 การทดสอบ
ตอนที่ 26 การทดสอบ
ตอนที่ 26 การทดสอบ
ตอนที่ 26 การทดสอบ
เวลาย้อนกลับไปไม่นานก่อนหน้านี้ ใกล้กับเตาไฟของเรือนบรรยากาศเคร่งขรึม บัดนี้คนที่มีความรู้ที่สุดในตระกูลซูต่างพากันมาชุมนุมอยู่ที่นี่แล้ว โดยคนที่มีฐานะสูงสุดก็เป็นขุนนางผู้ว่าราชการแห่งเสินโจวในปัจจุบันนามซ่งเหมา ซ่งอวี่ฝาน ผู้นี้สอบจอหงวนได้และนับว่าเป็นผู้ที่มีความรู้สูงส่งยิ่งในหมู่ราษฎร เนื่องจากทุกคนรู้ว่าเขามักจะมาเยือนทุกปี เหล่าศิษย์ของตระกูลซูจึงเตรียมตัวมาเนิ่นนานตามคำสั่งสอนของบรรดาอาจารย์
มีเงินอาจซื้อไม่ได้ซึ่งความรู้ แต่มีเงินก็ซื้อหนังสือได้ เรือนเก็บหนังสือของตระกูลซูนี้จึงใหญ่โตและสง่างาม ถ้าจะว่าความปรารถนาของผุ้อาวุโสใหญ่ซูคือสิ่งใด ก็คงหวังว่าสักวันหนึ่งจวนตระกูลซูจะกลายเป็นตระกูลแห่งบัณฑิต ผู้มีการศึกษาและความรู้ความสามารถรุ่นแล้วรุ่นเล่า เพื่อให้คนรุ่นหลังเมื่อมองเห็นเรือนเก็บหนังสือนี้จะระลึกถึงความเพียรพยายามของเขาผู้ที่เดิมก็เป็นเพียงพ่อค้า นี่เป็นความคิดที่ชวนให้สง่างาม ครั้นแก่ตัวลงก็มักจะสนใจเรื่องเหล่านี้มากขึ้น
เวลานี้การสอบในช่วงแรกที่เน้นความเป็นแบบแผนเสร็จสิ้นแล้ว สำหรับเด็กโตจะออกข้อสอบเชิงนโยบาย ส่วนเด็กเล็กก็ให้ถอดความคำของบัณฑิตผู้ก่อน โดยในยุคสมัยนี้ไม่มีสิ่งใดชื่อว่าคำตอบมาตรฐาน ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าบทในหลุนอวี่ประโยคใดควรตีความเช่นไร ทุกคนย่อมมีความเข้าใจเป็นของตน การตัดสินก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ แต่คนมีวิชาความรู้ย่อมดูออกได้ว่านี่เป็นเพียงคำที่ท่องมาจากอาจารย์หรือเป็นความคิดสร้างสรรค์ของศิษย์เอง
ปีนี้การสอบมีความต่างไปจากปีก่อน
หลังจากการสอบเบื้องต้น เด็กชายวัยราวเก้าขวบสิบขวบถูกเรียกมายังกลางหอหนังสือเพื่อตอบคำถามของซ่งเหมา เด็กชายผู้นั้นเห็นได้ชัดว่ากำลังตื่นเต้นมาก พูดติดขัด ขาดความมั่นใจในคำตอบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามตอบ
“หลุนอวี่... ในบทหยงเย่กล่าวไว้ว่า... ผู้รู้รักสายน้ำ ผู้มีเมตตารักขุนเขา ผู้รู้เคลื่อนไหว ผู้มีเมตตาสงบ ผู้รู้ร่าเริง ผู้มีเมตตาอายุยืน... ความหมายคือ... ผู้รู้แสวงหาความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง ผู้มีเมตตา... แต่ผู้รู้แสวงหาความเปลี่ยนแปลงมากมายก็เพื่อหาสัจธรรมซึ่งแม้แปรเปลี่ยนก็ยังคงเดิม ส่วนผู้มีเมตตาแม้มิได้แสวงหาความเปลี่ยนแปลง ก็สามารถใช้ความคงที่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง ผู้มีเมตตากับผู้รู้แท้จริงแล้วเป็นหนึ่งเดียว... อาจารย์กล่าว... อาจารย์กล่าวว่าหากไม่รู้แจ้งผู้รู้ก็หาใช่ผู้มีเมตตาที่แท้จริงไม่ หากไม่รู้แจ้งผู้มีเมตตา สิ่งที่รู้ก็เป็นเพียงหนทางเบี่ยงเบน วันหนึ่งจะต้องพลาดพลั้ง...”
เด็กชายผู้นี้ดูซื่อสัตย์และซื่อๆ จึงจัดถ้อยคำได้ยาก ใช้คำว่า “อาจารย์กล่าว” ซ้ำๆ และแทรกภาษาสามัญเข้าไป หากเป็นการสอบขุนนางย่อมไม่อาจใช้ได้ แต่ยามนี้ต่างออกไป ซ่งเหมาอายุเกือบสี่สิบ หน้าตาดูเคร่งขรึมแต่ก็แฝงความซื่อสัตย์ เขาฟังพลางพยักหน้า
“สวินจื่อเคยว่าไว้ว่า ‘พันการหมื่นการเปลี่ยน ล้วนหนทางเดียวกัน’ จวงจื่อก็กล่าวว่า ‘ไม่แคล้วจากแก่น เรียกว่าฟ้ากับคน’ หมื่นการแปรเปลี่ยนไม่อาจออกนอกแก่น... ถูกต้องแล้ว เจ้าตัวน้อย คำนี้อาจารย์ของเจ้าสอนเจ้าหรือไม่”
พอถูกถาม เด็กชายก็เหมือนจะคลายกังวลลงเล็กน้อย คำถามตอบง่ายจึงพยักหน้า “ขะ... ข้าขอตอบท่านผู้ว่าราชการ อาจารย์เคยกล่าวว่า ‘การเคลื่อนไหวและหยุดนิ่งไม่พ้นกรอบกลมเหลี่ยม หมื่นการเปลี่ยนแปลงล้วนไม่ออกนอกแก่น’”
“การเคลื่อนไหวและหยุดนิ่งไม่พ้นกรอบกลมเหลี่ยม หมื่นการเปลี่ยนแปลงล้วนไม่ออกนอกแก่น... มีคำนี้ก็เพียงพอแล้ว...” ซ่งเหมาพยักหน้าแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เมื่อครู่การถอดความผู้รู้รักสายน้ำที่เจ้ากล่าวออกมา มิใช่หรือว่าล้วนมาจากคำสอนของอาจารย์เจ้า”
เด็กชายพยักหน้า “อาจารย์เคยพูดไว้บ้าง ศิษย์... ศิษย์จำได้ไม่หมด...”
“เจ้ารู้เรื่องนั้นหรือไม่”
เด็กคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า ก่อนจะพยักหน้าอย่างระมัดระวัง “รู้... รู้บ้างเล็กน้อยขอรับ...”
“ฮ่าๆ คงเป็นเช่นนั้น” ซ่งเหมาหัวเราะ “เช่นนั้นการสอบก่อนหน้านี้ที่เจ้าอธิบายออกมา มิใช่หรือว่าก็มาจากคำสอนของอาจารย์เจ้าเช่นกัน”
เด็กพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า “อาจารย์... อาจารย์เคยพูดถึงแต่... แต่ไม่ได้กล่าวละเอียดเช่นนี้ บางส่วน... เป็นสิ่งที่ศิษย์คิดเอง...”
ซ่งเหมามองเขาที่พยักหน้าแล้วส่ายหน้า จากนั้นก็พยักหน้าอีก พลางหันไปแลกเปลี่ยนความเห็นกับซูจ้งฮั่วกับคนอื่นๆ ผูู้อาวุโสใหญ่ซูที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นความแปลกจึงกล่าวขึ้น “ท่านผู้ว่า นี่มัน...”
“ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้อาวุโสซู เด็กผู้นี้กับเด็กอีกคนที่ทดสอบไปก่อนหน้า วันหน้าคงมีความสำเร็จยิ่งใหญ่”
“อา...”
จะได้รับคำชมจากซ่งเหมาเช่นนี้ไม่ง่ายเลย ผู้อาวุโสใหญ่ซูปลาบปลื้มอยู่ในใจ แม้จะไม่แสดงออกชัดเจนนัก เพียงมองดูเรื่องราวดำเนินไป ซ่งเหมาหันไปมองบรรดาอาจารย์ในโรงเรียนและกล่าวกับซูจ้งฮั่ว “อาจารย์ที่สอนเจ้าตัวน้อยนี้คือท่านใดหรือ...”
สำหรับอาจารย์ในสำนักหยูซานนั้น เขาเคยติดต่อมาบ้างแต่ไม่พบผู้ใดน่าสนใจ จึงมองไปทางคนแปลกหน้าสองสามคน ซูจ้งฮั่วเห็นท่าทางลังเลแต่พอเห็นผู้อาวุโสใหญ่ซูก็กล่าวออกมา “ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ที่นี่ เจ้าตัวน้อยกับจงหมิงเด็กคนนั้นล้วนเป็นศิษย์ของหลี่เหิง”
ผู้อาวุโสใหญ่ซูอึ้งไปก่อนจะแสดงสีหน้าแปลกใจและยินดี ส่วนสีหน้าของซ่งเหมาก็แปรไปเล็กน้อย เขาหยิบแผ่นกระดาษคำตอบมากางดู ให้ครูข้างๆ เลือกแล้วคัดออกมาห้าแผ่น ดูอีกครั้งก่อนจะส่งให้ผู้อาวุโสใหญ่ซูกับซูจ้งฮั่ว “ท่านลองดูเถิด คำตอบของเด็กเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากการสอนของคนผู้นี้หรือไม่”
ซูจ้งฮั่วดูชื่อแล้วพยักหน้า ซ่งเหมาจึงอธิบายกับผู้อาวุโสใหญ่ซู “ข้อสอบเดียวกัน อาจารย์คนเดียวกัน เรียนวิชาเดียวกัน แต่คำตอบทั้งห้ากลับต่างกันและต่างมีข้อคิดของตนเอง...”
ไม่ต้องอธิบายมาก ผู้อาวุโสใหญ่ซูแม้ไม่ค่อยมีความรู้แต่ฟังเพียงเท่านี้ก็เข้าใจความหมายในถ้อยคำของเขาแล้ว ซ่งเหมามองไปรอบๆ แล้วถามซูจ้งฮั่ว “หลี่เหิงที่เจ้ากล่าวถึง นั่นคือหนิงอี้ที่แต่งบทเพลงสุ่ยเตี้ยวเกอโถว หนิงหลี่เหิงหรือไม่”
“...ใช่คนผู้นั้น”
“ผู้นี้คือผู้มีปัญญาใหญ่ ไม่ควรปล่อยให้เขายืนดูอยู่ด้านล่าง ควรเชิญขึ้นมานั่งร่วมกับพวกเราต่างหาก”
เวลานั้นบนเวทีล้วนเป็นผู้ใหญ่กับผู้สูงอายุ หนิงอี้ย่อมต้องอยู่ที่นี่ แต่เมื่อไม่อยู่บนเวที ก็ต้องยืนอยู่ในกลุ่มญาติพี่น้องที่มามุงดู ผู้อาวุโสใหญ่ซูกวาดตามองไปยังคนด้านล่าง สายตาไม่ค่อยดีนักจึงถามซูป๋อหยง “หลี่เหิงอยู่ไหน”
ซูป๋อหยงเองก็กำลังมองหาอยู่เช่นกัน เวลานี้จึงส่ายหน้า “เหมือนว่า…จะไม่ได้อยู่ที่นี่”
ปกติแล้วการซักถามส่วนหลังเช่นนี้ มักจะเรียกศิษย์ที่อายุมากกว่าขึ้นไปตอบคำถาม ครานี้กลับเรียกเด็กสองคนขึ้นไป แม้จะยืนตัวสั่นอยู่เบื้องหน้า แต่ในสายตาของผู้คนรอบข้าง นี่คือสัญลักษณ์ว่ามีความรู้ นับเป็นเกียรติไม่น้อย ระหว่างที่เบื้องบนกำลังซุบซิบกัน ผู้คนที่ยืนมุงอยู่เบื้องล่างก็พากันพูดคุยเบาๆ หญิงสาวที่วิ่งมาดูเรื่องราวอย่างเจวียนอ๋อร์จับศิษย์คนหนึ่งของหนิงอี้มาพูดให้กำลังใจ “ดูสิ เจ้าตัวน้อยเฮยจื่อกับจงหมิงเก่งขนาดไหน เดี๋ยวถ้าเรียกเจ้าไปถาม เจ้าก็ต้องตอบให้ดี อย่าทำให้หน้าอาจารย์เจ้าเสีย”
เด็กน้อยพวกนี้มักจะตามตื๊อให้หนิงอี้เล่านิทานให้ฟัง จึงคุ้นเคยกับฉานเอ๋อร์และจวนเอ๋อร์ เด็กคนนั้นทำหน้าหดหู่ “แต่พี่สาวเจวียนเอ๋อร์ ข้ากลัวนี่นา เบื้องบนเป็นถึงท่านผู้ว่าการ”
“ก็ใช่ว่าเขาจะเป็นผู้ว่าของพวกเราเมืองนี้เสียหน่อย เขาไม่ตัดศีรษะเจ้าเสียหรอก เจ้าดูเขาสิ ใจดีออก เฮยจื่อพวกนั้นก็กลัวเหมือนกันแหละ… แต่หากเจ้าทำให้ขายหน้า พี่สาวจะไม่ยกโทษให้เจ้านะ…”
คำยังไม่ทันจบ ซูป๋อหยงที่เบื้องบนเห็นเจวียนเอ๋อร์ในฝูงชนพอดี จึงเรียกนางออกไปด้วยรอยยิ้ม “ท่านเขยองเจ้าอยู่ที่ใด” พอนางถูกส่งออกไปตามหาหนิงอี้ ที่ด้านหลังศาลา ซ่งเหมาก็กำลังถามอย่างสนใจเกี่ยวกับเรื่องที่หนิงอี้สอนเด็กด้วยการเล่านิทาน ให้เฮยจื่อเล่าให้ฟังเดี๋ยวนั้นเลย
เมื่อเฮยจื่อปรับลมหายใจเล่าด้วยท่าทางประกอบให้ซูถานเอ๋อร์กับพวกฟังจนจบ ซูถานเอ๋อร์กับคนอื่นๆ ก็ต่างมองหน้ากันอย่างแปลกใจ แล้วเจวียนเอ๋อร์จึงหันไปถามฉานเอ๋อร์ “ท่านเขยอยู่ที่ไหนกันแน่ ทางนั้นเหล่าท่านผู้ใหญ่ยังรออยู่ ข้าไปหาที่เรือนมาก็ไม่พบ”
ฉานเอ๋อร์เองก็ลำบากใจ “แต่ว่า…ท่านเขยออกไปตั้งแต่เช้าน่ะสิ ข้า…ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน…”
…
หนิงอี้สอนหนังสือที่สำนักหยูซานมาหลายเดือน เคยได้ยินจากเสี่ยวฉานว่าทุกสิ้นปีจะมีการทดสอบ แต่ด้วยนิสัยของเขา ย่อมไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้มากนัก ยามเล่านิทานในชั้นเรียน ผู้คนมากมายสงสัย หัวเราะ หรือพูดกระแนะกระแหน ซูถานเอ๋อร์เองก็ไม่เข้าใจและไม่ชอบ เขามองทุกอารมณ์ของคนเหล่านั้นอยู่เงียบๆ รู้ชัดแจ้ง แต่ไม่คิดจะอธิบาย หากเสี่ยวฉานถามถึงความคิดในใจเขาเกี่ยวกับการสอบ เขาคงจะพูดลอยๆ ว่า “ถ้าเรื่องพวกนี้ยังผ่านไปไม่ได้ ก็อย่าได้ทำอะไรเลย”
สิ่งที่อยากทำ บัดนี้ไม่มาก แต่ถ้าจะทำแล้ว สิ่งที่รอคอยก็มีเพียงผลลัพธ์เท่านั้น หลังจากผ่านเรื่องราวมากมาย ความทะนงตนก็ยังมีอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะมาชี้นำการกระทำหลักของเขาอีกแล้ว กับคนที่เข้าใจหรือพยายามเข้าใจ และมีมุมมองชีวิตที่ดี เช่นผู้อาวุโสฉิน ผู้อาวุโสคัง เขาสามารถพูดเรื่องเพี้ยนๆ ในการสนทนา แล้วมองสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างพึงใจ แต่หากอีกฝ่ายไม่มีความเข้าใจ พอพูดอะไรออกไปกลับถูกหาว่าเป็นคนคิดนอกลู่ นั่นไม่ใช่เรื่องน่าไปหาเรื่องใส่ตัวหรือ
วันนี้ถ้าหนิงอี้อยู่บ้าน เขาจะไปดูการสอบหรือไม่ก็บอกได้ยาก แต่ไม่ว่าอย่างไรเช้านี้เขาออกไปแล้ว และไม่รู้ความเป็นไปทั้งสิ้น ช่วงนี้ตระกูลซูก็วุ่นวายอยู่มาก เขาเองก็มีสิ่งที่อยากทำบ้าง เพราะเวลาที่ว่างก็ยาวนานเกินไปแล้ว ถึงเวลาหาอะไรสนุกๆ ทำบ้าง ผลจะเป็นอย่างไรก็ไม่แน่ แต่ก็พิสูจน์ได้ว่า เขา ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่ในยุคปัจจุบัน ในยุคที่น่ากลัวแม้กระทั่งผงชูรสก็ไม่มี ก็ยังพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่สุขสันต์และงดงามอยู่ช่วงหนึ่ง
พอคิดแล้ว เหมือนหมูที่กำลังดิ้นรน…
ท่ามกลางหิมะโปรยปราย เขาคิดอย่างเซ็งๆ ไปด้วย เดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยหิมะมุ่งหน้าไปทางแยกข้างหน้า สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินถือร่มกระดาษ หากวาดลงในภาพ ฉากยาวของถนนกับหิมะที่โปรยปราย ก็แลดูมีลักษณะของบัณฑิตอยู่บ้าง ทั้งสองข้างทางร้านค้ายังเปิดอยู่มากมาย ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างรีบเร่ง รถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านเขาไป ที่มุมถนนมีแผงลอยหลายแผง หลังรถเข็นคันหนึ่ง หญิงคนหนึ่งที่พันผ้าโพกหัวซึ่งดูไม่งดงามนักกระพริบตาแล้วมองมาด้วยความสงสัย หนิงอี้ยกมือโบกไปทางนั้น ฝ่ายนั้นก็ยิ้มเขินตอบ
แผงขายขนมของเนี่ยอวิ๋นจู่อันไม่เข้ากับบุคลิกของนางได้เปิดแล้ว หนิงอี้รู้ที่ตั้งมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมีโอกาสเดินเล่นมาที่นี่เป็นครั้งแรก
………………..